Practical Report การเมืองว่าด้วยการกระจายงบประมาณ และภาระภาษีอากรระหว่างจังหวัด

วีระศักดิ์ เครือเทพ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และภาวิณี ช่วยประคอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และนักวิจัยแผนงานเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย www.tpd.in.th

 

วันที่ 24 พฤษภาคม 2554

 

บรรดาเราๆ ท่านๆ ที่ใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในจังหวัดหนึ่งๆ เคยสงสัยหรือไม่ว่าท่านได้บริการจากรัฐคุ้มค่ากับเงินเสียภาษีที่ได้จ่ายไปหรือไม่? และเมื่อมองดูจังหวัดเพื่อนบ้านใกล้เคียง ประชาชนในจังหวัดนั้นๆ แบกรับภาระภาษีมากหรือน้อยกว่าจังหวัดของเรา? ลองพิจารณาข้อมูลการจัดเก็บภาษีอากรและการจัดสรรงบประมาณระดับจังหวัดในปีงบประมาณ 2553 พร้อมบทวิเคราะห์อย่างง่ายดังต่อไปนี้

1. ภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บจากจังหวัดต่างๆ และการจัดสรรงบประมาณลงสู่จังหวัด

[1]

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยภาษีที่จัดเก็บได้และการจัดสรรงบประมาณในจังหวัดต่าง ๆ ปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

หากไม่นับรวมกรุงเทพมหานครแล้ว จังหวัดส่วนใหญ่สามารถระดมทรัพยากรในรูปของภาษีอากรให้แก่รัฐ ได้ประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2553 ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรลงไปในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2.05 หมื่นล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อจังหวัด สำหรับกรุงเทพมหานครนั้น ประชาชน (รวมถึงสถานประกอบการต่างๆ ที่ตั้งในพื้นที่ กทม.) ต้องแบกรับภาระภาษีมากกว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรกลับคืนมาให้สูงกว่า 5 เท่าตัว ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือพรรคการเมืองต่าง ๆ เคยมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระจายงบประมาณและภาระภาษีอากรที่เป็นธรรมระหว่างพื้นที่จังหวัดหรือไม่ อย่างไร?

 

2. จังหวัดใดที่ “ครองแชมป์” และ “ครองบ๊วย” ในการเก็บภาษีอากร?

จังหวัดใดที่จ่ายภาษีอากรให้แก่รัฐเป็นจำนวนเงินสูงที่สุดและต่ำที่สุด? ข้อมูลในตารางที่ 2 ต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครสามารถสร้างรายได้ภาษีอากรให้แก่รัฐเป็นจำนวนเงินสูงที่สุดในปีงบประมาณ 2553 ซึ่งสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้ประมาณ 9.14 แสนล้านบาท ตามด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ และปทุมธานี ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ต่างเป็นฐานที่ตั้งของธุรกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ จึงสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ในทางตรงกันข้าม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระนอง และสตูล จัดเก็บภาษีอากรได้ต่ำที่สุด ซึ่งมีจำนวนระหว่าง 543.8 ถึง 710.8 ล้านบาทในปีเดียวกัน จึงเห็นได้ว่ามีขนาดที่แตกต่างกับรายได้ภาษีอากรของกรุงเทพมหานครราว 1,682 เท่าตัว ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ก็คือพรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และฐานภาษีอากรให้แก่จังหวัดต่างๆ ที่อยู่รั้งท้ายตาราง เพื่อให้เกิดความเจริญทัดเทียมกันกับจังหวัดอื่นๆ หรือไม่

ตารางที่ 2 จังหวัดที่จ่ายภาษีอากรสูงที่สุดและต่ำที่สุด 5 อันดับแรกในปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

3. จังหวัดใด “ได้รับงบประมาณ” มากกว่า “จ่ายภาษีอากร” ให้แก่รัฐ?

จังหวัดใดได้รับงบประมาณมากกว่าจานวนเงินภาษีอากรที่จ่ายให้แก่รัฐ? ข้อมูลในตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจังหวัดอำนาจเจริญได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐราว 9.7 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2553 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าภาษีอากรที่จัดเก็บได้ในจังหวัดราว 13 เท่าตัว ในทำนองเดียวกัน จังหวัดนราธิวาส นครพนม และแม่ฮ่องสอนได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่สูงกว่าเงินภาษีอากรที่นาส่งให้แก่รัฐราว 12 เท่าตัว

ตารางที่ 3 จังหวัดที่ได้รับงบประมาณมากกว่าจ่ายภาษีอากรให้แก่รัฐใน 5 ลำดับแรก ปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือการที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่จังหวัดเหล่านี้ในจำนวนที่สูงกว่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้จากแต่ละจังหวัด มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดอย่างจริงจังหรือไม่? การจัดสรรงบประมาณลงสู่จังหวัดมีความสอดคล้องกับนโยบายในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของจังหวัดต่างๆ หรือไม่? หรือว่าแท้จริงแล้วการจัดสรรงบประมาณลงสู่จังหวัดต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอาศัย “สายสัมพันธ์ทางการเมือง” ระหว่างรัฐบาลและนักการเมืองที่มีฐานเสียงในชุมชนท้องถิ่นเป็นสาคัญ?

 

4. จังหวัดใด “จ่ายภาษีอากร” มากกว่า “ได้รับงบประมาณ” จากรัฐ?

หากตั้งคำถามว่าการกระจายภาระภาษีระหว่างจังหวัดต่างๆ มีความ “เป็นธรรม” ตามหลักผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ เราอาจพิจารณาได้จากจำนวนภาษีอากรที่จังหวัดหนึ่งๆ ได้จ่ายให้แก่รัฐเปรียบเทียบกับขนาดของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรให้ ข้อมูลในตารางที่ 4 ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดที่เป็นฐานที่ตั้งหลักในทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระยอง กรุงเทพมหานคร และชลบุรี จะต้องแบกรับภาระภาษีอากรประเภทหลัก ในสัดส่วนที่สูงกว่าจังหวัดอื่นๆ โดยที่จังหวัดเหล่านี้มีสัดส่วนของการนำส่งรายได้ให้แก่รัฐสูงกว่าจำนวนเงินงบประมาณที่ได้รับในปี 2553 ราว 3 ถึง 7 เท่าตัว

ตารางที่ 4 จังหวัดที่จ่ายภาษีมากกว่าเงินงบประมาณที่ได้รับจากรัฐใน 5 ลำดับแรก ปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

ประเด็นที่ชวนให้สามารถตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองทั้งในระดับชาติและพรรคการเมืองระดับภูมิภาคก็คือการกระจายภาระภาษีระหว่างจังหวัดต่าง ๆ มีความเป็นธรรม (tax fairness) หรือไม่ จังหวัดหนึ่งๆ ได้แบกรับภาระภาษีอากรแทนจังหวัดอื่นๆ ในสัดส่วนที่สูงเกินไปหรือไม่? และพรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณกลับคืนสู่จังหวัดที่เป็นแหล่งกำเนิดของภาษีในสัดส่วนที่สูงขึ้นหรือไม่?

ประเด็นเรื่องความเป็นธรรมในการกระจายภาระภาษีและผลประโยชน์จากการพัฒนานับว่ามีความสำคัญยิ่งในการกำหนดแผนงบประมาณและนโยบายภาษีอากรของรัฐบาลระหว่างพื้นที่จังหวัด ยกตัวอย่างเช่น หากเราเปรียบเทียบจังหวัดสุพรรณบุรีกับฉะเชิงเทราแล้ว ทั้งสองจังหวัดนี้มีที่ตั้งห่างจากกรุงเทพมหานครเป็นระยะทางที่ใกล้เคียงกัน (ราว 80-90 กิโลเมตร) แต่มีความเจริญในการพัฒนาถนนและเส้นทางการจราจรทางบกที่แตกต่างกัน ในปีงบประมาณ 2553 นั้น จังหวัดสุพรรณบุรีได้รับการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาด้านต่างๆ ประมาณ 2.17 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจในจังหวัดร่วมกันแบกรับภาระภาษีเพียงประมาณ 2.69 พันล้านบาท ในทางตรงกันข้าม จังหวัดฉะเชิงเทรานำส่งภาษีให้แก่รัฐในปีงบประมาณ 2553 ราว 2.83 หมื่นล้านบาท แต่กลับได้รับงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาจังหวัดเพียง 1.77 หมื่นล้านบาทเท่านั้น (ดูข้อมูลจากตารางที่ 5)

