Practical Report สิ่งที่เหนือไปกว่าวิกฤตกรีก : ความไม่สมดุลในการบริหารเศรษฐกิจโลก

Beyond Greek Crisis : Global Economic Governance Imbalance
โดย เบนซ์ สุดตา

ท้ายที่สุดการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุโรปอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซก็จบลงที่วงเงินกู้มหาศาลกว่า 110,000 ล้านยูโร เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือ Default ของรัฐบาลกรีซ วงเงินกู้นี้จะมาจากประเทศในเขตเงินยูโร 80,000 ล้านยูโรโดยจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ 5% ต่อปี ขณะที่เหลืออีก 30,000 ล้านยูโรจะมาจาก IMF โดยที่กรีซจะมีเวลา 3 ปีในการปรับสมดุลทางการคลังให้กลับมาสู่มาตรฐานของประเทศกลุ่มเงินยูโรที่สามารถขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ต่อ GDP ซึ่งคาดว่าการรัดเข็มขัดของกรีซจะมาจากหลายมาตรการทั้งการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม การรื้อระบบบำนาญของประเทศครั้งใหญ่และการลดขนาดของภาครัฐลงเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณมหาศาล

ปัญหาของกรีซได้ส่งสัญญาณอย่างสำคัญถึงเรื่องของวิกฤตในภาครัฐจากการมีภาระหนี้มากมายมหาศาลอันเป็นผลเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุ้มภาคการเงินในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมาซึ่งปัญหาอาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในอนาคตเนื่องจากขณะที่รัฐบาลได้มีการใช้จ่ายทางงบประมาณมหาศาลแต่กลับพบว่าเศรษฐกิจแทบไม่กระเตื้องขึ้นเลย การที่ภาระหนี้สาธารณะเติบโตเร็วกว่า GDP ย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงจากภาครัฐที่อาจผิดนัดชำระหนี้ หรือ Sovereign Default ขึ้นได้หากรัฐบาลต่างๆยังคงปิดหีบไม่ลง และไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าเป้า



ที่มา : OECD, ECB

มาวันนี้หากจะวิเคราะห์ปัญหากรีซในระดับของวิกฤตหนี้สาธารณะอาจไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจปัญหาและวิกฤตที่จะลุกลามในส่วนอื่นๆ ทั้งนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านมาคือ มีการจัดการประชุมเพื่อพบปะและหารือกันระหว่างบรรดาธนาคารกลางและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้ว สถาบันการเงินชั้นนำ และบรรดากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนี โดยใจความหลักก็คือ การขอร้องให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากประเทศกำลังพัฒนาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีการออกเพิ่มอีกมหาศาล



ที่มา : OECD, Datastream

การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้สาธารณะในประเทศพัฒนาแล้วยังนำมาซึ่งความผกผันของสิ่งที่น่าจะเป็นที่เข้าใจกันถูกต้องในทางทฤษฏีการเงินนั่นคือ ภาครัฐบาลควรได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดด้วยความเชื่อที่ว่ารัฐบาลจะไม่มีวันผิดนัดชำระหนี้ได้ภายใต้อำนาจอันล้นเหลือของรัฐบาลในการสั่งเก็บภาษีหรือตัดลดรายจ่ายประจำปีในการระดมทรัพยากรทางการเงินเพื่อชำระหนี้คืนในอนาคต พันธบัตรรัฐบาลจึงเป็นหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในบรรดาหลักทรัพย์ทั้งหลาย และเมื่อมีการออกขายพันธบัตรรัฐบาลเมื่อใดก็จะต้องมีบรรดานักลงทุนสถาบันแห่เข้าคิวรอซื้อกันอย่างล้นหลามซึ่งย่อมทำให้หลักทรัพย์รัฐบาลเป็นหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงมากไปด้วย

