ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เนื่องจากจะกระทบต่อการบริหารงานด้านงบประมาณรายปีของ กทม.อย่างรุนแรง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม.มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 9 หมื่นคน แบ่งเป็นข้าราชการประจำ 3 หมื่นคน และลูกจ้างชั่วคราว 6 หมื่นคน ขณะที่ กทม.มีกฎหมายกำหนดบังคับไว้ว่าห้ามใช้งบประมาณรายปีที่มีอยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ได้ไม่เกิน 40% ในการใช้เป็นรายจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน กทม.มีค่าใช่จ่ายด้านนี้ประมาณ 39% ถือว่าเกือบเกินเพดานตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ดังนั้นหากนโยบายเรื่องดังกล่าวออกบังคับใช้แล้ว กทม.มีปัญหาแน่
“ทางเลือกคือ ต้องแก้ไขกฎหมายข้อบัญญัติงบประมาณของ กทม.ใหม่ หากทำไม่ได้ ผลกระทบก็จะตกแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว เพราะ กทม.จำเป็นต้องเลิกจ้างพวกเขา แล้วก็ต้องไปใช้วิธีจ้างเหมาบริษัทเอกชนแทน เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เพราะงานของ กทม.เป็นงานด้านบริการที่ต้องใช้คนเยอะมาก หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุนรายปีให้ กทม.เพิ่มขึ้น” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
นอกจากนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลเพื่อไทยเดินหน้านโยบายถมทะเลบางขุนเทียน กทม.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ก็จะวีโต้โครงการแน่ เนื่องจากโครงการมีมูลค่าสูงนับแสนล้านบาท ขณะที่ผลที่จะมีต่อการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหรือกัดเซาะพื้นที่นั้นยังมีวิธีอื่นที่รักษาสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องทุ่มงบประมาณมากขนาดนี้
ทั้งนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องรอดูก่อนว่าจะมีผลอย่างไร แต่ที่ผ่านมาแม้จะทำงานร่วมกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน

ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ ค้านขึ้นค่าแรง 300 บาท
SIU วิเคราะห์ว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกุมเสียงข้างมากทั้งในสภากรุงเทพมหานคร มีผู้ว่าราชการจังหวักกรุงเทพมหานครสังกัดพรรค และได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่พรรคเพื่อไทยที่จะต้องเผชิญกับการบริหารงานที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก กรุงเทพมหานครนั้นถือว่าเป็นเขตที่มีการปกครองลักษณะพิเศษ อำนาจในส่วนบริหารจัดการนั้นอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร
แต่ในทางกลับกันอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร หากเทียบกับผู้ว่าของมหานครอื่นๆถือว่ามีค่อนข้างน้อย เพราะไม่สามารถบริหารงานได้หลายๆส่วน เช่น ตำรวจนครบาลก็ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยแทนที่จะขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งสภาพดังกล่าวอาจทำให้เป็นปัญหาในการดำเนินนโยบายที่ขัดแย้งกัน ซึ่งถ้าหากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงได้โดยการคัดค้านครั้งนี้ อาจทำให้เกิดแรงกดดันกลับไปยังพรรคเพื่อไทย ซึ่งจำเป็นต้องชี้แจงกับประชาชนถึงอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย โดยน่าจับตาว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครสมัยหน้า พรรคเพื่อไทยจำเป็นจะต้องชนะให้ได้ เพื่อที่จะสามารถบริหารงานได้อย่างเบ้ดเสร็จและมีประสิทธิภาพ
ข่าวจาก : โพสต์ทูเดย์
