Practical Radio New Think ตอนที่ 6 สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ “แบ๊งค์ งามอรุณโชติ”

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่ยึดมั่นในการประยุกต์เศรษฐศาสตร์มาใช้ในโลกจริง โดยเฉพาะการตัดสินใจในเชิงนโยบาย ที่ไม่ติดในกรอบของอคติและความเชื่อส่วนตัว

“เศรษฐศาสตร์” ได้ถูกโจมตีจากคนจำนวนมากว่าไร้หัวจิตหัวใจและไม่สอดคล้องกับโลกความจริงที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน อย่างไรก็ตาม แบ็งค์ได้พยายามนำส่วนดีของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีเหตุมีผล ประนีประนอมเข้ากับโลกความจริงที่มีความหลากหลาย โดยเชื่อมั่นว่าการสร้างสรรค์นโยบายและสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของมนุษย์ไปสูทิศทางที่ดีกว่า จะเป็นคำตอบให้กับประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่วันคืนที่ดีกว่าได้

ปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นงานที่ท้าทายนักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่อาจแก้ไขได้จากการปรับปรุงระบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตแรงงานที่เก่งและฉลาดออกมาเท่านั้น หากยังต้องเชื่อมโยงเข้ากับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในการสร้างสรรค์ “ตำแหน่งงานใหม่” ให้กับนักเรียนที่จบการศึกษาออกมาอีกด้วย โดยจะต้องออกแบบโครงสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมเพื่อให้รัฐบาลเข้ามาร่วมดูแลพัฒนาอย่างจริงจัง นั่นคือ การเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้ให้กู้เพื่อการศึกษามาเป็นผู้ร่วมลงทุนที่พร้อมจะรับทั้งผลกำไรและขาดทุนจากความสามารถในการแสวงหารายได้ของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในทุกระดับชั้น นี่คือ รัฐบาลในฝันของประชาชนอย่างแท้จริง

บทถอดเทป

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ประเทศไทยบนทาง “ที่ต้องเลือก”

ย้อนกลับไปสัก 5 – 6 ปีเราคงคุ้นเคยกับนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่พูดจาฉะฉานเป็นปากเป็นเสียงให้กับเยาวชนในรายการ “ถึงลูกถึงคน” ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา มาวันนี้ แบ๊งค์ งามอรุณโชติ เขาโตเป็นหนุ่มแล้วและพึ่งจบการศึกษาจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลองมาติดตามว่าความคิดของเขายังคงถึงลูกถึงคนเหมือนเดิมหรือว่าจะเข้มข้นมากกว่าเดิม?

แบ๊งก์เริ่มต้นด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาที่เขาเห็นว่าการตั้งคำถามใหม่ ๆ กับศาสตร์ต่างๆเป็นเรื่องที่สำคัญ “ผมคิดว่าการตั้งคำถามของคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก เราต้องพยายามหาคำตอบในแง่มุมใหม่ๆและเรียนรู้หาทางออกอยู่เสมอ ศาสตร์ทุกศาสตร์จึงจะสามารถพัฒนาไปข้างหน้าต่อไปได้ ถ้าหากเรามองว่าทุกๆสิ่งที่เคยค้นพบมันเป็นความจริงสูงสุดแล้วและไม่ค้นคว้าต่อไป ศาสตร์ๆนั้นก็เหมือนศาสตร์ที่ตายแล้ว”

เขาย้อนวัยให้เราเห็นวันที่เกิดรักแรกพบกับ ‘เศรษฐศาสตร์’ว่า “ผมสนใจเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่มัธยม ผมมองว่ามันสามารถนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันได้ จนได้มีโอกาสไปทดลองจากในห้องและนอกห้องก็รู้สึกว่ามันหลากหลาย ผมว่าถ้าเราเรียนแล้วมันสนุกเราจะทำมันได้ดี ตอนเราเรียนเราเหมือนจะไล่ตามความรู้แต่พอเรามาใช้ชีวิตเราเป็นเจ้านายของมันในการนำความรู้มาประยุกต์ใช้”

