Business and Social Open source

November 13, 2007

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

บทความนี้เป็นผลงานชิ้นที่ 3 ในร้อยแก้วขนาดยาวเรื่อง Series of Non linear Economics โดยมีชื่อตอนว่า “Business and Social Open Source”

โลกแห่ง Open Source เป็นการทำงานร่วมกันโดยสมัครใจของปัจเจกชนจำนวนมาก โดยมีทั้งส่วนที่รับและไม่รับผลตอบแทน เพื่อส่งมอบผลงานให้สังคมได้ใช้สอยร่วมกัน ระบบนี้อาจถือกำเนิดมายาวนานตามประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างอารยธรรม แต่ที่ต้องนำมาพูดในวันนี้ เพราะมีแต่ยุคสมัยพิเศษนี้เท่านั้นที่ Open Source สามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว เพราะว่าในอดีต การทำงานด้วยความสมัครใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน มีความเป็นไปได้อย่างจำกัด เพราะสังคมโลกยังเผชิญกับความอดอยากขาดแคลน สิทธิเสรีภาพของประชาชนยังไม่มากมายอย่างในปัจจุบัน การทำงานที่มุ่งเน้นไปที่ความสามารถ ไม่ถูกกีดกันจำกัดด้วยเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ยังเป็นเรื่องในความฝัน จึงมีแต่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น ที่อุปสรรคเหล่านี้ได้ลดทอนเบาบางลง จนเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ สร้างผลงานอันเป็นสมบัติร่วมของสังคมขึ้นมา

ใช่หรือไม่ว่า การต่อสู้อย่างยาวนานของบรรพบุรุษได้ทำให้ลูกหลานเช่นพวกเรา ได้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนในปัจจุบัน แม้กระนั้น ท่านต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะโลกาภิวัตน์จะไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้ทำเช่นนั้น ท่านยังต้องแข่งขันอย่างรุนแรง สร้างคุณภาพที่ยิ่งกว่าบรรพบุรุษของท่านได้เคยสร้างมา แต่สิ่งที่ท่านได้รับเป็นสิ่งตอบแทน คือ ชีวิตที่มีคุณค่า ซึ่งได้สร้างสรรค์ความฝันอันบรรเจิดอย่างถึงที่สุด

Open Source คือ การ Leverage ขั้นสุดยอดที่ประวัติศาสตร์เคยมีมา เพราะมันเป็นการระดมทรัพยากรของสังคมครั้งใหญ่ เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ได้ลงทุนลงแรงค้นคว้า เพื่อสร้างสรรค์ผลงานสุดยอดขึ้นมา แต่ผมต้องขอเรียนกับท่านตามตรงว่า ในมุมมองของผม การระดมทรัพยากรแบบ Open Source นั้น อาจยังไม่เข้าถึงอุดมคติที่ว่า ทุกคนทำงานด้วยใจรักเพื่อมอบทุกสิ่งให้สังคม โดยผมกับคุณสุรศักดิ์ ยังมองโลกตามความเป็นจริงว่า แม้นโลกเรามั่งคั่งสมบูรณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ คนส่วนมากยังมีความทะยานอยากทางวัตถุ ดังนั้น การสร้างระบบให้เป็นจริงได้ จึงต้องคำนึงถึงความจริงนี้ และมีแต่ทำสิ่งที่ยังบกพร่องนี้ให้สมบูรณ์ดีขึ้นเท่านั้น เราจึงมีความมั่งคั่งมากพอที่จะทำสิ่งที่สมบูรณ์กว่าในขั้นต่อไป และวันเวลาที่ทุกคนจะทำทุกสิ่งด้วยความรัก โดยไม่หวังเงินทองหรือความมั่งคั่ง ย่อมเกิดขึ้นได้ในวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้ สำหรับวันนี้ เราขอทำตามความจริง เพื่อสร้างความจริงให้ชาวโลกได้รับความสุข ยังดีกว่าทำตามอุคมคติที่คับแคบจนพบความล้มเหลว ไม่สามารถช่วยพัฒนาสังคมได้แม้เพียงน้อยนิด

