Practical Report วิพากษ์นโยบายผู้ว่ากรุงเทพฯ รักษ์โลกด้วยเทรนด์ขี่จักรยานที่กำลังมาแรง!

Philosopher Saves the Day โดย กิตติภัต แสนดี [randoma.wordpress.com]
ชื่อบทความเดิม “จริยธรรมกับกฎหมายจราจรจักรยาน”

นโยบายที่เป็นจุดสนใจเรื่องหนึ่งในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพในวันที่ 3 มีนาคมนี้ คือการใช้จักรยานสัญจร

ผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งล้วนให้คำมั่นสัญญาเรื่องการสัญจรโดยจักรยานไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง พล.ต.อ.พงศพัศจะปรับปรุงทางจักรยานที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และสนับสนุนให้ข้าราชการปั่นจักรยานมาทำงานโดยตนจะเป็นตัวอย่างขี่จักรยานทุกวัน ส่วนม.ร.ว.สุขุมพันธุ์สัญญาว่าจะเพิ่มเส้นทางจักรยาน และเพิ่มโบกี้รถไฟฟ้าสำหรับจักรยาน สำหรับพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ออกไอเดียสร้างทางลอยฟ้าติดแอร์เพื่อให้แม่ค้าขายของ เพื่อทำให้ทางเดินด้านล่างโล่งสบายยิ่งขึ้น และนายสุหฤท เชื่อว่าทางจักรยานต้องอยู่บนทางเท้า และต้องเริ่มจากการจัดการทางเท้าให้เป็นระเบียบ

แต่สิ่งที่นโยบายเหล่านี้ขาดหายไปคือประเด็นเรื่องกฎการขี่จักรยานบนท้องถนน ซึ่งในต่างประเทศเป็นเรื่องมีปัญหามากภายหลังที่คนเริ่มนิยมใช้จักรยานกันมากขึ้น ทำให้มีทั้งฝั่งผู้ใช้รถใหญ่ และฝั่งคนเดินเท้า ต่างตัดพ้อต่อว่าพฤติกรรมของเหล่านักปั่นที่ฝ่าฝืนกฎจราจรพื้นฐานที่ต้องใช้ร่วมกับรถยนต์ เช่น การเอารถขึ้นทางเท้า ฝ่าฝืนไฟแดง ขี่ย้อนศร

แคนดิเดต ผู้ว่ากรุงเทพ กับนโยบายขี่จักรยาน ภาพจาก มติชนออนไลน์

แคนดิเดต ผู้ว่ากรุงเทพ กับนโยบายขี่จักรยาน ภาพจาก มติชนออนไลน์

จึงมีคำถามที่น่าสนใจว่า จักรยานควรได้รับการควบคุมด้วยกฎเกณฑ์เดียวกับรถใหญ่บนท้องถนนหรือไม่

ทางหนึ่งแสดงความเห็นว่าไม่สมควรแยกกฎเกณฑ์กัน จักรยานไม่ควรย้อนศร ไม่ควรฝ่าไฟแดงทางแยก ไม่จอดเกะกะกลางที่คับขัน ไม่ควรทำอะไรต่างๆ นานาที่ผิดกฎเกณฑ์ตามท้องถนน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรเอาเรื่องการลดมลพิษ รักษ์โลกมาอ้างการได้สิทธิพิเศษบนท้องถนน

แต่อีกฝั่งหนึ่งมองกลับกัน เพราะเขาชี้ว่ากฎเกณฑ์หลายอย่างไม่เหมาะสมแก่สภาพรถจักรยาน เพราะรถวิ่งได้เร็วกว่าและห่อหุ้มปลอดภัยด้วยโครงเหล็กแข็งแรงเป็นอันตรายกว่าหากเกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่รถจักรยาน องค์ประกอบที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเนื้อหนังกระดูกของผู้ขับขี่ องค์ประกอบอีกอย่างของจักรยานที่ต่างจากรถยนต์คือขนาด และน้ำหนักที่ต่างกัน ทำให้จักรยานสามารถแล่นอยู่ได้ทุกพื้นผิวทั้งทางเท้า ทางแคบและบนท้องถนน

คราวนี้ลองนึกถึงสถานการณ์หนึ่งที่รถจักรยานและรถยนต์ต่างติดไฟแดงที่ทางแยก โดยทั้งสองคันกำลังรอสัญญาณไฟแดงเพื่อเลี้ยวซ้าย ในขณะนั้นไม่มีใครเดินข้ามถนน ทั้งรถที่แล่นไปมาในถนนด้านหน้าก็ไม่มี ทันใดรถจักรยานก็เบี่ยงตัวเองเลี้ยวซ้ายทันทีไม่รอไฟแดง

กรณีข้างต้น หากวัดกันที่เรื่องกฎเกณฑ์ ย่อมต้องถือว่าจักรยานทำผิดกฎหมายเต็มประตู แต่ฝ่ายนี้ชี้แจงว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่อันตรายแบบนี้ ประกอบกับภาวะที่ว่าผู้ขับจักรยานไม่สามารถทำอันตรายใครคนอื่นได้เลยจากการกระทำเช่นนี้

ซึ่งหากลองให้ทุกคนที่ขี่จักรยานใช้หลักเกณฑ์เช่นนี้คือ เมื่อติดไฟแดง แล้วมองว่าไม่มีคนข้ามถนน และทางถนนข้างหน้าก็ไม่มี ก็สามารถเบี่ยงรถไปได้เลยนั้น ทุกคนก็ยังได้รับความปลอดภัย เช่นนี้ย่อมถือว่าผ่านการทดสอบความเป็นสากลทางจริยธรรมตามแนวคิดของอิมมานูเอล ค้านท์ คือ เป็นการกระทำที่บังคับใช้ได้กับทุกคน และรัฐไอดาโฮก็มีกฎหมายให้กระทำเช่นนั้นได้โดยกำหนดไว้ในกฎหมายแห่งรัฐมาตรา 49-720 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้จักรยานเลี้ยวขวาเข้าทางธรรมดา หรือเลี้ยวซ้ายในกรณีเป็นทางหลวงเดินรถทางเดียวได้ โดยไม่ต้องหยุดรอสัญญาณไฟหากเห็นว่าปลอดภัย แต่ต้องทำสัญญาณมือแจ้งเตือนผู้ใช้รถคนอื่นๆ ด้วย

แคนดิเดต ผู้ว่ากรุงเทพ กับนโยบายขี่จักรยาน_

แคนดิเดต ผู้ว่ากรุงเทพ กับนโยบายขี่จักรยาน_ภาพจาก Facebook ดร.โสภณ และพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่กฎหมายของประเทศอื่นๆ ยังไม่เข้าถึงความเป็นสากลทางจริยธรรมนี้ ตกลงแล้ว กฎเกณฑ์จราจรของจักรยานควรมีหรือไม่ ถ้ามีควรเป็นอย่างไร??

เป็นความจริงที่ว่ารถยนต์กับจักรยาน เป็นของที่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ เพราะแม้ทั้งสองอย่างจะมีล้อ และใช้เพื่อการสัญจรเหมือนกัน แต่สิ่งที่จักรยานขาดไปคือการออกแบบเพื่อการป้องกันผู้ขับขี่ที่มากกว่าเดิม การแยกนี้ทำให้รถยนต์กลุ่มหนึ่ง ต่างกับจักรยานและรวมถึงจักรยานยนต์อีกกลุ่มหนึ่ง

กฎหมายการจราจรต้องมุ่งเน้นการปกป้องผู้ที่ไม่ได้รับการป้องกันอยู่เดิมในท้องถนน ซึ่งในปัจจุบันถือคนเดินเท้าคือผู้ที่ไม่ได้รับการป้องกันอยู่เดิม กฎหมายต้องเข้ามาเยียวยาด้วยการสร้างกฎเกณฑ์เรื่องหยุดรถเพื่อคนข้ามทางม้าลาย เขตปลอดภัยบนถนนซึ่งห้ามรถเข้าไปทับเกย การลดความเร็วในเขตชุมชน ฯลฯ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้แสดงออกชัดเจนถึงจุดประสงค์การเพิ่มระดับการป้องกันให้กับผู้ที่ขาดการป้องกันซึ่งในที่นี้คือคนเดินเท้า

แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มใช้รถจักรยาน รวมถึงรถจักรยานยนต์กลับเป็นแดนสนธยาที่ไม่ได้รับความสนใจทางกฎหมายทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการป้องกันอยู่เดิมเช่นกัน การจะให้คนใช้รถกลุ่มนี้ต้องร่วมกฎเกณฑ์กับรถที่มีเครื่องยนต์ทั่วไปย่อมไม่เป็นธรรม เพราะเหตุว่าธรรมชาติของรถทั้งสองแบบนั้นต่างกัน

แต่การกำหนดกฎหมายนั้น ไม่ควรเพียงแต่ให้สิทธิพิเศษแก่จักรยานอย่างเดียว เพราะเช่นเดียวกับกรณีคนเดินเท้า ที่ต้องงดเว้นการกระทำบางอย่างเพื่อให้ผู้ขับรถได้สัญจรอย่างสงบสุข อย่างในกรณีคนเดินเท้าที่ต้องหยุดรอสัญญาณไฟ ไม่ข้ามนอกทางที่กำหนด เป็นต้น กฎเกณฑ์เหล่านี้เกิดขึ้นด้วยมุมมองที่ว่า คนเดินเท้าสามารถทำอันตรายกับผู้ใช้รถยนต์ได้เช่นกันด้วยการขวางทางกระทันหัน ทำให้ผู้ใช้รถตกใจหักหลบเกิดอุบัติเหตุ

ซึ่งกรณีนี้ขัดแย้งกับตัวอย่างรถจักรยานข้ามทางแยกข้างต้น เพราะความอันตรายนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากสภาพความเร็วของตัวรถ แต่อาจเกิดจากการสร้างความตกใจให้กับผู้ใช้รถคันอื่นที่อาจเร่งความเร็วมากผ่านทางแยกและตกใจรถจักรยานแล้วหักหลบชนสิ่งของก็เป็นได้ นั่นคือข้ออธิบายว่าจักรยานฝ่าสัญญาณไฟแดง ไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นมีจริยธรรมเป็นสากลตามความคิดของอิมมานูเอล ค้านท์

ดังนั้น กฎหมายการใช้จักรยานและจักรยานยนต์ต้องมีแยก หรือต้องมีเพิ่มเติม เพราะเป็นกลุ่มที่ขาดการป้องกันโดยสภาพบนท้องถนน และในแง่เนื้อหาควรเป็นไปทั้งการให้สิทธิ และจำกัดสิทธิบางอย่างไปพร้อมๆ กัน

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่

  • http://twitter.com/katopz katopz

    สำหรับผมแล้วคนที่ไม่ได้ปั่นจักรยานทุกวัน แล้วมาพยายามออกกฎหมาย เขียนบทความ หรือ ออกความเห็นเกี่ยวกับจักรยานนี่ ไม่ได้ต่างพ่อครัวที่ไม่เคยกินอาหาร แต่จะออกคู่มือทำอาหาร หรือวิจารณ์อาหารเลยครับ (ออกตัวแรงนะครับ ไม่ได้ว่าใคร แต่ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่ก็พึงพิจารณาตัวเองก่อนออกความเห็นด้วยนะครับ)

  • wachsae

    ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครับ

    เห็นด้วยกับ แนวคิด จริยธรรมสากลครับ กฎหมายควรบังคับใช้ โดยเท่าเทียมกัน แม้สภาพของยานพาหนะแตกต่างกัน

    การใ้ช้ทาง ถนนร่วมกัน ยานพาหนะแต่ละประเภท จำต้องยอมเสียความสะดวกสบาย หรือสิทธิ์ที่หวังจะได้รับ บางส่วนไป เพื่อให้ใช้ทางร่วมกันได้อย่างสงบสุข

    การอ้างว่าลักษณะของยานฯ แตกต่างกัน เพื่อให้ได้รับความสะดวก หรืออภิสิทธิ์บนถนนคงฟังไม่ขึ้น

    ทุกวันนี้ผมยินดีจอดติดไฟแดงกับรถเก๋งข้าง ๆ และยินดีที่ผู้ใช้รถยนต์เข้าใจในสภาพของจักรยาน ก็ไม่ได้บีบแตรเร่ง เวลาจักรยานออกตัวไฟเขียว ไม่ทันใจ อาจเพราะเข้าใจในความต่าง

    ผมว่าการรณรงค์ให้ใช้ทางร่วมกัน และเกื้อกูลกันสำคัญพอ ๆ กับการออกกฎเกณฑ์ กฎหมาย

    คงต้องใช้ความอดทน และความเข้าใจทั้งคู่ กันทั้งผู้รับ และผู้ให้

  • Nics

    เดี๋ยวนะ สุหฤทไม่เคยบอกว่าจักรยานต้องอยู่บนทางเท้า!!!!! เขาบอกว่าสนับสนุนรณรงค์ให้เป็นเหมือนพาหนะสัญจรทั่วไป ให้ใช้จริงนะครับ!!!

  • http://www.facebook.com/chaiyasitdhi Ihdtisyaiahc Behtita

    แล้วคุณเป็นคอลัมนิสต์หรือเปล่า คนที่ไม่ได้เขียนบทความทุกวัน แล้วพยายามออกความเห็นเกี่ยวกับบทความนี่ ไม่ได้ต่างจากพ่อครัวที่ไม่เคยกินอาหาร แต่จะออกคู่มือทำอาหาร หรือวิจารณ์อาหารเลยนะครับ(ออกตัวแรงนะครับ ไม่ได้ว่าใคร แต่ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่ก็พึงพิจารณาตัวเองก่อนออกความเห็นนะครับ)

    นี่ถ้าใครจะออกกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไม่ต้องไปเป็นกษัตริย์ก่อนหรือครับ

  • http://twitter.com/katopz katopz

    แหม บังเอิญเป็นซะด้วยครับ ภาษาอังกฤษน่ะครับ และบังเอิญปั่นทุกวันด้วย ยังไงคราวหลังลอง google ดูก่อนจะ reply นะครับ จะได้ไม่ต้องอายเค้า ส่วนข้อความคิดเองมั่งก็ได้ครับ เดี๋ยวเค้าจะว่าคนไทยขี้ลอก และอย่าพยายามมั่วครับ อันสุดท้ายเชิญคุณไปติดคุกคนเดียวนะครับ :)

  • Quote

    ปัญญาอ่อนดีจริงๆ

  • http://www.facebook.com/kittipat Kittipat Sandee

    ต้องขอโทษด้วยครับที่ Research มาไม่ค่อยดี ครั้งหน้าจะแก้ไขครับ

  • http://www.facebook.com/kittipat Kittipat Sandee

    ไม่ได้ปั่นจักรยานไปทำงานจริงๆ ทุกวันจริงๆ ด้วยครับ แต่เหตุที่สนใจเรื่องจักรยานก็เพราะผมชอบวิ่งมาราธอน และมันเป็นกิจกรรมที่ต้องไปแย่งใช้ถนน ทางเดินสาธารณะกับชาวบ้านเหมือนกัน เลยรู้สึกเห็นใจเป็นพิเศษ

    แต่การไม่ได้เป็นคนใช้จักรยานทุกวัน (รวมถึงไม่ได้ใช้รถส่วนตัวทุกวันด้วย) ผมว่าเป็นข้อได้เปรียบเวลาเขียนถึงหลักจริยธรรมที่เป็นสากล เพราะจะได้พิจารณาแบบเป็นกลาง ไม่โน้มเอียงเข้าหาฝ่ายใด

    ต้นคิดที่ว่าขี่จักรยานสามารถเลี้ยวซ้ายไปได้โดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟเพราะรถมันเล็กนี้ มาจากบทความชิ้นหนึ่งใน NYTimes ของแรนดี้ โคเฮน (คอลัมน์ The Ethicist ที่เลิกไปนานแล้ว) เขาเป็นคนใช้จักรยานสัญจร จึงทำให้พลาดในการตัดสินว่าการกระทำของเขาเป็นสากลทางจริยธรรมแล้ว ผมจึงใช้มุมมองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทั้งฟากคนใช้จักรยาน หรือคนใช้รถ เข้าไปแก้ไข