“เศรษฐศาสตร์แท้ที่จริงแล้วเป็นศาสตร์แห่งการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นไปได้”นี่คือนิยามของ ‘เศรษฐศาสตร์’ในความคิดของเขา “เราจะต้องนำมาประยุกต์ในชีวิต มันมีโจทย์ให้เราคิดเราเสมอๆ บางทีแค่การตื่นนอนตอนเช้าก็กลายเป็นเศรษฐศาสตร์แล้ว ว่าเราจะตื่นหรือจะนอนต่อ เพราะผลที่ได้จากการตัดสินใจมันแตกต่างกัน”

แต่ในโลกนี้แวดล้อมด้วยปัจจัยที่เราไม่สามารถจะตัดสินใจได้คนเดียวเต็มไปหมดเราจะดำเนินชีวิตในโลกแบบนี้ได้อย่างไร? อย่าง’ทฤษฎีเกมส์’ทางเศรษฐศาสตร์ มันจะเกิดการเปรียบเทียบในหลายๆปัจจัยเพื่อที่เราจะเลือกสรรในช่องทางที่ให้ผลตอบรับที่ดีที่สุด หรือให้ง่ายกว่านั้นเวลาเราจะเลือกผลิตหรือเลือกที่จะบริโภคอะไรเราก็ต้องรู้จักการเปรียบเทียบแล้วว่าอะไรที่คุ้มค่าที่สุด”

“ยกตัวอย่างเช่น เรานำเลือกของการตัดสินใจมาใช้ในสังคม เช่น การซื้อเสียง เราจะออกแบบกฏหมายอย่างไรให้ผู้กระทำผิดสามารถแตกความสามัคคีและซัดทอดกันได้ ทฤษฎีเกมส์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อออกแบบกลไกที่เหมาะสม หรือกระบวนการเลือกตั้งเราจำเป็นต้องคิดวิธีการให้มีการลงคะแนนแบบโปร่งใสที่สุด” แบงก์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘การเลือก’ ที่เราสามารถประยุกต์แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้

ปัจจุบันแบ๊งก์เข้าไปมีบทบาทในภาคสังคมมากมาย เช่น กรรมาธิการยกร่างกฏหมายต่างๆ หรือคณะอนุกรรมการปฎิรูปชุดเยาวชน เขายกตัวอย่างบางงานที่เขาได้ทำว่า “อย่างการที่ได้ไปอยู่คณะกรรมการด้านพลังงาน ผมได้ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ไปใช้ เช่น เรามองเห็นได้ชัดว่านี่คือตลาดผูกขาดที่มีการโยกย้ายส่วนเกินของส่วนรวมไปให้กับคนบางกลุ่มหรือไม่ ซึ่งผมก็มองไปถึงว่าเป็นไปได้ไหมที่จะมีการจัดเก็บภาษีพิเศษสำหรับสินค้าที่มีการผูกขาดเพื่อชดเชยให้กับส่วนรวม เราต้องมองทั้งประสิทธิภาพเพราะเอกชนอาจดำเนินกิจการบางอย่างได้ดีกว่ารัฐและด้านความเป็นธรรมให้กับประชาชนต้องสมดุลกัน ผมไม่ได้มองว่าเราจะต้องไปยึดรัฐวิสาหกิจคืนแต่เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด”

การมุ่งเอาชนะคะคานแบบเด็ดขาดดูเหมือนจะกลายเป็นหนทางที่นำประเทศไปสู่วิกฤต แบงก์เสนอว่าเราต้องเรียนรู้ในการแก้ปัญหาใหม่ๆที่เกิดขึ้นทุกๆวัน “ผมมองว่าปรากฏการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะบางทีเพราะว่าคนบางส่วนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา บางทีเราไม่ได้ไปโฟกัสที่แก่นใหญ่ๆของมันแต่ไปถกเถียงในประเด็นปลีกย่อย เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกันไม่ใช่ว่าจะมุ่งเอาชนะกันแบบเทพปราบมาร เพราะทุกๆอย่างมันมีวิวัฒนาการ จุดดุลยภาพจริงๆมันเปลี่ยนได้ในระยะยาว ทุกๆอย่างไม่ได้หยุดนิ่งแบบที่เราเห็น”

แบ๊งก์ตีแผ่สถิติที่น่าสนใจก็คือระบบการศึกษาไทย เด็กไทยที่ไม่มีโอกาสจบการศึกษาก่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี่มีมากถึงร้อยละ10 จากการที่เขาพ้นวัยอุดมศึกษาไม่นานเขาจึงคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด “การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างการออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราใช้การศึกษาแบบเดียวตอบโจทย์เดียวกันทั้งหมดไม่ได้ คนที่ถูกทอดทิ้งจากระบบการศึกษาหายไปไหน นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเลยนะครับ”

“จริงผมอยากเสนอให้มีระบบสวัสดิการและกองทุนกู้ยืมให้กับเด็กก่อนมัธยมปลาย การเรียนฟรีนั้นไม่เพียงพอเพราะจริงๆแล้วครอบครัวยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆในการส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้มาก อาจจะเป็นกองทุนให้เปล่าเราต้องส่งความช่วยเหลือไปถูกกลุ่ม อย่าสักแต่ว่าให้ตอนนี้เรามีแรงงานระดับปริญญาตรีล้นตลาดการให้การศึกษาไม่ใช่การผลิตคนให้เรียนจบแต่เราจะต้องมองไปให้ไกลว่าหลังจากจบแล้วจะมีตลาดแรงงานอะไรรองรับเขาได้บ้าง” แบ๊งก์เสนอนโยบายส่งเสริมการศึกษาที่ฝากลอยลมไปยังผู้ที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

แล้วอะไรคือสิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำกับระบบการศึกษาไทย แบงก์ทิ้งไว้ให้คิดว่า”สิ่งที่ต้องเร่งเปลี่ยนก็คือระบบกู้ยืการศึกษารัฐบาลไม่ควรเป็นผู้ปล่อยกู้เท่านั้น แต่เราต้องมองว่าการศึกษาต้องมีคุณภาพไม่ใช่ปล่อยกู้แบบตามยถากรรม และผู้กู้มีหน้าที่แค่การชดใช้หนี้ที่ให้กู้เท่านั้น ดังนั้นรัฐควรจะร่วมคิดไปตั้งแต่กระบวนการสร้างคน นี่คือการสร้างแรงจูงใจร่วมกัน ถ้ารัฐอยากได้เด็กที่มีความสามารถที่จะจ่ายเงินกู้คืนรัฐต้องมีกระบวนการที่ทำให้เขามีรายได้เพียงพอ”

ที่มา: transform

  • กร

    เห็นด้วยกับคุณแบ๊งค์เป็นอย่างยิ่งครับ การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากนานแล้ว เพียงแต่พรรคการเมืองไม่เลือกที่จะทำเพราะไม่เห็นผลทางรูปธรรมในช่วงเวลาสี่ปี

    จากตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการศึกษาของชนบท ที่อยู่ขาดแคลนครูอาจารย์เป็นอย่างมาก โรงเรียนรอบโรงงานผมเองที่ต่างจังหวัด เวลาครูใหญ่จะขอให้โรงงานสนับสนุนกิจกรรมใดๆ ครูใหญ่ต้องพานักเรียนมาด้วย เนื่องจากทั้งโรงเรียน(ถึงป.6) มีครูอยู่สามคน ครูหนึ่งคนสอนทุกวิชา และสอนแบบรวมชั้น อย่างนี้จะสร้างอนาคตของเยาวชนได้อย่างไร

    สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือคนไทยเราเองที่ต้องเลือกที่จะเสียสละให้กับเยาวชนไทย อดทนกับงบประมาณที่ต้องหายไปจากการลงทุนด้านการศึกษา ความเดือดร้อนใดๆที่เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก อาจจะจำเป็นที่ต้องเสียสละกัน และที่ต้องควบคู่กันไปคือการโกงกินบ้านกินเมืองของนักการเมืองระดับประเทศและนักการเมืองท้องถิ่นที่กัดกินระบบสังคมไทยมาเป็นสิบๆปี

    พรรคการเมืองใด ถ้ามีความกล้าหาญและมีความจริงใจที่จะสร้างระบบการศึกษาใหม่ จะเป็นคุณกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก