Practical Report ร้านเบเกอรี่ในจินตนาการ (และรายการ “ฉันจะเป็นชาวนา”) …ภาพสะท้อนสุขนิยมใหม่

โดย พิเชฐ  ยิ่งเกียรติคุณ

http://www.facebook.com/negativenetwork

หากลองหันไปถามคนรอบๆตัว โดยเฉพาะคุณสาวๆ ว่า “อยากทำอะไรในอนาคต?” คำตอบที่มักจะได้รับส่วนใหญ่ก็คือ “อยากมีร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟเล็กๆ เก๋ๆ หรูๆ” ทำให้แอบตั้งขอสงสัยว่าจริงๆ แล้วพวกเธอต้องการอะไรกันแน่?

ภาพที่ถูกสื่อออกมาตามนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์ ก็คือร้านหรูๆสไตล์วินเทจบ้าง สไตล์วิคตอเรียนบ้างที่มีพนักงานยกเค้กสไตล์ฝรั่งเศสฟิวชั่นกับญี่ปุ่น เสิรฟ์พร้อมชาเอิร์ลเกรย์หอมกรุ่น มีเจ้าของร้านนั่งสวยๆ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลในการตกแต่งร้าน

ดังนั้นหลายคนจึงหันไปเรียนทำอาหาร ซื้อเตาอบหรูหรา (ซึ่งในความเป็นจริงพวกร้านค้าเขาก็ยังไม่ใช้อย่างดีขนาดนี้) เพียงเพื่อจะอบขนมไม่กี่ชิ้น ซื้อเครื่องชงกาแฟราคาแพง แล้วก็นั่งฝันถึงวันที่ร้านประสบความสำเร็จ มีสื่อมาสนใจ แจกบัตร privilege เพื่อให้เพื่อนสนิทมาทาน และบอกด้วยความภูมิใจว่าฉันเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านเพื่อได้รับส่วนลด

จากประสบการณ์ที่บ้านผมเคยทำขนมเบเกอรี่ขาย พวกคนเหล่านี้ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศที่ยืนหน้ามันแผลบอยู่หน้าเตาอบ พวกเขาอาจจะไม่เคยพบประสบการณ์เวลาที่สินค้าขาดตลาดจนราคาแพงอย่างก้าวกระโดด หรือเวลาที่ต้องถูพื้นเวลาที่มันเลอะไปด้วยคราบไข่และแป้ง มันไม่ได้ดูเก๋หรือหรูหราแบบที่วาดไว้เลย มีแต่ความเหนื่อยยากและความอดทน ดุจดั่งอาชีพอื่นๆ ที่ต้องเอาเหงื่อแลกต่างน้ำในการประกอบอาชีพ

ผมเคยย้อนกลับไปถามว่า “ทำไมไม่เริ่มจากการเปิดร้านกาแฟเล็กริมทาง หรือเริ่มจากร้านรถเข็นก่อนล่ะจะได้สำรวจตลาด?” แต่คำตอบที่ได้รับมักจะเป็นสายตาที่ดูแคลน และคำพูดที่คิดว่าเป็นอาชีพที่ฉันไม่มีวันลดตัวไปทำแน่ๆ

เมื่อคุณลงทุนสูง และคุณอยากเป็นเจ้าของกิจการอะไรสักอย่างนั่นแปลว่าคุณพร้อมที่จะแบกรับความเสี่ยงที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่การชี้นิ้วสั่ง ทั้งค่าไฟที่เพิ่มจากตู้แช่เบเกอรี่เดือนละหลายพันบาทเอย เค้กที่เหลือค้างและจะต้องทิ้งเอย ค่่าจ้างพนักงานทั้งฟูลไทม์และพาร์ทไทม์เอย ชีวิตจริงของเจ้าของมันไม่ได้สวยหรูแบบที่ฝัน หากถ้าไม่รักจริงๆแล้วโอกาสล้มเหลวทางธุรกิจย่อมมากตามไปด้วย

พูดแล้วก็พลางคิดถึงรายการทางสถานีทีวีไทย ที่ชื่อว่า “ฉันจะเป็นชาวนา” ที่แพร่ภาพทุกวันจันทร์ เวลา 23.00น. ที่มี อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส เป็นผู้ดำเนินรายการ

รายการฉันจะเป็นชาวนาทางช่อง TPBS (ภาพโดย YouTube)

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนของรายการคือภาพแบบ “สุขนิยม”ใหม่ และภาพชนบทแบบจินตนาการที่เห็นได้ตามภาพโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุ่งข้าวสีเขียวขจี ดอกฝ้ายปลิวไสว ชุมชนเข้มแข็ง และการเกษตรแบบอินทรีย์ ภาพแบบนี้ดูจะเป็นการ “สตัฟฟ์” (stuff) ชาวชนบทให้อยู่ในแบบที่คนเมืองอย่างเรารู้สึกพึงใจที่จะได้เห็น

คุณจะไม่เห็นภาพชาวชนบทเรียกร้องอยากจะมีมือถือ Blackberry อยากมีมอเตอร์ไซค์ Fino หรือรถกระบะสักคัน เพราะมันดูจะเป็นสิ่ง “แปลกแยก” จากสังคมอุดมคติที่คิดว่าชาวชนบทนั้นต้องเป็นอยู่อย่างพอเพียง การใส่รองเท้าบูธลงไปย่ำทุ่งของคุณอุ้มไม่แตกต่างจากการปลีกตัว 2-3 วันไปนอนโฮมสเตย์ และพูดอย่างซาบซึ้งว่า “ฉันจะเป็นชาวนา”

ภาพของชาวนาในรายการดูช่างเป็นสิ่งโรแมนติกและสวยงามเสมอ ในขณะที่ภาพชาวนาต้องทนทุกข์จากเพลี้ยกระโดด ภาพพื้นดินแตกระแหง ภาพของเกษตรกรแขวนคอตายจากหนี้ ธกส. จำนวนมาก จะไม่ถูกถ่ายทอดออกมาในรายการ เพราะมันรู้สึกไม่รื่นรมย์และขัดแย้งกับความรู้สึก Feel Good เก๋ๆ กับผู้ชมรายการ เหมือนมีคำตอบว่าถ้าชาวนานั้นไม่อยากอดตายก็ให้ทำตัวพอเพียง ใช้ชีวิตกับวิถีธรรมชาติและจงอย่าดิ้นรนให้มีวิถีชีวิตแบบคนเมืองมากนัก

บางทีก็แอบตั้งคำถามว่าถ้าคนในเมืองที่ฐานะปานกลางอยากจะมีรถหรูๆ สักคัน หรือบ้านเดี่ยวสวยๆ สักหลังเราเรียกสิ่งนี้ว่า “การยกระดับคุณภาพชีวิต” แต่เวลาเราเห็นคนชนบทอยากมีรถกระบะสักคัน หรือมือถือสักเครื่องกลับกลายเป็นว่า “ทำอะไรเกินตัวและไม่พอเพียง”

ผมจึงไม่ค่อยมั่นใจว่าการที่เรามองโลกในแบบนี้มันโรแมนติกเกินไปหรือเปล่า? สุขนิยมใหม่อาจจะเริ่มจากทัศนคติแบบนี้ก็ได้ เพียงแต่ว่าหากเราปล่อยไปเช่นนี้ทัศนคติดังกล่าวจะเป็นอันตรายหรือไม่? ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวของคุณเอง

บทความนี้ได้ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไทวันที่ 18 พ.ค. 54

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    ตอบเพิ่มนะครับคุณ tamaki -

    คือวิธีแก้ที่บอกว่าให้ชาวนาปลูกแค่พอกิน ปลูกแค่ในท้องถิ่น แล้วเหลือค่อยเอาไปขายเนี่ย ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ เสนอกับให้ลึ่มเลยทั้งในแบบเรียน ในสื่อมวลชน และในอะไรอีกมากมายหลายสื่อ และมันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้เลยครับ เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่าปัญหาของชาวนาไทยไม่ได้มีแต่เรื่องศัตรูพืช – คือเอาแค่บอกว่า “ปลูกให้พอกินแล้วเอาไปขาย” มันก็ผิดหลักตลาดแล้วเพราะคนกินข้าวไม่ได้มีแต่ชาวนาน่ะครับ และข้าวก็ไม่ได้เป็นวัตถุดิบเฉพาะข้าวสวย ข้าวเหนียว น่ะครับ

    การทำนามันไม่ใช่รายได้แน่นอนตายตัว มันมีปัจจัยเสี่ยงมากมายทั้งเรื่องภัยธรรมชาติที่ทำนายไม่ได้ว่าจะโดนเมื่อไหร่ เรื่องกลไกราคาที่เปลี่ยนไปตามตลาด คือการ ‘ไม่มีกิน’ ของชาวนานี่ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำนาเยอะๆ ใช้ยาฆ่าแมลงเยอะแล้วเลยเจ๊งนะครับ คือเขาปลูกเยอะขนาดนี้ เขาพยายามลด cost ต่างๆ มากมาย แต่มันก็ยังไม่มีกินอยู่ดี บางปีอยู่ดีๆ รัฐบาลก็บอกว่าให้ปลูกข้าวแค่ปีละครั้งเพราะแล้ง (แต่น้ำแทบล้นเขื่อน)ทั้งที่ปลูกนาปีนาปรัง (รวมสองครั้ง) ก็แทบจะหาข้าวสารกรอกหม้อไม่ได้ แต่เรากลับกำลังเสนอว่าให้เขาปลูกข้าวแค่แบบพอเพียงไม่ต้องสนใจตลาด (ที่เป็นคนเอาเงินมาให้เขา) แบบนี้ไม่โรแมนติกไปหน่อยหรือ?

  • tamaki

    คุณ Iterator คุณเข้าใจผิดตั้งแต่บรรทัดแรกๆ เลยตรงที่บอกว่า

    “ก็พยายามหา สุขนิยม แบบ โรแมนติก เพื่อยกระดับจิตวิญญาณอะไรก็ว่าไป”

    อยู่ๆ ก็มาตีขลุมซะงั้นว่าใครจะมายกมาแย๊กจิตวิญญาณ เพราะผมก็เพิ่งบอกไปแหม๊บๆ ว่า เค้ามานั่งทำนากันเพราะอะไร

    ไม่ได้อ่านหรอกหรือ?

    ในเมื่อเริ่มต้นมาผิดแล้ว จะไปต่อถูกได้ยังไงเล่า ที่คุณเวิ่นเว้อตามมาทีหลังเลยไปคนละเรื่องกันเลย
    ไอ้นั่นน่าจะทำ ไอ้นี่น่าจะทำ ล้วนแต่คุณคิดเอาเองแล้วเอาไปยัดเยียดให้เขาทั้งนั้น

    อย่างนี้ไม่มีใครทำอะไรถูกใจคุณได้หรอกครับ รักแพนด้าทำไมไม่รักช้างไทยด้วย รักช้างไทยทำไมไม่รักหมาจรจัดด้วย รักหมาจรจัดแล้วทำไมไม่แก้ปัญหายาเสพติดด้วย ทำไข่เจียวกินก็ต้องพูดเรื่องวงจรการเลี้ยงไก่ไข่ด้วย จะปลูกข้าวกินก็ต้องพูดเรื่องวงจรการค้าข้าวด้วย? ถ้าไม่พูดถึงแสดงว่าทำรายการเพื่อสร้างภาพโรแมนติก?

    สรุปแบบนี้ก็ตายพอดีล่ะครับ ใครจะตามไปทำได้ดังใจคุณไหว บอกจนปากฉีกแล้วว่าเขาแค่จะปลูกข้าวกินเอง เกิดวิกฤติการณ์จะได้มีข้าวกิน ก็จะไปยัดเยียดให้เขาต้องมีหน้าที่แก้ไขปัญหาชาวนาด้วย คนละเรื่องกันมั้ยนั่น

    แล้วก็ไม่ต้องมาแสดงความเป็นห่วงแทนคนดูจะเข้าใจผิดหรอกครับ เบื่อมาก พวกวิจารณ์รายการทีวีมาไม้นี้ทุกคน ห่วงเด็กบ้าง ห่วงเยาวชนบ้าง นี่มาห่วง “ผู้ที่ไม่คิดให้รอบด้าน” อีก (คือใครฟะ อยู่ๆ ก็ยกขึ้นมาลอยๆ อีกแล้ว)

    ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคนดูเค้าจะโง่จนแยกแยะเนื้อหารายการเองไม่ได้หรอกครับ คนที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้คือคุณมากกว่า

    คุณผ่านมา อีกครั้ง (ตั้งชื่อเหอะครับ อะไรก็ได้ใส่ๆ ไป)

    คุณนี่ก็พิลึก อยู่ๆ ก็มาคาดเดาลอยๆ ว่าเค้าน่าจะทำอย่างนั้นมั้ง คงจะคิดอย่างนี้มั้ง คุณเอาวิธีคิดแบบนี้มาจากไหนล่ะนี่?

    ก็เค้าตั้งใจจะทำแค่นั้น แล้วคุณจะไปพยายามยัดเยียดให้เค้าต้องทำอย่างอื่นไปอีกทำไมล่ะครับ แสดงว่าคุณไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับเกษตรพึ่งตนเอง คุณคิดว่าข้าวมันจะมีขายที่โลตัสไปเรื่อยๆ หรือไงครับ?

    สรุปสั้นๆ คุณทั้งสองก็แค่มี “อคติ” กับรายการนี้เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นห่วงอะไรนักหนาหรอก จบมั้ย?

  • tamaki

    คุณชญานิน

    “ผิดหลักการตลาดเพราะคนกินข้าวไม่ได้มีแต่ชาวนา”

    เอ้า.. ก็ผมบอกแล้วไงว่าช่างหัวคนอื่นมัน ปลูกพอกินพอขายในท้องถิ่น ไม่ใช่ปลูกส่งไปให้คนอื่นขายแล้วตัวเองจน

    แล้วจะมากลไกราคาตลาดอะไรอีก ก็บอกแล้วว่าเพื่อที่สุดแล้วชาวนาจะได้มีสิทธิมีอำนาจในการกำหนดราคาข้าว ไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากราคาตลาดที่นายทุนกำหนด

    คุณงงประเด็นอะไรไปรึเปล่า?

    แล้วถ้าไม่สนใจส่งขายในตลาดแล้วเค้าก็ไม่เอาเงินมาให้ก็ช่างมันสิครับ เราไม่มีเงินแต่เรามีข้าว ไม่มีเงินกับไม่มีข้าวกินใครตายก่อน?

    ก็เพราะคุณคิดในมุมของคนซื้อข้าวกินไงเลยออกมาแบบนี้

    ที่ตอนนี้มันยังเป็นไปไม่ได้ เพราะชาวนายังต้องติดอยู่กับปัจจัยในการผลิตที่ต้องพึ่งพาจากนายทุนและบริษัทข้ามชาติ จนแทบจะกลายเป็นลูกจ้างบริษัทที่รับจ้างปลูกข้าวบนที่ดินของตัวเอง และที่เค้ากำลังทำอยู่คือทำอย่างไรให้พึ่งตัวเองลดการพึ่งพาจากภายนอก

    ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพราะไม่มีความรู้ เพราะโง่ เพราะไม่พอเพียง แต่เป็นเพราะชาวนายังติดอยู่กับทัศนคติที่ต้องฉีดยา ต้องซื้อปุ๋ยมาใส่ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ เรียกว่าติดอยู่ในคุกทัศนคติของตัวเอง ซึ่งถ้าแก้ทัศนคตินี้ได้ ก็ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ศักดินาชาวบ้านที่คนเขียนบทความนี้บัญญัติขึ้น (ความจริงนั่นคือปัญหาปลายเหตุ แถมยังแปลศัพท์ผิดอีกด้วย)

  • Ton Chedee

    อิอิ แวะมาขำๆครับ 5555+

    คุณ อิทเตอเรท กะ คุณผ่านมา นี่ไม่ได้อ่านอะไรที่คนอื่นเค้าตอบเล้ยยยย

    อ่านมาให้หมดก่อนพ่อคุณ ค่อยมาเม้นท์เน้อ 5555+

    อย่างคุณทามากิว่าแหละ ทัศนคติ ครับ

    มองๆดูมันกลับกันนะ แต่จริงๆ แล้วทำกินก่อน แล้วเหลือค่อยขายน่ะ
    มันจะพาตัวเองรอด แต่ทำขายเลยน่ะ มันเจ๊ง ก่อปัญหา อย่างที่เห็นเนี่ยแหละ
    อย่าเถียงเลยครับ ทฏษฏีของในหลวงท่าน

    หลักง่ายๆ เอาตัวเองรอดก่อนเน้อ เด็วรวยเอง
    กลยุทธ์รอด กะ กลยุทธ์รวยมันต่างกันจ้า ช่องโหว่ จุดอ่อนมันก็ต่างกันเยอะ จ้า

  • Ton Chedee

    แถมให้ครับ ผมเขียนเอง “ลุงนิลคนของความสุข”

    จากคนที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวหวังรวย ติดหนี้ จนเอาปืนจ่อหัวตัวเอง เตรียมลั่นไก แต่กลับตัวทำเกษตรพอเพียงมีรายได้เดือนละเป็นแสน

    http://www.facebook.com/note.php?note_id=146890492018907

  • tamaki

    ผมก็หลงพล่ามซะตั้งยาว สรุปสั้นๆ แบบที่คุณ Ton Chedee ว่านี่แหละเข้าใจง่ายที่สุดแล้ว

    ถูกแล้วครับ จุดมุ่งหมายของเค้าคือ ให้ทำกิน ไม่ใช่ทำขาย ทำนาเอาข้าวไม่ใช่ทำนาเอาเงิน แต่พวกก็จะหาเรื่องมาวอแวจนได้ว่า ทำแบบนี้มันทำขายไม่ได้ๆๆๆ เค้าจะทำกับข้าวกินเองดันแต่เอาเรื่องเปิดร้านอาหารมาพูด มันก็เลยไม่รู้เรื่องกันซักที

  • tamaki

    เดี๋ยวพวกก็หาว่ามาจากรายการทีวีสุขนิยมโรแมนติกอีกหรอกครับ (ฮา) เพราะต้องไปถ่ายตอนลุงนิลกำลังขุดจอบฟันดินแบกน้ำเหงื่อไหลไคลย้อยด้วย ถ้าไม่ได้ถ่ายมาแสดงว่าเป็นภาพความฝันโรแมนติกของพวกทำรายการทีวี อาจจะมีอันตรายได้อย่าไปหลงเชื่อ (ฮา)

    ผมว่าปล่อยคนพวกนี้ให้ตามืดบอดอยู่อย่างนี้เถอะครับ ปล่อยให้พวกเขาและลูกๆ ของพวกเขานั่งทำงานเอาเงินแลกข้าวไปเถอะ ปล่อยให้ไปนั่งห่วงชาวนาซะให้สมใจอยาก แล้ววันไหนน้ำมันขึ้น ราคาทองขึ้น ก็คอยไปเข้าคิวซื้อข้าวเอาก็แล้วกัน

  • Iterator

    “คุณ Iterator คุณเข้าใจผิดตั้งแต่บรรทัดแรกๆ เลยตรงที่บอกว่า
    ก็พยายามหา สุขนิยม แบบ โรแมนติก เพื่อยกระดับจิตวิญญาณอะไรก็ว่าไป”

    => คุณ tamaki ครับผมอาจตีความบทความนี้ผิดไปก็ได้ แต่ผมจะยก บริบทที่คุณอุ้มได้เกริ่นถึงที่
    มาของตนเอง ฐานะกิจการ และโยงไปถึง แง่มุมปรัชญาหลาย ๆ อย่างเช่น

    “เกษตรกรรมคือการบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ เอาจิตวิญญาณสัมผัสธรรมชาติ”

    คุณอุ้มระหว่างที่คุยกับ คุณระพี ยังพูดถึง

    “ความสุขที่แท้จริง”

    ผมไม่ได้อ่านแต่ผมดู รายการ คุณลองไปดูย้อนหลังได้ ว่าที่ผมอ้างอิงมีหรือไม่

    “อย่างนี้ไม่มีใครทำอะไรถูกใจคุณได้หรอกครับ รักแพนด้าทำไมไม่รักช้างไทยด้วย รักช้างไทยทำไมไม่รักหมาจรจัดด้วย รักหมาจรจัดแล้วทำไมไม่แก้ปัญหายาเสพติดด้วย ทำไข่เจียวกินก็ต้องพูดเรื่องวงจรการเลี้ยงไก่ไข่ด้วย จะปลูกข้าวกินก็ต้องพูดเรื่องวงจรการค้าข้าวด้วย? ถ้าไม่พูดถึงแสดงว่าทำรายการเพื่อสร้างภาพโรแมนติก?”

    => ผมได้บอกไปแล้วว่า ผมมีปัญหาเพราะมัน สื่อความนัยโดยผ่าน dramatization และ พยายาม romanticize โดยสรุปปัญหารวม ๆ ทางอ้อม ๆ สื่อความหมายอะไรบางอย่างไว้ อย่างอื่นผมไม่ได้มีปัญหา ผมว่าข้อความ ที่คุณยกมาใช้โจมตีผมต่างหาก ที่เข้าข่าย ยัดเยียด แบบที่คุณพยายามกล่าวหาผมตลอด reply ของคุณนะครับ

    “แล้วก็ไม่ต้องมาแสดงความเป็นห่วงแทนคนดูจะเข้าใจผิดหรอกครับ เบื่อมาก พวกวิจารณ์รายการทีวีมาไม้นี้ทุกคน ห่วงเด็กบ้าง ห่วงเยาวชนบ้าง นี่มาห่วง “ผู้ที่ไม่คิดให้รอบด้าน” อีก (คือใครฟะ อยู่ๆ ก็ยกขึ้นมาลอยๆ อีกแล้ว)“

    => ผมมีสิทธิ์เต็มที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ไม่นับเป็นคลื่นความถี่สาธารณะ และสถานีเป็นสถานีที่ใช้เงินภาษีอากร โดยไม่มีการหารายได้ในตัวเอง ส่วนที่คุณมาบอกให้ผมไม่ต้องมาแสดงความเห็นนั้น แสดงชัดถึงทัศนคติ บวก ๆ แบบของคุณเอง

    ผมก็แค่โพสเล็กๆ โพสเดียวครับ มันจะมีหรือไม่มีน้ำหนักก็ขึ้นกับข้อความ ข้อมูล และเหตุผล ไม่ใช่สื่อผูกขาดนะครับ
    ใครไม่อ่านก็ข้ามไปได้

    ”ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคนดูเค้าจะโง่จนแยกแยะเนื้อหารายการเองไม่ได้หรอกครับ คนที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้คือคุณมากกว่า”

    => ผมไม่ได้สรุปว่า อาจจะมองไม่รอบด้าน แปลว่า “โง่” นี่หรือคือ ทัศนคติ บวก ๆ มองโลกในแง่ดี ?

    “สรุปสั้นๆ คุณทั้งสองก็แค่มี “อคติ” กับรายการนี้เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นห่วงอะไรนักหนาหรอก จบมั้ย?“

    => ผมไม่ได้มีอคตินะครับ หรือมองเห็นต่างไม่ได้เลยครับ ผมไม่ได้มีความเกลียดชังหรือ อคติใด ๆ และยอมรับว่าผู้สร้างรายการมีความหวังดี ตั้งใจดี เพียงแต่พื้นฐานของแต่ละคนอาจจะมาจากพื้นฐานที่ต่าง ๆ กัน บางคนชอบอ่านหนังสือ ปรัชญา มากกว่าอ่านหนังสือ ที่เป็นวิทยาศาสตร์

    ไม่มีผิด ไม่มีถูก ครับเพียงแต่เราแสดงความคิดเห็นต่อกันได้ พูดคุยกันได้ เปิดใจรับฟังกัน ให้ความเห็นเหตุผล กันได้

    อันนี้ของคุณ Ton Chedee

    ”อิอิ แวะมาขำๆครับ 5555+
    คุณ อิทเตอเรท กะ คุณผ่านมา นี่ไม่ได้อ่านอะไรที่คนอื่นเค้าตอบเล้ยยยย
    อ่านมาให้หมดก่อนพ่อคุณ ค่อยมาเม้นท์เน้อ 5555+
    อย่างคุณทามากิว่าแหละ ทัศนคติ ครับ“

    ผมอ่านและตอบเป็นข้อ ๆ ในคำตอบของผม อ้างอิงเนื้อหา และให้เหตุผลประกอบ
    แล้วนะครับ ส่วนเรื่องทัศนคติตอบไปแล้ว

    ”มองๆดูมันกลับกันนะ แต่จริงๆ แล้วทำกินก่อน แล้วเหลือค่อยขายน่ะ
    มันจะพาตัวเองรอด แต่ทำขายเลยน่ะ มันเจ๊ง ก่อปัญหา อย่างที่เห็นเนี่ยแหละ
    อย่าเถียงเลยครับ ทฏษฏีของในหลวงท่าน.

    ครับไม่เถียงครับ … ห้ามผมเถียงได้ ถือเป็นทัศนคติ แบบ บวก ๆ

    คุณ Ton Chedee ผมยินดีกับลุงนิลจริง ๆ ครับ

    แต่ผมว่าคนที่รู้จักของผมที่จีนก็โชคดีไม่แพ้กัน ผมว่าทำได้มากกว่าแสนนะ
    หลายคนยกระดับไปแล้วเป็นเกษตรขนาดใหญ่ (เดี๋ยวจะหาว่าเค้าโลภอีกล่ะ)
    และไม่เคยเอาปืนจ่อหัวแน่นอน

    ผมว่าคำถามผมยังไม่มีใครตอบเลย ทำไมชะตากรรมเกษตรกร ไทยที่ผ่านมารวม ๆ จึงแย่กว่า
    ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น จีน หรือเพราะไม่ได้ใช้เกษตรอินทรีย์ ?

    ผมคิดว่า โพสที่ยืนยันว่า hidden message ในรายการ คืออะไร คือสิ่งที่มีคนโพสอธิบาย
    ตอบมานี่แหละครับ

  • Iterator

    “ผมว่าปล่อยคนพวกนี้ให้ตามืดบอดอยู่อย่างนี้เถอะครับ ปล่อยให้พวกเขาและลูกๆ ของพวกเขานั่งทำงานเอาเงินแลกข้าวไปเถอะ ปล่อยให้ไปนั่งห่วงชาวนาซะให้สมใจอยาก แล้ววันไหนน้ำมันขึ้น ราคาทองขึ้น ก็คอยไปเข้าคิวซื้อข้าวเอาก็แล้วกัน”

    => มาอีกแล้ว ทัศนคติ บวก ๆ ขอบคุณที่ด่าและแช่ง ด้วยทันนคติบวก ๆ และจิตใจ ที่ feel good

    ช่วยอธิบาย ตรรกะของคุณได้ไหม ผมอยากเข้าใจ “ แล้ววันไหนน้ำมันขึ้น ราคาทองขึ้น ก็คอยไปเข้าคิวซื้อข้าวเอาก็แล้วกัน”

    มันแปลว่าอะไรครับ

  • ผ่านมา ครั้งที่3

    ขอคุยกะ lterator คนเดียวนะ คนอื่นไม่เกี่ยว

    คุณ lterator ผมว่านะคุณ Ton Chedee กะคุณ tamaki คงประกอบอาชีพชาวนา
    หรือไม่ก็อยากเป็นชาวนา
    หรือไม่ก็ซาบซึ้งกะรายการ จนอยากจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ ไปเป็นชาวนาแล้วหละ

    คุณ lterator คิดว่า
    1 เวลาเค้าไปไถนา ดำข้าว เกี่ยวข้าว เค้าจาใส่กันแดดไม๊น้า
    2 เวลาข้าวเค้าโดนน้ำท่วม น้ำแล้ง เพลี้ยกระโดด โดนกดราคา ปุ๋ยแพงฯลฯ เค้ายังจาซาบซึ้งในอาชีพนี้ไม๊น้า
    3 แล้วทุกวันนี้เค้าคงพอเพียง ไม่ใช้อะไรเกินตัว ไม่อยากมี iPad ไม่อยากได้รถป้ายแดง บ้านเดี่ยวไกล้รถไฟฟ้าฯลฯ คงไม่ใช้บัตรเครดิต เพราะเป็นการใช้เงินอนาคต ใช้เงินเกินตัว ชีวิตเค้าน่าสรรเสริญ และน่าจะเป็นแบบอย่านะ
    4 และที่สำคัญผมว่าเค้าคงมีรายได้เป็นแสน (เสียภาษีด้วยนะครับ) เหมือนลุงนิลแน่เลย

    สรุปถามเลยนะ (ถามเฉพาะคุณ lterator นะครับ)
    เราไปเป็นแบบเค้าไม๊ครับ ปลูกข้าวกินเอง เหลือก็ขาย ปีใหนฝนแล้ง น้ำท่วมก็อด นานทีเค้าก็ยกย่องเราในทีวีที แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเรานะ ดีไม๊ครับ? รายได้เดือนละ 100,000 เลยนะคุณ

  • Ton Chedee

    อันนี้ตอ่บคุณ อิทเตอร์นะครับ (คุณผ่านมาไม่ต้องอ่าน 5555+
    เพราะคุณชอบประชด เหมือนคนไม่มีการศึกษา ผมรังเกียจ
    แล้วแกก็ไม่อ่าน เม้นท์ฉัน ที่ผ่านมาเลย แกถึงมีหน้ามาถาม เพลียะกระโดด ทำไง
    ฉานตอบไปนานแล้วนิ เวร ถุย อุ่ย …)

    คุณอิท จะเอาไรมากมายกับรายการเค้าล่ะ
    ศิลปะแต่ละอย่างมันมีข้อดี และข้อจำกัดในการนำเสนอเน้อ

    เอ่อ ดูเหมือนคุณรุ้เรื่องเกษตรดีนะ คุณไม่รุ้หรือ โลกร้อนเพราะไร ปฏิวัติเขียวคือไร
    ไอ้เรื่องระบบเกษตรบ้านเราน่ะ ไม่ว่า ไม่คุมราคาปุ๋ย นำปุ๋ยเข้าไม่เสียภาษี
    ข้าวราคาถูก เพราะให้กรรมกรในเมืองกิน เพื่อเอาแรงงานเค้ามาใช้ได้เรื่อยๆ
    เรื่องพวกนี้ อ เดชา แกรุ้ดีกว่าใคร แต่รายการเค้าไม่เน้นปัญหา
    แต่เน้น วิธีแก้ เท่านั้นเอง

