Practical Report บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556: ชัยชนะของสองพรรคการเมืองใหญ่

ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2556 เสร็จสิ้นลงด้วยชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ คนเดิมจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถรักษาแชมป์ต่อได้อีกสมัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม ผลคะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นนัยสำคัญต่อการเมืองไทยหลายประการ SIU ขอนำเสนอบทวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้งดังนี้

1. การเมืองกรุงเทพ เข้าสู่ระบบสองพรรคใหญ่ ผู้สมัครอิสระเกิดลำบาก

ถ้าดูผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 เทียบกับผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งก่อนๆ จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่ครองคะแนนเสียงรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสของผู้สมัครอิสระหรือผู้สมัครจากพรรคเล็กก็มีน้อยลงเรื่อยๆ

การเลือกตั้งผู้ว่า 2556 ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันเกือบ 90% ของคะแนนเสียงทั้งหมด (คำนวณจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่เว็บไซต์ ThaiPBS รายงาน) เหลือพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นๆ ประมาณ 10% เท่านั้น ในขณะที่ผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2552 (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 75% และถ้าย้อนไปไกลถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 (อ้างอิง) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 70%

สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)

สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของ “พัฒนาการการเมืองไทย” หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เน้น “พรรค” มากกว่า “คน”

ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เดิมที “คน” ยังมีความโดดเด่นใกล้เคียงกับ “พรรค” และในอดีตก็มีผู้สมัครอิสระอย่าง ดร.พิจิตต์ รัตตกุล หรือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยเอาชนะผู้สมัครจากพรรคใหญ่มาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด (นายอภิรักษ์ 2 สมัย และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีก 2 สมัย) โดยมีพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ยึดครองอันดับสองในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด (2551-2552-2556) เช่นกัน

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้วนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน และถ้าพิจารณาจากความคิดเห็นหรือเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ คนแล้ว จะเห็นว่าเป็นการ “เลือกพรรคมากกว่าเลือกคน” หรือ “แสดงจุดยืนทางการเมืองมากกว่าดูเรื่องนโยบาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองแบบสองพรรค สองอุดมการณ์ เริ่มมีบทบาทสำคัญเหนือบุคลิกภาพหรือศักยภาพของตัวผู้สมัครด้วย

ถ้ารวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแนวโน้มของคะแนน หรือความขัดแย้งทางการเมืองแบบสองขั้ว ก็จะเห็นว่า “โอกาส” ของผู้สมัครจากพรรคเล็กหรืออิสระ ลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาวนั่นเอง เราคาดว่าในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งหน้า สถานการณ์ก็ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้มากนัก

2. พรรคประชาธิปัตย์: รักษากรุงสำเร็จ แต่สถานะไม่เปลี่ยน

นัยที่สำคัญที่สุดต่อพรรคประชาธิปัตย์คือรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายในเมืองหลวงได้สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถคง “รอยต่อ” ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ได้ ซึ่งในแง่ความเป็นประชาธิปไตยแล้วอาจเป็นผลดีมากกว่าการที่พรรคเพื่อไทยยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีประเด็นที่น่าจับตาอีก 2 ส่วนดังนี้

กรุงเทพแบบเดิม

ชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นผลดีในเชิงการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่สำหรับคนกรุงเทพแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมในตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาถือว่าแย่พอตัว (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้ว่าคนก่อนของพรรคเองอย่างนายอภิรักษ์) และการเอาชนะในสมัยที่สองได้ก็เป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องพรรค-อุดมการณ์ทางการเมือง มากกว่าเป็นเพราะผลงานของตัวผู้สมัครเอง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ควรใช้โอกาสที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพ ปรับปรุงผลงานในสมัยที่สองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เลิกใช้ทีมงานชุดเดิมของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประสานงานกับทีมงานของพรรคและนักการเมืองท้องถิ่นในกรุงเทพ รวมถึงหันมารับฟังปัญหา-จุดบกพร่องของการทำงานในสมัยแรกจากประชาชน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อไทยมากขึ้น โดยอิงประโยชน์ของคนกรุงเทพเป็นสำคัญ

พรรคประชาธิปัตย์แบบเดิม

หลังความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้ง 2554 หลายเสียงพูดตรงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุง-ปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้กลับมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2554 มาจนถึงปี 2556 ระยะเวลาประมาณปีครึ่ง เรากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์มากนัก แกนหลักสำคัญยังเป็นทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอยู่เช่นเดิม

ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 มีการวิเคราะห์กันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ สูญเสียที่มั่นเมืองหลวง ก็อาจเป็นปัจจัยเร่งให้พรรคต้องปรับปรุงตัวขนานใหญ่ และคณะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันอาจถึงเวลาต้องผลัดใบ แต่เมื่อผลออกมาเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะทำให้ปัจจัยกระตุ้นภายนอกนี้หมดไป และโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ในฐานะที่ SIU เคยแสดงจุดยืนหลังการเลือกตั้ง 2554 ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตัวเองอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของการเมืองไทยในภาพรวม เราก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุงตัวให้มากกว่านี้ ถึงแม้จะสามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าได้แล้วก็ตาม

ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

3. พรรคเพื่อไทย: แพ้แต่คะแนนเพิ่ม

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่เคยยึดกรุงเทพสำเร็จในการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คราวนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จอีกครั้ง แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากการเลือกตั้ง 2552 มาก คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  และถ้าพิจารณาจากตัวผู้สมัครคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการเมืองอย่างเป็นทางการไม่ถึง 2 เดือนดี ก็ถือว่าทำผลงานได้เกินคาด

พงศพัศ ทำดีแต่ยังไม่พอ

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยก่อนเปิดตัวผู้สมัครของพรรคนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะมีเสียงเรียกร้องจากภายในพรรคให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงสมัคร แต่เจ้าตัวก็ยืนยันปฏิเสธตลอดมา จนสุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยสงบศึกภายในพรรคได้ และเปิดตัว “โฆษกตำรวจ” พล.ต.อ.พงศพัศ ที่คุ้นเคยตามหน้าสื่อมานานแต่ยังไม่เคยสัมผัสการเมืองอย่างจริงจังมาก่อน

เส้นทางของ พล.ต.อ.พงศพัศ คล้ายๆ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554 นั่นคือเป็น “หน้าใหม่” ของวงการการเมือง และกระโจนเข้ามาชิงตำแหน่งสำคัญของประเทศโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นฐานสนับสนุน จุดต่างคงอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนามสกุล “ชินวัตร” ห้อยท้าย และฐานเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ-กรุงเทพนั้นมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกัน (ซึ่งอาจยังอธิบายได้ด้วยทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ พล.ต.อ.พงศพัศ จะได้รับคะแนนเสียงมากถึง 1 ล้านคะแนน แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขายัง “ดีไม่พอ” ที่จะเอาชนะใจคนกรุงเทพเหนือพรรคประชาธิปัตย์ได้ และก็ต้องยอมรับว่าตัวของ พล.ต.อ.พงศพัศ ถึงแม้จะบุคลิกดี คล่องแคล่ว ออกสื่อเก่ง แต่ก็ยังไม่มีผลงานเชิงบริหารให้เห็นมากนัก ชื่อชั้นทางการเมืองก็ยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรค ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมทางการเมืองใหญ่พอสำหรับโค่นพรรคประชาธิปัตย์ลงได้

ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณว่าพรรคเองต้องเร่งสร้างบุคลากรที่โดดเด่นกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งหน้า เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค-ตัวผู้สมัครโดดเด่นไม่พอ อย่างเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้อีก

คนกรุงเทพยังหวาดกลัวทักษิณ

ในบทวิเคราะห์ก่อนการเลือกตั้งของ SIU เรายกให้ “ทักษิณ” เป็นหนึ่งในสามปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาก็แสดงให้เห็นว่า “ทักษิณ” ยังมีบทบาทสำคัญต่อการลงคะแนนของคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลายๆ คนแล้วเป็นการแสดงจุดยืนว่า “เอา-ไม่เอา” ทักษิณด้วยซ้ำ

ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถชนะศึกเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2550 และ 2554 ได้ติดต่อกัน แต่ความพ่ายแพ้ในเมืองหลวงตลอดมาก็แสดงให้เห็นว่า ผีทักษิณ ยังคงอยู่ในใจของคนกรุงเทพ ซึ่งทางแก้ไขมีเพียงทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องเร่งสร้างผลงานในระดับรัฐบาล ทั้งเชิงเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ธรรมาภิบาล เพื่อซื้อใจคนกรุงเทพกลับคืนมาในระยะยาวให้จงได้

social network ผู้ว่า กทม

4. ผู้สมัครอิสระ: บทเรียนจากความพ่ายแพ้

ผู้แพ้อย่างชัดแจ้งของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556 คงหนีไม่พ้นผู้สมัครอิสระและผู้สมัครจากพรรคเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับคะแนนมากที่สุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้ง 3 ราย ซึ่งเราขอวิเคราะห์แยกรายบุคคล ดังนี้

