สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือที่คนไทยทั่วไปยังเรียกกันติดปากว่า “ช่อง 11″ เป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ใต้สายการบังคับบัญชาของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสถานีโทรทัศน์ที่รัฐบาลไทยเป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างสมบูรณ์
ช่อง 11 กับการเมือง
จุดมุ่งหมายของการมีช่อง 11 คือการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของรัฐบาล เช่น ข่าว กิจกรรม รวมถึงงานสำคัญของประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธี การแข่งขันกีฬา การแสดง ฯลฯ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจบังคับบัญชาของช่อง 11 เอง กลับทำให้ช่อง 11 ถูกใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ทั้งการเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลที่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์อยู่ และการโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนั้นๆ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐทุกประเทศต้องประสบพบเจอ

บทบาทของช่อง 11 โดดเด่นขึ้นมาในช่วงวิกฤตการเมืองไทยรอบ 5 ปีนี้ และคนไทยเราก็เห็นชัดเจนว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นฝ่ายใด (รวมถึงรัฐบาลจากการรัฐประหารด้วย) แต่ทุกรัฐบาลในรอบหลายปีนี้ ต่างก็เข้ามาแทรกแซงและใช้ประโยชน์จากช่อง 11 ในทางการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น
ในแง่การประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐผ่านทีวีช่อง 11 เริ่มขึ้นชัดเจนในช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ริเริ่มจัดรายการสนทนากับนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุกสัปดาห์ ใช้ชื่อว่า “สนทนาประสาสมัคร” เป็นเวทีสื่อสารกับประชาชน เผยแพร่ผลงานของรัฐบาล ธรรมเนียมนี้ดำเนินต่อเนื่องมาในสมัยนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในชื่อรายการ รัฐบาลของประชาชน (นายสมชายไม่ได้ดำเนินรายการเอง) และตามด้วยรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เราเห็นการเข้ามาของรายการ “ความจริงวันนี้“ ซึ่งมีนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ดำเนินรายการ เนื้อหารายการเป็นการตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งภายหลัง “สามเกลอ” ผู้ดำเนินรายการนี้ ได้กลายมาเป็นแกนนำ นปช. ที่มีบทบาทในการประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เมื่อการเมืองพลิกขั้ว เราก็ยังเห็นรายการที่มีจุดประสงค์คล้ายๆ กัน (แต่รูปแบบต่างออกไป) อย่าง “คลายปม” ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
จาก NBT ถึง สทท. เป็นได้แค่ “รีแบรนด์”
นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว ช่อง 11 ยังถูกวิจารณ์ว่ารายการน่าเบื่อ ไม่ตรงกับความสนใจของประชาชน คุณภาพในการผลิตและถ่ายทำต่ำเมื่อเทียบกับสถานีช่องอื่น ๆ รวมถึงการบริหารงานที่เป็นระบบราชการเต็มขั้น ทำให้ล่าช้าและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

พัฒนาของโลโก้ช่อง 11 ในรอบหลายปีให้หลัง
จากปัจจัยทั้งสองประการ จึงเกิดเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายในสังคมให้ปฏิรูปช่อง 11 เสียใหม่ ซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เราก็เห็นการ “รีแบรนด์” ช่อง 11 ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน นั่นคือ
- พ.ศ. 2551 เปลี่ยนชื่อสถานีจากเดิม “ช่อง 11″ เป็น “NBT” (ย่อมาจาก The National Broadcasting Services of Thailand ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษ) เปลี่ยนโลโก้เป็นตัวอักษร NBT บนพื้นสีแดง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลังประชาชน ที่มีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- พ.ศ. 2552 เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปลี่ยนชื่อสถานีจาก NBT ในภาษาอังกฤษ มาเป็น สทท. (ตัวย่อของ “สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย” ในภาษาไทย) และจัดให้ประกวดโลโก้ใหม่ จนได้เป็นโลโก้ปัจจุบัน ซึ่งมีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า “หอยม่วง”
แต่ทั้งหมดเป็นแค่การ “รีแบรนด์” เท่านั้น โครงสร้างอำนาจบริหารของตัวสถานีเองยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังเป็นสถานีโทรทัศน์ใต้การดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ ที่รัฐบาลสั่งการได้โดยตรงอยู่เช่นเดิม แถมการรีแบรนด์ที่เกิดขึ้นยังเป็นความพยายามของรัฐบาลในขณะนั้นด้วย
เสียงเรียกร้องให้ “ปฏิรูปช่อง 11″ ความพยายามที่ยังไม่เป็นผล
ภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมโดยเฉพาะนักวิชาการด้านสื่อ จึงเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างของช่อง 11 ทั้งระบบ ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับจากทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ และตัวนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบช่อง 11 ด้วย โดยช่วงต้นปี 2552 นายสาทิตย์ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐ” ที่มี ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นประธาน
คณะกรรมการชุดนี้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมากมาย คณะกรรมการทั้งหมดได้แก่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ คุณธรรมนิจ สุมันตกุล คุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์ คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ คุณภัทระ คำพิทักษ์ คุณไพโรจน์ พลเพชร ดร.อนุสรณ์ ศรีแก้ว รศ.รัชนี วงศ์สุมิตร และ คุณวิทเยนทร์ มุตตามระ
ดร. วรากรณ์ ได้เขียนอธิบายปัญหาของช่อง 11 ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552 (ลิงก์) ไว้ดังนี้
ทำไมต้องปฏิรูป ช่อง 11?
ช่อง 11 เป็น “ลูกฟุตบอลทางการเมือง” มาทุกยุคทุกสมัย ล่าสุด ในรัฐบาลชุดคุณสมัคร สุนทรเวช ได้เปลี่ยนเป็น NBT ด้วยตัวอักษรใหญ่สีแดงบนหลังคาสถานี ดังที่ทราบกัน ช่อง 11 สร้างขึ้นด้วยเงินภาษีอากรจึงควรเป็นสถานีเพื่อประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน มิใช่สถานีเพื่อเชียร์รัฐบาล
สมัยก่อนมนุษย์เราแยกไม่ออกระหว่าง “รัฐ” กับ “รัฐบาล” การมีสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์เพื่อเชียร์รัฐบาลเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก แต่เมื่อมีนักวิชาการในระดับสากลชี้ให้เห็นถึง ข้อแตกต่าง (“รัฐ” นั้นอยู่เสมอ แต่ “รัฐบาล” เปลี่ยนไปมาขึ้นอยู่กับว่าใครมีเสียงในสภามากที่สุด การเชียร์บางรัฐบาลให้อยู่นานที่สุดอาจเป็นผลร้ายที่สุดสำหรับประชาชนก็เป็นได้)
บทบาทของสถานีที่สร้างขึ้นมาด้วยเงินของประชาชนจึงจำต้องเปลี่ยนไป ดังเราเห็น BBC ของอังกฤษ หรือ ABC ของออสเตรเลีย NHK ของญี่ปุ่น ฯลฯ
ตราบที่ช่อง 11 สยบอยู่แทบเท้านักการเมือง เพราะสถานีขึ้นกับกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล จึงไม่มีทางที่จะเป็นอิสระ ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงได้เลย ในอดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ถูกเปลี่ยนไม่รู้กี่ครั้งอันเป็นผลจากการเสนอเนื้อหาของช่อง 11
นอกจากนี้ช่อง 11 ยังเป็น “เหมือง” ของการแสวงหาผลประโยชน์โดยกลุ่มธุรกิจมายาวนานอีกด้วย
แนวคิดหลักในการเปลี่ยนแปลงช่อง 11?
