ช่วงนี้ “ข้อมูลพิเศษ” กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการเมืองไทย ที่สำคัญข้อมูลที่ว่านี้ต้องไปตามหาถึงประเทศเยอรมันเสียด้วยสิ SIU จึงขอพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสถิ่นเมืองเบียร์เพื่อไปดูให้รู้แน่ว่า “ข้อมูลพิเศษ” ที่ว่านี้หมายถึงอะไรกันแน่?
หลังจากนั่งรถไฟอิเซเอสาย 517 (ICE 517) จากเมืองโคโลญจน์ ผ่านบอนน์, แฟรงค์เฟิร์ต, มานน์ไฮมม์, สตุตการ์ด, อูล์ม, อ็อกส์เบิร์ก และมาถึงสถานีรถไฟหลักของเมืองมิวนิค (München Hbf) ในแคว้นบาเยิร์น หลังนำของไปฝากไว้ที่โรงแรมแล้วนั่งรถไฟใต้ดินตรงไปยังปลายทางที่ย่านใจกลางเมืองมาเรียนพลัทซ์ (Maienplatz) พลางคิดอยู่ในใจว่ามันจะคุ้มกันหรือเปล่าหนอกับการนั่งรถไฟกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อมาตระเวณดูอะไรที่เมืองมิวนิคแห่งนี้

ภาพศาลาว่าการเมืองใหม่ ของเมืองมิวนิค
แต่ครั้นพอมุดหัวออกจากทางเดินรถไฟใต้ดิน พบศาลาว่าการเมืองใหม่ (Neues Rathaus) อันมีชื่อเสียงของเมืองมิวนิค พร้อมทั้งเหลียวมองทัศนียภาพรอบๆ ตัวทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะบรรยากาศบนลานหน้าศาลาว่าการเมืองใหม่นั้นดูน่าตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด
ได้รับคำบอกเล่าว่าแคว้นบาวาเรียที่มีเมืองมิวนิคเป็นเมืองหลวงแห่งนี้ เป็นแคว้นแปลกประหลาดในประเทศเยอรมัน เพราะเป็นแคว้นเดียวที่ถือตัวเองเป็น “รัฐอิสระ” (Free State of Bavaria หรือในภาษาเยอรมัน Freistaat Bayern) แคว้นนี้ไม่เพียงเป็นแคว้นใหญ่สุดที่มีที่ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศสหพันธรัฐเยอรมัน แต่ยังเป็นปราการเข้มแข็งของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพราะพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) ได้รับเสียงข้างมากที่แคว้นนี้ แต่ในเมืองมิวนิคแล้วกลับกัน เนื่องจากพรรคโซเชียลเดโมแครต (SPD) ที่เอียงไปข้างสังคมนิยม กลับเป็นฝ่ายได้เสียงข้างมากแทน

บริเวณน้ำพุริชาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) ขณะต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น (ความจริงก็ไม่เย็นแล้วเพราะขณะนั้นเป็นเวลาเกือบสองทุ่ม) ด้านหลังเป็นประตูเมืองคาร์ลส์ทอร์ (Karlstor)
นอกเหนือจากบริเวณศาลาว่าการเมืองใหม่ และตลาดวิคทูเรี่ยนมาร์ท ที่อยู่ใกล้ๆกันแล้ว สถานที่ๆนักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยว (ในเมืองมิวนิค) อีกแห่งคือพระราชวังแห่งวิทเทลบาคส์ (Residenz München) ที่แห่งนี้เคยเป็นพระราชวังของราชวงศ์มิวนิคมาก่อน รูปลักษณะเป็นหมู่อาคารที่มีสนามหญ้าถึง 10 สนาม และห้องที่ปัจจุบันถูกแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ถึง 130 ห้อง เนื่องด้วยความหลากหลายของศิลปะที่ใช้ตกแต่งในแต่ละห้อง ซึ่งมีตั้งแต่ศิลปะยุคเรอเนสซองส์, บาโร้ค, ร็อคโคโค ไปจนถึงนีโอคลาสสิค จึงถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในด้านการตกแต่งภายในแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