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

“วีรบุรุษนาแก” ผู้นี้ทำคะแนนได้สูงสุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้งหมด (166,582 คะแนน เป็นอันดับสามของการเลือกตั้ง) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะชื่อชั้นระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปรากฏตัวตามหน้าสื่อมาโดยตลอด การเตรียมความพร้อมสำหรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มายาวนานก่อนใครเพื่อน บวกกับฐานเสียงส่วนตัวที่มีไม่น้อย และการสนับสนุนจากมวลชนสายพันธมิตรฯ ก็ช่วยให้เข้าป้ายมาเป็นอันดับสามได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ถูกทิ้งห่างจากผู้สมัครสองอันดับแรก แสดงให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้สมัคร และยังมีประเด็นว่าบุคลิกของตัว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เอง ก็ยังดูเป็นข้าราชการตำรวจสมัยเก่า ทำให้ขาดคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ไปอีกมาก

สุหฤท สยามวาลา

“ดีเจเด็กแนว” และผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามวาลา เป็นด้านกลับของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชนิด 180 องศา เพราะเขาก้าวเข้ามาสมัครผู้ว่าแบบคนรุ่นใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ หาเสียงผ่านโลกออนไลน์เป็นหลัก และปฏิเสธการหาเสียงแบบเดิม ๆ ที่อิงฐานเสียงหรือการเมืองระบบเก่าอย่างสิ้นเชิง

สุหฤท สร้างกระแสนิยมที่ดีมากในหมู่คนรุ่นใหม่และโลกออนไลน์ จนเกิดวาทกรรม “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระเพราะเดี๋ยวเสียงแตก” ในช่วงท้ายของการหาเสียงด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อผลคะแนนออกมา นายสุหฤทกลับได้เพียง 78,825 คะแนน น้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นเท่าตัว และถ้าเทียบกับจำนวนคนกดไลค์เพจของนายสุหฤทในเฟซบุ๊กประมาณ 73,000 คน ก็มีข้อเปรียบเทียบว่าต่างกันเพียงหลักพันด้วยซ้ำ

ทิศทางที่กลับกันของกระแสในโลกไซเบอร์กับคะแนนสุดท้ายของนายสุหฤท เป็นบทเรียนที่ดีว่าการสร้างกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว ยังใช้ไม่ได้ผลกับระบบการเมืองในปัจจุบัน ที่ยังต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงนอกโลกออนไลน์ และการจัดตั้งฐานเสียงในระบบเก่าอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้สมัครอิสระในอนาคตต้องพิจารณายุทธศาสตร์ระยะยาว การจัดตั้งองค์กรสนับสนุนล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน มีการระดมทุนสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ลักษณะเดียวกับที่มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จัดตั้งองค์กร Romney for President, Inc.  เพื่อสนับสนุนการหาเสียงชิงประธานาธิบดีของตน

สิ่งที่น่าจับตาคือสุหฤทที่สร้างกระแสสนับสนุนของตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปบนเส้นทางการเมือง ซึ่งเขาอาจไปได้ดีกว่าในการเมืองระดับชาติที่ระดมคะแนนเสียงได้กว้างไกลกว่าพื้นที่ กทม. อย่างเช่น การลงสมัคร ส.ส. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ (ลักษณะเดียวกับนายชูวิทย์หรือนายปุระชัย)

โฆสิต สุวินิจจิต

ผู้บริหารภาคเอกชนอย่างโฆสิต รวมข้อด้อยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และนายสุหฤท เข้าด้วยกัน โดยเขาใช้การหาเสียงแบบเก่า เน้นแค่การระดมป้ายเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในขณะที่ไม่มีฐานเสียงสนับสนุนเช่นเดียวกับนายสุหฤท รวมถึงสร้างกระแสแบบนายสุหฤทไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เขาได้เพียง 28,640 คะแนน น้อยกว่านายสุหฤทประมาณ 3 เท่า และน้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกือบ 6 เท่า

อย่างไรก็ตาม โฆสิต อาจประสบความสำเร็จในแง่การใช้เวทีเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองของตนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ ในอนาคต

5. การเมืองไทยปี 2556 เดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อปลายปี 2555 ทาง SIU ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยปี 2556 ว่ามีเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ที่ควรจับตา อย่างแรกคือการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ช่วงต้นปี และอย่างหลังคือความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางปี

บัดนี้ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไม่มีความเปลี่ยนแปลง เรายังได้ผู้ว่าคนเดิม พรรคประชาธิปัตย์ยังครองกรุงเทพ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม ดังนั้นปมปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมไปถึงการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่หยุดชะงักมาพักใหญ่ๆ จะเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง และเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหาเส้นทางเดินที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกฝ่ายต่อไป

