
นักเตะทีมบาร์เซโลนาฉลองถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2011 (ภาพจาก fcbarcelona.com)
เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา (FC Barcelona) ซึ่งถูกคนไทยเปลี่ยนสมญานามจากเดิม “เจ้าบุญทุ่ม” มาเป็น “มนุษย์ต่างดาว” “เอเลี่ยน” “ทีมเทพ” ด้วยฟอร์มการเล่นอันสุดร้อนแรงเหนือมนุษย์ธรรมดา สามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษในศึกการแข่งขันฟุตบอลชิงเจ้ายุโรป UEFA Champions League นัดชิงชนะเลิศไปอย่างสบายเท้าด้วยประตูรวม 3-1
เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมของเขาสู้ไม่ได้ และบาร์เซโลนาชุดนี้เป็นทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดที่เขาเคยเผชิญหน้ามา (Goal.com)
เมื่อสองปีก่อน บาร์เซโลนาก็เคยเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2009 ด้วยประตูรวม 2-0 และการคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดถือเป็นถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์สโมสร
ที่สำคัญเป็นการคว้าแชมป์ครั้งที่สามในรอบ 6 ปี เป็นความสำเร็จชนิดที่ไม่มีทีมใดในยุโรปสามารถทำได้ในรอบสิบปีให้หลัง
นอกจากถ้วยสูงสุดของยุโรปแล้ว ปี 2011 นี้บาร์เซโลนายังได้แชมป์ลีกสูงสุดของสเปน ซึ่งคว้าแชมป์มาเป็นปีที่สามติดต่อกัน และเมื่อปี 2009 ปีเดียวกับที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ในนัดชิง บาร์เซโลนายังคว้าแชมป์ 3 ถ้วย (Treble) คือ ลีกของสเปน ถ้วยของสเปน ถ้วยของยุโรป ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกของสเปนที่ทำได้สำเร็จ
คำถามที่น่าสนใจในเชิงบริหารจัดการก็คือ บาร์เซโลนาบริหารจัดการทีมอย่างไรจึงมีความสำเร็จขนาดนี้ และความสำเร็จนี้สามารถผลิตซ้ำได้หรือไม่?
แนวคิด “เป็นมากกว่าสโมสร” ภาพลักษณ์ที่มีมูลค่า และความขัดแย้งที่ตามมา
“More than a club” เราคือจิตวิญญาณแห่งแว่นแคว้น
บาร์เซโลน่าผูกภาพลักษณ์ทีมของตนเข้ากับ “แคว้นคาตาลัน” (Catalan) แคว้นทางตอนเหนือของสเปนอย่างแนบแน่น ด้วยความที่แคว้นนี้เป็นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในช่วงสงครามกลางเมืองของสเปน (ค.ศ. 1936-1939) การแข่งขันทางวัฒนธรรมและความตึงเครียดทางการเมืองที่รุนแรงจึงส่งผ่านมาสู่อารมณ์ทางสโมสรฟุตบอลโดยปริยาย
การช่วงชิงความสำเร็จระหว่างบาร์เซโลนากับเรอัล มาดริด (Real Madrid) จึงมีเบื้องหลังมากกว่าการประชันขันแข่งของทีมฟุตบอลทั่วไป ในการพบกันทุกปีของทีมฟุตบอลสองทีมนี้ ที่เรียกว่า El Clásico นั้นมีประวัติศาสตร์ความตึงเครียดทางการเมืองแฝงอยู่ เพราะทีมเรอัล มาดริดถูกมองว่าเป็นตัวแทนของชาตินิยมสเปนภาคกลาง (ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงมาดริด) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผูกติดกับภาพของจอมพลฟรังโก (Francisco Franco) เผด็จการในยุคหลังสงครามกลางเมือง ขั้วตรงข้ามกับแคว้นคาตาลัน บ้านเกิดของบาร์เซโลนา
แน่นอนว่าการผูกโยงอัตลักษณ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีแนวโน้มที่จะเลื่อนไหลและผิดฝาผิดตัวไปตามสมัยได้มาก โดยเฉพาะการเป็นทีมฟุตบอลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมวลชน แต่ภาพเหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ ดังคำขวัญของทีมของบาร์เซโลนาคือ Més que un club ซึ่งคำแปลภาษาอังกฤษคือ “More than a club” แสดงให้เห็นการที่ทีมพยายามโยงตัวเองกับความหมายข้างต้นนี้ ก่อให้เกิดความผูกพันระหว่างสโมสรกับแฟนในลักษณะที่ต่างไปจากทีมฟุตบอลอื่นๆ เช่น คำอธิบายใน หน้าเว็บสโมสร ที่เชิดชูสโลแกน More than a club อย่างเด่นชัด
ข้อจำกัดของวัฒนธรรม
ในทางกลับกัน ค่านิยมนี้ก็ทำให้สโมสรเองก็จำเป็นต้องรักษา “คุณค่าบางอย่าง” เอาไว้เช่นกัน เพื่อรักษาความศรัทธาภักดีของแฟนๆ ต่อไป
ตัวอย่างเช่น บาร์เซโลนามีประเพณีที่จะไม่มีแถบโฆษณาที่อกเสื้อมานาน จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง จึงเริ่มมีการประชาสัมพันธ์องค์กร UNICEF ที่อกเสื้อเป็นครั้งแรก จะเห็นว่าสโมสรยังคงพยายามแสดงภาพการไม่ใช่ธุรกิจอย่างเต็มที่ ด้วยการเลือก UNICEF ซึ่งทีมไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ
อย่างไรก็ตาม ปีหน้า บาร์เซโลนาจะมีสปอนเซอร์โฆษณาในลักษณะธุรกิจที่หน้าอกเสื้อเป็นครั้งแรกในประวัติศาสร์ สปอนเซอร์รายนั้นคือ Qatar Foundation มูลนิธิของเจ้าผู้ครองนครกาตาร์คนปัจจุบัน ด้วยสัญญามูลค่า 170 ล้านยูโร (ประมาณ 7.3 พันล้านบาท) เป็นระยะเวลา 5 ปี
ถึงแม้เรื่องเงินจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทีมก็ยังต้องพยายามรักษา “ภาพ” ของตัวเองให้ได้ว่าไม่ได้หวังแต่เงินเพียงอย่างเดียว เช่น การชี้แจงว่า Qatar Foundation ไม่ใช่แบรนด์บริษัทแต่อย่างใด กระนั้นทีมก็ยังคงโดนวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน (Guardian)

ภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ: คำขวัญ มากกว่าสโมสร ที่อัฒจันทร์สนามคัมป นูอยู่ใต้โฆษณาไนกี้ (ภาพจาก Wikipedia)
ปรัชาญาการทำทีม: โยฮัน ครัฟฟ์และโรงแรียนฟุตบอล
ความสำเร็จของทีมบาร์เซโลนาชุดนี้ มีรากฐานจากปรัชญาทางฟุตบอลของ โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) เทวดาลูกหนังชาวดัทช์
โยฮัน ครัฟฟ์เคยเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล สิ่งหนึ่งที่เขาต่างไปจากตำนานฟุตบอลคนอื่นๆ คือเขามีปรัชญาทางฟุตบอลที่ชัดเจนและมั่นคง เขาสนับสนุนฟุตบอลเล่นเกมรุก เน้นการสร้างสรรค์เกมที่สวยงาม และวิพากษ์วิจารณ์การเล่นฟุตบอลตั้งรับหรือการเล่นเกมหนักที่รุนแรงตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กับยอดทีมของโลกอย่างบราซิล หรือกระทั่งทีมบ้านเกิดของเขาเองอย่างเนเธอร์แลนด์ด้วย
กรณีล่าสุดที่ครัฟฟ์ออกมาวิจารณ์คือ แนวทางการเล่นของเรอัล มาดริด ในยุคของโฆเซ่ มูริญโญ (Jose Mourinho) ที่มีปรัชญาทำทีมต่างกับเขาอย่างสุดขั้ว คือ ตั้งรับให้แน่นและเน้นผลการแข่งขันที่เอื้อประโยชน์มากที่สุด
สมัยยังเป็นนักเตะ โยฮัน ครัฟฟ์ย้ายเข้ามาสู่ทีมบาร์เซโลนาหลังจากอิ่มตัวกับความสำเร็จระดับสโมสรที่เอแจกซ์ (Ajax Amsterdam) เมื่อปี 1973 เขาชนะใจแฟนบอลบาร์เซโลนาอย่างรวดเร็วด้วยการประกาศว่าเขาจะไม่เล่นให้ทีมฟุตบอลที่เกี่ยวข้องกับฟรังโก (หมายถึงเรอัล มาดริด ซึ่งนายพลฟรังโก ผู้ปกครองสเปนในยุคนั้นให้การสนับสนุน)