คณะกรรมการมีแนวคิดหลักว่า
(1) ปฏิรูปช่อง 11 ให้กลับไปสู่วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งครั้งแรกเมื่อ 21 ปีก่อน โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพการณ์
(2) ปรับพันธกิจจากการเป็นสถานี “เพื่อการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ของรัฐ” ในตอนแรกตั้งไปสู่การเป็นสถานี “เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ และการพัฒนาประชาธิปไตย”
(3) ปรับไปสู่บริการสาธารณะตามใบอนุญาตประเภทหนึ่ง (ส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพอนามัย กีฬา และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน) และ/หรือประเภทที่สาม (กระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ.2551
ส่วนรูปแบบการจัดการของสถานี คณะกรรมการชุดของ ดร.วรากรณ์ เสนอว่า ในระยะแรกควรแปลงสภาพจากหน่วยราชการเป็นองค์การมหาชน (ตาม พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542) จากนั้นจึงออกกฎหมายเพื่อตั้งองค์การนี้เป็นการเฉพาะอีกครั้ง ในลักษณะเดียวกับสถานี Thai PBS (เพื่อป้องกันรัฐบาลในอนาคตยุบองค์การมหาชนทิ้งด้วยมติคณะรัฐมนตรี)
ในเรื่องงบประมาณและที่มาของรายได้ คณะกรรมการชุดของ ดร.วรากรณ์ ประเมินรายจ่ายปีละ 660 ล้านบาท โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณ 280 ล้านบาท และที่เหลือสถานีจะต้องหารายได้จากการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ หนึ่งในคณะกรรมการได้เสนอให้เก็บภาษีโทรทัศน์เพื่อนำเงินมาอุดหนุน ในรูปแบบเดียวกับสถานี BBC ของอังกฤษ หรือ NHK ของญี่ปุ่น (อ้างอิง)
จุดต่างของข้อเสนอ “ช่อง 11 ใหม่” กับ “Thai PBS” คือ กรณีของ Thai PBS เป็น “สถานีที่ไม่แสวงหารายได้ ไม่แสวงหากำไร ไม่มีโฆษณา” ส่วนช่อง 11 ตามข้อเสนอนี้คือ “ไม่แสวงหากำไร แต่แสวงหารายได้”
แต่ข้อเสนอจากคณะกรรมการชุด ดร.วรากรณ์ ที่ส่งไปยังรัฐมนตรีสาทิตย์ กลับเงียบหายไป และเมื่อภายหลังได้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อจากนายสาทิตย์ มาเป็นนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เรื่องก็หายไปอย่างสิ้นเชิง
“ปฏิรูปช่อง 11″ (อีกสักครั้ง)
ในโอกาสที่คนไทยจะได้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า SIU เห็นว่าการปฏิรูปช่อง 11 เป็นสิ่งที่ควรดำเนินต่อไป และขอเสนอให้รัฐมนตรีฯ คนใหม่นำเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แนวทางการปฎิรูปของรัฐมนตรีคนใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องตรงตามข้อเสนอของคณะกรรมการชุด ดร.วรากรณ์ ก็ได้ SIU จึงอยากเสนอ “แนวทางที่เป็นไปได้” รูปแบบต่างๆ ในการปฏิรูปช่อง 11 ดังนี้
แนวทางที่ 1 แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ (รูปแบบเดียวกับช่อง 9)
แนวทางแรกคือการสร้าง “ช่อง 9 อสมท. แห่งที่สอง” โดยใช้ฐานพนักงาน-ความถี่-ทรัพย์สินของช่อง 11 เดิม ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่หารายได้เข้ารัฐจากการโฆษณาหรือเช่าเวลา แบบเดียวกับช่อง 9 ทุกประการ โดยอาจมองว่าตั้งขึ้นเพื่อมาเป็นคู่แข่งให้ช่อง 9 ได้แข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
