Practical Report เบิร์กไชร์ของวอร์เรนต์ บัฟเฟต รายงานผลขาดทุนเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2001

จากรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในปี 2552 บริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ อิงค์ เป็นบริษัทลงทุนและประกันภัยที่มีฐานอยู่ในเมืองโอมาฮา มลรัฐเนบราสกาของอภิมหาเศรษฐีโลก นายวอร์เรนต์ บัฟเฟต แจ้งตัวเลขขาดทุนเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ และการลงทุนในบริษัทน้ำมันที่ชื่อ ConocoPhillips รวมทั้งเป็นผลมาจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ

ครั้งล่าสุดที่เบิรกไชร์แห่งนี้ขาดทุนคือไตรมาส 3 ปี 2001 เนื่องจากมีการเรียกร้องสินไหมชดเชยจำนวนมากจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน



ภาพวอร์เรนต์ บัฟเฟต, ที่มา – รอยเตอร์

เบิร์กไชร์รายงานผลขาดทุนจากการลงทุนถึง 1.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.35 หมื่นล้านบาท) หรือ 990 เหรียญต่อหุ้นคลาส A หากเมื่อเทียบกับผลกำไรจากการลงทุนในไตรมาสเดียวกันในช่วงปีก่อนหน้านี้สามารถทำได้ 940 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.29 หมื่นล้านบาท) หรือ 607 เหรียญต่อหุ้น

นอกจากความเสียหายจากการลงทุนแล้ว ผลกำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) ก็ลดลงเหลือ 1.71 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.98 หมื่นล้านบาท) หรือ 1,100 เหรียญต่อหุ้น จากเดิมที่เคยทำได้ 1.93 พันล้านเหรียญสหรัฐ (6.75 หมื่นล้านบาท) หรือ 1,247 เหรียญต่อหุ้น หรือลดลงถึง 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ผลกำไรจากการดำเนินงานที่ลดลงนี้สอดคล้องกับที่บัฟเฟตเคยประเมินในที่ประชุมประจำปีของเบิร์กไชร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นักสังเกตการณ์มองกันว่าผลประกอบการที่ลดลงนี้จะทำให้ราคาจองหุ้นคลาส A ของเบิร์กไชร์ลดลงไปอีก 6.1% เหลือ 66,248 เหรียญต่อหุ้น (2.3 ล้านบาท) ในปีก่อนหน้านี้หุ้นของเบิร์กไชร์ก็ลดลงมาแล้ว 9.6%

บัฟเฟตมองว่าธุรกิจกว่า 80 ชนิดของเบิร์กไชร์ต่างได้รับผลกระทบจากการถดถอยทางเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง รวมทั้งธุรกิจที่สนับสนุนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เช่น โรงงานผลิตอิฐ ฉนวน และสีทาบ้านเป็นต้น นอกจากนี้บัฟเฟตยังไม่คิดว่าจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกลับมาอย่างรวดเร็ว

บริษัทจัดอันดับสองแห่งรวมทั้งมูดีส์ให้อันดับหุ้นของเบิร์กไชร์ในระดับ AAA แต่เบิร์กไชร์ก็เป็นเจ้าของหุ้นมูดีส์คอร์ป 20.4% ด้วย

ขายตัดขาดทุน
ผลขาดทุนของเบิร์กไชร์สะท้อนถึงการขายตัดขาดทุนจำนวน 2.01 พันล้านเหรียญ (7 หมื่นล้านบาท) นี่รวมถึงการขายตัดขาดทุนหุ้น Conoco มูลค่า 1.9 พันล้านเหรียญ (6.65 หมื่นล้านบาท) ทั้งนี้บัฟเฟตซื้อหุ้นในบริษัทนี้ไปถึง 7.01 พันล้านเหรียญ (2.45 แสนล้านบาท) แต่ต่อมาบัฟเฟตก็ยอมรับว่าเขาเข้าลงทุนใน “ช่วงเวลาที่ย่ำแย่เอามากๆ” เนื่องจากเข้าลงทุนก่อนการทรุดตัวลงของราคาน้ำมัน จากที่เคยทำได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 150 เหรียญต่อบาร์เรล เบิร์กไชร์ขายหุ้น ConocoPhillips ทิ้งไป 13.7 ล้านหุ้น ได้เงินกลับมาเพียง 71.2 ล้านเหรียญ (2.49 พันล้านบาท)

ส่วนในสัญญาอนุพันธ์ เบิร์กไชร์ก็ขาดทุนไปมูลค่า 986 ล้านเหรียญ (3.45 หมื่นล้านบาท) นี่รวมทั้งการชำระเงินที่ผูกเข้ากับพันธบัตรไร้คุณภาพ (junk bond) ที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวน 675 ล้านเหรียญ (2.36 หมื่นล้านบาท) ก่อนหน้านี้เบิร์กไชร์ก็ชำระการผิดนัดชำระหนี้อื่นมาก่อนแล้วจำนวน 450 ล้านเหรียญ (1.57 หมื่นล้านบาท) เบิร์กไชร์จำต้องรายงานผลขาดทุนทางบัญชี จากสัญญาอนุพันธ์ที่วางเดิมพันเอาไว้ว่าดัชนีหุ้นจะต้องกระเตื้องขึ้น และถ้าพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูงจะไม่ค้างชำระหนี้ ส่วนนี้เป็นมูลค่า 13.8 พันล้านเหรียญ (4.83 แสนล้านบาท)

