หน่วยงาน Global Witness ในลอนดอน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ได้ออกรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง “ประเทศนี้มีไว้ขาย” (Country for Sale) ใจความสำคัญเป็นการตรวจสอบการที่กัมพูชาขายทรัพยากรในประเทศตนเองให้ต่างชาติไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้, แร่ธาตุ หรือน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขกฎหมายในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งจะทำให้การปิโตรเลียมกัมพูชา (Cambodian National Petroleum Authority : CNPA) ตกอยู่ใต้การควบคุมของนายฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี และนายสกอัน รองนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้รายได้จากการให้สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันมูลค่านับล้านเหรียญไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรายงานประจำปี ทั้งนี้ก่อนหน้านี้การให้สัมปทานป่าไม้ และการขุดเจาะเหมืองแร่ก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก
Global Witness Report – Country For Sale
แม้ว่าในขณะนี้กัมพูชาจะมีรายได้จากการรับบริจาคจากประเทศร่ำรวยกว่า แต่จากการประมาณการของเชฟรอน บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันเมื่อปี พ.ศ. 2548 พบว่ามีน้ำมันอยู่ราว 400 ล้านบาร์เรล ในบริเวณอ่าวไทย ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับรายได้ราว 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.95 หมื่นล้านบาท) ต่อปี อย่างไรก็ตามการที่ประเทศกัมพูชามีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น (ธนาคารโลกจัดกัมพูชาอยู่ในอันดับ 10% ระดับล่างที่มีปัญหาการคอรัปชั่น) อาจส่งผลให้ รายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้ตกถึงมือประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจทำให้ขุมน้ำมันที่ว่านี้กลายเป็นทุกขลาภสำหรับประชาชนกัมพูชา ดังที่เกิดในประเทศไนจีเรียก็เป็นได้
ทั้งนี้กล่าวได้ว่าไนจีเรียได้ถูก “คำสาปน้ำมัน” (Oil Curse) เมื่อพบน้ำมันดิบมหาศาล แต่กลับมีรายได้เข้าประเทศเพียงน้อยนิด นอกจากนี้ประเทศยังตกหนี้หลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งในที่สุดอาจทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพ “เคลปโตเครซี่” (Cleptocracy) หรือเป็นการ “ปกครองโดยพวกหัวขโมย” ซึ่งหมายถึงการยักยอกงบประมาณให้เข้ากระเป๋าผู้นำทางการเมือง และกลุ่มอิทธิพล
ทั้งนี้ในรายงานของ Global Witness ยังได้วาดแผนผังเครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองและผู้มีอำนาจในกัมพูชาที่ถูกวางไว้ยังศูนย์กลางที่นายฮุนเซ็นอีกด้วย (p. 34)
ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
ความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา อาจมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าเพียงการยื่นจดทะเบียนมรดกโลก คำตัดสินที่ยังคลุมเครือของศาลโลกในปี พ.ศ. 2505 และความตกลงระงับกรณี ค.ศ. 1946 (Settlement agreement between france and siam, 17 november 1946) (( http://untreaty.un.org/unts/1_60000/10/11/00018512.pdf ))
เรื่องนี้อาจมีส่วนผสมทั้ง การสร้างความนิยมของการเมืองภายในกัมพูชาของนายฮุนเซ็น โดยการโหนกระแสชาตินิยมของทั้งสองประเทศ (ในไทยกรณีพันธมิตรฯ) จนเกือบเกิดสงครามระหว่างสองประเทศขึ้น
อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ด้วยว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับ ความสัมพันธ์ของนายฮุนเซ็นและ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็นถึงกับกล่าวว่า “ถ้าทักษิณมาพบ ผมจะต้อนรับเขาโดยไม่ทำให้เป็นเรื่องเงียบๆหรอก” ((http://www.voanews.com/Khmer/archive/2008-02/080229-thaksin.cfm)) เรื่องนี้มีข่าวว่าทั้งสองทำข้อตกลงลับกัน เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่เต็มไปด้วยขุมน้ำมันในอ่าวไทย

ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พัฒนาความสัมพันธ์กับนายฮุนเซ็นผ่าน “พัด สุภาภา” ส.ว. เกาะกง ของกัมพูชา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายฮุนเซ็น และก่อนหน้านี้ก็สตง. ก็มีการตรวจสอบความช่วยเหลือในการปล่อยกู้ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 67 (R67) อันลองเวง – เสียมราฐ มีระยะทางทั้งหมด 131 กิโลเมตร ในวงเงินกู้ 1,300 ล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับโครงการนี้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 โดยมีการอนุมัติความช่วยเหลือแบบให้เปล่าวงเงิน 229 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 4 ประการคือ ศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจวงเงิน 18 ล้านบาท,ก่อสร้างเส้นทางจากช่องสะงำ-อันลองเวง 95 ล้านบาท,ปรับปรุงเส้นทางฉุกเฉินจากช่องสะงำ-เสียมเรียบ 13 ล้านบาท และ ก่อสร้างเส้นทางจากบ้านแซไปร์ จ.ศรีสะเกษ-ช่องสะงำ วงเงิน 103 ล้านบาท ทั้งนี้ ครม.อนุมัติให้เอ็กซิมแบงก์เป็นผู้ให้กู้ โดยสพพ.เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ และรัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย ((http://www.boybdream.com/manager-news-content.php?newid=87266))
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้กับพม่าในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยมีการจัดตั้งกิจการร่วมค้าระหว่างบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น ร่วมทุนทางธุรกิจกับบริษัท พุกาม ไซเบอร์เทค (Bagan Cybertech) ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจรและใหญ่ที่สุดในพม่า ของ ดร.เย เนง วิน เป็นลูกชาย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่า แต่ต่อมาถูกยึดอำนาจไปโดยนายพลตาน ฉ่วย อันทำให้ส่งผลกระทบกับธุรกิจดังกล่าวในกัมพูชาไปบ้าง แต่ในโครงการนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจนกว่า การปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ในโครงการสร้างเส้นทางในกัมพูชา
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้มีเฉพาะเงื่อนงำความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำไทย-กัมพูชา, ผู้นำไทย-พม่า เท่านั้น หากจะระบุความสัมพันธ์ให้ครบ ยังคงต้องระบุถึงตัวละครอย่าง จีน อินเดีย ประเทศอาเซียนอื่นๆ และบริษัทน้ำมันข้ามชาติต่างๆ ที่พร้อมจะมองข้ามเรื่องคอรัปชั่นและเข้ารับสัมปทานเพื่อขุดเจาะแหล่งพลังงาน หรือทำธุรกิจกับประเทศอย่างพม่าและกัมพูชาอีกด้วย