    อ่อ ผมบอกคุณแล้วนี่ เรื่องเกษตรอินทรีย์ในประเทศอื่นๆ น่ะคุณไปอ่านงานฟุกุโอกะ ปฏิวัติเขียวไรสิ
    เอ้ คุณนี่ ถามซ้ำถามซาก โทดๆๆๆ 555+ แต่คุณเปนแบบน้นน่ะ

    เนี่ยล่ะ ผมถึง่ว่าคุณไม่อ่าน เม้นท์ก่อนหน้านั้น ทุกเม้น ไม่ใช่เฉพาะเม้นท็ของคุณทามากิ ที่คุณเอาชำแหละ

    อ่อ เศรษศาสตร์พอเพียงของในหลวงท่านน่ะ ไม่เน้น เงินแสนหรอกนะ
    คุณไม่ได้อ่าน note ลุงนิลผมน่ะสิ คุณถึงไม่รุ้ว่า เค้าเน้น ที่ ความภูมิใจ พอใจ ในตัวเองต่างหาก ที่ลุงนิลมีความสุขน่ะ

    สรุป ไปอ่านอะไรก่อนเหอะ ค่อยมาเม้นท์ น่าเบื่อ อุ้ย โทษ แต่ ก็นะ
    ไม่ต้องทำงอนไรด้วยนะ คุณไม่อ่านเอง แล้วมาทำงอน ทำติ๋ม เฮ้ออออออออออ
    เอ่อ พอแระ ผมไม่วิเคราะห์เบื้องหลัง ทางจิต ทางพื้นฐานอะไรคุณมากกว่านี้ เด็ว ชกกัน 555+

    ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ คุณทามากิ ผมขี้เกียจเสียเวลาแระ
    เขียนๆไป เผื่อใครมาอ่านได้มีความรู้บ้าง

    อ่อ มาแอด เฟสบุค ผมได้นะ

  • Iterator

    “คุณอิท จะเอาไรมากมายกับรายการเค้าล่ะ
    ศิลปะแต่ละอย่างมันมีข้อดี และข้อจำกัดในการนำเสนอเน้อ”

    ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่่ศิลปะ เป็นข้อจำกัดเป็นกำแพงความคิดของคนฝั่ง ที่นิยมปรัชญา ของไทย
    ที่มักมองข้าม ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ มักไม่ได้อ่านหนังสือ สองด้าน
    ที่จะยอมอ่านก็คงยอมอ่านงานที่ เป็นลักษณะมีธงนำสนับสนุนความเชื่อของตน ที่ทำสำเร็จรูปมา
    แล้ว

    “เอ่อ ดูเหมือนคุณรุ้เรื่องเกษตรดีนะ คุณไม่รุ้หรือ โลกร้อนเพราะไร ปฏิวัติเขียวคือไร
    ไอ้เรื่องระบบเกษตรบ้านเราน่ะ ไม่ว่า ไม่คุมราคาปุ๋ย นำปุ๋ยเข้าไม่เสียภาษี
    ข้าวราคาถูก เพราะให้กรรมกรในเมืองกิน เพื่อเอาแรงงานเค้ามาใช้ได้เรื่อยๆ
    เรื่องพวกนี้ อ เดชา แกรุ้ดีกว่าใคร แต่รายการเค้าไม่เน้นปัญหา
    แต่เน้น วิธีแก้ เท่านั้นเอง”

    ผมรู้เรื่องเกษตรเพียงเล็กน้อย โลกร้อน ส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณคาร์บอน ซึ่งสะสมในบรรยากาศ
    โลกทำให้ โลกดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้บรรยากาศร้อน

    ปริมาณคาร์บอนที่สะสม เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ หลัก ๆ คือกิจกรรมการผลิต ซึ่งมีต้นเหตุมาจาก
    การต้องพึ่งพาพลังงานที่มีธาตุคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าถ่านหิน น้ำมัน กาชธรรมชาติ
    โดยปัญหาเกิดมากขึ้น ประชากรโลกนอกจากจะเพิ่มขึ้น ประชากรที่เคยอยู่ในมาตรฐานการใช้ชีวิตที่อยู่ในลักษณะ
    พื้นฐาน (ซึ่งใช้พลังงานต่ำ) มาสู่ มาตรฐานการใช้ชีวิตที่สูงขึ้น (ตามนิยามสากล)

    ตัวอย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์อันใกล้คือการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจในจีนและอินเดีย

    ปฎิวัติเขียว http://en.wikipedia.org/wiki/Green_Revolution

    ถ้าไม่มีปฎิวัติเขียว และระบบอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้น เราคงไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แบบทุกวันนี้
    ผมว่าคำว่าปฎิวัติเขียวของคุณกับของผมอาจจะไม่ตรงกันนัก

    การจะดูปัญหาของไทย เราควรเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ว่ามี แฟกเตอร์อะไรบ้าง ที่ไม่เอื้ออำนวย
    แต่โดยรวม ๆ คือ การจัดการของภาครัฐ ตลอดมาไม่มีประสิทภาพ ประสิทธิพล ไม่ได้จริงใจกับเกษตรกร
    เราปล่อยให้ผลผลิตต่อไรของเราต่ำ เราปล่อยให้ระบบชลประทานมีน้อยกว่าที่ควร ปากบอกรัก ๆ ๆ
    แต่เงินกลับเข้าสู่การพัฒนา ใน กรุงเทพ ในขณะที่โครงการที่ทำกับชาวบ้าน มักเป็นโครงการแฝงผลประโยชน์

    ขณะเดียวกัน ในทุนด้านอื่น ๆ เกษตรกรไทยเองส่วนใหญ่ก็มีทุนทางวัฒนธรรมในการจัดการความมั่งคั่งน้อย เพราะตลอดเวลา ที่ผ่านมาเราเป็นสังคมไพร่ทาส และมีระบบเกณฑ์ แรงงาน สังกัดนาย จนถึง รัชกาลที่ห้า แปลว่าไม่เอื้อต่อสังคม ที่มีพานิชณกรรม คนไทยแต่เดิมส่วนใหญ่แต่เดิมอาศัย หากินจากธรรมชาติ ซึ่งมีเหลือเฟือ และเพียงพอต่อ
    ประชากรในขณะนั้น ทัศนคติเหล่านี้ยังแฝงอยู่และหลอกหลอนคนไทย อย่างไม่รู้ตัว

    ส่วน อ เดชา เท่าที่ได้ฟัง ค่อนข้างเห็นด้วย คือ บอกแต่ต้น ว่าธรรมชาติมีคุณมีโทษ ให้เรากำจัดโทษเอาคุณ
    นั่นคือคนที่ปฎิบัติจริง ส่วน เรารักโลก โลกรักเรา โอบอ้อมอารี แบบนั้นฟังดู เอาไว้ปะโลมโลกเสียมากกว่า

    “อ่อ ผมบอกคุณแล้วนี่ เรื่องเกษตรอินทรีย์ในประเทศอื่นๆ น่ะคุณไปอ่านงานฟุกุโอกะ ปฏิวัติเขียวไรสิ
    เอ้ คุณนี่ ถามซ้ำถามซาก โทดๆๆๆ 555+ แต่คุณเปนแบบน้นน่ะ”

    => เกษตรไม่อินทรีย์ประเทศอื่น ก็ทำให้ประเทศอื่น ผ่านพ้นปัญหาความยากจนไปแล้ว แน่นอนเกษตรอินทรีย์
    อาจเป็นทางออกสำหรับ หลายกรณี แต่เราควรมองให้ถ้วนทั่วรอบด้าน สุดท้าย จะใช้เกษตรอินทรีย์ หรือไม่อินทรีย์
    เราก็ควรให้ เกษตรกรมี ปัจจัย การเกษตร ที่ดี มีชลประทาน มีการปรับปรุงพันธ์ มีระบบตลาดรองรับ มีระบบวางแผน
    ตั้งแต่ demand มา ( นั่นคือคำตอบของความสำเร็จในหลายประเทศ )

    “อ่อ เศรษศาสตร์พอเพียงของในหลวงท่านน่ะ ไม่เน้น เงินแสนหรอกนะ
    คุณไม่ได้อ่าน note ลุงนิลผมน่ะสิ คุณถึงไม่รุ้ว่า เค้าเน้น ที่ ความภูมิใจ พอใจ ในตัวเองต่างหาก ที่ลุงนิลมีความสุขน่ะ”

    => เกษตรกรใน ไต้หวัน มีความสุขมาหลายสิบปีแล้ว ผมคิดว่าเขาคงภูมิใจ และพอใจในตัวเอง และมีความสุข เช่นกัน แม้ว่าแนวทางของเขาอาจจะไม่เหมือนลุงนิล

    “สรุป ไปอ่านอะไรก่อนเหอะ ค่อยมาเม้นท์ น่าเบื่อ อุ้ย โทษ แต่ ก็นะ
    ไม่ต้องทำงอนไรด้วยนะ คุณไม่อ่านเอง แล้วมาทำงอน ทำติ๋ม เฮ้ออออออออออ
    เอ่อ พอแระ ผมไม่วิเคราะห์เบื้องหลัง ทางจิต ทางพื้นฐานอะไรคุณมากกว่านี้ เด็ว ชกกัน 555+

    ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ คุณทามากิ ผมขี้เกียจเสียเวลาแระ
    เขียนๆไป เผื่อใครมาอ่านได้มีความรู้บ้าง”

    => เรื่องที่จะวิเคราห์ผม ผมอยากให้คุณทำ ผมจะได้ศึกษาความคิดของคุณอีกที
    ส่วนที่คุณอยากให้ผมอ่าน ผมอ่านแล้วครับ และขอบคุณที่สนทนาด้วย
    การเห็นแตกต่างแล้วพยายามให้ข้อมุล เหตุผล
    กัน จะสร้างประโยชน์ให้ผู้อ่านคนอื่น ๆ ด้วย ผมกับคุณคงไม่ได้เปลืองมือ พิมพ์ฟรี เปลืองสมองคิดฟรี
    คนอื่น ๆ ที่ได้อ่าน ก็จะได้ข้อมูลเหตุผลไปคิดเองด้วย
    นี่คือความดีงามของสื่อสองทาง สื่อทางเดียวอาจจะยัดเยียดให้ผู้ชมไปทางเดียว

  • Iterator

    ตอบคุณ ผ่านมา

    “เราไปเป็นแบบเค้าไม๊ครับ ปลูกข้าวกินเอง เหลือก็ขาย ปีใหนฝนแล้ง น้ำท่วมก็อด นานทีเค้าก็ยกย่องเราในทีวีที แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเรานะ ดีไม๊ครับ? รายได้เดือนละ 100,000 เลยนะคุณ”

    - รายได้เดือนละเป็นแสน ต้องคิดด้วยนะครับ เกษตรกรเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่รับเงินเดือน มีต้นทุน
    รายได้หนึ่งแสน ต้นทุนการผลิตเท่าไหร่ แล้วใช้ทุนในการผลิตเท่าไหร่

    - ถ้าผมมีที่ไร่เดียวจะมีรายได้เดือนละแสนจากเกษตรแนวทางนี้ได้หรือไม่?

    - ปัญหาจะมีอีกทีก็ตอนรุ่นลูกแล้วสมมุติอยากมีสามคน ต้องแบ่งที่ทางอีกละครับ แบ่งแล้วเค้าจะยังมีรายได้คนละแสนจากที่ดินที่ถูก แบ่งลงไปอีกหรือไม่ มันพอเพียงยั่งยืนตลอดไปจริงหรือไม่ แล้วถ้าลูกผมบอกว่า เค้าไม่อยากทำแล้ว
    เค้ามีความถนัดในการเป็นนักการเงิน จะเป็นการละเมิดความสุขพอเพียงหรือไม่

    - ฝนตกน้ำท่วม แรง ๆ ผลผลิตเสียหายหมดล่ะ (ถ้าไม่เก็บเป็นเงินไว้เลย)

    เดี๋ยวจะมีคนบอกว่า คิดแบบผมคิดลบ ผมบอกได้ว่ามันคือชีวิตจริง

    แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวทาง เกษตรอินทรีย์ เน้นกินเองเหลือขาย จะไม่ใช่คำตอบสำหรับหลายคนนะครับ
    อย่างที่บอกผมไม่เชื่อ ในคำตอบสำหรับทุกคน แต่ผมเชื่อว่าต้องมองข้อดีข้อเสีย บางคนใช้ได้ เข้ากับเงื่อนไข
    ก็ทำได้

    แต่อาชีพเกษตร ที่ทำเป็นระบบ ตอบสนองตลาด มีการบริหารจัดการดี มีปัจจัยพร้อม เป็นอาชีพที่มีอนาคตดีนะครับ
    เกษตรอินทรีย์ กับเน้นปลูกกินเองเหลือขายพอเพียง ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ ถ้าทำถูกหลักและมีการรับ
    รอง สามารถขายมี premium price ได้ (ซึ่งแน่นอน ต่อ ๆ ไปคนทำเยอะขึ้น premium มันก็จะน้อยลง )
    ตอนนั้นก็ต้องมาตอบโจทย์อีก

    organic farm ในอเมริกา ไม่ได้เน้นกินเองอะไรเลยครับ เน้นปลูกขายขนาดใหญ่ ส่งตลาดชนชั้นกลาง ส่งยุโรป
    หน้าตาไม่เหมือน สวรรค์บ้านนอก แบบที่่เขาฉายให้ดูเลย เกษตรกรก็ไม่ได้ดูท่าทาง แนว อะไรเลย นายจิม นายจอน เหมือนไร่ข้าง ๆ ไม่ได้อยู่ กระต๊อบแบบยุค colonial ไม่ได้เอา วัวกลับมาไถนา ใช้สารเคมี ได้ แต่ต้องไม่ใช่สังเคราะห์

    ดังนั้นต้อนเน้นย้ำกันอีกครั้ง ในรายการอาจจะไม่ได้แยกออกจากกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นปัญหาได้

    เกษตรอินทรีย์ คือเกษตรที่เน้นการบริหารจัดการ มิติทางกลไกชีวภาพ เข้ามาเป็นกลไกหลักในกระบวนการด้วย แทนที่จะมองเรื่องเคมีและธาตุอาหารแบบเดิม ๆ โดยเน้นไม่ใช่สารสังเคราะห์ใด ๆ ที่จะเป็นการรบกวนต่อกลไกทางชีวภาพในธรรมชาติ ไม่ใช่พืชที่มีการปรับปรุงพันธ์ที่ไม่ได้มาจากวิธีธรรมชาติ

    เกษตรอินทรีย์ ไม่ได้พูดถึง การผลิตเพื่อกินเองเป็นเป็นหลัก เหลือถึงเอาไปขาย เกษตรอินทรีย์ไม่ได้บอกว่าคุณต้องใช้ชีวิตพอเพียง ต้องกลับไปอยู่แบบเก่า ๆ ต้องใช้ควายไถนา ต้องอยู่บ้านไทยเก่า ๆแบบเดิม ๆ ต้องซึ้งกับคุณแผ่นดิน ต้องคิดถึงวิญญาณดิน อยู่กับความซาบซึ้ง

    จริงไม่จริงไปดูนิยามสากล

    http://en.wikipedia.org/wiki/Organic_farming

    ผมว่าต้องนิยามให้ชัดถึงลักษณะแนวคิดทั้งสอง อย่าเอาไปผสมกัน

  • คนใต้

    เจ๊อุ้มแกตอแหลและ pretentious มาตลอดและแทบทุกเรื่อง

  • จั๊กเดียม

    “ถ้าผมเป็นคุณอุ้มผมก็คงจะบอกว่า หนูก็แค่จะหัดทำกับข้าวกินเอง เผื่อฝนตกน้ำท่วมจะได้ทำกินเองได้ไม่ต้องอดข้าว ไม่ได้บอกว่าจะทำไปขายใครสักหน่อย ” นี่คือประเด็นของเรื่องนี้
    เห็นด้วยค่ะ แต่เรื่องชักจะไปกันใหญ่ แต่ทุกเรื่องที่ถกกันทำให้คนได้ความรู้หลายเรื่องค่ะขอบคุณค่ะ

  • Ton Chedee

    คุณอิท

    คุณนี่แน่มาก จนผมยอมรับ
    บางที คำตอบของคุณ อาจอยู่ที่ “มาบเอื้อง” ครับ

    จะโรแมนติก แบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ แต่มันคือความจริง
    ของเราชาวไทย ไม่สิชาวเอเชีย ทำมาตลอด… คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

    ตอบสั้นๆ นะครับ

  • คนที่เคยเดินผ่าน

    ขอบคุณ
    คุณ Iterator และ negativenetwork สำหรับมุมมองด้านลบ
    คุณ Ton Chedee และคุณ tamaki สำหรับมุมมองด้านบวก
    ถ้าโลกนี้มีแต่ด้านลบอย่างเดียวทุกคนคงทุกข์ระทมจนฆ่าตัวตาย
    ถ้าโลกนี้มีด้านบวกอย่างเดียวทุกคนคงนั่งยิ้มฝันหวานจนอดตาย(แบบไม่รู้ตัว)
    เห็นโลกแบบทั้งสองฝั่งแบบพอดีๆนี่เหละครับที่ผมชอบ หวานๆอมขมหรือขมๆอมหวาน ก็ว่ากันไป
    ขอบคุณที่มีคอมเมนท์และมุมมองดีๆให้อ่านครับผม

  • Iterator

    ตอบ
    คนที่เคยเดินผ่าน

    “คุณ Iterator และ negativenetwork สำหรับมุมมองด้านลบ”

    คือว่า ผมคิดว่าผมไม่ใช่คน คิดลบนะครับ แล้วผมก็ไม่มีความเชื่อว่า ความคิดแบ่งเป็น
    สองอย่างสองขั้ว คิดลบคิดบวก

    แต่ผมเชื่อว่า ควรคิดให้หลากหลาย ให้เหตุผลให้ข้อมูล ทุกคนมีพื้นฐานต่าง ๆ กัน ประสบการณ์
    มุมมองต่าง ๆ กัน

    การ แปะป้ายตัวเองว่า คิดแบบฉันคิดบวก ไม่ได้คิดแบบนี้ คิดลบ ผมคิดว่าแบบนั้นง่ายเกินไปหรือเปล่า
    ผมคิดว่าผมก็คิดอีกแง่มุมแค่นั้นเองครับ

    แต่สุดท้ายที่ได้มาสนทนาแลกเปลี่ยน ข้อมุลเหตุผลกัน เป็นส่วนหนึ่ง เพื่อขัดเกลาความรู้ ทดสอบความเชื่อตัวเอง
    จากมุมมองที่มีประสบการณ์ที่แตกต่างไป

    ผมเชื่อว่า negativenetwork นี่คือ เค้า ตั้งมาเพื่อ ประชดประชันกับ positive thinking ที่กำลังถูก ขายอยู่ในขณะนี้ มันก็เป็นหลุมพลางได้เหมือนกัน คือ ถ้าเค้าคิดแบบนึง คุณต้องคิดตรงกันข้ามให้ได้

    ผมว่ามันไม่ใช่ขาวดำ บวกลบ หรอกมั้งครับ

    ศัพท์แสง และการ generalize แบบนี้ จะนำความคิดของเราให้ไปผิดทิศผิดทางได้ครับ

  • คนที่เคยเดินผ่าน

    คร๊าบบบ ผมก็พูดสะเพร่าไปหน่อย
    แค่อยากจะเสนอภาพง่ายๆของมุมมองและศัพท์ที่เป็นตัวแทนของ
    “มุมมองที่ต่างหลากหลายและแตกต่างกันออกไป”
    เพราะเห็นว่ามันเป็นกระดานข่าว หาใช่เอกสารงานวิจัยทางวิชาการไม่

  • tamaki

    คุณ Iterator

    คุณนี่ก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย ผมไปห้ามคุณวิจารณ์ตรงไหน ผมบอกว่าอยากจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ไปไม่ต้องมาอ้างความห่วงใยคนอื่น อ่านยังไงเนี่ย

    เนื้อหาของคุณวกวนมาก แถมยังจับแพะชนแกะจนขี้เกียจเถียง คุณสับสนอะไรไปหรือเปล่าที่บอกว่าการทำนาแบบเดิมของไทยคือแบบไม่อินทรีย์? ปั๊ดโธ่… แบบอินทรีย์นี่แหละครับคือการทำนาของไทยแบบเดิมๆ สุดๆ แล้ว โอ๊ย… คุยตั้งนาน…

    รุ่นทวดของเราน่ะทำนาแบบอินทรีย์นี่แหละมาตลอด แล้วสักประมาณ 50 ปีก่อนบริษัทต่างชาติมันเข้ามาทำตลาดในไทย มาขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า แล้วรัฐบาลเราไม่รู้ไปเกี๊ยะเซี๊ยะอีท่าไหน ดันไปสนับสนุนให้ทำตลาดผลิตภัณฑ์เคมีทั้งหลายนั่น แถมยังมีเมล็ดพันธุ์มาขายให้อีก พอหย่อนลงดินใส่ยาปุ๊บมันงามเลย แต่ถ้าไม่ใส่ยามันไม่งาม ก็เลยต้องซื้อทั้งปุ๋ยทั้งเมล็ด

    เราก็คิดว่ามันคือการเกษตรแนวใหม่ ไม่ต้องเหนื่อยยากกันอีกต่อไป

    จนมันเริ่มมาเห็นผลกระทบคือระบบนิเวศน์เริ่มเสีย แมลงศัตรูพืชก็ดันดื้อยาฉีดเท่าไรก็ไม่ตาย แมลงที่กินแมลงศัตรูพืชดันถูกยาตายห่าไปซะแทน ดินก็เริ่มเสีย แถมราคาสารเคมีมันก็แพงขึ้นๆ เพราะเกษตรกรติดการใช้มันแล้ว ไม่ฉีดไม่ได้แมลงลง ราขึ้น บริษัทมันเลยจะขึ้นราคาเท่าไรก็ได้

    สักประมาณปี 25-30 เริ่มมีคนรู้เท่าทันและพยายามจะเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรให้กลับไปเป็นแบบเดิม แต่แทบจะไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตรงกันข้ามดันให้ชาวนากู้เงินไปซื้อยาเคมีได้อีก ไอ้บริษัทผีนี่ก็รวยเอาๆ

    แม้จนทุกวันนี้รัฐบาลยังมัวงมโข่งอยู่กับการเถียงกันว่าประกันราคาข้าวหรือรับจำนำข้าวอันไหนดีกว่า แล้วออกสินเชื่อให้ชาวนาไปซื้อปัจจัยการเกษตร (ยาฆ่าแมลง, ปุ๋ยเคมี) ซึ่งมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รังแต่จะเพิ่มจำนวนชาวนาที่ผูกคอตายให้มากขึ้น

    เกษตรกรที่เจ๊งเพราะเคมีไม่ใช่เพราะมันทำให้ข้าวตายห่านหมดหรอกนะครับ คือปลูกได้ผลเหมือนกันแต่ต้นทุนสูงทำให้ได้กำไรน้อยไปจนถึงขาดทุน

    แต่เกษตรกรที่พยายามจะเปลี่ยนมาทำแบบอินทรีย์ก็มีเยอะครับ แต่เพราะไม่เข้าใจ เพราะใจร้อน ดินมันเสียมาจากการใช้เคมีมานานแล้วต้องใช้เวลาปรับตัว พอใส่ปุ๋ยอินทรีย์เข้าไปมันก็ไม่งามทันตาก็เลยเปลี่ยนกลับไปใช้เคมีอีก พอใส่เคมีเข้าไปอ้าวงามเว้ย แสดงว่าเกษตรอินทรีย์มันไม่จริงนี่หว่า

    มันเลยเป็นเรื่องที่เปลี่ยนทัศนคติกันได้ยาก แถมแทนที่จะสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การทำเกษตรอินทรีย์ ให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองกำหนดราคา ตั้งกำแพงกีดกันและผลักดันบริษัทข้ามชาติออกไป แต่นี่ สส. สว. ที่มาจากภาคเกษตรมีสักกี่คน สภาเกษตรกรก็มีแต่พวกนักการเมืองกับพวกนายทุนเข้าไปคุม

    คนทั่วไปก็รับรู้ปัญหานี้แต่ผิวเผิน มานั่งพร่ำถึงปัญหาของระบบ (ระบบอะไร?) ด้วยชุดคำพูดซ้ำๆ เดิมๆ ที่จำน้ำลายเขามา ศักดินาชาวบ้าน (ชุดคำพูดใหม่?) แล้วก็บอกว่าที่รู้เพราะเคยไปคลุกคลีกับปัญหามาแล้ว ส่วนใครที่แค่ไปนอนโฮมสเตย์สามคืนไม่ถือว่าได้ซึมซับปัญหา (เว้ย) ตูนอนมาอาทิตย์นึงตูรู้ดีกว่า (ฮา)

    แล้วพาลหาเรื่องเอากับรายการทีวีที่เค้ากำลังช่วยกันเผยแพร่ทัศนคติในการทำนาที่ถูกต้อง เพียงแค่เหตุผลตื้นๆ ว่ามันดูน่ารักไป ดูโรแมนติกไป (อันนี้ผมว่ากระทบชิ่งไปที่คนเขียนบทความนี้)

    ผมไม่รู้หรอกว่าประเทศอื่นเค้าทำการเกษตรแบบไหน และทำได้ผลดีแค่ไหน แต่ผลการพิสูจน์ในประเทศไทยมันเห็นชัดแล้วว่าใช้เคมีมันไม่ได้ผลและทำให้เกษตรกรยากจน แล้วทำไมคุณจะต้องไพล่ไปเอาประเทศอื่นมาเปรียบเทียบให้มันได้สติอะไรขึ้นมา?

    ดังนั้นใครที่เผยแพร่แนวคิดทำเกษตรอินทรีย์ ทำเกษตรแบบพอเพียง ถึงแม้จะทำออกมาเป็นรายการสุดติงต๊องขนาดไหนผมก็ยินดีสนับสนุน

    ส่วนพวกที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยแต่มาทำเย้วๆ ถามแต่ปัญหาๆๆ เอากับรายการทีวี โดยที่ไม่รู้ว่าที่เค้าไม่พูดถึงปัญหาเพราะเค้าสนใจทางแก้มากกว่าจะมานั่งตัดพ้อถึงปัญหา ไม่ได้รู้เลยว่าเขากำลังทำอะไร ผมก็จะขอเหน็บแนมคนพวกนี้เล่นให้มันสนุกปากไปเลย

  • tamaki

    ลองคิดดูให้ดีๆ สิครับ ปัญหาความยากจนของชาวนาที่มักจะเอามาพูดกัน ถูกมองที่ปลายเหตุทั้งนั้น ชาวนามีปัญหาเพราะมีหนี้สิน ชาวนายากจนเพราะถูกกดราคาผลิต ชาวนาปลูกข้าวไม่ได้ราคาเพราะปัญหาศัตรูพืช ชาวนาตกอยู่ภายในศักดินาชาวบ้าน ฯลฯ

    ทุกอย่างล้วนแต่เชื่อมโยงไปถึงต้นตอปัญหาจริงๆ คือการที่มีคนเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำนาเมื่อ 40-50 ปีก่อนทั้งนั้น และการแก้ปัญหาก็คือแก้ที่ต้นตอ คือเปลี่ยนไปปลูกข้าวแบบเดิม ไม่ใช่ให้เปลี่ยนกลับไปใช้ควาย เหมือนที่ควายบางตัวยังงงอยู่ ไม่มีใครเคยพูดเลยครับว่าให้เลิกใช้เทคโนโลยี เลิกโชว์โง่ได้แล้ว

    และนั่นมันก็คือเกษตรอินทรีย์ ที่ชาวนาไทยรู้จักและทำมาตั้งแต่ก่อนที่ฝรั่งมันจะบัญญัติคำว่า Organics ขึ้นมาด้วยซ้ำ แต่เราดันไปแปลศัพท์ฝรั่งเป็นไทยอีกที แล้วเอามาตีความตามฝรั่งซะงั้น แถมยังไปเข้าใจว่าเป็นของใหม่ของคนไทย เป็นเรื่องโรแมนติค

    เวรกรรมจริงๆ

    และสิ่งที่รายการนี้ทำ ก็คือตีเข้าที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งพวกที่รู้จักแต่ปัญหาที่ปลายเหตุ (แบบคนเขียนบทความนี้) ไม่มีทางจะเข้าใจ เลยทำให้มองสิ่งที่รายการนำเสนอไม่ออก เลยตีความออกมาได้แค่ผิวๆ อย่างที่เห็น

    ถึงตอนนี้อยากให้ทุกคนลองกลับไปอ่านบทความดูอีกครั้ง แล้วจะเข้าใจทันทีว่าบทความนี่มันตื้นเขินยังไง

  • Ton Chedee

    ผมเมื่อยมือแระคุณทามากิ เพราะปฏิวัติเขียวนี่แหละ มันมองที่ดินเป็นโรงงาน
    จึงใส่ปุ๋ย ใส่ไรไปเรื่อย จนทำให้ดินเสีย เนี่ยแหละโทษของมัน ลองไปดูได้ครับ ตปท
    แมลงตาย โลกร้อน เพราะไนเตรทจากปุ๋ยเนี่ยแหละ เหมือนหย่อนเอาสารทำระเบิดลงดิน

    ขณะที่ คนไทยเราแต่ก่อน มองดินเป็น แม่ธรณี ต้องดูแลดิน บำรุงดิน แล้วแม่ธรณี แม่โพสพ ก็จะเลี้ยงเรา
    แต่ปัจจุบัน มีไอ้ลูกบ้าเอา ปุ๋ยเคมีให้แม่มันกิน เพราะมันอยากรวย ผลิตทีละเยอะๆ
    รีดผลผลิตจากดิน จนดินตาย กลายเป็น ดินที่ไม่มีชีวิต
    เคยได้ยินไม๊ครับ “คืนชีวิตให้แผ่นดิน”

    นี่ล่ะ ความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
    ไม่ใช่แค่เรื่องทำกิน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ
    5555+ จะว่าโรแมนติก ไรก็ว่าไปเหอะ แต่นี่คือรากของเรา ของคนไทย ของชาวเอเชีย

    แต่คุณอุ้มแกเสนออีกทาง ให้มันเนียนๆ ไม่มาพล่ามไรแบบนี้
    คุณพิเชษแกคงไม่รู้ แต่ถ้าดูสักนิด คงไม่วิจารณ์ออกทะเล แบบนี้ 5555+

    เมื่อวานดู คนค้นคน ไม๊ครับ เรื่อง พี่ชัยพร ชาวนาเงินล้าน นั่นแหละ ทำนาแบบเคารพแม่ธรณ๊

  • Ton Chedee

    คุณพิเชฐ มาตอบหน่อยเหอะ จริงหรือเปล่าที่คุณเขียนบทความแบบหยาบๆ ………. ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายพอ นะ

  • Iterator

    “คุณนี่ก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย ผมไปห้ามคุณวิจารณ์ตรงไหน ผมบอกว่าอยากจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ไปไม่ต้องมาอ้างความห่วงใยคนอื่น อ่านยังไงเนี่ย”
    => ผมมีสิทธิ์ยกเหตุผลมาอ้างอิง คุณใช้สิทธิ์อะไรมาอ้างผมยกเหตุผลเหล่านี้มาใช้วิพากษ์วิจารณ์
    กรุณาระบุ

    “เนื้อหาของคุณวกวนมาก แถมยังจับแพะชนแกะจนขี้เกียจเถียง คุณสับสนอะไรไปหรือเปล่าที่บอกว่าการทำนาแบบเดิมของไทยคือแบบไม่อินทรีย์? ปั๊ดโธ่… แบบอินทรีย์นี่แหละครับคือการทำนาของไทยแบบเดิมๆ สุดๆ แล้ว โอ๊ย… คุยตั้งนาน…”
    => เนื้อหาของผมตรงไหนไปบอกว่า ทำนาแบบไทยเดิม ๆ ไม่เรียกว่าเกษตรอินทรีย์ ?
    กรุณาระบุอย่าเลื่อนลอย

    “รุ่นทวดของเราน่ะทำนาแบบอินทรีย์นี่แหละมาตลอด แล้วสักประมาณ 50 ปีก่อนบริษัทต่างชาติมันเข้ามาทำตลาดในไทย มาขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า แล้วรัฐบาลเราไม่รู้ไปเกี๊ยะเซี๊ยะอีท่าไหน ดันไปสนับสนุนให้ทำตลาดผลิตภัณฑ์เคมีทั้งหลายนั่น แถมยังมีเมล็ดพันธุ์มาขายให้อีก พอหย่อนลงดินใส่ยาปุ๊บมันงามเลย แต่ถ้าไม่ใส่ยามันไม่งาม ก็เลยต้องซื้อทั้งปุ๋ยทั้งเมล็ด”

    => โดยนิยามเกษตรอินทรีย์ คือ ใช้เฉพาะสารอินทรีย์ ใช้ชีวภาพ ไม่ใช้สารสังเคราะห์ เน้นจัดระบบโดยดูที่กลไกชีวภาพและกลไกธรรมชาติ
    ของไทยแต่โบราณ เนื่องจากไม่มีสารสังเคราะห์อยู่แล้ว แต่ กลไกการจัดการ อาจจะมีบ้างแต่ไม่เด่นชัดและไม่ได้มาจากฐานความรู้ความเข้าใจแบบวิทยาศาสตร์
    ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกับ เกษตรในประเทศอื่น ๆ ก็อินทรีย์กันทั้งโลก ประเด็นคืออินทรีย์ไทยโบราณแต่เดิมจริง ๆ มันให้ผลผลิตสู้ ระบบเคมีได้หรือไม่ ? ยิ่งในอดีตตลาดเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้มีเฉพาะขายไม่ได้ราคาสูง ไม่มีดีมานต์ของกระแส รักธรรมชาติ กินอาหารปลอดเคมีอันตราย และต้นทุนปัจจัยการผลิตยังถูก ( ราคาน้ำมันซึ่งนำมาผลิตปุ๋ย )
    ปัจจัยเหล่านี้ต้องดูให้ดีตามจังหวะเวลา และสถานการณ์ เกษตรกรในขณะนั้นตัดสินใจตามสถานการณ์ในขณะนั้น และผมคิดว่าพวกเขาสามารถวัดผลเองได้ว่า ในขณะนั้นแบบไหนที่เขาควรเลือก

    “แม้จนทุกวันนี้รัฐบาลยังมัวงมโข่งอยู่กับการเถียงกันว่าประกันราคาข้าวหรือรับจำนำข้าวอันไหนดีกว่า แล้วออกสินเชื่อให้ชาวนาไปซื้อปัจจัยการเกษตร (ยาฆ่าแมลง, ปุ๋ยเคมี) ซึ่งมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รังแต่จะเพิ่มจำนวนชาวนาที่ผูกคอตายให้มากขึ้น”

    => แสดงว่า ด้วยวิธีการเคมี แบบที่บอก จะได้ผลทำให้ชาวนาผูกคอตายมากขึ้น ดังนั้นสรุปได้ว่า ถ้าเป็นเกษตรกร แบบใช้เคมี ที่ประเทศอื่น ๆ ก็จะเพิ่มให้ชาวนาผูกคอตายมากขึ้นด้วยใช่หรือไม่

    ปัญหาข้าวกลไกวงจรค้าข้าว มันมีหลายเรื่องมาเกี่ยวข้องเช่นเศรษฐศาสตร์ ปัญหา demand supply และ value chain การจัดการกลไกราคา

    “คนทั่วไปก็รับรู้ปัญหานี้แต่ผิวเผิน มานั่งพร่ำถึงปัญหาของระบบ (ระบบอะไร?) ด้วยชุดคำพูดซ้ำๆ เดิมๆ ที่จำน้ำลายเขามา ศักดินาชาวบ้าน (ชุดคำพูดใหม่?) แล้วก็บอกว่าที่รู้เพราะเคยไปคลุกคลีกับปัญหามาแล้ว ส่วนใครที่แค่ไปนอนโฮมสเตย์สามคืนไม่ถือว่าได้ซึมซับปัญหา (เว้ย) ตูนอนมาอาทิตย์นึงตูรู้ดีกว่า (ฮา)”

    => ระบบที่ทำให้ เกษตรกรที่อื่นอยู่ดีกินดีกว่า ผมคิดว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ silver bullet สำหรับทุกคน จะใช้หรือไม่ใช้เกษตรอินทรีย์ ก็ต้องมีการชลประทาน ต่อให้ใช้หรือไม่ใช้เกษตรอินทรีย์ ก็ต้องมีการจัดการวงจรตลาดและการค้า ต่อให้ใช้หรือไม่ใช้เกษตรอินทรีย์ ก็ควรมีการวางแผนเกีี่ยวกับความต้องการของตลาด

    “ผมไม่รู้หรอกว่าประเทศอื่นเค้าทำการเกษตรแบบไหน และทำได้ผลดีแค่ไหน แต่ผลการพิสูจน์ในประเทศไทยมันเห็นชัดแล้วว่าใช้เคมีมันไม่ได้ผลและทำให้เกษตรกรยากจน แล้วทำไมคุณจะต้องไพล่ไปเอาประเทศอื่นมาเปรียบเทียบให้มันได้สติอะไรขึ้นมา?”

    => แล้วคุณไปเอาญี่ปุ่น ฟุกุโอกะ มาอ้างทำอะไรให้ได้สติปัญญาขึ้นมา? ที่คุณบอกว่าทำให้เกษตรกรไทยยากจน มันเป็นไปได้ไหมว่ามีตัวแปรอื่น ๆ เพราะคนอื่นแม้ในประเทศเดียวกัน แต่คนละราย หรือ ในต่างประเทศทำแบบเดียวกัน แต่ไม่ยากจน ? ปัจจัยอาจจะต่าง ๆ กัน เช่นบางคนอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มี ชลประทานที่ดี แล้ง บางคนไม่เคยปรับปรุงพันธ์เลย บางคนเป็นนาเช่า เกษตรกรที่ ไต้หวันเปลี่ยนไปปลูกข้าวญี่ปุ่นส่งร้านอาหารญ๊่ปุ่นแทนเพื่อตอลสนองดีมานต์ใหม่ ๆ ทำไมเกษตรปลูกผักในจีน รัฐมีโมเดลสำเร็จ ผักกระโจมพร้อมเงินกู้ และจัดหาคนมารับซื้อให้ ถึงสำเร็จ
    ทำไมชาวนาเวียดนาม จีน มีผลผลิตต่อไรสูงกว่า ทำไมเขาจัดการให้ต้นทุนต่ำกว่าได้ ? ทำไมจีนส่งเสริมให้บางแห่งเลิกปลูกข้าว แต่ไปปลูกผลไม้ที่ราคาดีแทน

    ต้องมานั่งวิเคราห์ต้นเหตุให้ชัด

    “ทุกอย่างล้วนแต่เชื่อมโยงไปถึงต้นตอปัญหาจริงๆ คือการที่มีคนเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำนาเมื่อ 40-50 ปีก่อนทั้งนั้น และการแก้ปัญหาก็คือแก้ที่ต้นตอ คือเปลี่ยนไปปลูกข้าวแบบเดิม ไม่ใช่ให้เปลี่ยนกลับไปใช้ควาย เหมือนที่ควายบางตัวยังงงอยู่ ไม่มีใครเคยพูดเลยครับว่าให้เลิกใช้เทคโนโลยี เลิกโชว์โง่ได้แล้ว”

    => ผมเลยบอกว่า ให้แยก คำว่าเกษตรอินทรีย์ กับ เกษตรไทยเดิม ออกจากกัน เกษตรอินทรีย์ที่อเมริกาเป็นไร่ขนาดใหญ่ จะเรียกไปเลยว่า เกษตรอินทรีย์พอเพียง เกษตรไทยเดิม อะไรก็ว่ากันไป ไม่อย่างงั้นคนจะเข้าใจผิด

    http://en.wikipedia.org/wiki/Organic_farming

    ลองไปดูว่า รายการคุณอุ้ม เทียบกับข้างบนนี้ ให้ภาพให้ความรู้ตรงไหนอย่างไร น้ำหนักเป็นอย่างไร

    “และนั่นมันก็คือเกษตรอินทรีย์ ที่ชาวนาไทยรู้จักและทำมาตั้งแต่ก่อนที่ฝรั่งมันจะบัญญัติคำว่า Organics ขึ้นมาด้วยซ้ำ แต่เราดันไปแปลศัพท์ฝรั่งเป็นไทยอีกที แล้วเอามาตีความตามฝรั่งซะงั้น แถมยังไปเข้าใจว่าเป็นของใหม่ของคนไทย เป็นเรื่องโรแมนติค”

    => ไม่ว่าฝรั่ง จีน พม่า ลาว อินเดีย อะไรแต่ก่อน เขาก็ทำเกษตรที่จัดเข้าข่ายว่า อินทรีย์ แบบไม่ได้เข้าใจกลไกละเอียด ทั้งนั้นแหละครับ
    ถ้าคุณจะไปพูดให้เขารู้เรื่อง ก็ตั้งชื่อใหม่ ส่วนเรื่องโรแมนติก ผมพูดถึงเรื่อง การเอา การใช้ชีวิต อยู่บ้านเดิม ๆ รักจิตวิญาญดิน คนหาความสุขที่แท้จริงจากการทำเกษตร ทำเกษตรเพื่อบ่มเพาะความเป็นมนุษย์พวกนั้น ที่รายการสื่อออกมา เป็นเรื่องโรแมนติก ผมไม่ได้บอกว่า เกษตรอินทรีย์ โดยนิยามสากล นั้น โรแมนติก
    อย่าลืมนะครับ ของไทยโบราณ คือไม่ได้เข้าใจกลไกละเอียด ทำตามมีตามเกิด ที่ไหนก็ทำกัน ส่วนเกษตรอินทรีย์ตามนิยามสมัยใหม่ มีแบบที่ชัดเจน มีการพยายามอธิบายถึงกลไก ที่ชัดเจน

    “และสิ่งที่รายการนี้ทำ ก็คือตีเข้าที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งพวกที่รู้จักแต่ปัญหาที่ปลายเหตุ (แบบคนเขียนบทความนี้) ไม่มีทางจะเข้าใจ เลยทำให้มองสิ่งที่รายการนำเสนอไม่ออก เลยตีความออกมาได้แค่ผิวๆ อย่างที่เห็น”

    => ปัญหาอาจจะมีหลายต้นตอ ไม่ใช่หรือ แล้วปัญหาของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน

  • tamaki

    “ต้นทุนการผลิตข้าว เอาแบบเดิม ๆ ยังไม่ต้องอินทรีย์ ไทยอยู่ตรงไหน” <– นี่ไง

    การทำนาแบบเดิมๆ ที่ไม่อินทรีย์ของไทยไม่มีครับ แบบไม่อินทรีย์ไม่ใช่การทำนาแบบเดิมๆ ครับ ชัดนะครับ

    แนวความคิดที่สนับสนุนปฏิวัติเขียวของคุณน่ากลัวและน่าอนาถมากครับ เหมือนโดนบริษัทขายยาฆ่าแมลงล้างสมองมาเลย แทบจะก๊อปคำพูดมา เพราะมันก็อ้างแบบนี้แหละตอนที่มันจะขายยาฆ่าหญ้า เพราะการ "พัฒนา" เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มันบอก มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องข่มขืนดินด้วยการใส่ปุ๋ยใส่ยาควบคู่ไปด้วย คุณคิดว่าแค่จัดส่งน้ำเข้าไปถึงแปลงนาแล้วมันจะเพิ่มผลผลิตได้อย่างนั้นหรือ?

    วิธีคิดมันผิดมาตั้งแต่บอกว่า จะต้องพัฒนาเกษตรกรรมด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นแล้วล่ะครับ ผลผลิตต่อไร่เดิมๆ น่ะเพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งประเทศได้อยู่แล้วครับ

    มัน "พอ" อยู่แล้วต่างหากไม่ใช่ "น้อย" แต่อีพวกขายเคมีมันมาหลอกเราว่า นี่น้อยไปนะ จริงๆ ต้องทำได้มากกว่านี้ เป็นมายาคติที่คนโดนจับกรอกหูมาตลอด และถ่ายทอดมายังคุณในตอนนี้

    พอเรา "พัฒนา" ด้วยการเปิดประตูต้อนรับบริษัทข้ามชาติเหล่านั้น ที่มาพร้อมกับวิธีการเร่งผลผลิตและปุ๋ยเคมี ผลผลิตได้เยอะจริงแต่ต้นทุนสูงมาก และชาวนาเป็นผู้รับภาระต้นทุน แต่ถ้ามองว่าผลผลิตต่อไร่สูงจริงมั้ยมันก็ได้สูงจริงๆ นั่นแหละ สูงจนนายทุนรวยปลิ้นไปตามๆ กัน

    แต่หลังจากการระดมใส่ยาใส่ปุ๋ยมาอย่างยาวนาน ผลสุดท้ายมันก็ไม่ได้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นได้จริงๆ แถมยังทิ้งโรคและแมลงเวอร์ชั่นอัพเกรดทนกว่าเดิมไว้ให้อีก

    นี่ไง ผลของการปฏิวัติเขียว

    ไม่ต้องมาบอกแล้วครับว่าการพัฒนาที่ถูกต้องความจริงมันต้องปรับปรุงชลประทานสิ มันต้องบริหารจัดการสิ อันนั้นมันอุดมคติครับ (โคตรโรแมนติคเลย) วาทกรรมซ้ำซาก ใครๆ ก็คิดออกอยู่แค่นี้ครับ พูดยังไงก็ถูกครับ ไม่มีใครเถียงหรอกครับ

    แต่เรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นคือมันถูกควบคู่กันมากับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงราคาสูงด้วย ต่อให้คุณมีระบบชลประทานที่ดีที่สุดในโลก มีการวางแผนการตลาดที่ดีที่สุดในโลก ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในโลก แต่ถ้าต้นทุนคุณสูงมันก็จบ!

