โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
http://www.facebook.com/negativenetwork
หากลองหันไปถามคนรอบๆตัว โดยเฉพาะคุณสาวๆ ว่า “อยากทำอะไรในอนาคต?” คำตอบที่มักจะได้รับส่วนใหญ่ก็คือ “อยากมีร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟเล็กๆ เก๋ๆ หรูๆ” ทำให้แอบตั้งขอสงสัยว่าจริงๆ แล้วพวกเธอต้องการอะไรกันแน่?
ภาพที่ถูกสื่อออกมาตามนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์ ก็คือร้านหรูๆสไตล์วินเทจบ้าง สไตล์วิคตอเรียนบ้างที่มีพนักงานยกเค้กสไตล์ฝรั่งเศสฟิวชั่นกับญี่ปุ่น เสิรฟ์พร้อมชาเอิร์ลเกรย์หอมกรุ่น มีเจ้าของร้านนั่งสวยๆ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลในการตกแต่งร้าน
ดังนั้นหลายคนจึงหันไปเรียนทำอาหาร ซื้อเตาอบหรูหรา (ซึ่งในความเป็นจริงพวกร้านค้าเขาก็ยังไม่ใช้อย่างดีขนาดนี้) เพียงเพื่อจะอบขนมไม่กี่ชิ้น ซื้อเครื่องชงกาแฟราคาแพง แล้วก็นั่งฝันถึงวันที่ร้านประสบความสำเร็จ มีสื่อมาสนใจ แจกบัตร privilege เพื่อให้เพื่อนสนิทมาทาน และบอกด้วยความภูมิใจว่าฉันเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านเพื่อได้รับส่วนลด
จากประสบการณ์ที่บ้านผมเคยทำขนมเบเกอรี่ขาย พวกคนเหล่านี้ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศที่ยืนหน้ามันแผลบอยู่หน้าเตาอบ พวกเขาอาจจะไม่เคยพบประสบการณ์เวลาที่สินค้าขาดตลาดจนราคาแพงอย่างก้าวกระโดด หรือเวลาที่ต้องถูพื้นเวลาที่มันเลอะไปด้วยคราบไข่และแป้ง มันไม่ได้ดูเก๋หรือหรูหราแบบที่วาดไว้เลย มีแต่ความเหนื่อยยากและความอดทน ดุจดั่งอาชีพอื่นๆ ที่ต้องเอาเหงื่อแลกต่างน้ำในการประกอบอาชีพ
ผมเคยย้อนกลับไปถามว่า “ทำไมไม่เริ่มจากการเปิดร้านกาแฟเล็กริมทาง หรือเริ่มจากร้านรถเข็นก่อนล่ะจะได้สำรวจตลาด?” แต่คำตอบที่ได้รับมักจะเป็นสายตาที่ดูแคลน และคำพูดที่คิดว่าเป็นอาชีพที่ฉันไม่มีวันลดตัวไปทำแน่ๆ
เมื่อคุณลงทุนสูง และคุณอยากเป็นเจ้าของกิจการอะไรสักอย่างนั่นแปลว่าคุณพร้อมที่จะแบกรับความเสี่ยงที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่การชี้นิ้วสั่ง ทั้งค่าไฟที่เพิ่มจากตู้แช่เบเกอรี่เดือนละหลายพันบาทเอย เค้กที่เหลือค้างและจะต้องทิ้งเอย ค่่าจ้างพนักงานทั้งฟูลไทม์และพาร์ทไทม์เอย ชีวิตจริงของเจ้าของมันไม่ได้สวยหรูแบบที่ฝัน หากถ้าไม่รักจริงๆแล้วโอกาสล้มเหลวทางธุรกิจย่อมมากตามไปด้วย
พูดแล้วก็พลางคิดถึงรายการทางสถานีทีวีไทย ที่ชื่อว่า “ฉันจะเป็นชาวนา” ที่แพร่ภาพทุกวันจันทร์ เวลา 23.00น. ที่มี อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส เป็นผู้ดำเนินรายการ
รายการฉันจะเป็นชาวนาทางช่อง TPBS (ภาพโดย YouTube)
สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนของรายการคือภาพแบบ “สุขนิยม”ใหม่ และภาพชนบทแบบจินตนาการที่เห็นได้ตามภาพโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุ่งข้าวสีเขียวขจี ดอกฝ้ายปลิวไสว ชุมชนเข้มแข็ง และการเกษตรแบบอินทรีย์ ภาพแบบนี้ดูจะเป็นการ “สตัฟฟ์” (stuff) ชาวชนบทให้อยู่ในแบบที่คนเมืองอย่างเรารู้สึกพึงใจที่จะได้เห็น
คุณจะไม่เห็นภาพชาวชนบทเรียกร้องอยากจะมีมือถือ Blackberry อยากมีมอเตอร์ไซค์ Fino หรือรถกระบะสักคัน เพราะมันดูจะเป็นสิ่ง “แปลกแยก” จากสังคมอุดมคติที่คิดว่าชาวชนบทนั้นต้องเป็นอยู่อย่างพอเพียง การใส่รองเท้าบูธลงไปย่ำทุ่งของคุณอุ้มไม่แตกต่างจากการปลีกตัว 2-3 วันไปนอนโฮมสเตย์ และพูดอย่างซาบซึ้งว่า “ฉันจะเป็นชาวนา”
ภาพของชาวนาในรายการดูช่างเป็นสิ่งโรแมนติกและสวยงามเสมอ ในขณะที่ภาพชาวนาต้องทนทุกข์จากเพลี้ยกระโดด ภาพพื้นดินแตกระแหง ภาพของเกษตรกรแขวนคอตายจากหนี้ ธกส. จำนวนมาก จะไม่ถูกถ่ายทอดออกมาในรายการ เพราะมันรู้สึกไม่รื่นรมย์และขัดแย้งกับความรู้สึก Feel Good เก๋ๆ กับผู้ชมรายการ เหมือนมีคำตอบว่าถ้าชาวนานั้นไม่อยากอดตายก็ให้ทำตัวพอเพียง ใช้ชีวิตกับวิถีธรรมชาติและจงอย่าดิ้นรนให้มีวิถีชีวิตแบบคนเมืองมากนัก
บางทีก็แอบตั้งคำถามว่าถ้าคนในเมืองที่ฐานะปานกลางอยากจะมีรถหรูๆ สักคัน หรือบ้านเดี่ยวสวยๆ สักหลังเราเรียกสิ่งนี้ว่า “การยกระดับคุณภาพชีวิต” แต่เวลาเราเห็นคนชนบทอยากมีรถกระบะสักคัน หรือมือถือสักเครื่องกลับกลายเป็นว่า “ทำอะไรเกินตัวและไม่พอเพียง”
ผมจึงไม่ค่อยมั่นใจว่าการที่เรามองโลกในแบบนี้มันโรแมนติกเกินไปหรือเปล่า? สุขนิยมใหม่อาจจะเริ่มจากทัศนคติแบบนี้ก็ได้ เพียงแต่ว่าหากเราปล่อยไปเช่นนี้ทัศนคติดังกล่าวจะเป็นอันตรายหรือไม่? ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวของคุณเอง