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    พงศพัศ อาจไม่ได้ผิดพลาดเพราะทำงานไม่เป็น เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินด้วยนโยบาย แต่เป็นเำพราะยุทธศาสตร์ “ไร้รอยต่อ” ที่ทำให้ฝ่ายเป็นกลางบางส่วนหวาดกลัวเกินจริง หากพรรคเพื่อไทยไม่ีชูนโยบายนี้ และทำเงียบๆ เนียนๆ เน้นบุคลิกและจุดเด่นของพงศพัศ ไม่อิงรัฐบาลมากเกินไป ประชากร 2 แสนคน ก็อาจปล่อยหัวใจตัวเองให้เลือกผู้สมัครอิสระอย่างเต็มที่เหมือนที่เคยเป็นมา พรรคเพื่อไทยก็จะครองเมืองอย่างแท้จริง

  • Anatomous

    ระบบสองพรรคแบบไทยๆ อย่าเพิ่งเรียกว่าเป็น “พัฒนาการทางการเมือง” เลย มันง่ายไปหน่อย
    พัฒนาการ ควรจะเลือกเพราะนโยบาย ไม่ยึดพรรค-บุคคล (พวก Free Voter นี่แหละคือพัฒนาการ)
    ไม่ใช่เลือกเพราะเกลียดอีกฝั่ง เลือกเพราะกลัวฝ่ายตรงข้ามได้ เลือกทั้งๆที่เห็นว่าเป็นเสาไฟ ฯลฯ

    ระบบสองพรรคของไทยยังเป็นแค่เปลือก เป็นสองพรรคแบบพวกมรึงพวกกรู

    เป็นสองพรรคเพราะความขัดแย้งทางการเมือง แต่ไม่ได้มีนโยบายที่ต่างกันอย่างชัดเจน

    ยิ่งทั้งสองพรรคมีความขัดแย้งรุนแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการบิวท์อารมณ์ของประชาชน

    และสุดท้ายก็จะถูกบีบให้เลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง (ส่งผลโดยตรงต่อผู้สมัครอิสระหรือพรรคอื่นๆ)

    ซึ่งยังต่างจากชาติตะวันตก ที่สองพรรคเกิดจากจุดขาย

    และถ้าเมื่อใดความขัดแย้งบรรเทาลง ก็เป็นไปได้ที่จะกลับไปสู่ยุคเบี้ยหัวแตกอีกครั้ง

    คงเข้าใจความแตกต่างระหว่าง การเมืองแบบผู้ซื้อ-ผู้ขาย(นโยบาย) กับการเมืองแบบกองเชียร์

  • ฆ ระฆัง

    ฐานเสียงเดิมของปชป.เป็นส่วนสำคัญ และบวกกับการไม่ต้องการให้กินรวบ ทำให้ได้คะแนนสูง ปชป.น่าจะพอทราบบ้างว่าตนเองต้องปรับปรุงอย่างไร บุคคลิกผู้สมัครแบบคุณอภิรักษณ์น่าจะเหมาะกับคนกรุงทั้งใหม่และเก่า ด้านเพื่อไทย แม้จะมีฐานจัดตั้งเพิ่มแต่ยังเกาะชายขอบ ส่วนหนึ่งสะท้อนจากผลงานรัฐบาลและปัญหาจากอดีต เพื่อไทยต้องเข้าใจว่าสินค้าที่จะขายในเมืองต่างจากสินค้าต่างจังหวัด สำหรับผู้สมัครอิสระ คุณสุหฤทและโฆษิต ชี้แจงและตอบคำถามดีกว่าอดีตนายตำรวจทั้งคู่ แต่ความที่ไม่มีพรรคและปัญหาการเมืองระดับชาติ คะแนนก็ไม่ดี แต่เป็นเรื่องที่พรรคใหญ่ต้องเรียนรู้วิธีคิดจากผูสมัครอิสระ และสังคมสมัยใหม่

  • KK

    เฮ้อ… วิเคราะห์มาได้อย่างไรครับ ใช้อะไรคิด

    การเลือกตั้ง 2552 มันก็เกิดหลัง รธน 2540 นะครับ ผ่านมาตั้ง 12 ปีแล้ว

    แล้วอีกอย่าง รธน 40 มันโดนฉีก แล้วมี รธน 50 มาแทนแล้ว จะไปขุดโคตรเหง้า 40 มาทำไม ??? มันแทบไม่มีผลเลย…

    ————

    ผมบอกได้เลย ที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบ่งขั้วขนาดเนี้ย เพราะเหตุการณ์ พฤษภา 53 เป็นสำคัญอย่างยิ่ง…

    ผมว่าไปอ่านความเห็นตามบอร์ดการเมือง ยังได้การวิเคราะห์ที่ดีกว่าบทความของ SIU อันนี้เลย…

  • non

    เขาหมายถึง ตั้งแต่ รธน. 40 ก็เริ่มเน้นพรรคมากกว่าคนไม่ใช่เหรอ?