“เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ บัฟเฟต์
October 18, 2008
โดย วอร์เรนต์ อี. บัฟเฟต์
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์คไทมส์เมื่อ 16 ตุลาคม 2551
โลกการเงินตกอยู่ในภาวะสับสน ทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ มันเป็นปัญหา, ยิ่งกว่านั้นมันยังรั่วไหลไปยังเศรษฐกิจทั่วไป แต่การรั่วไหลตอนนี้กำลังกลายเป็นการพุ่งออกมาเป็นน้ำพุ ในระยะเวลาอันใกล้อัตราการว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมทางธุรกิจจะเริ่มชะงักงัน และจะมีพาดหัวข่าวที่น่าหวั่นไหวออกมาเรื่อยๆ
ดังนั้น ผมจึงได้ซื้อหุ้นของอเมริกัน ซึ่งนี่เป็นบัญชีส่วนตัวของผม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรมาก่อน นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (คำอธิบายนี้อยู่นอกเหนือไปจาก กองทุนเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ซึ่งทั้งหมดอุทิศให้เป็นการกุศล) หากราคายังคงน่าสนใจ ในไม่ช้ามูลค่าสุทธิในส่วนที่ไม่ได้เป็นเบิร์กไชร์ของผม จะเป็นหุ้นในสหรัฐอเมริกาทั้ง 100 เปอร์เซนต์
ทำไม?
มีกฏเกณฑ์ง่ายๆที่กำหนดการซื้อของผม : จงหวาดกลัว ในขณะที่คนอื่นโลภ และจงโลภในขณะที่คนอื่นกลัว และเป็นที่แน่ชัดว่าความหวาดกลัวได้แผ่กระจายออกไป เกาะกุมแม้กระทั่งกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์โชกโชน เป็นเรื่องถูกต้องที่นักลงทุนก็มีสิทธิที่จะหวาดระแวงต่อหน่วยงานหรือธุรกิจที่มีการกู้หนี้จำนวนมาก และมีความอ่อนแอต่อการแข่งขัน แต่ความกลัวบริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีและสามารถรุ่งเรืองได้ในระยะยาวของประเทศนี้ช่างไม่มีเหตุผลเลย บริษัทเหล่านี้อาจเจ็บปวดกับการสะดุดของรายได้ เหมือนที่พวกเขาเคยเป็น แต่บริษัทหลักส่วนใหญ่จะสามารถทำกำไรได้เป็นสถิติครั้งใหม่ในอีก 5, 10 และ 20 ปีจากนี้ไป
ภาพ วอร์เรนต์ อี. บัฟเฟต จาก วิกิพีเดีย
ขอให้ผมทำความชัดเจนกับจุดหนึ่งนะครับ : ผมไม่สามารถทำนายความเคลื่อนไหวในระยะสั้นของตลาดหุ้นได้ ผมไม่จำต้องไปหัวหมุนว่าหุ้นตัวไหนจะมีราคาสูงหรือราคาต่ำ ต่อเดือน หรือต่อปี นับจากนี้ไป สิ่งที่เป็นไปได้คือ ตลาดจะเคลื่อนไหวสูงขึ้นอย่างแท้จริง อาจจะก่อนทั้งความรู้สึก หรือเศรษฐกิจจริงฟื้นตัว ดังนั้นหากคุณมัวแต่รั้งรอ โอกาสก็ผ่านไปแล้ว
ขอพูดถึงประวัติศาสตร์สักเล็กน้อย : ในช่วงการซบเซานั้นดัชนีดาว ได้ลดต่ำสุดที่ 41 ในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 เงื่อนไขทางเศรษฐกิจในตอนนั้นยังคงทรุดโทรม จนกระทั่งแฟรงคลิน ดี รูสต์เวลท์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ในเดือนมีนาคม ปี 1933 ในตอนนั้นตลาดได้ปรับเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซนต์ หรือลองคิดย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทุกสิ่งดูย่ำแย่ ตอนที่สหรัฐอเมริกาส่งกำลังไปยังยุโรป และแปซิฟิค ตลาดตกถึงระดับต่ำสุดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1942 ก่อนที่โชคชะตาของสัมพันธมิตรจะเหวี่ยงกลับ และอีกครั้งหนึ่งต้นทศวรรษ 1980 ก็เป็นเวลาที่ต้องซื้อหุ้น เมื่อเงินเฟ้อโหมกระหน่ำ และเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ กล่าวอย่างสั้นๆเลย ข่าวร้ายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน เพราะมันทำให้คุณได้ซื้อส่วนเสี้ยวอนาคตของอเมริกาที่ราคาต่ำกว่าตลาด
ในระยะยาวแล้วตลาดหุ้นจะเต็มไปด้วยข่าวดี ในศตวรรษที่ 20 นี้ สหรัฐอเมริกาเอาตัวรอดผ่านสงครามโลกทั้งสองครั้ง และผ่านพ้นบาดแผลและความขัดแย้งทางทหารที่มีราคาแพง ความถดถอย ความตื่นตระหนกหรือความซบเซานับสิบ ความชะงักงันจากภาวะน้ำมันขาดแคลน โรคระบาดไข้หวัดนก การลาออกของประธานาธิบดีที่มีเรื่องเสื่อมเสีย แต่ดัชนีดาว ก็ยังคงเพิ่มขึ้นจาก 66 จุด ไปที่ 11,497 จุด