    ดังนั้นเลิกพร่ำเรื่องฝันๆ แบบนี้ได้แล้ว แล้วหัดมองอะไรกว้างๆ บ้างนะครับ ไม่ใช่เอาแต่จำคำพูดคนอื่นมา

    ฟังอีกทีนะครับ… ปัญหาของชาวนามันไม่ได้อยู่ที่ระบบชลประทานและการจัดการเท่านั้น ปัญหาใหญ่คือทัศนคติในการทำนาแบบผิดๆ ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนานครับ คุณอาจจะไม่รู้ว่า มีชาวนาจำนวนมากที่ยังไงก็ไม่มีทางเชื่อว่า ขี้หมูมันจะดีไปกว่าปุ๋ยเคมีได้ยังไง เหมือนมีขนมบ้านๆ ห่อใบตองราคาหนึ่งบาท กับขนมใส่ถุงซีลอย่างดีมีตรา อย. ราคาสิบบาทแถมออกโฆษณาทีวี เป็นใครก็ต้องเลือกขนมสวยๆ ก่อนทั้งนั้น จะไปว่าชาวนาไม่ได้

    เรื่องนี้มันไม่ใช่การมองคนละมุม แบบดูหนังเรื่องเดียวกันแต่เข้าใจคนละอย่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณเข้าไปดูหนังในโรงตอนกลางเรื่อง แล้วออกมาเล่าเฉพาะตอนที่คุณได้ดูต่างหากล่ะครับ ดังนั้นคุณจะเล่ายังไงก็ถูกครับ คุณไม่ได้พูดอะไรผิด และในใจความหลักผมก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับคุณ เสียแต่ว่าคุณพูดแต่ตอนกลางเรื่องเท่านั้นเอง ผมพยายามจะอธิบายว่าก่อนมาถึงกลางเรื่องน่ะ ต้นเรื่องเค้าเป็นมายังไง คุณก็ยังพร่ำวนเวียนอยู่กับเนื้อหากลางเรื่องอยู่นั่นไม่รู้เมื่อไรจะหยุดซักที

  • Iterator

    “ต้นทุนการผลิตข้าว เอาแบบเดิม ๆ ยังไม่ต้องอินทรีย์ ไทยอยู่ตรงไหน” ผมหมายถึง ทำนาเกษตรแบบใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยยาฆ่าแมลงสังเคราะห์ นั่นแหละ

    ผมยกมาคร่าว ๆก็ได้

    http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=27&s_id=2240&d_id=2237

    อ้างอิง

    “ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ 430 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่คู่แข่งอย่างจีนมีผลผลิตข้าวต่อไร่มากกว่า 1,000 กิโลกรัม เวียดนามมีผลผลิตข้าว 778 กิโลกรัม/ไร่ อินโดนีเซีย 741 กิโลกรัม/ไร่ และอินเดียมีผลผลิต 512 กิโลกรัม/ไร่ แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ในโลก แต่ความสามารถในการแข่งขันยังถือว่าสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ขณะที่ไทยมีงบประมาณด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าวน้อยมาก แต่รัฐบาลเวียดนามกลับให้ความสำคัญกับการทุ่มงบจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าว”

    ใช้วิธีเดียวกัน ลงทุนพอพอกัน แต่ได้ผลผลิตต่างกัน เวลาไปขายแข่งกัน ถึงของเราดีกว่า (ซึ่งคนอื่นก็ไล่มา)
    ต้นทุนต่อหน่วยเขาต่ำกว่า คุณคิดว่า มีผลต่อกำไร ที่เราจะได้ลดลงไหม

    แน่นอน ถ้าทำเกษตรอินทรีย์ คุณเอาข้าว ที่ผ่านมาตรฐานรับรองไปขายในตลาดราคา พรีเมียมได้
    แต่ถ้าคนแห่ทำกันหมด ราคาพรีเมียม มันก็ต้องลดลงมาเอง

    “แนวความคิดที่สนับสนุนปฏิวัติเขียวของคุณน่ากลัวและน่าอนาถมากครับ เหมือนโดนบริษัทขายยาฆ่าแมลงล้างสมองมาเลย แทบจะก๊อปคำพูดมา เพราะมันก็อ้างแบบนี้แหละตอนที่มันจะขายยาฆ่าหญ้า เพราะการ “พัฒนา” เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มันบอก มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องข่มขืนดินด้วยการใส่ปุ๋ยใส่ยาควบคู่ไปด้วย คุณคิดว่าแค่จัดส่งน้ำเข้าไปถึงแปลงนาแล้วมันจะเพิ่มผลผลิตได้อย่างนั้นหรือ?”

    => ผมบอกว่าแค่จัดส่งน้ำลงไปในแปลงนา แล้วเพิ่มผลิตตรงไหน กรุณาระบุ อย่ายัดเยียดคำพูดหรือใส่ร้ายป้ายสี

    แล้วผมจะเรียนให้คุณทราบว่า ผลผลิตต่อไร่ที่เขาคำนวณมาเป็นผลผลิตต่อไร่เฉลี่่ยครับ โดยคิดพื้นที่เพาะปลูก
    กับผลผลิตที่ได้ออกมา สำหรับประเทศไทย มีพื้นที่ที่เข้าถึงระบบชลประทานได้ต่าง ๆ กันไป แต่โดยเฉลี่่ย
    ที่นาที่เข้าถึงระบบชลประทานจะทำได้ผลผลิตดีกว่า และทำได้สองครั้ง ชาวนาในที่ขาดระบบชลประทาน บางส่วนเสียหายไปจากน้ำขาดช่วงก็มี ได้ผลผลิตต่ำลง ฉุดค่าเฉลี่ยลงไปด้วย

    ถ้าตอบกำปั้นทุบดิบไปเลย ถ้าคุณมีระบบชลประทานขยายให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะที่อีสาน ผลผลิตต่อไร่ทั้งประเทศ
    จะดีขึ้น โดยเฉลี่ย เพราะส่วนที่เสียหายจะลดลง

    “วิธีคิดมันผิดมาตั้งแต่บอกว่า จะต้องพัฒนาเกษตรกรรมด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นแล้วล่ะครับ ผลผลิตต่อไร่เดิมๆ น่ะเพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งประเทศได้อยู่แล้วครับ”

    => ผลผลิตต่อไรเดิม ๆ พอเพียงเลี้ยงคนทั้งประเทศอยู่แล้ว ถูกครับ แต่ชาวนาไม่ได้มีหน้าที่แค่เลี้ยงพวกเราให้มีกินนะครับ เค้าก็อยู่ในระบบตลาดครับ หรือไม่ใช่ ถ้ามองแค่มีกินเนี่ย โดยความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย กับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวที่ได้ผลมันพอแล้วครับ ถ้าแค่คิดจะเลี้ยงคนทั้งประเทศ เหลือส่งออกด้วยซ้ำ

    ส่วนการพัฒนาเกษตรกรรมด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไรก็ไม่ได้ผิด แม้ในกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกัน ก็ต้องนึกถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผลด้วยไม่ใช่หรือครับ ? อินทรีย์เหมือนกัน ทำแบบ นาย ก กับ นาย ข ให้ผลผลิตต่อไร่ต่างกัน คุณจะทำแบบที่ได้มากกว่าหรือน้อยกว่าล่ะครับ เหนื่อยเท่ากัน ลงทุนพอกัน ถ้าไม่ได้มีผลเสียอื่นตามมา

    “แต่หลังจากการระดมใส่ยาใส่ปุ๋ยมาอย่างยาวนาน ผลสุดท้ายมันก็ไม่ได้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นได้จริงๆ แถมยังทิ้งโรคและแมลงเวอร์ชั่นอัพเกรดทนกว่าเดิมไว้ให้อีก
    นี่ไง ผลของการปฏิวัติเขียว”

    => แล้วแต่การจัดการนะครับ ที่ที่เขาทำสำเร็จก็มีนะครับ แต่ปัญหาที่บอกก็มีส่วนจริง จะบอกว่าระบบเดิมไม่ได้สนใจด้าน กลไกชีวภาพ ของสิ่งแวดล้อมอย่างงั้นก็ได้

    “ไม่ต้องมาบอกแล้วครับว่าการพัฒนาที่ถูกต้องความจริงมันต้องปรับปรุงชลประทานสิ มันต้องบริหารจัดการสิ อันนั้นมันอุดมคติครับ (โคตรโรแมนติคเลย) วาทกรรมซ้ำซาก ใครๆ ก็คิดออกอยู่แค่นี้ครับ พูดยังไงก็ถูกครับ ไม่มีใครเถียงหรอกครับ”

    => มันเป็นพื้นฐานครับไม่ใช่อุดมคติ พืนฐานที่ประเทศอื่น ๆ เขาทำได้แต่เราทำไม่ได้ และเพราะเขาทำได้ เขาถึงสำเร็จ การแบ่งสรรกำไรตกไปถึงต้นทางผู้ผลิต ถ้าคุณแค่ทำแบบนั้นได้ครบ ทำไมจะได้ผลไม่เหมือนเขาล่ะครับ
    ต้นตอปัญหามีหลายต้นตอ ต่อให้ คุณทำเกษตรอินทรีย์ แล้วไม่มีชลประทาน อยู่ในที่แล้ง กับ ทำแล้วอยู่ในชลประทาน จะเลือกอันไหน ต่อให้ทำอินทรีย์ แต่ไม่มีใครจัดการตลาด โดนกดราคา กับ มีการจัดการตลาดแล้วไปขาย ที่ที่เขาให้ราคาสูง ๆ เอาอันไหน (เรื่องพวกนี้เป็น logic, science ไม่ใช่ romantic ) เพราะเขา มองแบบมีเหตุผล ไงครับ สังคมมีเหตุผลเลยมีอิธิพลทางการเมืองส่งงบลงไปสร้างพวกนี้ให้เขา

    “แต่เรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นคือมันถูกควบคู่กันมากับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงราคาสูงด้วย ต่อให้คุณมีระบบชลประทานที่ดีที่สุดในโลก มีการวางแผนการตลาดที่ดีที่สุดในโลก ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในโลก แต่ถ้าต้นทุนคุณสูงมันก็จบ!”

    => ปัญหาคือ ถ้าต้นทุนสูงทั้งโลก แต่คุณผลิตได้ผลต่ำกว่าเค้า แข่งราคากัน กำไรต่อหน่วยคุณก็น้อยสิ เผลอ ๆ ขาดทุนด้วย แล้วคุณคิดว่า ที่อื่นเขาเสกปุ๋ย เสกน้ำมัน ราคาถูกออกมาได้หรือไง ? ส่วนการวางแผนตลาดคุณก็ไม่เข้าใจอีก
    รู้หรือเปล่าวว่า อิสราเอล ปลูกมะเขือเทศในทะเลทราย ทำไม ฟาร์มผักขายส่ง ต่างประเทศ ทีทำกันเป็นระบบครบวงจรถึงได้กำไรงาม ผักจีนมันของปลอมหรือเปล่า ส่งมาขายไทยในห้าง ต้องเสียค่าขนส่งแต่ยังขายได้ ?
    ผักผลไม้ที่ญี่ปุ่น เป็นค่า distribution จนถึงปลายทาง เทียบกับตัวสินค้ามันเท่าไหร่
    กว่าจะส่งเขาปากบริโภคได้มันต้องมีกลไก ต้นทุนสุดท้ายคิดถึงต้นทุนปลายทาง จะบอกว่าของคุณขายแข่งเขาได้ไหม
    แล้วคุณรู้ไหมว่า ญี่ปุ่น การวางตลาดส้ม เขาจะวางเป็นเฟส และกระจายสินค้า เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยดี เพราะแต่ละภาคของประเทศ เริ่มสุกไม่เท่ากัน พวกนี้เขาจะวางแผนกับ distribution ไปจนถึง shelf ที่ convenience store เลย ต้นทุนสูงแต่ ไปถึงที่คนอยากซื้อ จ่ายให้มากกว่า มันก็ขายได้ได้กำไร แต่ต้นทุนคุณต่ำแค่ไหน แต่ไปผิดที่ผิดทาง คนไม่ซื้อเลย มันก็เน่าไปเสียเปล่า ๆก็ยังได้

    “ดังนั้นเลิกพร่ำเรื่องฝันๆ แบบนี้ได้แล้ว แล้วหัดมองอะไรกว้างๆ บ้างนะครับ ไม่ใช่เอาแต่จำคำพูดคนอื่นมา”

    => สรุปความคิดคุณคือ เกษตรกรไทย มีชลประทาน ที่ดีเทียบต่างประเทศ เกษตรกรไทย มีระบบตลาด ระบบกลไกราคา การจัดการสินค้า ระบบ ห่วงโซ่คุณค่า ที่ดี เป็นเรื่อง ฝัน ๆ และคับแคบ ไม่ควรคิดถึง

    อื่น ๆ ไม่มีประเด็นจะตอบ

    แต่คุณก็เริ่่มยอมรับเองในคำตอบ ว่า มันมีหลายปัญหา มีหลายต้นตอ
    แต่รายการ เหมือนพยายามฟันธง แบบเงียบ ๆ ไปที่ต้นตอนึง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ต้นตอหลัก
    เพราะ คนอื่นที่ไม่ได้ทำอินทรีย์ เขาทำแล้วกำไร ก็มี

    ผมเกรงว่า คนที่ดูแล้ว จะสรุปว่า ชาวนาจนเพราะทำนาผิด ๆ โดนนายทุนหลอกให้ทำนาผิด ๆ
    ไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้พอเพียง

    ส่วนรายการจะฟันธงแบบเงียบ ๆ แบบนั้้นหรือไม่ และชักจูงแบบนั้นหรือไม่ ความเห็นที่ตอบมาก็ยืนยัน
    ได้ดีทีเดียว

    ผมเริ่มเห็นชนชั้นกลางกลุ่มเป้าหมาย ส่งสารแบบนี้หลายครั้งแล้ว เช่น โฆษณา นายเขียวนายแดง

    ยังไงที่ผมอยากเห็น ก็ที่บอกไป ช่วยเอางบไปลงกับโครงสร้างพื้นฐาน ให้ทัดเทียม กับคู่แข่ง
    ให้เอาเงินไปทำระบบช่วยจัดการปรับปรุงพันธ์ จัดการการตลาด

    ถ้าเราเห็นต้นตอปัญหา เราก็ต้องช่วย ๆกันสนับสนุนให้เกิดโครงการให้ทุ่มงบลงไป
    อย่างงั้นถึงจะถูกจุด

    ส่วนจะอินทรีย์ หรือไม่ ผมไม่ว่า แต่ถ้า พอเพียงหรือไม่ อันนี้ขอคิดอีกที เพราะนิยามไม่ชัดเจน

    ผมว่าที่ผม อภิปราย ยึดหลัก ๆกับดังนี้
    1. ตัวรายการที่อ้างถึงในบทความ
    2. ตัวบทความ
    3. ประเด็นแตกความคิดที่ผู้ร่วมแสดงความเห็นยกขึ้นมาสนับสนุนรายการ การตีความรายการของผู้สนับสนุน

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    สวัสดีครับ ขออภัยที่ไม่ค่อยว่างมาตอบ งั้นขอเปลี่ยนมาตั้งคำถามแทนแล้วกันนะครับ เราจะเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศได้อย่างไรหากเรามาปลูกเองกินเองเพียงอย่างเดียว ทุกๆคนก็คงต้องกลับไปเป็นเกษตรกรอีกรึเปล่า? เพื่อที่จะได้บริโภคภายในครัวเรือนเหลือแล้วจำหน่าย เพราะจริงๆความเจริญทางเศรษฐกิจมันเกิดด้จากการแลกเปลี่ยน สำหรับการได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ หรือรวมไปถึงการแบ่งงานกันทำ ถ้าเช่นนั้นประเทศเราคงมีแต่ทุ่งนาเขียวขจีแต่รถยนต์มีไม่กี่คัน ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีท่าเรือ หรือเปล่า?

    ผมเห็นว่าหลายๆคนชอบบอกว่า “เราต่อต้านทุนนิยม” แต่ลองหันกลับไปดูว่า เสื้อผ้า ของใช้ ของกิน ของรอบๆตัวคุณนั้นมันมาจากระบบทุนนิยมหรือเปล่า? บทความนี้ไม่ได้ต่อต้านทุนนิยมและไม่ได้ต่อต้านชุมชนนิยม แต่เรากำลังเตือนว่าหากใครจะลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป้นเบเกอรี่ ทำนา หรือจะไปเปิดร้านเหล้าก็ตาม ขอให้มีสติและทำด้วยความทุ่มเท เพราะงานทุกอย่างมันเหนื่อยแน่ๆ โลกไม่ได้สวยงาม การแข่งขันทางธุรกิจมีอยู่จริง สังคมในฝันแบบข้าวหม้อแกงหม้อ เอากับข้าวมาแลกกันนั้นอยู่ได้จริงหรือในยุคปัจจุบัน? ดูเหมือนประเด็นของผมจะแตกยอดไปจากความตั้งใจเดิมเยอะมาก ยินดีครับที่เข้ามาร่วมถกเถียงกัน

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    ผมเป็นคนไม่เชื่อใน ตลาดNiche Market หรือ Social marketว่ามีอยู่จริง เพราะเราล้วนอยู่่ในตลาดเดียวคือตลาดทุนนิยม ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องของรถกระบะ หรือFino ขึ้นก็อยากนำเสนอว่า คุณจะดำรงตรงได้อย่างไร ในกระแสทุนที่เชี่ยวกรากเช่นนี้ หากบ้านคุณห่างไกลความเจิรญ70กิโลเมตร แต่คุณต้องไปติดต่อราชการที่อำเภอ ถ้าหากคุณไม่มีของเหล่านี่คุณจะเดินทางไปอย่างไร? และคุณจะมีของเหล่านี้ได้อย่างไร แน่นอน ก็แปลว่าคุณต้องลงมือประกอบอาชีพเืพ่อให้ได้เงินเพียงพอกับที่จะไปแลกสินค้าเหล่านี้มาใช้ ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะเป็นหนี้พอกพูน จากการกู้ยืมทีนำมาใช้ทั้งส่วนตัวและเพื่อการลงทุนทางเกษตร

    ดังนั้นชาวนาจริงๆเขาไม่สามารถดำรงตนได้จากการทำนาแบบที่เราเห็นได้ สิ่งที่เป้นภาพสะท้อนก็คือคนเหล่านี้ล้วนตองดิ้นรนในการเอาชีวิตรอด ซึ่งอาจจะแตกต่างกับคนเมืองที่มีโอกาสดีๆที่สามารถอยู่รอดได้แล้ว เริ่มมองหาอะไรที่มันรื่นรมย์เช่นการโหยหาอดีต หรือหาอะไรที่มันแปลกใหม่ให้กับชีวิต เช่น “ฉันจะเป็นชาวนา” ภาพจากสายตา “คนนอก”ที่มองว่าคนข้างในนั้น “ควรจะเป็นแบบนั้น -แบบนี้”นั้นผมไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่ชาวนาจริงๆต้องการหรือเปล่า? เราก็ถามว่าความเหลื่อมล้ำ และความไม่เข้าใจเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เกิดขึ้นสมัยไหน? ใครทำให้เกิดขึ้น? ใครเป็นผู้ได้ผู้เสีย? ทำไมก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ2504 ชาวนาถึงมีรายได้พอเลี้ยงตัว จริงแล้วคนแบบผมๆคุณๆนี่่ละที่เป็นกลุ่มคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว ลองไปหางานที่ศึกษาช่วงเวลาดังกล่าวมาอ่านนะครับ

    ป.ล. แต่แอบสงสัยทำไมมีคนมาแลกเปลี่ยนเรื่องเบเกอรี่เลย?

  • Iterator

    “ผมเป็นคนไม่เชื่อใน ตลาดNiche Market หรือ Social marketว่ามีอยู่จริง เพราะเราล้วนอยู่่ในตลาดเดียวคือตลาดทุนนิยม”

    => อันนี้้ผมไม่เห็นด้วย มันมีอยู่จริง ครับ และเป็นแก่นแท้ของทุนนิยมเลยทีเดียว ถ้าเป็น commodity ก็ไม่ค่อยมีอย่างที่บอก แต่ถ้าเป็นแบบกระเป๋าหลุยแบบนี้ล่ะ คุณค่ามันขึ้นกะคนตีค่า บางอย่างเป็นคุณค่าโดยยอมรับทั่วไป บางอย่างเฉพาะถิ่น บางอย่างเฉพาะกลุ่ม บางอย่างเฉพาะบางเวลา บางอย่างเฉพาะคนเพียงคนเดียว บางอย่างวูบวาบ แป้บเดียวหายไป มันเป็น matter ของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์เลยทีเดียว กินก็อยากกินให้อร่อย มีแฟนก็อยากมีแฟนสวย แฟนหล่อ บางคนชอบเสปคแบบโน้นแบบนี้

    เศรษบกิจคอมมิวนิสต์ผลิตแต่สินค้าซ้ำซาก ไปคิดแทนว่าชาวบ้านต้องอยากได้แบบนี้แบบนั้นเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยให้ตลาดทำงาน แถมไปกดทับความเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติอีก

    อย่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสาร ก็เป็นสินค้าตลาดเฉพาะเหมือนกัน มีขนาดใหญ่ขึ้นทุกที และขายได้ราคาดีเสียด้วย

    “ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องของรถกระบะ หรือFino ขึ้นก็อยากนำเสนอว่า คุณจะดำรงตรงได้อย่างไร ในกระแสทุนที่เชี่ยวกรากเช่นนี้ หากบ้านคุณห่างไกลความเจิรญ70กิโลเมตร แต่คุณต้องไปติดต่อราชการที่อำเภอ ถ้าหากคุณไม่มีของเหล่านี่คุณจะเดินทางไปอย่างไร? และคุณจะมีของเหล่านี้ได้อย่างไร แน่นอน ก็แปลว่าคุณต้องลงมือประกอบอาชีพเืพ่อให้ได้เงินเพียงพอกับที่จะไปแลกสินค้าเหล่านี้มาใช้ ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะเป็นหนี้พอกพูน จากการกู้ยืมทีนำมาใช้ทั้งส่วนตัวและเพื่อการลงทุนทางเกษตร”

    => เข้าใจว่าคุณสื่อว่ามันคือของจำเป็น แต่คนที่ไม่เข้าใจไปคิดว่าเขากำลังฟุ่มเฟื่อย หรือเปล่า

    “เราก็ถามว่าความเหลื่อมล้ำ และความไม่เข้าใจเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เกิดขึ้นสมัยไหน? ใครทำให้เกิดขึ้น? ใครเป็นผู้ได้ผู้เสีย?”

    => มันเป็นทุนวัฒนธรรมของเราเลยที่เดียวที่ไม่ใช้เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ชอบใช้อารมณ์ ใช้ปรัชญาศาสนา จะว่าเป็นจุดแข็ง ก็ทำให้ โฆษณาของเรา เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ไม่เชื่อกดดู youtube ดูโฆษณาไทย
    แต่จุดอ่อนก็ทำให้อย่างที่เห็น หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศอื่นแซงเราไปเรื่อย ๆ จากที่เคยบอกแข่งกับ ประเทศไหน ประเทศนั้นก็แซงเราไปหมด

    ใครพยายามคิดเป็นระบบ คิดเป็นวิทยาศาสตร์ ก็โอนประนามว่าไร้จิตวิญญาณบ้าง วัตถุนิยมบ้าง เป็นทาสโน่นทาสนี่บ้าง

    ผมคิดว่าคนที่มีจะโหยหา เสพปรัชญา เสพอะไรที่เขาคิดว่า มันเป็นความสูงค่าทางจิตวิญญาณ ไม่ได้ผิดครับ
    แต่เห็นได้ว่า บางเรื่องค่อนข้างทำให้ไม่เกิดผลอะไรจริงจังถาวร เช่นไปเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยตรง เพื่อหวังให้ตัวเองได้รเสพประสบการณ์สุข
    แทนที่จะทำอะไรที่ ได้ impact จริงจัง เราชอบอวดอ้างโน่นนี่ แต่ดูเศรษฐีฝรั่งหลายคนที่รวยที่สุดในโลกกลับ
    บริจาคทรัยพ์สมบัติทั้งหมดให้สาธารณะ โดยไม่ต้องอวดอ้างตัวเองตลอดเวลา (เผลอๆ มีเวลาไปด่าฝรั่งอีกว่าจิตใจหยาบ เอากะเค้าสิ) คนไทยบริจาคเงินไม่น้อย แต่กลายเป็นปูน เป็นอิฐ เงินเข้ากระเป๋า คนใกล้ชิดวัดเสียหมด
    นั่นก็อีกประเด็น (เดี๋ยวผมต้องโดนด่าอีกแน่) ศึกษาเปรียบเทียบไปมาก็จะเข้าใจทำไมเราจนกว่าเขา ทำไมบางอย่างเราดูมีปัญหามากกว่าเขามาก ระบบความคิดและทัศนคติบางอย่างนี่เองที่กำหนด

    ลองคิดง่าย ๆ ถ้าบิลเกต นิยม เสพซึ้งขึ้นมาแทนที่จะอยากเห็น real impact สงสัย เงินที่ไหลไปให้กองทุน
    ต่างๆในแอฟริกาคงไม่เกิด เพราะมันดูไม่น่าซาบซึ้ง แถมอ่านแต่ report อีก (เดี๋๋ยวจะมีคนด่าไว้ไม่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองอีกแหละ)

    ”ทำไมก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 2504 ชาวนาถึงมีรายได้พอเลี้ยงตัว จริงแล้วคนแบบผมๆคุณๆนี่่ละที่เป็นกลุ่มคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว ลองไปหางานที่ศึกษาช่วงเวลาดังกล่าวมาอ่านนะครับ“

    => อันนี้ไม่ทราบพอเฉลยได้ไหมครับ แต่ผมคิดว่า demand มันเกิดด้วยล่ะครับ ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านก็อยากอยู่
    กันแค่มีกินจริง ๆ แล้วคราวนี้เค้าอยากได้ ทีวีตู้เย็นเสตอริโอบ้าง แต่สินค้าที่ผลิตได้มันเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใคร ๆก็ผลิตได้และราคาถูก แข่งขันกันสูง

    ไอ้การที่บอกให้เขากลับไป ผลิตเพื่่อกินเอง เหลือขายเนี่ย น่าจะเรียกว่า มา manage demand side คือก็พยายามปลูกฝังว่า อย่าคิดอะไรมาก มีกินก็พอแล้ว แต่วิธีนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะได้ผลนานแค่ไหน

    ตัวอย่าง manage demand side อีกอันนึง แต่ผมดูแล้วก็ได้ผลเหมือนกัน คือ รัฐบาลจีนบอกให้มีลูกได้คนเดียว
    อันนั้นลด demand ทรัพยากร ในอนาคตได้แน่นอนเหมือนกัน

    => ป.ล. แต่แอบสงสัยทำไมมีคนมาแลกเปลี่ยนเรื่องเบเกอรี่เลย?

