ภาษานักเลงหุ้นก็ต้องบอกว่ากลับเข้าเทรนด์ หลังจากที่มีการเจรจาระหว่างฝ่ายแกนนำนปช. และรัฐบาลไปสองรอบ จนทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไปบ้าง และไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แต่แล้วสถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ความเป็นจริงตามที่ SIU เคยคาดการณ์เอาไว้
เมื่อ นปช. นำกำลังเข้ายึดพื้นที่ราชประสงค์ จนกระทั่งรัฐบาลได้รับแรงกดดันให้มีการ “ขอพื้นที่คืน” ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีการเริ่มมาตรการกดดันเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่การประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต่อด้วยการขออำนาจศาลแพ่งเพื่อวินิจฉัยว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบนพื้นที่ราชประสงค์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลก็ส่งเรื่องกลับพร้อมบอกว่าอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลอยู่แล้ว
รัฐบาลพยายามใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรุกชิงพื้นที่ราชประสงค์แต่เหลว เนื่องจากมวลชนคนเสื้อแดงจัดตั้งมาอย่างมีระเบียบและมีเอกภาพกว่าเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วมาก แทนที่จะยึดพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับถูกล้อมด้วยยุทธวิธีขนมชั้น จนต้องล่าถอยออกจากพื้นที่ในที่สุด
รัฐบาลเปิดเกมรุกต่อด้วยการประกาศปิดกั้นสื่อคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือเคเบิ้ลทีวี “พีเพิลชาแนล” ก่อนจะมีการปะทะพอหอมปากหอมคอที่สถานีไทยคมลาดหลุมแก้ว จนกระทั่งการปฏิบัติของกองพล.ร.2 ที่สี่แยกคอกวัวในเวลาต่อมา
แต่คราวนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” แฝงตัวเข้าอยู่ในมวลชนคนเสื้อแดง พร้อมใช้ M 79 หยอดเข้ากลางแนวรบของฝ่ายทหาร จนทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 4 ราย และมีการยิงตอบโต้จนทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต (ตัวเลขยอดรวมทั้งหมด บาดเจ็บ 863 ราย และเสียชีวิต 21 ราย) นอกจากนี้ยังมีนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาได้รับบาดเจ็บจากการยิงถล่มของ M 79 ด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็น พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รองเสธ.พล.ร.2 รอ.) เสียชีวิตหลังแพทย์จะพยายามปั๊มหัวใจให้กลับคืนมาได้
นอกจากนี้ยังมี พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล ร.2 รอ. ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ถึงขั้นขาหัก 3 ท่อน และ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 พัน 2 รอ.) ถูกสะเก็ดระเบิดจนต้องผ่าตัดสมองด้วย
ยังไม่นับ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ รอง ผอ.กอง กรมยุทธการทหารบก พ.ท.นพสิทธิ์ อิทธิพงษ์โสภณ ผบ.ม.พัน 3 หรือแม้กระทั่ง ร.ท.เฉลิมพล ลิ่มสกุล แม่ทัพนายกองของ “บูรพาพยัคฆ์” บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลกันถ้วนหน้า และก็มีการถอดป้ายชื่อออกเพื่อปิดข่าวไม่ให้ขวัญกำลังใจกองทัพเสียหาย แต่อย่างไรก็ตามก็มีการพูดคุยกันในหมู่นายทหารระดับสูงแล้วว่า หากมีคำสั่งให้เข้าสลายการชุมนุมในลักษณะนี้อีกจะไม่ดำเนินการ พร้อมย้อนกลับไปให้ฝ่ายการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยมวลชนจะมีทิศทางไปทางเดียวคือเมื่อมวลชนออกมาเรียกร้องรัฐบาลก็ไม่อาจตั้งอยู่ในอำนาจได้ เพราะหากรัฐบาลใช้กำลังทหาร-ตำรวจ เข้าสลายมวลชนเมื่อใด จะเกิดข้อครหาว่าทำให้นองเลือดทันที ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน กล่าวในลักษณะนี้แล้ว มวลชนจึงเป็นเกราะทางยุทธศาสตร์ (Strategic armor) ในขณะที่สันติวิธีเป็นโล่ห์ทางยุทธวิธี (Tactical shield)
การใช้กองกำลังไม่ทราบฝ่ายและเอ็ม 79 จึงเป็นการเสริมแนวรบทางยุทธวิธีทำให้ฝ่ายทหารที่หวังจะสลายมวลชนเหมือนเมื่อครั้งเมษายนปีที่แล้ว ต้องถอยร่นออกจากแนวปะทะ เพราะหากใช้อาวุธสงครามตอบโต้มากกว่าที่เห็นนี้จะทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวนัก (ซึ่งจะเข้าโมเดล 6 ตุลาคม 2519)
ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังถูกจับตาจากทั่วโลกในเวลานี้จะจบลงอย่างไร หลายฝ่ายเสนอให้มีการเจรจา แต่ในความเป็นจริงการเจรจาคงไม่ได้เกิดขึ้นโดยผ่านการถ่ายทอดโทรทัศน์อย่างที่เห็นไปแล้ว ยิ่งไม่เกิดขึ้นในห้องปิดลับระหว่างตัวแทนทั้งสองฝ่าย
แต่แท้จริงแล้วการเจรจาเกิดขึ้นอยู่แล้วตลอดเวลา ไม่ใช่จะเกิดขึ้นในแบบสันติวิธี แต่เป็นการดำเนินผ่านการส่งสัญญาณของผู้นำตัวจริงแต่ละฝ่าย ทั้งการกดดันและเพิ่มน้ำหนักต่อรองในแต่ละย่างก้าว ซึ่งดำเนินไปภายใต้กติกาแห่งการเมืองอันจริงแท้ (Real Politik) หรือที่ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนปัจจุบันเคยให้คำสัมภาษณ์เอาไว้กับ Spiegel ว่ามันเป็น “กฎของป่า” (Jungle rule)
หมายเหตุ :
SIU ขอเสนอภาพวิดีโอจากมุมมองของแต่ละฝ่าย และให้ผู้ชมได้รับทราบเพื่อตัดสินและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ ทั้งนี้ SIU ขอแสดงความเสียใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทุกฝ่ายมา ณ ที่นี้ ไม่มีผู้ใดชนะจากสงครามที่คนไทยมุ่งกระทำกับคนไทยด้วยกันเองในขณะนี้ ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม และมุ่งหวังให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ กับหาตัวผู้กระทำความผิดได้โดยเร็ว
ทหารถูกระเบิด M79 บาดเจ็บ (นาที 0.37) ขณะกำลังเข้าสลายผู้ชุมนุม
ผู้ชุมนุมถูกกระสุนปืนเข้าศีรษะจนเสียชีวิต (ผู้ชมควรใช้วิจารณญาณ และมีภาพหวาดเสียว)