ภาพ ลีนุส โทรวัลด์ ผู้รังสรรค์ ระบบปฏิบัติการสะท้านโลก ลีนุกซ์, ภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย
เหตุผลที่ Open Source มีพลังเหนือกว่า Leverage รูปแบบอื่น คือ แรงจูงใจของผู้สร้างสรรค์ ในระบบทุนนิยม ให้ผลตอบแทนต่อทุนมากกว่าแรงงาน แต่ในยุค Open Source ค่าตอบแทนจะเน้นไปที่แรงงานมากกว่าทุน ดังนั้น คนงานมีความรู้ชั้นสูง จึงมีแรงจูงใจในการสร้างผลงานอย่างเต็มที่ และยิ่งคนงานชั้นสูงมีอำนาจต่อรองมากเพียงใด การทำงานย่อมมีอิสระสร้างสรรค์ได้มากเพียงนั้น พลัง Leverage จึงยกระดับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน องค์กรชั้นนำมีการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกมาร่วมงานอย่างมากมาย โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจที่ก้าวหน้าที่สุด เช่น Microsoft และ Google ทั้งสองบริษัทนี้ได้ใช้กลไกทุนนิยมก้าวหน้า ผสานกับกลไก Open Source ในระดับที่สูงยิ่ง จึงทำให้สามารถสร้างผลกำไรมหาศาล เพราะความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์

แน่นอน องค์กรทั้งสองยังต้องเผชิญกับความท้าทายจาก Open Source เต็มรูปแบบซึ่งทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน และอาจต้องสูญเสียผลกำไรไปมากมาย หากไม่รู้จักปรับตัวอย่างเหมาะสม

ผมกับคุณสุรศักดิ์ ได้อาศัยปรัชญานี้ในการก่อร่างสร้าง SIU ซึ่งเป็นโครงการ Open Source แบบหนึ่ง แต่เรายังตีนติดดินและเจียมกายเจียมใจเพียงพอที่จะมองเห็นว่า สังคมไทยยังขาดแคลนคุณสมบัติที่จะทำ Open Source แบบเต็มขั้น ผมจึงต้องทำตามเงื่อนไขที่สังคมมอบให้ โดยจะรวบรวมอาสาสมัครเพื่อพัฒนา “หน่วยวิเคราะห์อนาคตโลก” และในบางส่วนจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ร่วมงานมีแรงจูงใจในการพัฒนาผลงาน โดยองค์กรของเราจะไม่เน้นเงินทุนดำเนินงานเป็นหลักเหมือนองค์กรทุนนิยมทั่วไป ดังนั้น การจ่ายค่าตอบแทนต่อพนักงานและอาสาสมัครจึงเป็นไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีการตอบแทนคนตามผลของงาน ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์

ภาพ ริชาร์ด สตอลล์แมน ผู้ก่อตั้งโครงการ GNU, ต้นแบบของโครงการแบบโอเพ่นซอร์สมากมาย, ภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย
แนวโน้มหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของ Open Source คือ การรวบรวมคนเก่ง เพื่อสร้างผลงานชั้นเลิศ สร้างความมั่งคั่งแบบยกกำลัง (Exponential) เพราะปัจจุบัน “ทุน” ไม่ใช่ปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกต่อไป ดังที่เคยกล่าวไว้ในหลายครั้งที่ผ่านมา ที่สำคัญ คนเก่ง ย่อมเป็นเช่นเดียวกับของดี จะสามารถสร้างผลสะท้อนยาวไกล ต่อยอดได้ไม่สิ้นสุด ยิ่งถ้าคนเก่งจำนวนมากมารวมตัวกัน ย่อมพัฒนาความรู้และวิชาการขั้นสุดยอดขึ้นมา ก่อผลสะท้อนยาวไกลถึงเพียงไหน แต่การดึงดูดคนเก่งมารวมตัวร่วมมือกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงมีแต่ องค์กรในรูปแบบ Open Source ซึ่งตอบแทนทุกคนตามความสามารถ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความเห็น เปิดโอกาสให้มีอิสรเสรีภาพในความคิดอย่างถึงที่สุด จึงจะสามารถดึงดูดปรมาจารย์ทั้งหลาย ให้ยินยอมส่งมอบขุมความรู้ล้ำค่าในการพัฒนาองค์กรให้ขึ้นถึงความสูงส่ง

การพัฒนามนุษย์ ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการพัฒนาเครื่องจักร เพราะสินทรัพย์นี้มีคุณค่าอยู่ที่ความรู้และความคิดในหัวสมอง ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วผ่านการศึกษาที่สร้างสรรค์ ยิ่งสะสมยิ่งต่อยอด ยิ่งเผชิญกับคนเก่งยิ่งพัฒนายกระดับ ในขณะที่เครื่องจักรมีต้นทุนค่าเสื่อมราคา มีความล้าสมัย มีความจำกัดในการเชื่อมประสานกัน แต่ระบบการประสานวงที่เหมาะสม ซึ่งเป็นศิลปะขั้นสุดยอด สามารถทำให้คนเก่งรวมตัวกันเพื่อผลิตความรู้สุดยอดได้ไม่ยากนัก มีต้นทุนที่ต่ำมาก แต่มีผลตอบแทนมหาศาล

ผมจึงมีแรงจูงใจที่จะพัฒนา “เครือข่ายความเป็นเลิศ” ซึ่งระดมคนเก่งจากทั่วสารทิศ ขึ้นมา เพื่อประสานเสริมกับ SIU ในการก่อร่างสร้างชาติของเรา ให้พัฒนาบนพื้นฐานความเป็นจริง ยกระดับประเทศให้เป็นผู้เล่นระดับโลก ไม่ใช่ผู้ตามระดับโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และการระดมคนเก่งเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจึงมีความจำเป็นสูงสุดในการสร้างชาติ เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า การยืมแรงหรือ Leverage ขั้นสุดยอด อยู่ที่ Open Source ซึ่งเน้นไปที่ทรัพยากรบุคคลในการสังเคราะห์ความรู้สุดยอด เพื่อใช้พัฒนาองค์กรและประเทศชาติ

เช่นเดียวกับ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ทุนในการผลิตสินค้า ผู้ประกอบการต้องรู้วิธีในการใช้ทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากมีความรู้ไม่มากพอหรือผิดพลาด การใช้เครื่องมือ Leverage ซึ่งเหนือกว่าเครื่องมือในอดีต ย่อมเป็นคุณมากกว่าโทษ การใช้เครื่องมือ Open Source ซึ่งเหนือล้ำกว่า ย่อมมีรายละเอียดในการจัดการที่ยากยิ่งกว่า มีความละเอียดอ่อนประณีตงดงามมากกว่า ดังนั้น การมีความรู้ในการจัดการกับขบวนคนเก่งผู้เป็นเลิศนั้น จะต้องใช้ความทุ่มเทอย่างมากมาย ไม่อาจใช้ความหยาบกร้านแบบเครื่องจักร มาใช้กับมนุษย์ผู้ละเอียดอ่อนได้

แต่ขอเพียงมีหนทางใดที่ช่วยสร้างชาติของเราให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร หลุดพ้นจากวิกฤติของความยากไร้ คนงานนับหมื่นคนต้องถูกไล่ออกอย่างไร้ความผิด พวกผมสองคนและเพื่อนพ้องร่วมอุดมการณ์ต่างยินยอมเสียสละ เป็นผู้บุกเบิกแนวทางสายใหม่นี้ เพราะเล็งเห็นแล้วว่า เป็นหนทางเดียวในการสร้างชาติไทยให้ยืนยง

Comments

Got something to say?