Practical Report บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556: ชัยชนะของสองพรรคการเมืองใหญ่

ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2556 เสร็จสิ้นลงด้วยชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ คนเดิมจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถรักษาแชมป์ต่อได้อีกสมัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม ผลคะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นนัยสำคัญต่อการเมืองไทยหลายประการ SIU ขอนำเสนอบทวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้งดังนี้

1. การเมืองกรุงเทพ เข้าสู่ระบบสองพรรคใหญ่ ผู้สมัครอิสระเกิดลำบาก

ถ้าดูผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 เทียบกับผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งก่อนๆ จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่ครองคะแนนเสียงรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสของผู้สมัครอิสระหรือผู้สมัครจากพรรคเล็กก็มีน้อยลงเรื่อยๆ

การเลือกตั้งผู้ว่า 2556 ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันเกือบ 90% ของคะแนนเสียงทั้งหมด (คำนวณจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่เว็บไซต์ ThaiPBS รายงาน) เหลือพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นๆ ประมาณ 10% เท่านั้น ในขณะที่ผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2552 (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 75% และถ้าย้อนไปไกลถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 (อ้างอิง) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 70%

สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)

สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของ “พัฒนาการการเมืองไทย” หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เน้น “พรรค” มากกว่า “คน”

ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เดิมที “คน” ยังมีความโดดเด่นใกล้เคียงกับ “พรรค” และในอดีตก็มีผู้สมัครอิสระอย่าง ดร.พิจิตต์ รัตตกุล หรือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยเอาชนะผู้สมัครจากพรรคใหญ่มาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด (นายอภิรักษ์ 2 สมัย และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีก 2 สมัย) โดยมีพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ยึดครองอันดับสองในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด (2551-2552-2556) เช่นกัน

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้วนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน และถ้าพิจารณาจากความคิดเห็นหรือเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ คนแล้ว จะเห็นว่าเป็นการ “เลือกพรรคมากกว่าเลือกคน” หรือ “แสดงจุดยืนทางการเมืองมากกว่าดูเรื่องนโยบาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองแบบสองพรรค สองอุดมการณ์ เริ่มมีบทบาทสำคัญเหนือบุคลิกภาพหรือศักยภาพของตัวผู้สมัครด้วย

ถ้ารวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแนวโน้มของคะแนน หรือความขัดแย้งทางการเมืองแบบสองขั้ว ก็จะเห็นว่า “โอกาส” ของผู้สมัครจากพรรคเล็กหรืออิสระ ลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาวนั่นเอง เราคาดว่าในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งหน้า สถานการณ์ก็ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้มากนัก

2. พรรคประชาธิปัตย์: รักษากรุงสำเร็จ แต่สถานะไม่เปลี่ยน

นัยที่สำคัญที่สุดต่อพรรคประชาธิปัตย์คือรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายในเมืองหลวงได้สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถคง “รอยต่อ” ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ได้ ซึ่งในแง่ความเป็นประชาธิปไตยแล้วอาจเป็นผลดีมากกว่าการที่พรรคเพื่อไทยยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีประเด็นที่น่าจับตาอีก 2 ส่วนดังนี้

กรุงเทพแบบเดิม

ชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นผลดีในเชิงการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่สำหรับคนกรุงเทพแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมในตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาถือว่าแย่พอตัว (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้ว่าคนก่อนของพรรคเองอย่างนายอภิรักษ์) และการเอาชนะในสมัยที่สองได้ก็เป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องพรรค-อุดมการณ์ทางการเมือง มากกว่าเป็นเพราะผลงานของตัวผู้สมัครเอง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ควรใช้โอกาสที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพ ปรับปรุงผลงานในสมัยที่สองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เลิกใช้ทีมงานชุดเดิมของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประสานงานกับทีมงานของพรรคและนักการเมืองท้องถิ่นในกรุงเทพ รวมถึงหันมารับฟังปัญหา-จุดบกพร่องของการทำงานในสมัยแรกจากประชาชน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อไทยมากขึ้น โดยอิงประโยชน์ของคนกรุงเทพเป็นสำคัญ

พรรคประชาธิปัตย์แบบเดิม

หลังความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้ง 2554 หลายเสียงพูดตรงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุง-ปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้กลับมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2554 มาจนถึงปี 2556 ระยะเวลาประมาณปีครึ่ง เรากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์มากนัก แกนหลักสำคัญยังเป็นทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอยู่เช่นเดิม

ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 มีการวิเคราะห์กันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ สูญเสียที่มั่นเมืองหลวง ก็อาจเป็นปัจจัยเร่งให้พรรคต้องปรับปรุงตัวขนานใหญ่ และคณะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันอาจถึงเวลาต้องผลัดใบ แต่เมื่อผลออกมาเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะทำให้ปัจจัยกระตุ้นภายนอกนี้หมดไป และโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ในฐานะที่ SIU เคยแสดงจุดยืนหลังการเลือกตั้ง 2554 ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตัวเองอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของการเมืองไทยในภาพรวม เราก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุงตัวให้มากกว่านี้ ถึงแม้จะสามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าได้แล้วก็ตาม

ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

3. พรรคเพื่อไทย: แพ้แต่คะแนนเพิ่ม

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่เคยยึดกรุงเทพสำเร็จในการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คราวนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จอีกครั้ง แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากการเลือกตั้ง 2552 มาก คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  และถ้าพิจารณาจากตัวผู้สมัครคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการเมืองอย่างเป็นทางการไม่ถึง 2 เดือนดี ก็ถือว่าทำผลงานได้เกินคาด

พงศพัศ ทำดีแต่ยังไม่พอ

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยก่อนเปิดตัวผู้สมัครของพรรคนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะมีเสียงเรียกร้องจากภายในพรรคให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงสมัคร แต่เจ้าตัวก็ยืนยันปฏิเสธตลอดมา จนสุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยสงบศึกภายในพรรคได้ และเปิดตัว “โฆษกตำรวจ” พล.ต.อ.พงศพัศ ที่คุ้นเคยตามหน้าสื่อมานานแต่ยังไม่เคยสัมผัสการเมืองอย่างจริงจังมาก่อน

เส้นทางของ พล.ต.อ.พงศพัศ คล้ายๆ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554 นั่นคือเป็น “หน้าใหม่” ของวงการการเมือง และกระโจนเข้ามาชิงตำแหน่งสำคัญของประเทศโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นฐานสนับสนุน จุดต่างคงอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนามสกุล “ชินวัตร” ห้อยท้าย และฐานเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ-กรุงเทพนั้นมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกัน (ซึ่งอาจยังอธิบายได้ด้วยทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ พล.ต.อ.พงศพัศ จะได้รับคะแนนเสียงมากถึง 1 ล้านคะแนน แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขายัง “ดีไม่พอ” ที่จะเอาชนะใจคนกรุงเทพเหนือพรรคประชาธิปัตย์ได้ และก็ต้องยอมรับว่าตัวของ พล.ต.อ.พงศพัศ ถึงแม้จะบุคลิกดี คล่องแคล่ว ออกสื่อเก่ง แต่ก็ยังไม่มีผลงานเชิงบริหารให้เห็นมากนัก ชื่อชั้นทางการเมืองก็ยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรค ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมทางการเมืองใหญ่พอสำหรับโค่นพรรคประชาธิปัตย์ลงได้

ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณว่าพรรคเองต้องเร่งสร้างบุคลากรที่โดดเด่นกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งหน้า เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค-ตัวผู้สมัครโดดเด่นไม่พอ อย่างเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้อีก

คนกรุงเทพยังหวาดกลัวทักษิณ

ในบทวิเคราะห์ก่อนการเลือกตั้งของ SIU เรายกให้ “ทักษิณ” เป็นหนึ่งในสามปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาก็แสดงให้เห็นว่า “ทักษิณ” ยังมีบทบาทสำคัญต่อการลงคะแนนของคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลายๆ คนแล้วเป็นการแสดงจุดยืนว่า “เอา-ไม่เอา” ทักษิณด้วยซ้ำ

ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถชนะศึกเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2550 และ 2554 ได้ติดต่อกัน แต่ความพ่ายแพ้ในเมืองหลวงตลอดมาก็แสดงให้เห็นว่า ผีทักษิณ ยังคงอยู่ในใจของคนกรุงเทพ ซึ่งทางแก้ไขมีเพียงทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องเร่งสร้างผลงานในระดับรัฐบาล ทั้งเชิงเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ธรรมาภิบาล เพื่อซื้อใจคนกรุงเทพกลับคืนมาในระยะยาวให้จงได้

social network ผู้ว่า กทม

4. ผู้สมัครอิสระ: บทเรียนจากความพ่ายแพ้

ผู้แพ้อย่างชัดแจ้งของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556 คงหนีไม่พ้นผู้สมัครอิสระและผู้สมัครจากพรรคเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับคะแนนมากที่สุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้ง 3 ราย ซึ่งเราขอวิเคราะห์แยกรายบุคคล ดังนี้

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

“วีรบุรุษนาแก” ผู้นี้ทำคะแนนได้สูงสุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้งหมด (166,582 คะแนน เป็นอันดับสามของการเลือกตั้ง) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะชื่อชั้นระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปรากฏตัวตามหน้าสื่อมาโดยตลอด การเตรียมความพร้อมสำหรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มายาวนานก่อนใครเพื่อน บวกกับฐานเสียงส่วนตัวที่มีไม่น้อย และการสนับสนุนจากมวลชนสายพันธมิตรฯ ก็ช่วยให้เข้าป้ายมาเป็นอันดับสามได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ถูกทิ้งห่างจากผู้สมัครสองอันดับแรก แสดงให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้สมัคร และยังมีประเด็นว่าบุคลิกของตัว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เอง ก็ยังดูเป็นข้าราชการตำรวจสมัยเก่า ทำให้ขาดคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ไปอีกมาก

สุหฤท สยามวาลา

“ดีเจเด็กแนว” และผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามวาลา เป็นด้านกลับของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชนิด 180 องศา เพราะเขาก้าวเข้ามาสมัครผู้ว่าแบบคนรุ่นใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ หาเสียงผ่านโลกออนไลน์เป็นหลัก และปฏิเสธการหาเสียงแบบเดิม ๆ ที่อิงฐานเสียงหรือการเมืองระบบเก่าอย่างสิ้นเชิง

สุหฤท สร้างกระแสนิยมที่ดีมากในหมู่คนรุ่นใหม่และโลกออนไลน์ จนเกิดวาทกรรม “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระเพราะเดี๋ยวเสียงแตก” ในช่วงท้ายของการหาเสียงด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อผลคะแนนออกมา นายสุหฤทกลับได้เพียง 78,825 คะแนน น้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นเท่าตัว และถ้าเทียบกับจำนวนคนกดไลค์เพจของนายสุหฤทในเฟซบุ๊กประมาณ 73,000 คน ก็มีข้อเปรียบเทียบว่าต่างกันเพียงหลักพันด้วยซ้ำ

ทิศทางที่กลับกันของกระแสในโลกไซเบอร์กับคะแนนสุดท้ายของนายสุหฤท เป็นบทเรียนที่ดีว่าการสร้างกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว ยังใช้ไม่ได้ผลกับระบบการเมืองในปัจจุบัน ที่ยังต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงนอกโลกออนไลน์ และการจัดตั้งฐานเสียงในระบบเก่าอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้สมัครอิสระในอนาคตต้องพิจารณายุทธศาสตร์ระยะยาว การจัดตั้งองค์กรสนับสนุนล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน มีการระดมทุนสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ลักษณะเดียวกับที่มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จัดตั้งองค์กร Romney for President, Inc.  เพื่อสนับสนุนการหาเสียงชิงประธานาธิบดีของตน

สิ่งที่น่าจับตาคือสุหฤทที่สร้างกระแสสนับสนุนของตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปบนเส้นทางการเมือง ซึ่งเขาอาจไปได้ดีกว่าในการเมืองระดับชาติที่ระดมคะแนนเสียงได้กว้างไกลกว่าพื้นที่ กทม. อย่างเช่น การลงสมัคร ส.ส. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ (ลักษณะเดียวกับนายชูวิทย์หรือนายปุระชัย)

โฆสิต สุวินิจจิต

ผู้บริหารภาคเอกชนอย่างโฆสิต รวมข้อด้อยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และนายสุหฤท เข้าด้วยกัน โดยเขาใช้การหาเสียงแบบเก่า เน้นแค่การระดมป้ายเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในขณะที่ไม่มีฐานเสียงสนับสนุนเช่นเดียวกับนายสุหฤท รวมถึงสร้างกระแสแบบนายสุหฤทไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เขาได้เพียง 28,640 คะแนน น้อยกว่านายสุหฤทประมาณ 3 เท่า และน้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกือบ 6 เท่า

อย่างไรก็ตาม โฆสิต อาจประสบความสำเร็จในแง่การใช้เวทีเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองของตนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ ในอนาคต

5. การเมืองไทยปี 2556 เดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อปลายปี 2555 ทาง SIU ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยปี 2556 ว่ามีเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ที่ควรจับตา อย่างแรกคือการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ช่วงต้นปี และอย่างหลังคือความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางปี

บัดนี้ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไม่มีความเปลี่ยนแปลง เรายังได้ผู้ว่าคนเดิม พรรคประชาธิปัตย์ยังครองกรุงเทพ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม ดังนั้นปมปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมไปถึงการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่หยุดชะงักมาพักใหญ่ๆ จะเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง และเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหาเส้นทางเดินที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกฝ่ายต่อไป

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่