การที่โครงสร้างองค์กรเป็นรัฐวิสาหกิจหวังผลกำไร จะทำให้รายการของช่อง 11 ใหม่มีเนื้อหาไปในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจะตรงกับความต้องการของตลาดมากกว่าสถานีสาธารณะแบบ Thai PBS ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าน่าเบื่อและไม่น่าสนใจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อเสียคือยังเป็นรัฐวิสาหกิจใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเช่นเดิม และมีโอกาสสูงที่รายการเชิงพาณิชย์จะเบียดบังรายการเพื่อสังคม เพื่อการศึกษาอื่นๆ ที่มีประโยชน์แต่ไม่สร้างรายได้
แนวทางที่ 2 แปรรูปเป็นทีวีสาธารณะแห่งที่สอง (เพื่อแข่งกับ Thai PBS)
แนวทางที่สองคือการเดินตามรอยทางของ Thai PBS ทุกประการ ข้อดีของแนวทางนี้คือสร้างการแข่งขันระหว่างสถานีสาธารณะ และเพิ่มพื้นที่สำหรับเนื้อหาส่งเสริมสังคมและการศึกษา (เพราะจะมีสถานีสาธารณะถึง 2 ช่อง) แต่ปัญหาที่เกิดตามมาคือเรื่องรายได้ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล และคำถามที่ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีทีวีสาธารณะถึงสองช่องหรือไม่? นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องรูปแบบความน่าสนใจของรายการ ซึ่งทีวีสาธารณะมักจะสู้ทีวีเชิงพาณิชย์ไม่ได้
แนวทางที่ 3 แปรรูปเป็นองค์การมหาชน (ตามข้อเสนอของคณะกรรมการชุด ดร.วรากรณ์)
แนวทางนี้เป็นแนวทางที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 แนวทางแรก คือ เป็นองค์กรอิสระ (แบบเดียวกับ Thai PBS) แต่ก็สามารถหารายได้เพื่อให้สถานียืนหยัดด้วยตัวเอง (แบบเดียวกับ อสมท.) ส่วนที่มาของรายได้ยังปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้จากโฆษณา-เช่าเวลา 100% หรือแบ่งส่วนจากเงินอุดหนุนโดยรัฐ และแนวทางก้าวหน้าอย่างการเก็บภาษีทีวี
สำหรับแนวทางที่ 2 และแนวทางที่ 3 เราอาจจะกำหนดรูปแบบการแพร่ภาพของสถานีใหม่ได้ โดยเปลี่ยนจากสถานีระดับชาติ (แพร่สัญญาณเดียวกันทั่วประเทศ) มาเป็นทีวีเฉพาะท้องถิ่น (โดยใช้คลื่นความถี่ช่วงเดียวกัน) ได้ แนวทางนี้จะเหมือนกับสถานี ITV ของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานีสาธารณะที่สร้างขึ้นมาแข่งกับ BBC แต่ในช่วงแรกได้แยกพื้นที่การแพร่สัญญาณตามภาคต่างๆ ของประเทศ แนวทางนี้จะเหมาะกับโครงสร้างของช่อง 11 เดิมเพราะมีห้องส่ง-ห้องผลิตรายการตามภูมิภาคอยู่แล้ว (ดูรายละเอียดในบล็อกของนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้บริหารของเนชั่น)
แนวทางที่ 4 ยุบสถานีและคืนคลื่นให้ กสทช. จัดสรรใหม่
แนวทางสุดท้ายก้าวหน้าที่สุด แต่ก็มีความเป็นไปได้น้อยที่สุดเช่นกัน
แนวคิดหลักของแนวทางนี้คือมองว่า รัฐไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์อีกแล้ว และวางตัวเป็นผู้กำกับดูแลการแข่งขัน (ผ่านองค์กรอิสระอย่าง กสทช. แทน) ดังนั้นจึงควรยุบช่อง 11 และคืนคลื่นส่วนนี้ให้ กสทช. จัดสรรใหม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กสทช. ในการประเมินว่าควรจัดสรรแก่เอกชนรายใดนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
ส่วนทรัพย์สินและพนักงานของช่อง 11 เดิม อาจปรับเปลี่ยนให้เป็นผู้ผลิตรายการเฉพาะกิจต่างๆ ของรัฐบาล นั่นคือรับบทเป็น “ผู้สร้างเนื้อหา-ผู้ผลิตรายการ” เพียงอย่างเดียว ส่วนการแพร่ภาพก็ใช้ผ่านกลไกอื่นๆ เช่น การถ่ายทอดให้สถานีอื่นๆ ซื้อหรือนำไปฉายต่อ หรือการถ่ายทอดผ่านทีวีรวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เป็นต้น
ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะต้องจริงใจต่อการปฏิรูปช่อง 11 อย่างจริงจัง และต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่แทรกแซงสื่อของรัฐและส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันทางการเมือง

