Practical Report ศึกชิงผู้ว่า กทม. อาจตัดสินกันที่ “ท่อระบายน้ำ”

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เคยใช้สโลแกนหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งก่อนว่า “คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพฯ” โดยใช้รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง จนได้เป็นผู้ว่าราชการ กทม. สมใจ

แต่ระหว่างวาระการทำงานเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ทำให้ “ผู้ว่าหน้ายิ้ม” อย่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องยิ้มไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นกรณีของกล้องดัมมี่ กรณีปัญหาสัมปทาน BTS และปัญหาสำคัญที่ทำให้คนไทยได้เห็น “คุณชายหมู” สลัดภาพคุณชายเรียบร้อยยิ้มตลอดเวลา มาเป็น “ผู้ว่าหน้าบึ้ง” หน้าดำคร่ำเครียด ก็ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นั่นเอง (อ่านรายละเอียดบทความ ทบทวนความจำเกือบ 4 ปี กับผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ ก้าวไปพร้อมกันกับ Agenda Bangkok 2012)

ถ้าพิจารณาในแง่การเมืองแล้ว เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ส่งผลเสียต่อทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยเสียรังวัดไปพอสมควรกับปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของ ศปภ. ต่อการบรรเทาสาธารณภัย แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่สามารถฉวยโอกาสนี้ได้เช่นกัน  เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าของการแก้ปัญหาน้ำท่วมในปี 2553 ส่วนกรุงเทพมหานครก็มีปัญหา “ร้องเพลงคนละคีย์” มีปัญหาประสานงานกับรัฐบาลจนชุมชนหลายแห่งใน กทม. ต้องเดือดร้อน รวมถึงวาทะเด็ด “ผมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อชาวกทม. ไม่ใช่รับผิดชอบต่อคนทั้งชาติ” ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องสะอึก (อ่านรายงานข่าวจากเว็บไซต์ข่าวสด)

เรียกได้ว่าน้ำท่วมปี 54 พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็แพ้ด้วยกันทั้งคู่

ข้ามเวลามาอีกเกือบ 1 ปี ได้เวลา “หน้าน้ำ” มาอีกครั้ง ตัวละครในเรื่องยังเป็นตัวละครเดิมๆ คือพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ทั้งประเทศ และพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่เมืองหลวง บริบทที่เปลี่ยนไปคือเป็น “หน้าน้ำ” ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในเดือนมกราคม 2556 ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็หมายมั่นปั้นมือจะชิงพื้นที่ กทม. มาให้จงได้ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ถือว่าเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายที่

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น มีผลงานด้านแก้ปัญหาอุทกภัยออกมาอย่างต่อเนื่อง (แม้หลายๆ อย่างยังถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของโครงการ) ความคืบหน้าเรื่องการซ่อมแซมประตูน้ำ การขุดลอกคูคลองออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศปรับปรุงระบบคูคลอง ท่อระบายน้ำของ กทม. เช่นกัน ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพรรคยังมีอยู่เป็นระยะๆ โดยกรณีล่าสุดคือการทดสอบระบบระบายน้ำของ กทม. ที่ทั้งสองพรรคยังมีความเห็นตรงข้ามกันจนเป็นข่าวใหญ่โต

เมื่อ “หน้าน้ำ” มาถึง อาจเป็นโชคของพรรคเพื่อไทยที่น้ำปี 2555 ไม่เยอะเท่ากับปี 2554 บวกกับการตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่อุทกภัยเดิม ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่รุนแรงเท่ากับปีก่อน (แต่ก็มีพื้นที่น้ำท่วมหนักหลายจุด เช่น จ.สุโขทัย) แต่กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ที่คุมกรุงเทพมหานคร เตรียมพร้อมเป็นอย่างดีเพื่อรับมือ “น้ำท่า” และ “น้ำทุ่ง” ที่เคยโจมตีเมืองหลวงของไทยอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว กลับมาเสียท่าง่ายๆ ด้วยปัญหาที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงอย่าง “น้ำท่อ”

ฝนตกหนักในเดือนกันยายน 2555 ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็น “ทะเลกรุงเทพ” ในทันที การระบายน้ำทางท่อกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ เหตุผลจริงๆ คงมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องดินทรายจากปี 2554 ที่อุดตันในท่อต่างๆ หรือเส้นทางการระบายน้ำที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ไม่ว่าเหตุผลที่ทำให้น้ำระบายไม่ทันคืออะไรก็ตาม กทม. ต้องตกเป็นจำเลยสังคมไปในทันทีว่าไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้ (และที่สำคัญ ปัญหา “น้ำท่อ” เมื่อปีก่อนไม่ได้รุนแรงเท่านี้)

เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายกับพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นเมื่อ คนของ กทม. ออกมายืนยันว่าลอกท่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว และทั้งหมดเป็นการกลั่นแกล้งจากพรรคเพื่อไทยต่างหาก แต่ไม่กี่วันต่อมา ฝนก็ตกซ้ำอีกครั้งและปัญหาการระบายน้ำยังคงอยู่ เครดิตของพรรคประชาธิปัตย์จึงดิ่งลงไปอีก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยเองก็ฉวยโอกาสทองนี้ และใช้แนวทาง “ไม่ใช่พื้นที่รับผิดชอบย่อมไม่ผิด” ขย่มพรรคประชาธิปัตย์ต่อในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการออกมารับภาระช่วยลอกท่อซื้อใจคน กทม. หรือการประดิษฐ์วาทกรรม “ผู้ว่าท่อตัน” มาโจมตี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์

นักการเมืองเจนสนามทั่วโลกต่างมีประสบการณ์ร่วมกันว่า “เรื่องปากท้อง” และชีวิตความเป็นอยู่ สำคัญกว่าอุดมการณ์หรือภาพลักษณ์ในด้านอื่นๆ ภาพลักษณ์ของนักการเมืองบางคนอาจดูแย่ แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังเลือกถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ที่มีปัญหาเรื่องชู้สาวแต่ก็เอาตัวรอดมาได้เพราะผลงานเศรษฐกิจออกมาดี ไปจนถึงกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เอาตัวรอดจากความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ของไทยในปี 2553 มาได้ แต่ก็มาเสียคะแนนนิยมจากปัญหาสินค้าราคาแพงและขาดแคลน จนวาทกรรม “ดีแต่พูด” กลายเป็นสิ่งกัดกร่อนรัฐบาลอภิสิทธิ์จนต้องยุบสภาก่อนกำหนด

กรณีของ กทม. ก็เช่นกัน ปัญหา “น้ำทุ่ง” และ “น้ำท่า” ในปี 2554 ถือเป็นกรณีพิเศษมากๆ ในประวัติศาสตร์ไทยที่ให้อภัยกันได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่มาแบบไม่คาดฝัน แต่ปัญหาง่ายๆ อย่าง “น้ำท่อ” และ “ฝนตกรถติด” กลับกลายเป็นสิ่งที่กระทบต่อประชาชนทั่ว กทม. โดยตรง กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทาง การคมนาคม จนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนทำให้คะแนนนิยมของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องตกต่ำลงไปอีก และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้คะแนนเสียงสวิงกลับไปยังพรรคเพื่อไทยก็ได้

สงครามชิงชัยผู้ว่า กทม. ในรอบนี้ น่าจะยังเป็นศึกระหว่างสองพรรคใหญ่เท่านั้น ตัวสอดแทรกรายอื่นน่าจะเบียดเข้ามายาก แต่สมรภูมิสำคัญอาจกลายมาเป็น “ท่อระบายน้ำ” แทนปัญหาอื่นๆ อย่างในอดีต

ติดตามประเด็นปัญหา กทม. ได้จาก Facebook Agenda Bangkok