เขายังตั้งชื่อลูกชายของเขาว่า Jordi อันเป็นชื่อของชาวคาตาลัน (ลูกชายของเขาเป็นนักฟุตบอลให้กับบาร์เซโลนาเช่นกัน ก่อนที่จะย้ายไปแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในภายหลัง)
ครัฟฟ์อาจจะไม่สามารถนำบาร์เซโลนาแซงหน้าเรอัล มาดริดได้ในสมัยที่เขาเป็นนักเตะ แต่มรดกที่สำคัญที่สุดของเขาคือการแนะนำให้สโมสรก่อตั้งโรงเรียนฟุตบอลขึ้น
โรงเรียนฟุตบอลเป็นสถานที่ชุบตัวครัฟฟ์และสโมสรเอแจกซ์ขึ้นมา โรงเรียนฟุตบอลของเอแจกซ์ขึ้นชื่อลือชาในการสร้างนักเตะที่เพียบพร้อมด้วยพละกำลัง ทักษะทางฟุตบอล และการเล่นเป็นทีม เขากำลังนำระบบนี้มาสู่บาร์เซโลนา
โรงเรียนฟุตบอลของบาร์ซ่า รู้จักกันดีในชื่อ La Masia และในอีกหลายปีต่อมา เมื่อครัฟฟ์กลับมาสู่บาร์เซโลนาอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้จัดการทีม ศิษย์รุ่นแรกๆ ของที่นี่ก็พร้อมใช้งาน และก็คือกำลังสำคัญของบาร์เซโลนาชุดที่ถูกเรียกกันว่า “Dream Team”
บาร์เซโลนาชุด Dream Team ของครัฟฟ์นำเกียรติยศคืนสู่บาร์เซโลนาอย่างสมประสงค์สมความอดทนและการรอคอย กับตำแหน่งแชมป์ La Liga 4 สมัยซ้อน, ยูโรเปียน คัพครั้งแรกในปี 1992 ที่เวมบลีย์ และเป็นรากฐานสำคัญมาถึงชุดต่อมา (ผู้เล่นคนหนึ่งในบาร์เซโลนาชุดนั้นก็คือกวาดิโอลา ผู้จัดการทีมบาร์ซ่าคนปัจจุบัน)
คงมีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามความอดทนอย่างยาวนานของสโมสร ที่เกิดจากการรอคอยกว่า 30 ปีจึงเกิดดอกผลเช่นความสำเร็จในยุคนี้
La Masia: โฆษณาของไนกี แสดงให้เห็นอารมณ์ความเป็นสถาบันของโรงเรียนฟุตบอลของบาร์เซโลนา
แนวทางการจัดทีม: นักเตะสเปนเป็นแกนหลัก
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือผู้ได้รับผลพลอยได้จากโรงเรียนฟุตบอลของบาร์เซโลนาคือ “ทีมชาติสเปน”
ถ้านำรายชื่อนักเตะของบาร์เซโลนาในปี 2011 ทั้ง 26 คน (นับเฉพาะทีมชุดใหญ่) มากางและพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าบาร์เซโลนาใช้นักเตะสัญชาติสเปนถึง 12 คนจากทั้งหมด 26 คน (ดูตารางประกอบ) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมากสำหรับทีมฟุตบอลระดับเดียวกัน และถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับบาร์เซโลนาในอดีตที่ได้ชื่อว่า ใช้บริการจากนักเตะต่างชาติเกือบยกทีม
และถ้าพิจารณาจากผู้เล่น 11 ตัวจริงที่ลงเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ จะมีนักเตะสเปนถึง 7 คน (ในขณะที่เพื่อนร่วมชาติ เรียล มาดริด ที่เตะกับบาร์เซโลนาในรองรองชนะเลิศ ใช้ผู้เล่นสัญชาติสเปนเพียง 4 จาก 11 คน)

ภาพเด็กปั้นจาก La Masia ในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นยอดนักเตะของโลกหลายคน เช่น Pique (บนซ้ายสุด) Messi (ล่างขวาสุด) ที่เล่นให้บาร์เซโลนา และ Fabregas (บนขวาสุด) ซึ่งปัจจุบันอยู่กับอาร์เซนอล (ภาพจากเว็บไซต์ Total Barca)
นักเตะชุดใหญ่ 26 คนของบาร์เซโลนาเป็นลูกหม้อของสโมสรที่มาจากทีมเยาวชน 11 คน (ในจำนวนนี้ เล่นให้บาร์เซโลนาอย่างเดียวไม่เคยเล่นให้ทีมอื่นเลย 10 คน) และถ้านับผู้เล่น 11 ตัวจริงที่เล่นในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกก็มีลูกหม้อสโมสรจำนวน 7 คน
นักเตะสเปน/ลูกหม้อสโมสรของบาร์เซโลนายังเป็นแกนหลักของทีมชาติสเปน ที่สามารถคว้าแชมป์โลกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคู่ชิงแชมป์ฟุตบอลโลกของสเปนคือเนเธอร์แลนด์ ทีมบ้านเกิดของครัฟฟ์ จะมีแฟนบอลสักกี่คนที่ตระหนักว่าชาวดัทช์คนหนึ่งเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ได้จุดประกายบางอย่างที่นำผลสำเร็จมาสู่ฟุตบอลสเปน จนทีมบ้านเกิดต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
หมายเหตุประกอบตาราง:
- นักเตะที่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก 2011 จะเน้นด้วยตัวหนา, นักเตะที่เป็น 11 ตัวจริงแสดงด้วยสีเหลืองเข้ม, นักเตะตัวสำรองเป็นสีเหลืองอ่อน
- นักเตะสัญชาติสเปนถูกแสดงด้วยสีเหลือง ส่วนสีฟ้าคือนักเตะสัญชาติอื่นๆ
- ช่องอายุได้แสดงนักเตะที่อายุต่ำกว่า 30 ด้วยสีเขียว และนักเตะที่อายุมากกว่า 30 ด้วยสีแดง
- นักเตะที่เป็นลูกหม้อของสโมสรแสดงด้วยสีเหลือง และนักเตะที่ย้ายมาจากทีมอื่นใช้สีฟ้า
จากตารางจะเห็นว่า นักเตะที่เป็นแกนหลักในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก จะใช้อดีตเยาวชนของสโมสรเป็นหลัก ซึ่งนักเตะกลุ่มนี้มีอายุประมาณ 20 กลางๆ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่นักเตะมักอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ จากนั้นจะเสริมด้วยนักเตะที่มีประสบการณ์ที่ย้ายมาจากทีมอื่นๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นนักเตะสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่สเปน
การใช้นักเตะสเปนท้องถิ่นจากแคว้นคาตาลันเป็นหลัก ทำให้ภาษาที่ใช้พูดในห้องแต่งตัวของนักเตะคือ “ภาษาคาตาลัน” ส่งผลให้การสื่อสารค่อนข้างเป็นเอกภาพ (ต่างจากทีมฟุตบอลชื่อดังอีกหลายทีมที่เน้นซูเปอร์สตาร์จากหลายชาติ ซึ่งอาจมีปัญหาในการฝึกซ้อมหรือกำหนดแทคติกการเล่นบ้าง)
รูปแบบโครงสร้างของทีมลักษณะนี้อาจคล้ายคลึงกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงทศวรรษ 1990s ตอนกลาง ซึ่งสร้างเด็กปั้นจากทีมเยาวชนท้องถิ่นของสโมสร จนกลายเป็นกำลังหลักที่ทำให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครองความเป็นเจ้าแห่งฟุตบอลอังกฤษมาตลอดในรอบสิบกว่าปีให้หลัง
ดารา vs ทีมที่เหลือ
ปรากฏการณ์อีกอย่างที่มักเห็นบ่อยๆ ในทีมฟุตบอลชื่อดังคือการพึ่งพา “ซูเปอร์สตาร์” ค่าตัวสูงที่ย้ายมาจากทีมอื่น ถึงแม้ดาราดังจะมีฝีมือล้นเหลือ และเป็นแกนหลักของทีมในการสร้างความสำเร็จได้ แต่ก็ย่อมมีผลกระทบต่อนักเตะคนอื่นๆ ในทีมที่อาจจะน้อยใจในรัศมีและความโดดเด่นของดาราดังอยู่บ้าง ทั้งที่เป็นผู้ “ปิดทองหลังพระ” ช่วยทีมไม่ด้อยไปกว่ากัน
ทีมบาร์เซโลนาไม่เคยขาดแคลนนักเตะระดับโลกผู้มีชื่อเสียงค่าตัวแพง แต่ในระยะ 20 ปีหลังมานี้ บาร์เซโลนามีทีท่าชัดเจนว่า “ทีมต้องมาก่อน” ไม่ว่านักเตะจะเป็นซูเปอร์สตาร์ดังคับฟ้าเพียงไรก็ตาม หากขัดแย้งกับทีม จนไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ บาร์เซโลนาก็ไม่ลังเลที่จะปล่อยนักเตะเหล่านี้ออกไป ดังเช่นนักเตะระดับตำนานของโลก ไม่ว่าจะเป็น ดิเอโก มาราโดนา (Maradona) โรมาริโอ (Romario) โรนัลโด (Ronaldo) ล้วนเคยร่วมทีมบาร์เซโลนาในระยะสั้นๆ มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้จารึกอยู่ในหน้าประวัติของทีมอย่างเต็มที่ด้วยสาเหตุข้างต้น