นักวิเคราะห์มองว่าการลงทุนใน Conoco สะท้อนการตัดสินใจที่ผิดพลาดของบัฟเฟต แต่ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นก็แสดงว่าบัฟเฟตยอมรับความผิดพลาดอันนี้ ในขณะที่ปัญหาจากตราสารอนุพันธ์ก็เพียงแต่เพิ่มความเสียหายให้มากขึ้นไปอีก แต่บัฟเฟตก็อาจจะทำได้ดีขึ้นในไตรมาสนี้จากตราสารอนุพันธ์ในดัชนีหุ้น

ตราสารอนุพันธ์อิงดัชนีหุ้นจะครบกำหนดไถ่ถอนสัญญาในปี 2019 และ 2027 (พ.ศ. 2562 และ 2570) ซึ่งบัฟเฟตกล่าวเมื่ออาทิตย์ก่อนว่าเขามองว่ามันจะได้กำไร ส่วนสัญญาที่ผูกเข้ากับพันธบัตรไร้คุณภาพจะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2009 และ 2013 (พ.ศ. 2552 และ 2556) บัฟเฟตยอมรับว่าคงขาดทุน

ดัชนี S&P 500 ลดลง 11.7% ในไตรมาสแรก ในขณะที่ S&P มองว่าอัตราผิดนัดชำระหนี้ของพันธบัตรคุณภาพต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 5.42% จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ 3.96%



กราฟหุ้นเบิร์กไชร์ คลาส A ระยะเวลา 5 ปี, ที่มา – moneycentral.msn.com

หุ้นเบิร์กไชร์คลาส A ปิดเพิ่มขึ้น 905 เหรียญไปปิดที่ 95,295 เหรียญ ในขณะที่คลาส B เพิ่มขึ้น 80 เหรียญไปปิดที่ 3,132 เหรียญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ด้านธุรกิจประกันภัยของเบิร์กไชร์ยังคงไปได้ดี ส่วนธุรกิจพลังงานมีรายได้ลดลงจากราคาพลังงานที่ลดต่ำลง ส่วนธุรกิจเครื่องบินเจ็ตโดยสารส่วนบุคคลสำหรับผู้บริหาร (NetJets) มีผลขาดทุน 96 ล้านเหรียญก่อนหักภาษี เบิร์กไชร์ยังถือเงินสดมูลค่า 25.55 พันล้านเหรียญ (8.94 แสนล้านบาท) ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้มากนัก เบิร์กไชร์ยังลงทุนเป็นมูลค่า 3 พันล้านเหรียญ (1.05 แสนล้านบาท) ผ่านบริษัท ดาว เคมิคัล เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัท Rohm and Haas Co. ซึ่งเป็นคู่แข่งอีกด้วย

บัฟเฟตค่อยๆเปลี่ยนเบิร์กไชร์จากกองทุนเป็นกิจการขนาดใหญ่มูลค่า 148 พันล้านเหรียญ (5.18 ล้านล้านบาท) โดยการเข้าถือหุ้นบริษัทที่กำลังดำเนินธุรกิจไปได้ดี โดยมีหุ้นอยู่ทั้งในบริษัทอย่าง โคคาโคลา (เครื่องดื่ม), พร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิล (ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ทั่วไป) ,และเวลส์ ฟาร์โก้ (ธนาคาร) เป็นต้น

* แปลและเรียบเรียงจาก – Reuters : Buffett’s Berkshire has first loss since 2001

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
* ดู ผลประกอบการ Q1/2009 ของเบิร์กไชร์ และแถลงข่าว ประกอบการประชุม
* อ่าน บทความของวอร์เรนต์ บัฟเฟต : เมื่อผมซื้ออเมริกา เผยแพร่เมื่อ 18 ตุลาคม 2551

ความเห็น SIU
ไม่อยากจะถือเป็นการซ้ำเติม แต่นี่เป็นการพิสูจน์ว่าแม้ผู้เชี่ยวชาญก็ผิดพลาดได้ การมองแบบ VI ของบัฟเฟตยังไม่สมบูรณ์จริงๆ ในระยะยาว (มาก) เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี แต่การละเลยพื้นฐานเรื่อง “คลื่นทางเศรษฐกิจ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” ก็ทำให้ประสิทธิภาพของพ่อมดการเงินรายนี้ ในช่วงวิกฤติก็ยังสอบไม่ผ่าน (แต่ต้องถือว่าเขาสอบผ่านในแง่การกล้าขายตัดขาดทุน) แม้จะน่าเชื่อว่าเขามีข้อมูล “วงใน” จากการอยู่ในบอร์ดคณะบริหารกิจการใหญ่ๆในสหรัฐฯ และการที่เขามีอิทธิพลในฐานะหนึ่งในที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของโอบามา นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครสามารถควบคุมอะไรได้ 100% จริงๆ