ห้องแอนทีครารีอุม (The Renaissance Antiquarium of the Residence) ใน Residenz München ศิลปะสมัยเรอเนสซองส์
ศิลปะบาโร้ค ((บาโร๊ค ( Baroque) เป็น คำภาษาฝรั่งเศส ที่มาจากคำนาม ในภาษาโปรตุเกส ว่า บะโรโค่ ( Barroco ) ซึ่งรากศัพท์เดิม หมายถึง ไข่มุกที่มีสันฐานบิดเบี้ยว ไม่สมส่วน ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดศิลปะสไตล์หนึ่งในอิตาลี ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 17-18 นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอิตาเลียน ในช่วงยุค ค.ศ.1860 ที่ต้องการจะเรียกชื่อยุคของศิลปะให้มีความเฉพาะเจาะจง จึงได้ยืมคำว่า Barroco ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งในภาษาอิตาเลียน เท่ากับคำว่า บะร๊อคโค่ ( Barocco ) มาเป็นคำนาม ในความหมายที่หมายถึง “ความหรูหราอลังการ หรือฟุ่มเฟือยเกินกว่าความจำเป็น” , ที่มา – ความหมายของยุคบาโร้ค)) ถือกำเนิดในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่กรุงโรมและต่อมาก็ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วยุโรป ศิลปะแบบนี้จะเน้นความหรูหรา อลังการ ลวดลายที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ ลายใบไม้ ดอกไม้ ช่อดอกไม้ เส้นสายที่ใช้ ส่วนมากจะใช้เส้นโค้งที่อ่อนช้อย แต่จะใช้การจัดวางให้มีลักษณะสมมาตร มีการใช้ลวดลายประดับประดาจนดูหนา และรกเกินความจำเป็น ถ้าสถาปัตยกรรมของตัวอาคารมักจะมีขนาดกว้างขวาง เพดานสูงโปร่ง และประดับลวดลายปูนปั้นวิจิตรบรรจง ประดับด้วยศิลปวัตถุที่ล้ำค่า เช่น ภาพวาดสีน้ำมันประดับกรอบสีทอง เครื่องกระเบื้องเคลือบประดับด้วยทองคำ หรือเครื่องแก้วเจียระไนประดับด้วยทองคำ

ภาพห้องอาเนนแกลเลอรี่ (Ahnengalerie : Ancestral Gallery) ใน Residenz München ศิลปะแบบบาโร้ค
ส่วนด้านศิลปะแสดงถึงความพยายามดิ้นรนออกนอกศาสนามากขึ้น มีการนำเอาเทพปกรณัมกรีก-โรมัน ซึ่งเคยถูกถือเป็นเรื่องนอกรีตมาใช้เป็นพื้นฐานของงานศิลปะสมัยบาโร้ค ศิลปะบาโร้คยังส่งผลสืบเนื่องไปถึงศิลปะแบบร็อคโคโคซึ่งมีลวดลายอ่อนช้อยที่คล้ายกันอีกด้วย

ห้องคอนเฟอร์เรนซ์ซิมเมอร์ (Konferrenzzimmer : Conference Chamber) สำหรับหารือเรื่องการเมือง ตกแต่งด้วยโทนสีแดง
สำหรับไอคอนของวงการดนตรีสมัยบาโร้ค เห็นจะไม่พ้นโยฮันน์ เซบาสเตียน บาค คีตกวีและนักออร์แกนชาวเยอรมัน (1685-1750) ผู้ได้รับฟังงานของบาคจะตระหนักได้ถึงความโอ่อ่า อลังการ และเป็นแบบฉบับเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นงานอย่าง Air ใน Orchestral Suite No. 3 in D major (ในชุด BWV 1068), The Six Suites for Unaccompanied Cello หรือเพลงออร์แกนสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าอย่าง Jesu, meine Freude (BWV 610) เป็นต้น
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ เพลงที่ยกมาประกอบบทความนี้เป็นท่อนนำ (Prelude) ของชุด The Six Suites for Unaccompanied Cello ท่อนแรกที่มีชื่อว่า Suite No. 1 in G major (BWV 1007) บรรเลงโดย Yo Yo Ma (馬友友) นักเชลโลเชื้อสายจีน ชาวฝรั่งเศส
เพลงบรรเลงเชลโลท่อนนี้น่าจะเป็นท่อนที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดเพราะถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น The Soloist หรือ The Pianist ก็ตาม
ความยิ่งใหญ่ของบาคนั้นถึงขนาดที่ว่า เมื่ออัจฉริยะปีศาจดนตรีอย่างโมซาร์ทได้รับชมผลงานอันยิ่งใหญ่ของบาค ถึงกับทำให้เขาไม่สามารถประพันธ์ดนตรีได้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อเมื่อเขายอมรับผลงานของบาคได้แล้ว จึงทำให้การประพันธ์ดนตรีของเขามีอิทธิพลของบาคเข้ามาด้วย ดังจะได้เห็นจาก “เพลงสวดศพเรเควียม”, “ซิมโฟนีจูปิเตอร์” และ อุปรากรเรื่อง “ขลุ่ยวิเศษ” เป็นต้น