    ที่ผมไม่คุยเรื่องนี้เพราะ ไม่มีผลกระทบอะไรกับกลุ่มคนที่มีปัญหานะครับ

    รายการคุณอุ้มทำให้คนหลายคนคิดไปแล้วว่า ที่ชาวนาจนเพราะไปทำเกษตรเคมี เป็นสิ่งที่ชาวนาเดินผิดทาง
    ไปเอง เหมือนนายแดงนายเขียว มีไร่คนละแปลงนั่นแหละ

    http://www.youtube.com/watch?v=fHjoi3Bpfvs

    ตัวอย่างของคนทำเกษตรเชิงเดี่ยว แบบเคมีระบบเดิม สำเร็จ มีเยอะถมไป ไม่เห็นจะเอามาออก

    แล้วก็อย่างที่บอก basic fact ต่าง ๆ ไม่พูดเลย เช่น การปรับปรุงพันธ์ ระบบชลประทาน
    การตลาด วงจรการค้า ห่วงโซ่คุณค่า key success factor ต่าง ๆ ที่ ต่างประเทศทำแล้วสำเร็จ
    ตัวเลขพวกนี้ฟ้องอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ สื่อและชนชั้นกลาง กลับไปชี้หน้าว่าเกษตรกรว่า
    เพราะพวกเอ็งไม่พอเพียง อยากรวย ฟุ้งเฟ้อ เพราะพวกเอ็งไม่รักษ์ธรรมชาติ

    ตรงนี้ไม่น่ากลัวเท่า มันไป influence ทำให้ โครงการต่าง ๆ ที่ควรเกิดไม่เกิดนะครับ เช่นผันน้้ำเข้าอีสาน
    เพิ่มพื้นที่ชลประทาน แต่กลับไปทำอย่างอื่น คนมีปากมีเสียงมีเนื้อที่สื่อ ไม่ใช่ชาวบ้านหรอกครับ แถมชาวบ้าน
    ไทยค่อนข้างเจียมตัวแบบไทย ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาควรมีได้ควรจะมีการสนับสนุนตรงนี้ (เขาไม่ค่อยรู้หรอกว่า เพื่อนร่วมอาชีพอีกมุมโลกได้รับอะไร เขาโอกาสน้อย คนที่ควรช่วยพูดให้เขาคือคนที่มีโอกาสไม่ใช่หรือ)

    หลักฐานก็ทนโท่อย่างงบ ปรับปรุงพันธ์ขาวของเวีียดนาม มากกว่าไทย ดูสิครับ

    ขณะที่ผมว่า marketing รักชาวนา ของเราแรงกว่า เวียดนาม … นั่นแหละเราเก่งเรื่องพวกนี้

    จบรายการนี้ลองเอาคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยไปถามว่า

    ทำไมเกษตรกรไทยจำนวนมากยากจนและทำไม่สำเร็จ คนก็จะตอบนายแดงนายเขียวนั่นแหละครับ ผมว่านะ

    จนเครียดกินเหล้าก็อีกตัวอย่าง

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    ตอบ Iterator
    ในช่วง2504 รัฐต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้ต้องใช้นโยบายพัฒนาแบบ unbalanced growth หรือการพัฒนาแบบไม่สมดุล คือ เมื่อต้องการแรงงานเข้าสู่ภาคอุตฯ เขาก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถได้แรงงานจำนวนมากๆและราคาถูก เขาก็เลยใช้วิธีกดราคาสินค้าเกษตร พอสินค้าเกษตรตกต่ำ คนก็อพยพเข้าสู่ภาคอุตฯ เมื่อคนมาอยู่ในภาคอุตฯเราจะทำอย่างไรให้นายทุนเขาอยู่ได้ ก็จำเป็นต้องกดค่าแรงให้ต่ำเข้าไว้ แล้วถ้าค่าแรงต่ำแรงงานก็เดือดร้อนถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไง ก็ต้องไปกดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำเพื่อแรงงานจะยังชีพได้อีกที จากปี 2504- 2513 ค่าแรงไทยอยู่ที่ 15บาทโดยไม่มีการเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ แล้วถามว่านายทุนที่ได้ประโยชน์ยุคนั้นคือใคร? ก็คือกลุ่มพวกใกล้ชิดเผด็จการทหาร นักการเมือง และชนชั้นนำ
    ส่วนทำไมคนชั้นกลางปัจจุบันถึงได้ประโยชน์ ก็ลองดูคนรุ่นพ่อแม่ เราส่วนใหญ่ ก็ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าซึ่งก็ทำกำไรจากส่วนนี้ หรือถ้ารวยหน่อยก็มีกิจการ ไม่ก็เป้นข้าราชการ หรือไม่ก็เป้นพวกนิสิตนักศึกษาที่จบในยุคนั้นมีโอกาสทางสังคมมากกว่า (อย่าลืมว่ามหาลัยสมัยนั้นไม่เยอะเท่าตอนนี้) อาจจะไม่เกี่ยวกับบทความครับแต่ยินดีที่จะตอบเพราะถือเป้นการแลกเปลี่ยน
    ต้องขอภัยในส่วนNiche marketด้วย ผมกำลังจะสื่อหมายถึง พวกตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มันมีจริง แต่น้อยมากๆในประเทศไทย และถ้าคุณอยากจะแข่งขันในตลาด คุณไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เกิดการคุ้มครองสินค้าเกาตรอินทรีย์ แต่คุณต้องแข่งในตลาดทุนนิยมพร้อมกับผักอื่นๆ (ผมอธิบายไม่ชัดเจนขออภัย)

  • tamaki

    ถ้าทุกคนปลูกกินเองกันหมดจริงๆ แล้วจะต้องถามทำไมว่าจะเลี้ยงดูคนทั้งประเทศได้อย่างไร ก็ทุกคนปลูกกินเองเลี้ยงตัวเองได้กันหมดแล้วไม่ใช่หรือครับ? คำถามมันขัดกันนะครับ

    แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นได้อยู่แล้ว จะถามให้มันสุดโต่งไปทำไมก็ไม่รู้ ดีนะที่คุณไม่ถามว่า ถ้าเราต่างคนต่างไปปลูกกินกันเอง แล้วเราจะเอาไฟฟ้าจากไหนใช้? (ฮาแตก)

    แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจสารที่รายการนำเสนอจริงๆ ด้วย เค้าไม่ได้บอกให้เราต้องเปลี่ยนอาชีพไปปลูกข้าวกินเองกันให้หมด แต่เค้าชี้ “ทางรอด” ของเกษตรกร และทางรอดสำหรับวิกฤติอาหารสำหรับชนชั้นกลางทั่วไป แน่นอนไม่เถียงว่าเทน้ำหนักไปที่ฝ่ายหลังมากกว่า เพราะกลุ่มเป้าหมายรายการก็คือชนชั้นกลางในเมือง ทำกันเองดูกันเองก็เลยออกมาติงต๊องให้คุณเอามาว่ากระแนะกระแหน

    ใครบอกคุณว่าปลูกข้าวปลูกผักกินเองแล้วจะทำให้ไม่มีเงินซื้อปัจจัยดำรงชีวิตอื่นๆ? คนที่คิดแบบคุณ คิดว่าคงไม่สะดวกสบาย เดินทางลำบาก มีแต่อาหารแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ ก็มีไม่น้อยหรอกนะครับ

    แต่เกษตรพอเพียง เกษตรพึ่งพาตัวเอง หรืออะไรก็ได้ที่จะเรียกกัน ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าต้องตัดขาดจากความเจริญต่างๆ คนปลูกข้าวก็มีทีวี มีเครื่องเสียง มีเครื่องคอม มีไอแพดใช้ได้นี่ครับถ้าอยากมี

    ถ้าชาวนาสามารถหลุดพ้นจากวังวนของสารเคมีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้จริง คุณไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าชาวนาจะมีแต่ข้าวกับผัก แต่ไม่มีเงินซื้อรถขับ ไม่มีเงินทองใช้ รับรองมีได้เหลือเฟือ อยู่ในโลกทุนนิยมได้สบายครับ และชาวนาก็สมควรอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนายทุนขายข้าวของตัวเองด้วย

    ดังนั้นไม่ต้องกลัวหรอกนะครับว่าประเทศไทยจะไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีท่าเรือ อาจจะมีใหญ่กว่าทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป

    ทำไมต้องจำกัดว่าพอเป็นชาวนาแล้วจะไม่มีโอกาสเข้าถึงของพวกนี้ มันก็คืออาชีพอาชีพหนึ่ง ทำไม่เป็นก็ไม่รวย ทำถูกทางถูกวิธีก็รวยได้เหมือนกัน อาชีพอื่นก็ไม่ใช่ว่าจะรวยจนใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมได้เสียทุกคนซะเมื่อไร

    แล้วมันต่างกันตรงไหน? ทำไมต้องเป็นเฉพาะชาวนา

    เอ๊ะ… หรือว่าคุณกำลังจะสตัฟฟ์ชาวนาให้เป็นแบบนั้น?

  • tamaki

    เอ่อ… ใครบอกว่าต่อต้านทุนนิยมกันหรือครับ ตอนไหนน่ะทำไมผมไม่เห็น (หรือคุณไปอ่านจากที่ไหนมาประกอบอีกแล้ว) ผมว่าวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมนี่มันตกยุคแล้วนะ สมัยนี้ใครมายกมือประกาศว่าชั้นต่อต้านทุนนิยมผมว่าเชยแหลกลาญ

    ผมก็เคยย้อนถามแบบคุณนี่แหละตั้งแต่สมัยน้าแอ๊ดคาราบาวยังหนุ่ม กีต้าร์ที่พวกเมิงเล่นอยู่อ่ะ ก็มาจากระบบทุนนิยมไม่ใช่เหรอ

    แล้วมีใครบอกหรือครับว่าบทความนี้ต่อต้านทุนนิยม? ไม่มีนี่ครับ มีแต่บอกว่าบทความนี้เขียนไปคนละเรื่องกับเนื้อหาในรายการไม่ใช่หรือครับ แล้วจู่ๆ คุณก็ยกเรื่องทุนนิยมขึ้นมาเพื่อจะเอามาเลี้ยวเข้าเรื่องที่ต้องการเฉยเลย เดี๋ยวปั๊ดผมก็ยกเรื่องต่อต้านหมีแพนด้าขึ้นมามั่งหรอก

    แล้วในรายการก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสังคมในฝันเลย สังคมแลกเปลี่ยนแบ่งปันอะไร ยังไม่เห็นยัยอุ้มเพ้อถึงสักคำ คุณไปเอามาจากรายการไหนอีก? ที่ผมบอกว่าบทความคุณถูกอยู่อย่างเดียวคือชื่อรายการนี่ไม่ได้เกินจริงเลย

    ถามจริงๆ เหอะ ตกลงคุณได้ดูรายการบ้างหรือเปล่าครับ หรือเห็นแต่ทีเซอร์แล้วเอามาเขียนเลย?

    อ้อ… ช่วยเอาคุณ Iterator ไปเข้าเครือข่ายพลังลบของคุณหน่อยเถอะครับ เห็นแกค้านตะพึดได้ทุกเรื่อง พอจวนตัวก็บอก แล้วทำไมประเทศอื่นทำได้ นี่แหละพลังลบตัวพ่อเลย รีบเอาไปเร็วๆ ครับ

  • Iterator

    ตอบคุณ tamaki

    เอาเฉพาะที่พาดพึงถึงผมนะครับ

    “อ้อ… ช่วยเอาคุณ Iterator ไปเข้าเครือข่ายพลังลบของคุณหน่อยเถอะครับ เห็นแกค้านตะพึดได้ทุกเรื่อง พอจวนตัวก็บอก แล้วทำไมประเทศอื่นทำได้ นี่แหละพลังลบตัวพ่อเลย รีบเอาไปเร็วๆ ครับ”

    =>
    ผมค้านตะพึดตะพือตรงไหน ?
    ผมแสดงอาการจวนตัวตรงไหน ?
    ทำไมคุณแปะป้ายตัวเองว่าพลังบวก และแปะป้ายผมว่าพลังลบ อะไรคือ วิธีพิจารณา บวก หรือ ลบ?

  • ดิฉัน

    ขอชื่นชมทุกๆคนที่เมนท์กันนะคะ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นจากหลายมุมมอง ถึงบางครั้งจะขี้เกียจอ่านในบางตอนก้เถอะค่ะ

    จริงๆ เห็นด้วยนะคะว่ารายการแบบนี้ให้คุณและโทษไปพร้อมๆกัน
    มันอาจจะเปิดประเด็นให้เราได้คิด ว่าปัญหาชาวนาที่แท้จริงคืออะไร

    แต่ในอีกด้านนึงที่ดิฉันเห็นว่าสำคัญไม่แพ้กัน และสำคัญมากๆสำหรับสื่อที่อาศัยเงินภาษีของประชาชน (และที่สำคัญ ชาวนาด้วยค่ะ) มาผลิตรายการคือ การเสนอภาพ ‘ความเป็นจริง’ สีลูกกวาด

    หมายถึงการที่รายการ ทำให้คนดู เชื่อว่านั่นคือ ภาพความเป็นจริง(ที่ดี) ของการเป็นเกษตรกร

    ดิฉันไม่ได้บอกนะคะว่า รายการผลิตภาพความเป็นจริง
    แต่ดิฉันบอกว่า รายการทำให้คนดูเชื่อ

    แน่นอนว่า คนดูจะเชื่อหรือไม่นั่นอีกเรื่อง รายการไม่ได้ยัดเยียด

    แต่ประเด็นคือ รายการกำลังโน้มน้าว ให้เราคิด เชื่อ และ เห็นว่า อะไรคือ ‘สิ่งที่ดี’

    น่าคิดว่ารายการแบบนี้ และช่องนี้ เป้าหมายของกลุ่มคนดูคือใคร
    เป็นคนที่มีรสนิยมแบบไหน มีเป้าหมายชีวิตแบบใด
    ดิฉันคิดว่า รายการได้เลือก ‘เรื่องที่จะเล่า’ มาเรียบร้อยแล้ว

    ซึ่งก็จริงอยู่ว่าเป็นธรรมชาติของ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก (แม้แต่บทความนี้ และแม้แต่คอมเมนท์ของดิฉันเอง) ที่ต้องเลือก ต้องกรอง ‘เรื่องที่จะพูด’

    แต่ไหนๆจะเลือก ‘เรื่องที่จะพูด’แล้ว และไหนๆก็ใช้งบประมาณการผลิตมาจากภาษีเราแล้ว
    ทำไมไม่ พูดในหลายๆมุม และเสนอภาพที่ลึกกว่านี้ละคะ
    ตัวอย่างเช่น เกษตรหลายๆแบบ ที่ไม่ได้เน้นในแบบเดียว

    ดิฉันก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าควรทำรายการอย่างไร แบบไหนคือสิ่งที่ดีต่อเกษตรกรและชาวไทยทั่วไป
    ดิฉันรู้แตว่า ดิฉันมีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์รายการนี้

    และแน่นอน คุณก็มีสิทธิจะวิพากษ์วิจารณ์ดิฉันนะคะ แต่ขอใ้ห้อยู่กับสิ่งที่ดิฉันพูด อย่าโยงไปเรื่องอื่น
    หรือคิดไปล่วงหน้าแล้วว่าดิฉันคิดยังไง

    ป.ล.
    ขอบคุณที่เขียนบทความมาให้อ่านนะคะ คุณพิเชษฐ ชอบแง่มุมการวิจารณ์รายการของคุณนะคะ
    แต่ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเปิดร้านเบเกอรี่แบบที่คุณว่าค่ะ 55
    บางทีภาพฝันของคนกลุ่มหนึ่งก็เป็นแบบหนึ่งนะคะ เรามีประสบการณ์ พื้นฐานชีวิตมาคนละแบบ มันก็ยากนะคะที่จะเห็นแบบที่คุณเห็น แต่ก็อาจเป็นสิทธิของเค้านะคะ ที่จะได้ฝันแบบนั้น แต่ก็เป็นสิทธิของคุณเช่นกันที่จะวิจารณ์ เห็นด้วยค่ะ คงต้องลองสำรวจตลาดอย่างที่คุณว่า ไว้จะมาสอบถามคำแนะนำนะคะ

  • สุ๊กสุข

    takaki ton chidee สู้ๆ อย่าถอย อย่ายอมนะ ไม่ว่าเค้าจะเอาข้อมูลไรมาข่ม ยืนยันเข้า อย่าถอย ชีวิตจะได้สุ๊กสุข

  • สุ๊กสุข

    อุ้ย พิมพ์ชื่อผิด คุณ tamaki ตะหาก ชื่อคุณเท่มากๆ ญี่ปุ่นซะ

  • Siu

    ฉันก็อยากเป็นชาวนา แต่ ……… ไม่มีที่นา ดูพืีนที่ชีวิตดีกว่าเยอะ

  • Frankenstein

    ผิดหมดนะครับ สุขนิยมคือการดูดฝิ่น พี้กัญชา ฉีดเฮโรอีน แดรกยาบ้า ยาไอซ์ นั่งดูละครน้ำเน่า เกมโชว์และยืนตรงเคารพธงชาติ