นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มกราคม ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามการเสนอของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2552 (งบกลาง) จำนวน 115,000 ล้านบาท โดยได้มีการกำหนดมาตรการตามหลักการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนเพื่อหมุนเวียน เศรษฐกิจ ประกอบด้วย มาตรการเพิ่มรายได้ ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ จำนวน 19,000 ล้านบาท มาตรการหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพ 9,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าใช้จ่ายประชาชนด้วยการต่ออายุโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน ของรัฐบาลเดิม จำนวน 11,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาท มาตรการเรียนฟรี จำนวน 19,000 ล้านบาท และมาตรการดูแลประชาชนผู้ว่างงาน แยกเป็นโครงการเฉพาะจำนวน 6,900 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า มาตรการทั้งหมดจะเร่งจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใน สัปดาห์หน้า ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 28 มกราคม เพื่อให้ผลักดันมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม
กรณ์เผยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ
1.การจัดทำงบกลางปี 1.2 แสนล้านบาท
2.การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง คาดว่าจะเรียกประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) เพื่อสร้างความชัดเจนได้ภายในสัปดาห์นี้
3.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่มีเม็ดเงินรวมกันกว่า 6 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ได้มีการพิจารณารายละเอียดของแผนการลงทุนรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งแล้ว และเตรียมนำไปหารือในที่ประชุม ครม.วันที่ 13 มกราคม หรือภายในวันที่ 14 มกราคม ที่จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจ เพื่อให้แต่ละกระทรวงไปเร่งรัดรัฐวิสาหกิจต่างๆ ดำเนินการ พร้อมทั้ง ให้กรมบัญชีกลางไปเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน
4.การใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยลดภาระของประชาชนและภาคเอกชน คาดว่า จะเสนอ ครม.พิจารณาได้ในปลายเดือนมกราคมนี้
5. กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสถาบันการเงิน โดยจากการหารือร่วมกับนายธนาคารของรัฐช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงแนว ทางกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนและธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบหลายแสนล้านบาท
“สิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดคือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีขนาดธุรกิจ 200-300 ล้านบาท ต่อปี เพราะมีจำนวนนับล้านราย และมีประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมาก และยังช่วยตัวเองได้น้อยที่สุด เนื่องจากสถาบันการเงินเห็นว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปดูแล เพราะหากเทียบปริมาณเม็ดเงินในระบบกับทุนของธนาคารพาณิชย์ เรายังสามารถปล่อยกู้ได้อีก 4 ล้านล้านบาท และหากดูสัดส่วนเงินกู้กับเงินฝากจะเห็นว่าเงินฝากยังมากกว่าเงินกู้” นายกรณ์กล่าว
สปส.ให้ 6 พันล้านให้นายจ้างกู้ดอกเบี้ย 5%
ก่อนหน้านี้ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเมื่อวันที่ 12 มกราคมภายหลังเป็นประธานลงนามความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีแบงก์ กับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง 6 พันล้านบาท ว่า สปส.ได้นำเงินกองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน จำนวน 6,000 ล้านบาท ไปฝากเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปส. และปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือต้องการขยายหรือปรับปรุงกิจการ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีการเลิกจ้าง อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 5% วงเงินกู้ได้ตั้งแต่ 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2553 คาดว่าจะช่วยรักษาสถานภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ 1,000 ราย และรักษาการจ้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน
หนี้สาธารณะทะลุไปที่41%จีดีพี
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างปรับแผนการก่อหนี้ภาครัฐปีงบประมาณ 2552 เพิ่มขึ้นอีก 1.2 แสนล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ 4.5 แสนล้านบาท มาอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท ตามนโยบายรัฐบาลที่จัดทำงบประมาณกลางปีเพิ่ม 1.2 แสนล้านบาท จึงจำเป็นจะต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มจาก 2.49 แสนล้านบาท เป็น 3.54 แสนล้านบาท และคาดว่าระดับหนี้สาธารณะจอยู่ที่ 41% ในปีนี้ แต่คาดว่าในปีต่อมาจะค่อยๆ ปรับลดลงมาเป็นปกติ
“เราจำเป็นจะต้องจับตาดูหนี้สาธารณะใน ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นพิเศษ เพราะคาดว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2552 จะอยู่ที่ 2% อัตราเงินเฟ้อ 1% โดยหนี้สาธารณะที่ 41% น่าจะค่อยๆ ปรับลดลงมาอยู่ที่ 40% หรือต่ำกว่า 40% ในปีงบประมาณ 2553 ซึ่งถือเป็นภาวะปกติ” นายพงษ์ภาณุกล่าว
ที่มา – มติชน1, มติชน2, สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
ความเห็น SIU:
รัฐบาลประชาธิปัตย์มามาดใหม่ (ผิดกับประชาธิปัตย์แบบเดิมๆ) ใช้แนวทางของเคนส์ แทนที่จะพึ่งพิงการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินผ่านธนาคารเพียงอย่างเดียว ความจริงแนวทางแบบนี้มีข้อดีสองประการคือสามารถสร้างความนิยมในหมู่ประชาชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง การอัดเงินถึงคนระดับล่างซึ่งเป็นคนยากจนและชนชั้นกลางจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ การตอบคำถามข้างล่าง แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจหลักการในประเด็นนี้
ต่อข้อถามว่ามั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะได้ผลอย่างไรเนื่องจากคุณภาพของคนใน ประเทศไทยแตกต่างจากคนในสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนของเรามีเหตุผลที่จะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะตามหลักของการวิจัยยิ่งมีรายได้น้อย ยิ่งได้เงินจะยิ่งใช้จ่ายมากกว่าคนสหรัฐฯ ฐานะดีกว่าคนไทย เพราะฉะนั้นบางคนจะเก็บ
(ที่มา – ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล)
แนวคิดเศรษฐกิจในแง่การ กำหนดทรัพยากรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระจายไปทั้งผู้ใช้แรงงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าตกต่ำ ถ้าเทียบกับสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ที่ใช้งบมิยาซาวาอัดเงินลงไปหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ ถือว่าพัฒนากว่ากันมาก ที่ผ่านมาเป็นเพราะสมัยรัฐบาลทักษิณได้วางนโยบายส่งเงินลงไปถึงคนระดับล่างโดยตรง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในขั้นแรกนี้, สำหรับข้อสอบด้านเศรษฐกิจ (ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ) แม้ว่าจะถูกกล่าวหาว่า “ลอกข้อสอบ” แต่ก็ต้องถือว่ารัฐบาลสอบผ่าน
ต่อไปต้องพิจารณาถึงการเร่งรัดกลไกของภาครัฐในการเบิกจ่ายงบประมาณและการปฏิบัติตามแผนงาน รวมถึงการหารายได้ของรัฐบาลรองรับกรณีการเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมายอีกด้วย