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าบาร์เซโลนายุคนี้มีนักเตะที่ได้รับการยกย่องว่า “ดีที่สุดในโลก” อย่างลิโอเนล เมสซี อยู่ในทีม แต่เงื่อนไขความเป็นซูเปอร์สตาร์จะต่างออกไปจากทีมอื่นๆ อยู่บ้าง เพราะเมสซีเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรมาตั้งแต่เด็ก จึงสามารถเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ดี แถม “แกนหลัก” ของทีมที่มาจากสถาบัน La Masia ก็เป็นนักเตะที่เติบโตมาด้วยกันเป็นรุ่นๆ ความเป็น “ทีมสปิริต” จึงเหนียวแน่นกว่าทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้นักเตะที่เติบโตมาด้วยกัน
ด้วยโครงสร้างของทีมแบบ “คาตาลันเป็นใหญ่” ทำให้ดารานักเตะต่างชาติที่ย้ายมาร่วมทีมในภายหลัง ต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหานักเตะแกนหลักของทีมเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่แบบที่เกิดขึ้นในทีมใหญ่หลายทีม
โครงสร้างแบบนี้อาจมีข้อเสียถ้าหากว่าในอนาคต นักเตะจากคาตาลันอาจมีฝีมือลดน้อยถอยลงกว่าชุดปัจจุบัน วัฒนธรรม “คาตาลันเป็นใหญ่” ก็อาจเป็นผลเสียได้ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่แกนหลักชาวคาตาลันยังมีฝีมือและสร้างความสำเร็จได้ วัฒนธรรมแบบนี้ก็จะกลายเป็นเคล็ดลับแห่งความสำเร็จของทีมแทน

เหลียวมองเส้นทางสู่วันนี้: ผู้จัดการทีมและเพลย์เมกเกอร์ จาก “รุ่นสู่รุ่น”
หลังยุค Dream Team ของครัฟฟ์ บาร์เซโลนาเคยประสบความสำเร็จช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 1996-2000 ภายใต้การคุมทีมของบ็อบบี้ ร็อบสัน (Bobby Robson) และหลุยส์ ฟานกัล (Luis van Gaal) แต่หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา บาร์เซโลนาก็ตกต่ำลงมากในลีกฟุตบอลของสเปน (อันดับต่ำสุดคืออันดับ 6 ของลีกในปี 2002-2003)
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน คู่แค้นตลอดกาลอย่างเรอัล มาดริดใช้นโยบาย Galácticos (กาแลกติกอส แปลเป็นไทยแบบอ้อมๆ ได้ว่า “รวมดาวจักรวาล”) ทุ่มเงินสุดตัวในการสร้างทีมรวมอภิมหาดารา และนำความรุ่งเรืองกลับมาสู่ทีมจนเหนือกว่าบาร์เซโลนา ถึงขนาดคว้าถ้วยสูงสุดของยุโรปมาได้สองครั้งในปี 1999-2000 และ 2001-2002
ยุคของไรการ์ดและโรนัลดิญโญ
บาร์เซโลนาผ่าตัดเปลี่ยนทีมครั้งใหญ่เมื่อปี 2003 โดยเปลี่ยนประธานสโมสรเป็นนักการเมืองหนุ่มชาวคาตาลัน ที่มีอายุ 40 ปี (ในขณะนั้น) โจน ลาปอร์ตา (Joan Laporta)
ลาปอร์ตาเปลี่ยนแปลงทีมโดยเซ็นสัญญานำนักเตะชาวบราซิล โรนัลดิญโญ (Ronaldinho) มาร่วมทีมในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ (playmaker) และเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นแฟรงค์ ไรการ์ด (Frank Rijkaard) อดีตยอดนักฟุตบอลชาวดัทช์ ทั้งสองคนกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับความสำเร็จระลอกแรกของบาร์เซโลนาในสหัสวรรษใหม่
ฤดูกาลแรกของไรการ์ดในปี 2003-2004 เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่หลังจากการปรับทีมเริ่มลงตัว บาร์เซโลนาสามารถจบลงด้วยตำแหน่งรองแชมป์ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันต่อเนื่องของบาร์เซโลนา
ไรการ์ดเสริมทีมด้วยการเซ็นสัญญากับนักเตะนานาชาติ เดโค (Deco) กองกลางจากโปรตุเกส และซามูเอล เอโต (Samuel Eto’o) กองหน้าจากแคเมอรูน พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในปีถัดมา (ฤดูกาล 2004-2005) และในปีถัดจากนั้น บาร์เซโลนาของไรการ์ดก็สามารถก้าวไปถึงขั้นพิชิตยุโรปได้สำเร็จ ในปีนั้นบาร์เซโลนายังได้แชมป์ลีกของประเทศเป็นปีที่สองติดกัน และโรนัลดิญโญก็ผงาดครองตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากสองสถาบันคือ FIFA และรางวัลบัลลงดอร์ของยุโรปได้ในปีนั้น
สองปีในยุคไรการ์ด บาร์เซโลนากับนักเตะสามประสาน โรนัลดิญโญ เดโค เอโตไม่เพียงนำความสำเร็จสูงสุดมาสู่ทีม แต่ยังเป็นที่จดจำว่าเป็นทีมฟุตบอลที่เต็มด้วยสีสันเพริศแพร้ว เป็นทีมฟุตบอลเล่นเกมบุก เน้นการผ่านบอล ผสมผสานไปกับความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะ กลายเป็นทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและยังเล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจ
แต่หลังจากความสำเร็จสูงสุดของทีมและตัวนักเตะ สองฤดูกาลถัดมากลับเป็นยุคผกผัน ทีมไม่สามารถรักษาความสำเร็จได้ดังเช่นสองฤดูกาลที่ผ่านมา และจบลงด้วยการอำลาทีมของไรการ์ดและเหล่าซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ ทั้งโรนัลดิญโญและเดโคอำลาทีมไปพร้อมๆ กับไรการ์ดหลังสิ้นฤดูกาล 2008 และทีมเต็มไปด้วยความสับสนต่ออนาคต
ยุคของกวาดิโอลาและเมสซี: หวนคืนสู่ปรัชญาของครัฟฟ์
แต่ทีมบาร์เซโลนาที่ไรการ์ดสร้างมายังคงอยู่ ทีมขายนักเตะบางคนออกไป และเลื่อนนักเตะเยาวชนของสโมสรบางคนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ ที่สำคัญคือเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมาเป็น โจเซฟ กวาดิโอลา (Joseph Guardiola) อดีตกองกลางตัวรับของสโมสรและลูกหม้อของสถาบัน La Masia เช่นเดียวกัน
ในช่วงแห่งความสับสนต่ออนาคตของทีม เมื่อกวาดิโอลารับตำแหน่งผู้จัดการทีมบาร์เซโลนาด้วยอายุเพียง 37 ปีในตอนนั้น และไม่มีประสบการณ์คุมทีมฟุตบอลทีมใดมาก่อนเลยยกเว้นทีมสำรองของสโมสรเอง (Barcelona B) ย่อมถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าขาดประสบการณ์ และคงพาสโมสรไปสู่ความล้มเหลว แต่กวาดิโอลามั่นใจในแนวของครัฟฟ์ และนำบาร์เซโลนาของเขากลับไปหาแนวทางของครัฟฟ์อีกครั้ง
บาร์เซโลนายุคไรการ์ดอาจมีแนวทางการทำทีมบางส่วนไม่ต่างจากมรดกของครัฟฟ์ แต่ปัญหาสำคัญของไรการ์ดคือวินัยของนักฟุตบอล เมื่อเหล่าซูเปอร์สตาร์หมดใจ และโค้ชควบคุมไม่ได้ทีมก็ระส่ำระสาย กวาดิโอลายังคงมองทีมในแง่ดี เขาเชื่อว่าด้วยศักยภาพผู้เล่นของบาร์เซโลนา หากเรียกวินัยและความมุ่งมันกลับคืนมา จะสามารถแก้ไขปัญหาที่แฝงเร้นอยู่ในทีมได้
เขากำหนดแนวทางของทีมใหม่ เรียกร้องวินัยและการอุทิศตนจากนักเตะต่อทีมอย่างสูง ไม่มีการแบ่งชั้นของซูเปอร์สตาร์ เขาผลักดันให้ชาบี (Xavi Hernandes) พัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเกมในแดนกลาง และการจากไปของโรนัลดิญโญถูกทดแทนด้วยลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยอดนักเตะอาร์เจนไตน์ที่เป็นลูกหม้อของสโมสรเช่นกัน
เมสซีเกิดในครอบครัวชั้นแรงงานของอาร์เจนตินา และป่วยเป็นโรคฮอร์โมนเติบโตผิดปกติ แต่บาร์เซโลนาเห็นแววอัจฉริยะในตัวเขา จึงนำมารักษาตัวที่สเปนและเข้าเรียนในสถาบันเยาวชนของสโมสร La Masia
การตัดสินใจของแมวมองในครั้งนั้นอาจถือเป็นการตัดสินใจที่มีค่ามากที่สุดครั้งหนึ่งของโลกฟุตบอล เพราะอดีตเด็กที่เคยป่วยไม่สมประกอบ กลับกลายมาเป็น “นักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก” ที่อาจมีเพียงคนเดียวในรอบหลายสิบปี
กวาดิโอลาสามารถสยบเสียงวิจารณ์ในช่วงแรกได้ด้วยการนำทีมคว้าสามแชมป์ใหญ่ The Treble ในปีแรกที่คุม และสืบทอดความสำเร็จต่อมาผลงานแชมป์ลีกสเปน 3 ปีติดต่อกัน และแชมป์ยุโรป 2 ครั้งในรอบ 3 ปี
นั่นคือบาร์เซโลนาที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ กวาดิโอลาไม่เคยปฏิเสธมรดกของครัฟฟ์หรือไรการ์ด เราอาจมองว่าความสำเร็จของกวาดิโอลาอาจเกิดจากมรดกที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ ซึ่งมีกรณีเทียบเคียงที่คล้ายๆ กันคือ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในยุค 1960s ที่สร้างทีมขึ้นมาโดยบิล แชงค์ลีย์ (Bill Shankly) ก่อนที่บ็อบ เพรสลีย์ (Bob Paisley) จะรับช่วงต่อและสร้างความสำเร็จที่เหนือกว่าเดิมได้ในยุค 1970s
สิ่งที่น่าสนใจคือ บาร์เซโลนาสามารถสืบทอดตำแหน่งสำคัญอย่างผู้จัดการทีมและเพลย์เมกเกอร์จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไม่ติดขัด เราจะเห็นว่าทั้งไรการ์ดและโรนัลดิญโญ เป็นยอดฝีมือที่ถูกดึงมาจากภายนอกสโมสรเพื่อกู้วิกฤต แต่พอมาถึง “รุ่นต่อมา” กลับเป็นลูกหม้อของสโมสรเองที่เติบใหญ่จนมารับตำแหน่งสำคัญได้ต่อไป
น่าสนใจว่าเมื่อถึงเวลาที่บาร์เซโลนาเปลี่ยนผ่านไปสู่ “รุ่นถัดไป” จะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างเดียวกับรุ่นนี้หรือไม่ และสถาบัน La Masia จะยัง “ผลิตซ้ำ” ความสำเร็จลักษณะเดียวกันต่อไปได้อีกไหม
จากรุ่นสู่รุ่น: คลิปวีดีโอโปรโมตยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกนัดชิงชนะเลิศที่ช่องทีวีของสโมสร BarcaTV ออกมา แสดงบาร์เซโลนาสามรุ่นได้เป็นอย่างดี
รูปแบบธุรกิจของสโมสร เมื่ออำนาจอยู่ที่ “แฟนบอล”
ถ้าติดตามข่าวสารของฟุตบอลสโมสรในยุโรป จะเห็นแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่า “มหาเศรษฐี” จากนอกยุโรปไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ตะวันออกกลาง หรือเอเชีย (อย่างประเทศไทยเองก็มีกรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ หรือกลุ่มคิงพาวเวอร์กับเลสเตอร์ซิตี้) ต่างเข้ามาซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลใหญ่เล็กกันถ้วนหน้า และถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้น โครงสร้างความเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลมาจากกลุ่มทุนท้องถิ่น มหาเศรษฐีของเมืองนั้นๆ มักเป็นเจ้าของสโมสร
แต่ในกรณีของบาร์เซโลนาก็แตกต่างออกไป เพราะเป็นสโมสรที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
แฟนบอลที่เป็นเจ้าของหุ้นในสโมสรบาร์เซโลนาหรือที่เรียกว่า “sosci” มีจำนวนกว่า 170,000 ราย และทุกคนเป็นแฟนคลับสโมสรเข้าขั้นคลั่งไคล้ รักสโมสรเป็นอันดับหนึ่ง ทำให้สโมสรไม่ถูกครอบงำโดยมหาเศรษฐีหรือกลุ่มทุนรายใดรายหนึ่ง การถือหุ้นของสโมสรจำเป็นต้องเป็นสมาชิกของสโมสรก่อน และบาร์เซโลนามีสถานะเป็นสมาคม ไม่ใช่บริษัทที่ใครๆ ก็เข้าซื้อหุ้นได้
รูปแบบการบริหารจัดการทางธุรกิจของบาร์เซโลนาจะใช้ระบบ “สภาแฟนบอล” โดยสุ่มเลือกแฟนบอล 2,500 คนจากกลุ่ม sosci และกลุ่มสมาชิกแฟนบอลอาวุโสอีก 600 คน (เรียงตามลำดับอายุ) เพื่อตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ ของสโมสร
รูปแบบการบริหารแบบนี้จึงการันตีว่าผลประโยชน์ของสโมสรจะถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ตัดสินใจและอนุมัติคือ “แฟนบอล” ผู้ทุ่มเท ไม่ใช่มหาเศรษฐีที่ต้องการทำกำไรจากสโมสรนั่นเอง
ปัจจุบันบาร์เซโลนาเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำรายได้เป็นอันดับสองของโลก รองจากคู่แข่งร่วมชาติอย่างเรอัล มาดริด เพียงทีมเดียว และถ้าดูอัตรากาเรติบโตของรายได้ (ประเมินโดยบริษัทบัญชี Deloitte อ่านรายละเอียดได้จาก Deloitte Football Money League)
อย่างไรก็ตามตอนนี้บาร์เซโลนายังมีสถานะทางการเงินคือเป็นหนี้อยู่ 442 ล้านยูโร (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2010) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเหนื่อยนักเตะที่มีราคารวมกันสูงสุดในโลกนั่นเอง
บทสรุปของความสำเร็จ เส้นทางสู่อนาคตของ “บาร์ซ่า”
ถ้ามองแบบผิวเผิน ความสำเร็จของบาร์เซโลนาเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวของการดึงดูดดาราภายนอกเข้ามาผสมกับการสร้างนักเตะเยาวชนของตัวเอง บวกด้วยการเปิดโอกาสให้โค้ชรุ่นหนุ่มที่ประสบการณ์น้อยแต่มีมุมมองที่แตกต่างเข้ามาบริหารงาน
แต่ข้างใต้ภูเขาน้ำแข็งก็มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของสโมสร ฐานแฟนบอล และสถาบันฝึกสอนฟุตบอลชั้นเลิศคอยรองรับอยู่
สโมสรฟุตบอลอื่นสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ได้ เพียงแต่การผลิตซ้ำอาจไม่ง่ายนัก และต้องใช้เวลานับสิบปีในการรอคอยความสำเร็จ จะเห็นว่า “แกนหลัก” ของบาร์เซโลนาในรุ่นปัจจุบัน ล้วนเข้าฝึกกับบาร์เซโลนาในยุคที่สโมสรยังไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวด้วยซ้ำ
มาถึงทุกวันนี้ คงไม่มีเสียงวิจารณ์ในความสำเร็จของบาร์เซโลนาอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทีมเองก็ต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นได้ว่า ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ยืนยง ไม่ใช่ปรากฏการณ์วูบวาบชั่วครั้งคราว
เป้าหมายที่สำคัญของบาร์เซโลนาและโจเซฟ กวาดิโอลาก็คือรักษาความสำเร็จต่อไปในฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นลีกในประเทศที่ต้องเป็นแชมป์ต่อไป
และเป้าหมายสูงสุดคือ การคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ซึ่งยังไม่เคยมีทีมใดทำได้เลยตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็นถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกในปี 1992
ข้อมูลบางส่วนจาก The Economist
หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ร่วมเขียนโดย @warong ทีมงาน SIU ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