แต่ปัจจุบันการณ์กลับกลายเป็นว่าผู้คนแห่กันออกห่างจากพันธบัตรรัฐบาลไปไล่ซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยภาคเอกชนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ของบริษัทต่างๆด้วยเหตุผลที่เกิดความไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดมากในสหรัฐฯซึ่งกลายเป็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้ภาวการณ์ที่บริษัทในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯกลับลดหนี้สินไปกว่า 282,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2009 สวนทางกับรัฐบาลสหรัฐฯที่มีการกู้เงินเพิ่มกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2009 โดยภาคเอกชนสหรัฐฯที่มีความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) มีการกู้ยืมเงินเพียง 1.08 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น

การเกิดขึ้นของ OMFIF นั้นบ่งชี้ถึงอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนมืออย่างชัดเจนมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งประเทศกำลังพัฒนามีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันจนถึงขนาดต้องมีการง้อกันขนานใหญ่ ทั้งๆที่สมัยก่อนประเทศกำลังพัฒนาต้องเป็นฝ่ายไปง้อและอ้อนวอนนักลงทุนสถาบันในตะวันตกให้ช่วยอุดหนุนด้านเงินทุนระยะยาว

ปัญหาที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะในแถบตะวันตกก็คือ การที่เกิดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ (Global Imbalance) ที่มีการใช้จ่ายเกินตัวจนประเทศมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากมายและมีหนี้สินล้นพ้นตัวกระทั่งปะทุเป็นวิกฤตการเงินที่ผ่านมา ภาคการเงินที่แทบล้มละลายจากการอุดหนุนการปล่อยกู้และซ้ำด้วยการเก็งกำไรเกินตัวจึงต้องหันมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะตกต่ำไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

แต่สิ่งที่น่าคิดค่อก็คือ ทำไมถึงมีเงินไหลไปยังประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชนพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้งได้ ที่ผ่านมาเรากลับเห็นปรากฎการณ์ที่ประเทศยากจนที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่กลับนำเงินกลับไปให้ประเทศร่ำรวยกู้และขายสินค้าราคาถูกให้อย่างต่อเนื่อง นั่นก็เป็นเพราะว่า ภายใต้ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เป็นเบื้องหลังซ่อนอยู่ภายในก็คือ ความไม่สมดุลในการบริหารเศรษฐกิจโลก (Global Economic Governance Imbalance) ซึ่งประเทศร่ำรวยมีสิทธิ์มีเสียงและมีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจโลกมากกว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเดินตามกติกาภายใต้โครงสร้างที่ถูกกำหนดโดยประเทศพัฒนาแล้ว

กติกาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นยังคงเป็นกติกาที่ตกค้างมาจากโครงสร้างของระบบ Bretton Woods เดิมและการปรับเปลี่ยนและต่อรองทางเศรษฐกิจอื่นๆหลังระบบ Bretton Woods เดิมล่มลงภายใต้ประเทศในกลุ่ม G7 เท่านั้น ขณะที่เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาแล้วนั้น กลุ่ม G7 มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่าและมีส่วนแบ่งทางการค้าโลกที่ลดลงต่อเนื่อง รวมถึงสัดส่วนของทุนสำรองระหว่างประเทศที่เดิม 2 ใน 3 อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วในปี 1990 แต่ปัจจุบันมากกว่า 2 ใน 3 ของทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

การที่เกิดความขัดกันระหว่างพลวัตของระบบเศรษฐกิจโลกและโครงสร้างที่กำกับเดิมนั้นทำให้เกิดการบิดเบือนเกิดเป็นปัญหาความไม่สมดุลอย่างที่เราพบเห็นในช่วงที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นแกนกลางของปัญหาความไม่สมดุลในเชิงโครงสร้างอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นอยู่ที่ โครงสร้างในระบบการเงินจากการที่เงินตราสกุลหลักของโลกที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้ายเงินทุนและสินค้าและบริการในธุรกรรมระหว่างประเทศนั้นยังคงจำกัดอยู่แค่สกุลเงินที่ชื่อว่าเป็น Hard Currency ในยุคเดิมนั่นคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร ปอนด์อังกฤษ และเยนญี่ปุ่น ซึ่งโดยรวมแล้วยังคงครองส่วนแบ่งมากกว่า 90% ในทุนสำรองทั่วโลก แต่ประเทศเหล่านี้ในปัจจุบันกลับพบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและมีหนี้สินล้นพ้นตัวมากขึ้นๆ