คุณอาจไม่คิดว่ามันเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะเสียเงินในช่วงศตวรรษที่ตลาดให้ผลตอบแทนมากเป็นพิเศษเช่นนี้ แต่นักลงทุนก็ได้ประสบกับมัน นักลงทุนผู้อาภัพซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกสบายใจที่จะซื้อและรีบขายเมื่อมีข่าวที่เต็มไปด้วยความน่าหวั่นวิตก
ทุกวันนี้ใครก็ตามที่ถือเงินสดเอาไว้ย่อมรู้สึกสบายใจ แต่พวกเขาไม่ควรจะสบายใจหรอก พวกเขาได้เลือกสินทรัพย์ที่ย่ำแย่มากในระยะยาว คือเป็นอะไรที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนและเสื่อมค่าลงอย่างแน่นอน ในความเป็นจริงแล้ว นโยบายที่รัฐบาลได้พยายามออกมาเพื่อบรรเทาวิกฤติในปัจจุบัน บางทีอาจจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงภาวะเงินเฟ้อ และในที่สุดก็เป็นการเร่งให้เกิดการลดมูลค่าที่แท้จริงของบัญชีเงินสด
หุ้นเป็นสิ่งที่่ให้ผลตอบแทนเอาชนะเงินสดได้ในทศวรรษหน้า บางทีอาจจะด้วยระดับนัยสำคัญทีเดียว นักลงทุนที่กอดเงินสดเอาไว้ตอนนี้กำลังวางเดิมพันว่าพวกเขาจะสามารถทิ้งมันออกไปในเวลาที่เหมาะสมได้ในภายหลัง ในช่วงที่กำลังรอคอยข่าวดีพวกเขามองข้ามคำแนะนำของ Wayne Gretzky (นักเล่นฮอคกี้น้ำแข็งอาชีพในแคนาดา) ว่า “ผมวิ่งสเก็ตไปยังบริเวณที่ลูกกำลังจะไป ไม่ใช่ตำแหน่งที่มันเคยอยู่”
ผมไม่ชอบแสดงความคิดเห็นกับตลาดหุ้น และขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ทราบว่าตลาดจะเป็นอย่างไรในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะทำตามคำแนะนำของร้านอาหารที่เปิดอยู่ในตึกธนาคารที่ว่างเปล่าอยู่ ที่โฆษณาว่า “เปิดปากของคุณในที่ที่มีเงินอยู่” ตอนนี้ทั้งเงินและปากของผมพูดว่าหุ้นน่ะครับ
วอร์เรนต์ อี บัฟเฟต์ เป็นประธานผู้บริหารของ บริษัทลงทุนหุ้นในหลายกิจการที่ชื่อ เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์
แปลและเรียบเรียงจาก : The New York Times : Buy American. I Am.
Comments
3 Responses to ““เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ บัฟเฟต์”
Got something to say?






[...] – วอร์เรนต์ บัฟเฟต์ “เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ บัฟ… “เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ [...]
[...] – วอร์เรนต์ บัฟเฟต์ “เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ บัฟ… “เมื่อผมซื้ออเมริกา” – วอร์เรนต์ [...]
เมื่อยิ่งเติบโตขึ้น ผมยิ่งชื่นชอบเขา
สมัยก่อนผมมองว่า ท่านเชื่องช้า
แต่จริงๆแล้ว มันมีความลึกซึ้งบางอย่าง แฝงอยู่ในความช้านั้น
“เทพแห่งการลงทุน”
ที่อ่านมาทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าน่าสนใจมาก แต่จุดที่ทำให้ผมสะกิดใจที่สุด คือ
“ทุกวันนี้ใครก็ตามที่ถือเงินสดเอาไว้ย่อมรู้สึกสบายใจ แต่พวกเขาไม่ควรจะสบายใจหรอก พวกเขาได้เลือกสินทรัพย์ที่ย่ำแย่มากในระยะยาว คือเป็นอะไรที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนและเสื่อมค่าลงอย่างแน่นอน ในความเป็นจริงแล้ว นโยบายที่รัฐบาลได้พยายามออกมาเพื่อบรรเทาวิกฤติในปัจจุบัน บางทีอาจจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงภาวะเงินเฟ้อ และในที่สุดก็เป็นการเร่งให้เกิดการลดมูลค่าที่แท้จริงของบัญชีเงินสด”
ผมมองว่า นี่น่าจะเป็นจุดเล็กๆ ที่สำคัญ ในการซื้อหุ้นอเมริกาครั้งนี้
เพราะ Buffett คงค่อนข้างมั่นใจว่า
รัฐบาลต้องปั๊มเงินออกมามากมาย
ครั้นจะไปซื้อหุ้นประเทศอื่น ก็อาจมีความเสี่ยงด้านค่าเงิน
สิ่งใดจะปลอดภัยเท่าสิ่งที่เราเข้าใจมัน
Buffett คือ คนอเมริกัน พำนักอยู่ในอเมริกัน
ย่อมสามารถมองเห็นสัมผัส ธุรกิจที่ตนลงทุนได้มากที่สุด
“หากต้องการสำเร็จในด้านใด ให้ศึกษาจากผู้ยิ่งใหญ๋ในด้านนั้น”
ปล. ขอบคุณ คุณกานต์ ที่ขยันหมั่นเพียร ช่วยนำความรู้ดีๆมาให้พวกเราอย่างสม่ำเสมอ
ผมคิดว่า ช่วงนี้ ผมแทบไม่ต้องอ่านข่าวจากที่อื่นเลย