Practical Report คำกล่าวของ บัน คี มุน ในโอกาส “ปีพุทธชยันตี” 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เนื่องจากปี 2555 นี้เป็นปีที่เฉลิมฉลองปีพุทธชยันตี หรือ 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งประเทศที่มีการนับถือพุทธศาสนาจะมีการเฉลิมฉลอง SIU จึงขอนำถ้อยแถลงของ นาย บัน คี มุน เลขาธิการแห่งองค์การสหประชาชาติ ที่แถลงเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 ที่สหรัฐอเมริกา มาแปลและเรียบเรียง โดยมีเนื้อหา ดังนี้ (ขออธิบายให้แฟนๆ SIU เข้าใจเพิ่มเติม ว่าประเทศที่นับถือพุทธศาสนาฉลองปี 2555 ส่วนใหญ่เมื่อปีแ2554 เพราะนับปี พศ 1 ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเลย ต่างกันกับของไทยปีนึง ที่นับเริ่ม พศ 1 หลังจากพระพุทธเ้จ้าปรินิพพานไป 1 ปี มีเฉพาะประเทศไทยที่ครบวันวิสาขบูชาปีนี้ ประเทศอื่นส่วนใหญ่ฉลองไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เช่น ศรีลังกา เป็นต้น)

 

พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งบำเพ็ญสมาธิเพื่อการตรัสรู้

พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งบำเพ็ญสมาธิเพื่อการตรัสรู้

 

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่จะร่วมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้กับพวกคุณทุกคน และเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อตัวผมเองด้วย เนื่องจากมารดาของผมก็เป็นพุทธศาสนิกชน

ผมยังจดจำคำสอนเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมในวัยเยาว์ได้ดี คุณค่าแห่งภูมิปัญญาแห่งเมตตาธรรม การุณยธรรม และสันติธรรม คำสอนเหล่านี้มีคุณค่ากับช่วงชีวิตในวัยเด็กของผมมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ผมหันมาสนใจงานภาคสังคม เมื่อสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมหนึ่งในสังเวชานียสถาน ก็คือสวนลุมพินีวัน อันเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้่า ที่ประเทศเนปาล ผมเดินไปรอบสวนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และความเงียบสงบก็ได้สอนเรื่องราวต่างๆให้ผมอย่างมากมาย

ศาสนาพุทธและองค์การสหประชาชาติมีเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกัน คือมุ่งอยากจะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นกับโลก การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และปฏิบัติต่อกันอย่างพึงกระทำตามหลักสิทธิมนุษยชน เป็นระยะกว่า 10ปีแล้ว ที่ได้มีการยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก ในเวลานั้นตัวแทนจากประเทศศรีลังกาได้กล่าวอมตะวาทะไว้ว่า “ผู้นำสามารถนำให้ชนะสงครามเหนือคนมากกว่าล้าน แต่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือผู้ที่สามารถเอาชนะตนเองได้”

สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงคำๆหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ที่ว่า “เมื่อสงครามเกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์เรา ภายในจิตใจของมนุษย์เราก็พยายามดิ้นรนแสวงหาความสงบ”

ในโลกของเราที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง องค์การสหประชาชาติก็มีหน้าที่ที่จะพยายามสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลก ทั้งการดำเนินการทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย การเปิดการเจรจา และการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อที่จะลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม ความหิวโหย และความยากจน และรวมไปถึงการปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ให้เราได้พึ่งพาอาศัยกันด้วย

ในความพยายามสูงสุดของเรา เราสามารถเรียนรู้จากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า กว่าสองพันหกร้อยปีที่ท่านตรัสรู้ สิ่งที่ท่านตรัสรู้นั้นถือว่าเป้นสิ่งที่ก้าวหน้ามาก ท่านได้สอนถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ทุกๆวันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ท่านได้ตรัสรู้นั้นเป็นความจริง เราเห็นการเชื่อมโยงกันทั้งทางการเดินทางทางอากาศ บนโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งในสื่อสังคมออนไลน์ พวกเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันที่รู้สึกไม่มั่นคงจากภัยคุกคาม ทั้งโรคระบาด ปัญหาสภาพแวดล้อมเป็นพิษ และภัยธรรมชาติ และพวกเราก็สามารถรวมตัวกันเพื่อเอาชนะปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้ พวกเราเผชิญโชคชะตาไปร่วมกัน

กว่า 2600ปีมาแล้วที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ามนุษย์และธรรมชาติต้องอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว วันนี้พวกเรารู้แล้วว่าแนวทางดังกล่าวส่งผลต่อเราโดยตรง เมื่อเราปล่อยให้แหล่งน้ำและแหล่งทรัพยากรเป็นพิษ ผลกระทบเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาหาเรา และเมื่อเราร่วมมือกันอนุรักษ์และปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสิ่งเหล่านี้ก็จะอยู่ให้เราพึ่งพาต่อไป

กว่า 2600 ปีมาแล้วที่พระพุทธเจ้าให้เราทรงสอนให้ถืออหิงสาและเคารพสิ่งมีชีวิตทั้งปวง วันนี้เราอยู่ห่างไกลจากหลักธรรมอันประเสริฐ
แต่พวกเราเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เร่งด่วน จึงมุ่งมั่นที่จะทำงานบนกรอบความคิด “การพัฒนาแห่งสหัสวรรษ” ซึ่งมุ่งเน้นความเข้าใจอันดีระหว่างกันและกัน และแสวงหาหนทางแห่งความสันติสุข

พระพุทธเจ้าได้สอนมาตลอด 2600 ปีที่ผ่านมา และคำสอนของท่านก็ยิ่งมีพลังมากยิ่งขึ้นในทุกๆวันนี้ ดังนั้นการที่เราเฉลิมฉลองครบรอบ 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นการเตือนตัวเราเองทุกคนๆให้รู้ซึ้งถึงคำสอนที่ท่านได้เคยพร่ำสอน ให้เรามีความเคารพกันในทุกๆศาสนา และให้เรากระทำการเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง

ที่มา: UN