ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (26 ม.ค.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2554 ตามที่สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.07 ล้านล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท จึงเป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาท
โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2554 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 ที่อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 8% จากปีงบประมาณ 2553 ที่มีจำนวน 1.52 ล้านล้านบาท โดยคาดว่างบลงทุนในปีงบประมาณ 2554 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2553 หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.5-17.0% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
นายกรณ์ กล่าวว่า จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจึงคาดว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลดีขึ้นในปีงบประมาณ 2553 จะเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.35 ล้านล้านบาท เป็น 1.52 ล้านล้านบาท และเมื่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลดีขึ้นคาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณไป ใช้ในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการลดภาระการใช้เงินนอกงบประมาณ และทำให้เกิดความโปร่งใสในการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนต่างๆของรัฐบาล
สำหรับงบประมาณในโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งได้รับการอนุมัติวงเงินจำนวน 3.5 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 2 แสนล้านบาท และที่เหลือ 1.5 แสนล้านบาทคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ 2554
ขณะเดียวกัน การลงทุนของรัฐบาลนอกจากการใช้เม็ดเงินงบประมาณแล้ว ยังต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในระบบขนส่งและระบบราง
งบปี54เน้นปรับโครงสร้างดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน
ขณะที่นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 โดยมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 70,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จึงจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยจัดสรรงบประมาณสำหรับใช้งบประจำ 1.6 ล้านล้านบาท เพื่อชดเชยเงินคงคลัง 30,000 ล้านบาท งบประมาณลงทุน 341,000 ล้านบาท และกันไว้ชำระเงินกู้ 67,000 ล้านบาท โดยเน้นจัดสรรงบประมาณสำหรับใช้ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจระยะ ยาว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการนักลงทุน การทบทวน ชะลอ หรือยกเลิกโครงการของหน่วยงานจำเป็นน้อยออกไปก่อน เพื่อประหยัดงบประมาณ และนำเงินไปเพิ่มสัดส่วนในงบประมาณด้านการลงทุนมากขึ้น เพื่อมีแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดให้เพียงพอ ซึ่งเป็นเงินถึง 1.8 หมื่นล้านบาท
ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ
