Practical Report กาแฟขม: มุมมองต่อปัญหาใหม่ ๆ ของประเทศไทย

โดย วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเก่ง พร้อมกันนั้น ได้ทอดความคิดไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ในห้วงแห่งความคิดของตัวผมเอง ผมมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นหลายอย่าง เพราะแม้เราจะผ่านจากความรุนแรงทางการเมืองและวิกฤตการณ์การเงินโลกมาเมื่อปีกลาย แต่เราก็มีปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไขรวมถึงปัญหาใหม่ ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นด้วยท่าทีที่คุกคามหลายประการ

ภาพจาก Flickr โดย Sippanont Samchai (สัญญาอนุญาต Creative Commons)

ประการแรก

ผมมองเห็นปัญหาข้าวยากหมากแพงของคนไทย ราคาอาหารและพลังงานพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก ในประเทศของเราเองราคาอาหารนอกจากจะแพงขึ้นเกือบทุกชนิด แถมในบางชนิดก็เกิดการขาดแคลน เช่น เกิดการขาดแคลนน้ำมันปาล์มกระทั่งต้องต่อแถวขอซื้อตามโควตา และการขาดแคลนน้ำตาลทั้งที่ประเทศของเราส่งออกน้ำตาลสูงเป็นอันดับที่สองของโลก

ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราเป็นเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก การขาดแคลนอาหารหรืออาหารแพงเกินอำนาจซื้อของคนไทยไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และคงไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายกันจนเกินไปถ้าจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทย ผมอยากให้เรามีการจัดโซนการเพาะปลูก พื้นที่ภาคส่วนใดเหมาะแก่การปลูกพืชอะไร ปลูกเพื่อเป็นอาหารเท่าไหร่ เพื่อเป็นพลังงานเท่าไหร่ และเพื่อส่งออกเท่าใด รัฐบาลจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดขึ้น และสร้างมาตรการจูงใจมาสนับสนุน (แต่ไม่บังคับ) กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยได้

ทางด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเพิ่มจนผู้ใช้รถทั้งที่เพื่อการเดินทางและเพื่อการขนส่งไม่รู้จะปรับตัวไปทางใดแล้ว ทางเลือกของการเดินทางและการขนส่งระบบรางซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ก็ดูจะยังไปไม่ถึงไหนในประเทศของเรา คนไทยส่วนใหญ่จึงยังอาศัยการเดินทางโดยถนนเป็นหลัก ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถแท็กซี่ รถตู้ ฯลฯ

การขนส่งก็เช่นเดียวกัน เราพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากกว่า 80% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ฟังแล้วเศร้านะครับ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่พลังงานเหล่านั้นถูกใช้ไปกับการเดินทางและการขนส่งที่ด้อยประสิทธิภาพ ผมก็เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่ขอเอาใจช่วยให้โครงการปฏิรูปรถไฟที่กำลังพิจารณากันอยู่มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท ให้ทำได้จริง ทำได้ดี และทำอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์คนไทยเป็นสำคัญ

ประการที่สอง

ผมเห็นแรงกดดันของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย หลายคนคาดการณ์ว่า ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เราจะพบกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อไปพร้อม ๆ กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ยังไม่รู้เงินเฟ้อจะขยายตัวต่ออย่างไร การบริหารจัดการด้านต้นทุนน่าจะเป็นความจำเป็นแรกๆ ของภาคเอกชนไทย เช่น การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต

ประการที่สาม

ผมเห็นอัตราดอกเบี้ยที่กำลังเป็นขาขึ้น ผมเชื่อว่าเพราะธนาคารชาติต้องการควบคุมการเร่งตัวของเงินเฟ้อมิให้เตลิดจนคุมไม่อยู่ในภายหลัง เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นภาระแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุนที่ต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพราะสินเชื่อต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยนั้น อัตราดอกเบี้ยจะปรับตามที่รับมาจากธนาคารชาติ ภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่มั่นคงเช่นนี้ เมื่อมองทิศทางดอกเบี้ยแล้ว ก็อดเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยไม่ได้จริง ๆ ผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อขยายการลงทุนหรือการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยคงจะต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น

ประการที่สี่

ผมมองเห็นหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลดภาระด้านรายจ่ายแก่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ผมเห็นด้วยว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำ แต่หนี้ภาครัฐก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากภาระผูกพันของมาตรการเหล่านี้ ผมกังวลว่าในระยะยาวรัฐบาลจะหารายได้มาพอใช้หนี้หรือไม่ ฉะนั้น การเร่งหารายได้ของรัฐเพิ่มและการเค้นประสิทธิภาพจากระบบราชการจึงเป็นหนทางที่ต้องทำโดยด่วน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า การหารายได้เพิ่มที่ดีมิใช่การส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปรีดภาษีตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง โดยตรวจดูว่ามีชามกี่ใบ ช้อนกี่คัน หรือการไปจัดเก็บภาษีผู้ขายข้าวหลามตามไหล่ทางหลวง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรีดเลือดจากปู

ประการที่ห้า

ผมมองเห็นวิกฤตการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น มีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งคงพูดยากว่าอะไรถูกอะไรผิด ขึ้นอยู่ว่าเราใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดในการอธิบาย ผมยังมองไม่ออกว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด “สมดุลแห่งอำนาจ” ที่เฉลี่ยความพอใจของคนหลายๆ กลุ่มจะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมได้แต่วิงวอนให้เราไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นคนไทยด้วยกันเพื่อปรับหาสมดุลแห่งอำนาจอย่างเป็นธรรม

ประการที่หก

ผมมองเห็นวิกฤตสังคมที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยมายาวนาน ทั้งปัญหาเด็กติดเกม วัยรุ่นตีกัน รายการโทรทัศน์ที่เต็มไปด้วยละครและเกมโชว์ที่เน้นความบันเทิง ซึ่งก็เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ายังขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง กระแสวัตถุนิยมที่ขยายตัวอย่างไม่ไว้หน้าอุดมการณ์นามธรรมอื่น ๆ นักบวชจำนวนไม่น้อยประพฤติไม่เหมาะสม ระบบการศึกษาตกต่ำ มหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นโรงพิมพ์ปริญญา ฯลฯ เรียกได้ว่า แตะไปตรงไหนก็มีคำถามเชิงตัดพ้อว่า ทำไมสังคมไทยถึงเป็นเช่นนี้

ผมคิดว่า เรื่องของทัศนคติและค่านิยมต่อการใช้ชีวิตเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสังคมไทย โดยจะรอต่อไปไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างค่านิยมต่อการมีและการใช้ชีวิตที่ยึดศีลธรรมเป็นเครื่องนำทางแก่สังคม รวมถึงการขยายที่ยืนให้อุดมการณ์อื่นๆ ที่ละเอียดอ่อนกว่า ลึกซึ้งกว่า และมีความหมายต่อชีวิตมากกว่าคุณค่าอันตื้นเขินของวัตถุ

ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ผมมองเห็นวิกฤตการกระจายรายได้ของประเทศไทย แม้เราจะมีมหาเศรษฐีใหม่ระดับหมื่นล้านเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในกลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เครือห้างสรรพสินค้า ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยดำรงชีวิตอยู่กับหนี้สินและความยากจนข้นแค้น เรามีปัญหาความเหลี่อมล้ำทางรายได้ที่สูงมาก จนเกิดคำกล่าวว่า สังคมไทยอยู่ในสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ผมหวังว่าแนวคิดการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดบนพื้นฐานการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแก่สังคมจะถูกผันออกมาใช้ในเร็ววัน

ผมเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยกปัญหาและแนวทางแก้ไขทั้งหมดขึ้นพิจารณาจนมองเห็นความเชื่อมโยงกัน และหากเราสามารถถักทอแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้เข้าหากันได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงในทิศทางสอดคล้องมีเหตุมีผลต่อกัน อาทิเช่น ถ้ารัฐสามารถหารายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะบรรเทา หนี้ภาครัฐก็จะลดลงจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรัฐอาจมีรายได้มากพอจะส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพสวัสดิการของคนไทยในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกับถ้าเราสามารถสร้างระบบการเดินทางและการขนส่งระบบรางที่มีประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถลดการนำเข้าพลังงาน ลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคธุรกิจไทย เหล่านี้เป็นต้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราไม่สามารถผสมผสานแนวทางแก้ปัญหาข้างต้นไปสู่การปฏิบัติ เราก็จะพบกับการแผ่ขยายของปัญหาต่างๆ ในทิศทางที่สัมพันธ์กัน กระทั่งเกิดเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างที่เราเป็นอยู่

เพียงแค่ 50 กว่าปี นโยบายการพัฒนาทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น และเมืองไทยกำลังอยู่ปากประตูของความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เมืองไทยกลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า ผมถามตัวเองว่า ผมจะทำอะไรได้บ้างเพื่อประเทศที่ผมรักและพี่น้องร่วมชาติของผม ในขณะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สนับสนุนด้านการพัฒนา อย่างน้อยที่สุด ผมต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถกับบทบาทที่มีอยู่ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่ไม่ผิดพลาด ผมภาวนาให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ผมหยิบกาแฟขึ้นจิบ พลันรู้สึกขึ้นว่า กาแฟของผมวันนี้ ช่างเป็นกาแฟที่ขมกว่าทุกๆ วัน

  • swae

    ถูกใจอย่างที่สุดกับบทความนี้ครับ ผมเห็นด้วยและคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำหรับสังคมไทยแล้ว คือเงาที่ติดมากับระบบทุนนิยม การเมืองที่ยากจะแก้เหลือหลาย เพราะเราต้องอยู่ในสภาพฝืนกลืน จำทน ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างจริงๆ จังๆ ผมก็แปลกใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ ณ เวลานี้ มีความสุขยิ้มแย้มแจ่มใสได้แ้ม้อยู่บนกองหนี้ตั้งแต่บุคคล ครอบครัว ชุมชน รัฐ งง เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะมีคนซักเท่าไหร่นะ ที่เห็นและเป็นทุกข์กับเรื่องที่เกิด แต่เมื่อเศรษฐกิจซบเซา คนจะซื้อหวยมากขึ้นทั้งหวยบนดิน และใต้ดิน ถ้าเอาเงินเหล่านี้มาใช้ได้นะ เราก็จะสามารถต่ออายุของเงินขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ในระยะเฉพาะหน้าอีกทางหนึ่ง ส่วนระยะยาว ทำเถอะครับ ตามบทความของท่าน วันวลิต ธารไทรทอง ทุกๆ ส่วน ควรเริ่มลงมืออย่างจริงจังได้แล้ว

  • กะต๊อบ

    เห็นด้วยครับ ยกเว้นเรื่องภาษี เราอาจจะมองว่าพ่อค้าแม่ค้ารายได้น้อย อันนี้ไม่จริงครับ รายได้แผงลอยแถวสยามเดือนนึงไม่ต่ำกว่าแสนแน่นอน ผมเคยขาย และไม่เสียภาษี ส่วนแม่ค้าขายขนมจีนส่งลูกเรียนเมืองนอกไปแล้ว 3 คน เราอาจจะตัดลินเค้าจากการแต่งตัวว่าเค้าจน แต่เปล่าเลย เค้าแต่งแบบนั้นเพราะทำงานแล้วมันจะเปื้อนเลยไม่ต้องแต่งตัวหรู ส่วนเจ้าไหนที่ขายแล้วจนนี่น่าจะขาดวินัยทางการเงินเองมากกว่าเช่นเล่นพนัน กินเหล้า หรือไม่ก็ไม่อร่อยหรือไม่สะอาดเองครับ

    ส่วนตัวยังคิดว่าพอไหว แต่ต้องจัดการทีวีก่อนเลยครับ :)

  • ทอดมัน

    เห็นด้วยกับการได้ช่องทางในการสร้างรายได้ของรัฐบาล เพื่อลดหนี้, การขนส่ง-เดินทางที่ฟังแล้วหดหู่ใจเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกวันนี้ถนนไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มอายุขัย เพราะเจอรถที่บรรทุกของเกินประจำ ถ้าสร้างจุดนี้ได้ปัญหาด้านการเงินของรัฐบาลจะได้เบาบางลงไป

    จากมุมมองผมคงไม่พ้นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่จะให้เข้าถึงได้ด้านการพัฒนาไม่ว่าการศึกษา เทคโนโลยี(เช่น อินเตอร์เน็ต) สื่อรูปแบบใหม่ ที่เป็นช่องทางให้ประชาชนได้มีทางเลือกและโอกาสมากขึ้น

  • inspector

    มันเป็นปัญหาที่รุมเร้าสะสมอยู่ในสังคมไทยมานาน เป็นผลพวงมาจากการวางแผนการพัฒนาประชากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผมจำได้ในมาเลเซียเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน สมัยที่มหาธีร์เป็นนายก เค้าวางวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเลยว่า อีกยี่สิบปี(ประมาณปี 2022 อะไรนี่แหละไม่แน่ใจ)ประชากรมาเลเซียจะต้องเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี แล้วมาดูวันนี้มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูได้ง่ายจากรายการในทีวีมาเลเซีย เค้ามีแผนการที่ชัดเจนว่าอีกกี่ปีๆ ประชากรเค้าต้องเป็นแบบนี้ แล้วเค้าก็เร่งพัฒนาให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อสิบปีที่แล้ว การศึกษาไทยก้าวหน้ากว่ามาเลเซียสิบปี แต่วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกนานเราจะามเค้าทัน แต่นั่นเป็นเรื่องของต่างประเทศเค้า ประเทศไทยถ้าจะรอให้ภาครัฐลงมือทำคงต้องรออีกนานกว่าจะมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ตอนนี้คงทำได้แค่ภาคประชาชนที่ต้องช่วยเหลือขจัดมะเร็งที่เกาะกินสังคมไทย จัดการเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อน ที่ไม่ต้องพึ่งภาครัฐ เช่น เพียงแค่เราดูแลเด็กๆในครอบครัวให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ หรือการสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ของประชาชนในระดับชุมชนที่เราอาศัยอยู่ นั่นเป็นสิ่งที่เราทำได้ ไม่ต้องรอภาครัฐ

  • วันวลิต ธารไทรทอง

    ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ

  • someone

    ถูกใจครับ ประเทศไทยควรเป็นประเทศที่พัฒนา ตั้งนานแล้วก่อนที่จะโดนเวียดนามแซงและอีกหน่อยเขมรก็จะแซงเราถ้าเราอ่อนแอแบบนี้

  • swae

    อีกเรื่องหนึ่งครับ คนไทยทุกวันนี้กินกาแฟเยอะขึ้น ตามสภาพเศรษฐกิจสังคม ที่เปลี่ยนไป แต่บ้านเรามีกาแฟแย่ๆ เยอะมากเลยครับท่าน เมื่อก่อนผมไม่รู้เรื่องกาแฟ แต่พอมาปลูกเองและแปรรูปเอง กินเอง จึงรู้จักกาแฟ ในแบบที่เป็นกาแฟคุณภาพจริงๆ มากขึ้น ซึ่งก็มีผลโดยตรงต่อสุขภาพอีกด้วยครับ