การที่โลกไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเงินตราสกุลหลักที่ใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศทำให้เกิดปัญหาของการขาดทางเลือกในการบริหารทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆซึ่งต้องการสภาพคล่อง ความมั่นคง และไม่เสื่อมค่าลงง่ายๆ ซึ่งปัญหาของการขาดทางเลือกอันเกิดจากการที่โครงสร้างที่ควบคุมระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกไม่เกิดการปรับตัวนี่เองที่นำไปสู่การบิดเบือนของอุปสงค์ที่มีต่อเงินตราสกุลนั้นๆและสินทรัพย์ทางการเงินที่ออกในรูปเงินตราสกุลนั้นๆเช่น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งนั่นย่อมทำให้ประเทศที่มีหนี้สินมากกลับสามารถกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าจริงทั้งๆที่มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันหากประเทศนั้นต้องการปรับสมดุลให้มีการส่งออกและการออมในประเทศมากขึ้นก็จะไม่สามารถทำได้เพราะค่าเงินจะไม่อ่อนค่าง่ายๆจากการที่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศต่อเนื่องเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อใช้เป็นทุนสำรองของบรรดาธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนา

แต่ปัญหากรีซที่เกิดขึ้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงทางสองแพร่ง (Dilemma) ในการบริหารเศรษฐกิจโลก ซึ่งครั้งหนึ่งประเทศต่างๆมีแนวโน้มที่จะลดการถือครองเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่องจากการที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่ายาวและหันมาถือยูโรแทน แต่การที่เกิดวิกฤตการเงินในยุโรปขึ้นกลับทำให้มีการขนเงินมหาศาลกลับเข้าไปยังสหรัฐฯเพื่อหนีปัญหาความเสี่ยงที่ประเทศในกลุ่มยูโรยกเว้นเยอรมนีอาจผิดนัดชำระหนี้ได้ ปัญหานี้เองก่อให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลในประเทศทั้ง 2 ฟากมหาสมุทรแอตแลนติกจนเกิดอาการตีลังกากลับไปกลับมา โดยในปีนี้นั้นในช่วงต้นปีอ้ตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปีนั้นเริ่มต้นที่ระดับ 3.6-3.7% ในช่วงต้นปี แต่เนื่องด้วยความกังวลของการที่รัฐบาลสหรัฐฯจะกู้เงินจำนวนมหาศาลในอนาคตก็ได้ดันให้อัตราผลตอบแทนบนพันธบัตรอายุ 10 ปีวิ่งไปถึง 4% ในช่วงเมษายน ขณะที่หัวทิ่มกลับมาอยู่ในระดับแถวๆ 3.65% หลังเข้าสู่เดือนพฤษภาคมนี้เอง แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงในการบริหารจัดการทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆ และความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากต้องการที่จะปรับสมดุลในระบบเศรษฐกิจโลกให้มีความสอดคล้องกับความเป็นจริงและลดความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดจากการบิดเบือนตัวโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องอย่างที่เป็นมานั้นการที่ประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนามีการบริโภคภายในมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกอาจไม่เพียงพอ ประเด็นสำคัญอีกประการที่น่าจะทำให้การปรับสมดุลระบบเศรษฐกิจโลกมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงก็คือ ต้องไปแก้ไขที่ความสมดุลอีกประการที่อยู่เบื้องหลังความสมดุลในด้านการค้าและการออมนั่นคือ การปรับโครงสร้างของการบริหารเศรษฐกิจโลกซึ่งหัวใจอยู่ที่โครงสร้างเงินตราสกุลหลักในปัจจุบัน

