Shakespeare and Company เป็นชื่อร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงปารีส เปิดในปี 1919 ร้านแห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความรักหนังสือของเจ้าของร้าน อยู่ได้ด้วยความรักของคนอ่านที่มาช่วยอุดหนุน และมีชื่อเสียงเพราะช่วยสร้างประวัติศาสตร์ในโลกหนังสืออย่างน่าอัศจรรย์ใจ บันทึกฉบับนี้ ซิลเวีย บีช มาเล่าให้ฟังในวันที่เธอไม่คิดจะทำร้านหนังสืออีก ซึ่งแม้จะเหลือแต่ความทรงจำ ก็เป็นความทรงจำที่ทรงคุณค่าและพิสูจน์ได้ว่าความรักในหนังสือนั้นจริงแท้ เสมือนหนึ่งความรักที่เธอเป็นความตื่นเต้นในทุกหน้าที่อ่าน
ซิลเวียขอเงินก้นถุงจากแม่มาเปิดกิจการร้านหนังสือ เธอเจอร้านหนังสือที่ชอบมากของเอเดรียนในฝรั่งเศส เมื่อเธอบอกเอเดรียนว่าอยากเปิดร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่กรุงปารีส เอเดรียนก็สนับสนุนทุกอย่างด้วยความที่เป็นคนรักอ่านเหมือนกัน ในเบื้องต้นซิลเวียเล่าว่าคนฝรั่งเศสไม่นิยมซื้อหนังสือ เพราะยุคสมัยนั้นหนังสือเป็นสิ่งเกินความจำเป็น แม้จะมีสังคมคนรักการอ่านมากก็ตาม ซิลเวียเปิดร้านหนังสือกึ่งห้องสมุดให้ยืม ขณะเดียวกันก็ขายหนังสือแก่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ลูกค้าคนแรกที่ตีตราเป็นสมาชิกคือ อองเดร ไกด นักเขียนที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ผู้หิวกระหายในหนังสือจากทุกคาบสมุทร แม้อ่านภาษาต่างชาติไม่คล่อง ไกดจะหอบหนังสือภาษาอังกฤษกองโตกลับบ้านเสมอ
ซิลเวียมีสมาชิกมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย ทั้งชาวฝรั่งเศสและผู้อพยพต่างชาติ ร้านหนังสือของซิลเวียกลายเป็นบ้านเลขที่ที่มีแต่คนหยิบยืมที่อยู่ไปใช้ และเป็นที่สังสรรค์โดยไม่ได้นัดหมายในหมู่คนรักหนังสือ หรือในหมู่นักเขียนยุค Lost Generation ซิลเวียนั้นไม่ได้คิดอะไรใหญ่โต นอกจากสนุกกับการแนะนำหนังสือดีๆ ให้คนรักอ่านด้วยกัน
ซิลเวียเป็นคนมีอารมณ์ขัน ซึ่งทำให้ร้านของเธอมีเสน่ห์ตราตรึงแก่ผู้มาเยือน เธอมีวิธีจัดการเรื่องต่างๆ ในร้านอย่างพอดิบพอดี เช่นวิธีต่อกรกับนักอ่านมืออยู่ไม่สุขที่เรียกว่า animal customer นอกจากนี้ความรู้จากการเป็นคนอ่านมาก ทำให้ใครๆ ก็อยากคุยทรรศนะหนังสือกับเจ้าของร้าน จนเลยเถิดไปถึงปัญหาส่วนตัว ว่ากันว่าเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานของซิลเวีย เป็นที่พักพิงที่ไม่เคยว่างจากการนั่งสักครั้ง
คนอ่านไม่เคยสนใจตัวนักเขียนมากกว่าผลงานของเขา แต่หนังสือเล่มนี้เล่าภาพชีวิตชีวาของนักเขียนอย่างเฮมิงเวย์ ฟิตซเจอรัลด์ พาวนด์ หรือจอยซ์ในอีกแง่มุมหนึ่งได้กระจ่างตา ซิลเวียสนิทกับครอบครัวของจอยซ์เป็นพิเศษ เธอเอ่ยปากกับจอยซ์ว่าให้ Shakespeare and Company ร้านหนังสือเล็กๆ นี้เป็นผู้พิมพ์ Ulyssess ได้ไหม ในวันที่จอยซ์หมดหวังกับการพิมพ์หนังสือยูลิซิสในอังกฤษและอเมริกา ที่ไม่มีใครยอมพิมพ์เพราะหนังสือจอยซ์ถูกแบนจากรัฐ และโรงพิมพ์พอบอกต้นฉบับจอยซ์ก็ไม่มีใครอยากพิมพ์เนื่องจากแก้กันไม่รู้จบ
จอยซ์ดีใจมากและตอบตกลงทันที ซิลเวียซึ่งเงินพิมพ์ก็ไม่มี พิมพ์หนังสือก็ไม่เคย ตัดสินใจไปปรึกษาเอเดรียนเพื่อนรัก วิธีการพิมพ์หนังสือระดับโลกเล่มนี้จึงเกิดขึ้นเพราะความรักแท้ๆ โดยการทำแผ่นพับข้อมูลหนังสือแจกสมาชิก แจกนักเขียนที่รู้จัก จัดพิมพ์เพียงหนึ่งพันฉบับใครสนใจก็สั่งจองล่วงหน้า ซิลเวียไปต่อรองกับโรงพิมพ์โดยบอกว่าไม่มีเงินจ่ายจนกว่าหนังสือจะออกและขาย ได้ โรงพิมพ์ใจดีด้วยชื่นชมในตัวซิลเวียเป็นการส่วนตัว จึงยอมเสี่ยงพิมพ์ด้วยแบบถึงไหนถึงกัน
แต่ Ulyssess ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเกิดความล่าช้าไม่รู้จบ จอยซ์เขียนต้นฉบับด้วยลายมือ ซิลเวียต้องหาผู้พิมพ์ดีดเป็นตอนๆ เพื่อส่งโรงพิมพ์ ปรากฏว่าผู้พิมพ์ดีดลาออกกลางคันจำนวนมาก คนสุดท้ายทนไม่ไหวแบบพิมพ์ไปโกรธไปจนโยนบทนั้นทิ้งลงเตาผิงเสียเลย เดือดร้อนไปถึงซิลเวียต้องไปขอก็อปปี้ต้นฉบับใหม่จากเจ้าของลิขสิทธิ์ใน อเมริกา เป็นปีกว่า Ulyssess จะคลอด และด้วยยอดจองหมดเกลี้ยง ปัญหาถัดมาคือจะส่งไปยังผู้จองในอังกฤษและอเมริกาได้อย่างไร โดยไม่โดนจับ ผู้คิดแผนลักลอบให้ยูลิซิสถึงมือผู้อ่านคือเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งขั้นตอนการลักลอบอ่านแล้วชวนขำดี
หนังสือเล่มนี้เล่าโลกหนังสือได้สนุกและมีเรื่องเล่าน่ารักอีกมาก เช่นการที่จอยซ์เป็นคนกลัวหมาแค่ได้ยินเสียงเห่าก็จิตตกทันที ซิลเวียต้องหาทางล่อหลอกจอยซ์เกี่ยวกับเรื่องหมาอยู่เสมอ เรื่องของเบอร์นาร์ด ชอว์ที่เขียนจดหมายน่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะซิลเวีย บีช ผู้หญิงที่มีความรักอยู่เต็มหัวใจโดยแท้ ซิลเวียเล่าฉากตรึงใจตอนช่วงสงครามโลกที่มีคนพยายามให้เธออพยพหนีสงครามกลับ ไปอเมริกา แต่เธอดื้อดึงไม่ไป แล้ววันหนึ่งเฮมิงเวย์ขับรถฝ่าวงล้อมทหารเยอรมันมาหาซิลเวียที่ร้าน โผกอดเธอด้วยความเป็นห่วงแล้วถามว่ามีอะไรให้เขาช่วยไหม
Shakespeare and Company ปิดกิจการในปี 1941 วันที่ทหารเยอรมันมาขอซื้อหนังสือ Finnegans Wake ของจอยซ์ในร้านแต่ซิลเวียไม่ขาย เธอกับเอเดรียนขนหนังสือย้ายไปอยู่ชั้นสองทั้งหมด เอาป้ายร้านออก แต่ไม่ทันไรก็โดนทหารเยอรมันจับส่งแคมป์ชาวยิว ชวนอ่านความทรงจำดีๆ เล่มนี้ครับ
หมายเหตุ Shakespeare and Company ร้านที่สองตรงตึกเก่าใกล้แม่น้ำซีนน์ เป็นของจอร์จ วิทแมน เปิดในปี 1951 เพื่อเป็นเกียรติแก่ซิลเวีย บีช เจ้าของร้านหนังสือที่รัก
Sylvia Beach (1887-1962) เป็นชาวอเมริกัน เกิดที่พรินซ์ตัน นิวเจอร์ซีย์ ครอบครัวบีชพาลูกสาวไปพักร้อนที่ประเทศฝรั่งเศสแทบทุกปี จนซิลเวียหลงรักกรุงปารีสและเปิดร้านหนังสือแถว Left Bank เชคสเปียร์แอนด์กอมปานีเปิดทำการนานกว่ายี่สิบปี ก่อนจะถูกจับเข้าแคมป์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง แม้เธอจะรอดพ้นจากภัยสงคราม และมีการชักชวนให้เปิดร้านหนังสืออีก แต่บีชปฏิเสธ เธอใช้ชีวิตจนวาระสุดท้ายอยู่ในกรุงปารีสจนกระทั่งปี 1962
ที่มา : Faylicity
………….
ความเห็น SIU
ประเทศตะวันตกมีวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแกร่ง จึงทำให้มีระดับการพัฒนาประเทศที่สูงกว่าประเทศไทย
แต่แรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือเป็นเพราะพันธุกรรม
หากเกิดจากสร้างสภาพแวดล้อมและการปลูกฝังอบรมอย่างถูกวิธี
การสร้างตำนานให้หนังสือ ร้านหนังสือ รวมถึงการออกแบบหนังสือให้ดูน่าหยิบจับ สะดุดตา ล้วนแต่เป็นเคล็ดลับของการปลูกฝังให้เยาวชนรักการอ่าน
ลองอ่านตำนานนี้ แล้วถามตัวเองว่า
“เรารู้สึกดีๆกับหนังสือและร้านหนังสือเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่”