ตารางที่ 5 ข้อมูลภาษีอากรและงบประมาณของจังหวัดสุพรรณบุรีและฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

สิ่งที่ควรพิจารณาในเรื่องนี้ก็คือหากจังหวัดฉะเชิงเทราได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยให้มีจำนวนเงินใกล้เคียงกับเม็ดเงินภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บได้ในจังหวัดแล้ว จะทำให้จังหวัดฉะเชิงเทราเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด? นักการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศได้พิจารณาถึงมาตรการลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำในการแบกรับภาระภาษีและการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีความรู้สึกว่าได้รับ “ความเป็นธรรม” ในทางภาษีอากร?

 

5. ภาระภาษีอากรต่อระดับรายได้ของประชากร

จังหวัดที่รวยและจนแบกรับภาระภาษีอากรในสัดส่วนที่แตกต่างกันหรือไม่? ตารางที่ 6 แสดงสัดส่วนภาระภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (gross provincial products: GPP) ซึ่งทั้งประเทศมีค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 8.2 ของ GPP ในกรณีของกรุงเทพมหานครจังหวัดเดียวนั้นแบกรับภาระภาษีในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 47.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพมหานคร

ตารางที่ 6 จังหวัดที่มีภาระภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (gross provincial products) สูงและต่ำที่สุด (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

ทั้งนี้ จังหวัดที่แบกรับภาระภาษีอากรเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัดในสัดส่วนที่สูงที่สุด 5 อันดับแรก (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ระยอง และขอนแก่น ซึ่งมีสัดส่วนการแบกรับภาระภาษีอากรระหว่างร้อยละ 21 ถึงร้อยละ 32 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด โดยที่จังหวัดเหล่านี้ตั้งอยู่ในภาคกลางและตะวันออก ในทางกลับกัน จังหวัดที่แบกรับภาระภาษีต่อรายได้ของจังหวัดในสัดส่วนที่ต่ำที่สุด 5 อันดับได้แก่ สตูล พังงา ยะลา กระบี่ และระนอง ซึ่งแบกรับภาระภาษีโดยเฉลี่ยราวร้อยละ 2 – 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัดเท่านั้น พึงสังเกตว่าจังหวัดเหล่านี้ตั้งอยู่พื้นที่ภาคใต้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคหนึ่งในปัจจุบัน

ประเด็นคำถามในเรื่องนี้ก็คือการกระจายภาระภาษีอากรระหว่างจังหวัด (และอาจรวมถึงระหว่างภูมิภาค) มีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด? พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามารับใช้ประเทศชาติบ้านเมืองควรมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้กันอย่างไรหรือไม่?

 

6. การเมืองเรื่องภูมิภาคนิยม

พรรคการเมืองต่างๆ ในปัจจุบันต่างพยายามสร้างกระแส “ภูมิภาคนิยม” โดยมักกล่าวอ้างว่าหากประชาชนในภาคนั้นจังหวัดนั้นเลือกพรรคแล้ว จะนำงบประมาณกลับคืนมาสู่จังหวัดให้มากขึ้น คำกล่าวอ้างนี้เป็นจริงมากน้อยเพียงใด ลองพิจารณาข้อมูลภาระภาษีและขนาดงบประมาณของจังหวัดต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคดังนี้

 

ตารางที่ 7 ภาระภาษีและงบประมาณของจังหวัดในแต่ละภูมิภาค ปีงบประมาณ 2553 (ที่มา : คำนวณโดยผู้เขียน)

 

จากข้อมูลตารางที่ 7 จะเห็นได้ว่ากรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง แบกรับภาระภาษีต่อ GPP ในสัดส่วนที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่กลับได้รับงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดในระดับที่ต่ำกว่าจำนวนเงินภาษีที่ส่งเป็นรายได้ให้แก่รัฐ ในทางกลับกัน จังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบกรับภาระภาษีอากรของรัฐในสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด อีกทั้งยังได้รับงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดในสัดส่วนที่มากกว่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้ในจังหวัดนั้นๆ ราว 4 ถึง 6 เท่าตัว

 

ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมนโยบายที่มีลักษณะประชานิยมมักจะ “ขายได้” ในบางพื้นที่บางภูมิภาคที่ประชาชนมักมองเห็นว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐมากกว่าเงินภาษีที่ต้องจ่าย ในขณะที่ประชาชนคนเมืองหลวงมักจะตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับความเหมาะสมและความจำเป็นนโยบายหาเสียงแบบลดแลกแจกถามของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนเมืองหลวง “รับรู้” ถึงภาระภาษีอากรที่พวกเขาได้จ่ายให้แก่รัฐ มีปริมาณที่สูงกว่าบริการที่ได้รับจากรัฐนั่นเอง

ดังนั้น ประชาชนควรตั้งคำถามเพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ชี้แจงแถลงไขใน 2 กรณี (1) สำหรับจังหวัดที่ประชาชนจ่ายภาษีอากรน้อยกว่าบริการที่ได้รับจากรัฐ จะต้องตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองอย่างตรงไปตรงมาว่านโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้นั้น จะมีเงินงบประมาณมาดาเนินการได้จริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มีการนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้จากจังหวัดอื่นๆ มาอุดหนุนให้แล้ว จังหวัดนั้นๆ ก็คงจะไม่ได้รับบริการจริงๆ ตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้เนื่องจาก “ไม่มีงบประมาณ” และ (2) ในกลุ่มจังหวัดที่ประชาชนได้จ่ายภาษีให้แก่รัฐในปริมาณที่สูงกว่าบริการที่ได้รับกลับคืนนั้น ประชาชนสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายการใช้เงินภาษีอากรของเขาได้อย่างคุ้มค่าและสามารถนำไปสู่การกระจายประโยชน์แห่งการพัฒนาที่ทั่วถึงและเป็นธรรมมากขึ้นต่อผู้เสียภาษีในจังหวัดได้อย่างไร

 

กล่าวโดยสรุป ข้อมูลและประเด็นวิเคราะห์ต่างๆ ที่นาเสนอข้างต้นให้แง่มุมและข้อสังเกตที่พวกเราคนไทยในฐานะที่เป็นผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงคนหนึ่งสามารถนำไปตั้งคำถามต่อบรรดาพรรคการเมืองที่ต่างเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศชาติว่ามีแนวนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด หากพรรคการเมืองไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมแล้วไซร้ ให้พึงระลึกว่าพรรคการเมืองเหล่านี้กำลัง “ขายฝัน” ให้แก่พวกเรา และไม่ควรเปิดโอกาสให้เข้ามารับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองแต่อย่างใด

 

 

[1] ภาษีอากรดังกล่าวหมายถึงเงินรายได้ภาษีอากรของรัฐที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2553 ส่วนงบประมาณในพื้นที่จังหวัดได้แก่งบประมาณที่จัดสรรให้แก่ส่วนราชการภูมิภาคในจังหวัด งบจังหวัด และงบประมาณของหน่วยงานราชการส่วนกลางที่จัดสรรกระจายไปตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด

หมายเหตุ

งานเขียนในชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานวิจัยเพื่อการตรวจสอบข้อมูลทางสังคม โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

1) Gross Provincial Products Per Capita จากสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าดูจาก http://www.nesdb.go.th/econSocial/macro/gpp_data/index.html

2) ข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้กรมสรรพากร เข้าดูจาก http://www.rd.go.th/publish/39496.0.html

3) ข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้กรมสรรพสามิต เข้าดูจาก https://edweb.excise.go.th/stastw/LevyByRegionOfYearAction.do

4) ข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้กรมศุลกากร เข้าดูจากสานักงานเศรษฐกิจการคลัง http://www.fpo.go.th/FPO/index2.php?mod=Content&file=contentview&contentID=CNT0005816&categoryID=CAT0000674

  • Singhdam. P.A. 61

    ผมขอตั้งสังเกตเรื่อง “ภูมิลำเนาของนายกรัฐมนตรีกับการจัดสรรงบประมาณ” สิ่งที่น่าสนใจ คือ ถ้าลองสังเกตจะพบ

    ว่าภูมิลำเนาของนายกรัฐมนตรีจะได้รับงบประมาณลงจังหวักเป็นจำนวนมาก และการจัดสรรงบประมาณจะถูกตั้งไว้ใน

    สัดส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากหรือกล่าวอีกนัยว่าไม่มีการเปลี่ยนหากมีการเปลี่ยนผัดเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ซึ่งดูๆ

    ไปแล้วงบประมาณที่จัดสรรลงบางจังหวัดอาจจะดูขัดแย้งกับการความเป็นจริง เช่น บางจังหวัดควรได้รับการจัดสรรงบ

    ประมาณเพิ่มในการพัฒนาให้มีความเจริญเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันบางจังหวัดควรลดงบประมาณลงใช้เฉพาะใน

    ส่วนที่จำเป็น เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพครับ

  • ต่อศักดิ

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ดีๆ….อ่านแล้วสงสารตนกรุงเทพจังหาเงินแทบตายแต่ไม่ได้ใช้เงินของตัวเองทั้งหมด ที่เขาเรียกว่ามีความเท่าเทียมแต่ไม่มีความเป็นธรรมเลย สาเหตุนี่ล่ะคือคำว่า ประชานิยม เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศคือคน ตจว.และเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของนักการเมือง…แต่การกระจายงบประมาณไปยังจังหวัดต่างๆก็จะทำให้ความเจริญไม่กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพแห่งเดียว คน ตจว.ก็จะได้ลืมตาอ้าปากบ้าง

  • บัวบาน

    ขอบคุณผู้เขียนมากครับ
    ข้อมูลชัดเจน แบ่งตอนให้อ่านง่ายดีมากครับ

    ในฐานะที่เป็นคนทำงานใน กทม. และพอมีความเข้าใจในหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานบ้าง เรื่องการนำเงินออกไปใช้ที่ต่างจังหวัดนี่ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติของการบริหารประเทศ
    แต่เห็นข้อมูลของฉะเชิงเทรานี่ เห็นแล้วรู้สึกสงสารครับ
    ใครเป็น สส. อยู่ที่นั่น น่าจะเข้ามาช่วยดูแลบ้างนะครับ

  • THUNDERMARE

    ดูเฉพาะภาษีเงินได้อย่างเดียวไม่ได้นะครับ เป็นการมองข้อมูลด้านเดียวเพราะภาษีเกือบ 30% มาจากภาษีทางอ้อมเเละต้องดูจำนวนประชากรเเละการไช้สรรพยากรเช่นการใช้ไฟ นำ้ เเละ อื่นๆ ด้วย

  • อืม

    เห็นอะไรได้เยอะเลย

  • Bent_t7

    คนตั้งกระทูไม่ได้เรียนเศรษศาสตร์ เชิงวิพากษ์ มาแน่เลยครับ
    เราไม่สามารวัดได้หรอกจากภาษีทั้งหมด
    รองเอาง่ายครับ ว่ากทม ภาษีของกทมจะลดลงแทบเหลือศูนย์  ถ้าตั้งประเทศกทมแยกออกไป
    รองมาดูกัน การส่งออก มีเปอเซ็น 50%ของgdp  การส่งออกของไทยมาจากสินค้าการเกษตร เช่นข้าว ผลไม้ ยาง ปาม
    ดังนั้น สินค้าพวกนี้มาจาก ตจว แน่นอน ธุรกรรมการส่งออก ทำในกทม ทั้งหมด  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไม จึงดูว่าคนกทมเสียภาษีมาก   นอกจากนี้ธุรกิจไทยส่วนไหญ่ก็อยู่ได้ด้วยคนจน  คิดง่ายๆสิ  เบีย  เงินผ่อน เป็นต้น
    ผมหวังว่า คุณจะไปหาหนังสือดีดี ซักเล่มมาอ่านก่อนเขียนบทความนะครับ 

  • 321

    มูลค่าสินค้าส่งออกของไทยปีงบประมาณ 2552 มีมูลค่า 6 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนมูลค่าสินค้า คือ
    สินค้าอุตสาหกรรม 88%
    สินค้าเกษตร 9%
    สินค้าประมง 1.5%
    สินค้าเหมืองแร่ 1.5%จาก http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=2258131e72234b56&pli=1หรือ ตามลิ้งค์ http://www.ryt9.com/s/beco/581063 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 

  • Vanich

    ผมก็สงสาร คน ตจว. เหมือนกันครับ ที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติ ของตัวเองทั้งหมดทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้ อยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ แต่ต้องส่งไปให้ กทม. ใช้  ถามจริงๆ คน กทม. ที่ไม่ได้เป็น ตจว. มีสักกี่คน พวกหัวกระทิ TOPๆ ตามบริษัทมีคน กทม. แท้ๆกี่คนครับ? เอางี้ไหมล่ะ ให้ ตจว.ดึงทรัพยากรมนุษย์ กลับมาทั้งหมด และงดส่งทรัพยากรธรรมชาติไปให้   แล้ว กทม. ก็ไม่ต้องส่งงบประมาณ แลกกันแบบนี้ไหมครับ ?

  • Unbankok

    แบบนี้เขียนเข้าข้างตัวเองข้อมูลไม่ครับ ไม่ทราบว่า ภาษี “มูลค่าเพิ่ม” อยู่ไหนทำไมไม่เอามาลงครับ เพราะว่าตรงนี้ คน ตจว.สูงกว่า คนกทม. มากใช่ไหมครับเลยไม่เอาลง ทำไมไม่เอามาลงล่ะครับ แล้วเงินที่ กทม. บอกว่าไม่ได้ใช้ ต้องให้ คน ตจว.ไปใช้นั้น ถ้ามันหาร 76 จังหวัดแล้วล่ะก็ มันก็แค่เศษเงิน ที่ กทม.ส่งมาให้เองนะครับ

  • Bhuket

    ผมก็ยังสงสัยอยู่อีกหลายประการ หากจังหวัดที่ว่ามานั้นจัดเก็บภาษีได้มากกว่าจังหวัดภูเก็ตของผม ทำไม? จึงไม่ไปตั้งค่าแรงขั้นต่ำที่จังหวัดนั้นก่อนละครับ มาตั้งค่าแรงขั้นต่ำที่ภูเก็ตเท่ากับกรุงเทพทำไม? ภูเก็ตเป็นจังหวัเล็กๆในสายตาของคนไทยทั้งประเทศ แต่พแพูดถึงรายได้ทำไมอ้างภูเก็ตเป็นจังหวัดใหญ่??? ภูเก็ตเล็กกว่าอำเภอในจังหวัดทางอีสานหลายจังหวัดนะครับ นักวิชาการอย่านั่งเทียนซิ…. อย่าคุยเพ้อเจ้อ มัมทุเรศ….ภาคใต้ศักยภาพสูงกว่าจังหวัดในภาคกลางเยอะ….อย่าอิจฉา ….และอย่าคุยโดยนั่งเทียนอีก..เดี๋ยวภาษีที่จัดเก็บจะไม่ได้รับจริงๆขึ้นมาจะเดือดร้อน