ปัญหากรีซได้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางของการปรับสมดุลที่ชัดเจนในยุโรป ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาเยอรมันจะเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน ทำให้เกิดภาวะที่เงินยูโรแข็งค่าอย่างมาก ขณะที่ต้นทุนทางการเงินนั้นไม่มีความสมเหตุสมผลกับสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจากการที่ระบบการเงินและเศรษฐกิจเยอรมันแผ่อิทธิพลปกคุลมไปทั่วเขตเงินยูโร แต่การที่เกิดปัญหากรีซนั้นได้ทำให้ความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจในยุโรปกลับคืนมาจากการที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เช่นเดียวกับที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วก่อนหน้านี้ ทำให้ประเทศในยุโรปสามารถใช้การส่งออกเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและเพิ่มการออมได้ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคตได้

แต่ตราบใดที่การปรับสมดุลนั้นยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจกลุ่มเดิมที่ยังคงเป็นเจ้าของเงินตราสกลุหลักโดยเฉพาะดอลลาร์และยูโรก็ยากที่ประเทศเหล่านี้จะสามารถปรับตัวมีการส่งออกมากขึ้นพร้อมๆกับการลดรายจ่ายและเพิ่มการออม เพราะเมื่อเกิดปัญหาในที่หนึ่งเงินก้อนมหาศาลก็จะไปกองในอีกที่ซึ่งจะช่วยให้ประเทศนั้นๆมีแนวโน้มกู้เงินสูงขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าเดิมในอนาคต และย่อมนำมาซึ่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาวได้

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเงินตราสกุลหลักไปสู่ประเทศที่มีสัดส่วนของ GDP และการค้าโลกมากในประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นทางออกที่จำเป็นและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดกันว่าเงินสกุลใหม่ที่จะมาปรับสมดุลในระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เงินหยวนของจีน ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถปล่อยให้แลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี แต่การที่จีนมีทุนสำรองมากที่สุดในโลก มีการส่งออกมากที่สุดในโลก และมีการนำเข้าและขนาดเศรษฐกิจมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกทำให้เงินหยวนในทางทฤษฎีแล้วมีแนวโน้มเป็น Hard Currency อย่างไม่ต้องสงสัย การที่ประเทศจีนซึ่งมีการค้าการลงทุนไปทั่วโลกนั้นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้เงินหยวนเป็นที่ยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายซึ่งเกือบทั้งหมดมีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ โดยสัญญาณนี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่ธนาคารกลางจีนทำ Swap เงินหยวนกับธนาคารกลางหลายๆประเทศมูลค่ากว่า 650,000 ล้านหยวน ขณะที่ได้มีการอนุญาตให้มีการธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศใน 5 เมืองท่าสำคัญกับประเทศต่างๆรวมถึอาเซียนด้วย

ขณะเดียวกันหากพิจารณาในแง่ของภาคการเงินแล้ว แม้ว่าระบบการเงินจีนเองจะห่างชั้นจากสหรัฐฯและยุโรปเป็นอย่างมาก แต่แนวโน้มในปัจจุบันเห็นชัดว่าจีนเองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกันในด้านนี้ โดยสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การเปิดให้มีการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับภาคการเงินจีนให้ทัดเทียมมหาอำนาจทางการเงินอื่นๆ นอกจากนั้นแล้วเซียงไฮ้เองก็กำลังจะประกาศศักดาในการเป็นว่าที่ศูนย์กลางการเงินโลกแห่งใหม่ท้าทายตะวันตกโดยการเตรียมดึงบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศมาจดทะเบียนที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดการระดมทุนระหว่างประเทศในรูปของเงินหยวนไปในตัว โดยขณะนี้จีนองได้มีการอนุญาตให้มีการรับฝากเงินหยวนที่ฮ่องกง ขณะที่รัฐบาลจีนเองก็กรุยทางให้เงินหยวนเป็นเงินตราสกุลหลักของโลกอีกทางด้วยการเริ่มออกพันธบัตรรัฐบาลในรูปเงินหยวนที่ฮ่องกงซึ่งเท่ากับเป็นการปูพื้นฐานตลาด Euroyuan ในอนาคตซึ่งจะทำให้เกิดตลาดการกู้ยืมเงินหยวนนอกจีนมากขึ้น

นอกจากการพัฒนาภาคการเงินภายในประเทศแล้ว ประเทศจีนเองยังมีนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ๆซึ่งพร้อมจะมีบทบาทในการลงทุนในภาคการเงินนอกประเทศมากขึ้นซึ่งโดยหลักแล้วเป็นสถาบันการเงินของภาครัฐไม่ว่าจะเป็น บริษัทประกัน กองทุนประกันสังคม และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งนับวันนักลงทุนภาครัฐเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่โตมากขึ้น ซึ่งเมื่อเงินหยวนเป็นที่ยอมรับในทางการค้าและการระดมทุนมากขึ้น จีนอาจมีการส่งออกเงินหยวนในรูปของ Foreign Portfolio Investment (FPI) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในภาคการเงินประเทศต่างๆมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นการยกฐานะของเงินหยวนในเวทีโลกมากขึ้นด้วย

แนวโน้มนี้คงจะไม่เกิดเฉพาะจีนเท่านั้น แต่ประเทศทีมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในกลุ่ม BRIC นอกจากจีนอย่างบราซิล รัสเซีย และอินเดีย ก็กำลังมองหาลู่ทางในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์และพยายามยกฐานะเงินของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ด้วยบทบาททางเศรษฐกิจที่ไม่อาจเทียบจีนได้ทำให้ประเทศเหล่านี้อาจมีบทบาทในระดับภูมิภาคเท่านั้น โดยทั้งรัสเซียและบราซิลมีความกระตือรือร้นในเรื่องนี้มาก ขณะที่อินเดียยังไม่มีการออกตัวอย่างชัดเจนเนื่องจากความไม่พร้อมในหลายๆด้ารของประเทศ แต่คาดว่าด้วยบทบาที่โดดเด่นขึ้นของจีนจะทำให้อินเดียแสวงหาช่องทางในการแสดงบทบาทในการช่วงชิงพื้นที่ให้กับเงินรูปีในอนาคนแน่นอน

ดังนั้นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นทางแก้เดียวที่เป็นไปได้ก็คือ บทบาทที่มากขึ้นของเงินหยวนและเงินตราสกุลอื่นๆในกลุ่ม BRIC ในโครงสร้างทุนสำรองโลก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินกลุ่ม BRIC และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆที่มีการค้าและการลงทุนกับจีนและ BRIC ที่เหลือสูงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินตราทั้ง 4 สกุลในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งครอบงำระบบเศรษฐกิจโลกมาแต่เดิมมาถึงปัจจุบันเพื่อลดและแก้ปัญหาความไม่สมดุลในระยะยาว

  • zneb

    บทความนี้ยืนยันแนวโน้มการดำเนินนโยบายเพื่อยกระดับเงินหยวนในเวทีโลกหลายๆข้อที่ตรงกับที่ผมเขียน

    http://www.chinadaily.com.cn/thinktank/2010-05/19/content_9866040.htm

  • zneb

    ในงานชิ้นล่าสุดของ Chatham House มีการพูดถึง Debate ในลักษณะที่คล้ายๆกับที่ผมพูดถึง Global Economic Governance Imbalanceในหมู่นักวิชาการของรัฐบาลจีนด้วยลองอ่านดูครับ บทที่พูดถึง China Debate

    http://www.chathamhouse.org.uk/publications/papers/download/-/id/844/file/16146_r0310_ims.pdf