เมื่อ Bob Dylan ถาม และ Klaus Meine ตอบ

April 24, 2010

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

ถ้าหากถามผมในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ว่าในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ยาวนานหลายพันปี ช่วงเวลาไหนที่ผมชื่นชอบและประทับใจที่สุด คงไม่มีอะไรเกินกว่า ปี 1989 ปีสุดท้ายแห่งศตวรรษสงครามเย็นที่เดินกันมาอย่างยาวนาน

ภาพการประท้วงบนจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในเดือนเมษายนท่ามกลางฝูงชนนักศึกษาชาวจีนสูดลูกหูลูกตาที่เรียงรายและวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ที่ดำรงตนมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ถึงนโยบายที่จะพัฒนาประเทศให้เข้าสู่ระบอบที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากจีนได้ดำเนินการนโยบายการเปิดประเทศในส่วนของเศรษฐกิจมาก่อนหน้านั้น

ประชาชนเริ่มถามหาการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการล่มสลายของอาณาจักรประเทศโลกที่สอง ที่เริ่มเกิดขึ้นในทั่วมุมโลก ภาพชายหนุ่มยืนสง่าทรนงท้าทายขบวนรถถังที่ทำการกรีฑาทัพเข้าเพื่อปราบปรามฝูงชน ที่ทางพรรคเชื่อว่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพรรค จนกลายเป็นหนึ่งสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ และได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 100 ภาพที่ทรงพลังของนิตยสร Times

ถึงแม้จะลงท้ายด้วยความสูญเสีย และการจับกุมจ้าวจื่อหยาง ผู้นำหัวก้าวหน้าของจีน (อยากให้ลองหาหนังสือ จ้าวจื่อหยาง อาชญากรแห่งรัฐ: Prisoner of the state อ่านประกอบ) แต่ก็เป็นจุดให้ถกคิดว่าประเทศจีนที่ดำรงในระบอบเก่าอย่าง ยาวนานถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับตัวหรือยัง?

ย้อนกลับไปยุคทศวรรษ 1970 Bob Dylan ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลในมวลบุปผาชน เคยบรรเลงเพลงระดับคลาสสิกที่ถูกนำไปขับกล่อมทุกครั้งที่เกิดการ เรียกร้องหรือเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง ถึงเพลงนี้จะไม่ได้ให้คำตอบแต่มันกลับตั้งคำถาม และใช้วิธีการตอบอยู่โดยนัยอย่างเฉียบแหลม “Blowin’ in the wind.”

“How many times must a man look up
Before he can see the sky?
Yes, ‘n’ how many ears must one man have
Before he can hear people cry?
Yes, ‘n’ how many deaths will it take till he knows
That too many people have died?….”

“คนเราจะต้องแหงนมองขึ้นไปกี่ครั้ง
ก่อนที่เขาสามารถจะมองเห็นฟ้า
แล้วคนๆหนึ่งต้องมีสักกี่หู
ถึงจะได้ยินเสียงร้องไห้
จะต้องตายสักกี่ครั้ง
กว่าจะรู้ว่ามีคนตายไป แล้วเท่าไร…”

หลายคำถามที่ยังคงล่องลอย อยู่ในสายลม เพื่อรอที่สักวันที่จะมีคนพร้อมจะมาตอบมัน และถึงเวลานั้นคงจะไม่มีคำถามอีกต่อไป

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดใน ปีที่น่าจดจำนี้ก็คือการ “ทำลายกำแพงเบอร์ลิน” ในเดือนพฤศจิกายน ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่แบ่งเยอรมันเป็น 2 ซีก คือเยอรมันตะวันตกที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และเยอรมันตะวันอออกที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ตามข้อตกลงหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพที่ชาวซีกตะวันออก และตะวันตกเอาหูแนบกำแพงเพื่อคุยกันข้ามกำแพง ภาพที่คนทั้งสองฝั่งช่วยกันทุบกำแพง จุดเทียนและวิ่งเข้าสวมกอดกัน หลังจากถูกแบ่งแยกตลอดระยะเวลา 50 ปี เมื่อได้เห็นทุกครั้งก็ยังคงมีความรู้สึกขนลุก

ภาพเหล่านี้ถูกนำมาเป็นส่วน ประกอบหนึ่งของเพลงอมตะอีกเพลง ของกลุ่มวงร็อกระดับตำนานของเยอรมัน Scorpions “ไอ้แมงป่องผยองเดช” กับบทเพลงที่ร้องคลอกันตามทั่วโลก สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือWind of change

“Take me to the magic of the moment
On a glory night
Where the children of tomorrow share their dreams
With you and me
Take me to the magic of the moment
On a glory night
Where the children of tomorrow dream away
in the wind of change”

“โปรดนำฉันไปสู่ชั่วขณะ แห่งมนตราอันแสนวิเศษ
ในค่ำคืนแห่งความรุ่งโรจน์
ที่ซึ่งเด็กน้อยของวันพรุ่งนี้ต่างก็พากันใฝ่ฝัน
ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”

ผมสงสัยว่าหาก Bob Dylan กำลังตั้งคำถามมากมายที่พัดพาอยู่ในสายลม Klaus Meine นักร้องนำแห่งวง Scorpins กำลังตอบบ็อบว่าสายลมที่กำลังพัดพาผ่านมานั้น มันคือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

หันกลับมาบนละติจูดที่เรา กำลังยืนอยู่ กับคำถามว่าประเทศไทยเรากำลังจะเดินไปสู่จุดๆไหน

“The answer, my friend
Is blowin in the wind
The answer is blowin’ in the wind.”

“คำตอบนะหรือ…เพื่อนเอ๋ย
มันก็ล่องลอยอยู่ในสายลม
คำตอบนะหรือ…เพื่อนเอ๋ย
กระจายอยู่ทั่วไปในสายลม”

หวังว่าสายลมที่กำลังพัดผ่าน ประเทศของเรา…..คือ “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”

Comments

2 Responses to “เมื่อ Bob Dylan ถาม และ Klaus Meine ตอบ”

  1. 1. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on April 24th, 2010 23:50

    บทความนี้ทำให้ผมนึกถึงรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์”
    บทเพลง “ล่องลอยในสายลม” ถึงกับทำให้คุณสโรชาต้องหลั่งน้ำตา

    สำหรับบทเพลง “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ก็ทำให้ผมนึกถึงห้วงยามหนึ่งในชีวิตที่ได้ไปจัดรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดกับคุณสุรศักดิ์ ธรรมโม แล้วพึ่งได้ทราบว่าเพลงนี้แต่งขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

    ก็ได้แต่หวังว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ไทย จะนำไปสู่ยุคทองที่ทุกคนปรารถนา โดยเฉพาะความฝันของเจ้าของบทความนี้

    Let it Be

  2. 2. สุรศักดิ์ ธรรมโม on April 25th, 2010 9:10

    ผมได้ยินสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
    เฉกเช่นเดียวกับที่ Klaus Meine ได้ยิน
    ขณะที่เดินไปตามทางเลียบแม่น้ำ Moskva ในกรุงมอสโคว์ 1989
    ผมเห็นทหารเดินผ่านในกรุงเทพฯ ในปี 2010
    เช่นเดียวกับที่เขาเห็นเมื่อ 21 ปีก่อนที่โซเวียต
    หลังจาก Klaus Meine และผองเพื่อแมงป่องผยองเดช ได้ยินสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
    อีกไม่กี่ปีต่อมา กองทัพสหภาพโซเวียตอันเกรียงไกรดำเนินการรัฐประหารนายกอร์บาชอฟ
    โลกกำลังกลัวการกลับคืนมาของจักวรรดิโซเวียตที่โหดร้ายดังเช่นยุคสตาลิน
    บอริส เยลต์ซิน กับพลเรือนมากกว่า 1 แสนคนออกมาต่อต้านกองทัพและสยบกองทัพ
    ด้วยการประจัญหน้ากับรถถังและแสนยานุภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมือเปล่า
    สหภาพโซเวียตแตกสลายลงทันทีภายในพริบตา
    หลังจากนั้น ผมอ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับล่มสลายของจักวรรดิ์โซเวียต
    ของนักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักยุทธศาสตร์ทหาร
    ทุกคนยังสังสัยในปราฏการณ์การล่มของสหภาพโซเวียตในตอนนั้น
    มันเกิดขึ้นกะทันหัน และรวดเร็วเกินไป
    และยิ่งไม่น่าเชื่อว่า มันเกิดจากมือเปล่าของพลเรือนรัสเซีย
    แต่ผมรู้คำตอบนี้นานแล้ว
    ตั้งแต่ ผมได้ยินเพลง Wind of Change

    ปล.ขอบคุณ พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ สำหรับข้อเขียนชิ้นนี้และสถานที่ทานเบียร์สดเยอรมัน

Got something to say?