<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
	>
<channel>
	<title>Comments on: ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/capitalism-at-bay/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com/capitalism-at-bay/</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 15:56:00 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
	<item>
		<title>By: 10 เหตุการณ์สำคัญพลิกประวัติศาสตร์โลกในทศวรรษที่เพิ่งผ่านพ้น (ตอนจบ) &#124; Siam Intelligence Unit</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/capitalism-at-bay/comment-page-1/#comment-6023</link>
		<dc:creator>10 เหตุการณ์สำคัญพลิกประวัติศาสตร์โลกในทศวรรษที่เพิ่งผ่านพ้น (ตอนจบ) &#124; Siam Intelligence Unit</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Jan 2011 08:16:02 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=280#comment-6023</guid>
		<description>[...] The Economist ในชื่อ ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม [...]</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>[...] The Economist ในชื่อ ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม [...]</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: สุรศักดิ์  ธรรมโม</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/capitalism-at-bay/comment-page-1/#comment-1194</link>
		<dc:creator>สุรศักดิ์  ธรรมโม</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Oct 2008 05:42:22 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=280#comment-1194</guid>
		<description>แปลได้เยี่ยมมากครับ  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียน comment สั้นๆเรื่อง Washington Consensus VS  Wall Street Consensus ขอนำมาเรียบเรียงใหม่และลงที่นี้แล้วกัน 

  Washington  Consensus  VS  Wall Street Consensus (ที่มา บริษัทหลักทรัพย์นครหลวงไทยโดยสถาบันวิจัยนครหลวงไทย : SCRI 15 ตุลาคม 2551 Financial Crisis Watch) 

&lt;b&gt;SCRI:   Washington  Consensus  VS  Wall Street Consensus&lt;/b&gt;
•	SCRI มีความเห็นว่า มาตรการการแทรกแซงภาคการเงินของสหรัฐฯและยุโรปรวมทั้งล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)ได้ส่งผลคลี่คลายสภาวะความตึงตัวของสภาพคล่องและเรียกความเชื่อมั่นในภาคการเงินให้กลับคืนมาดังจะเห็นจากการปรับลดของ CDS ญี่ปุ่นหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการช่วยเหลือภาคการเงินด้วยการให้กู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไม่มีขีดจำกัด เช่นเดียวกับธนาคารกลางของยุโรป เพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน    
•	SCRI ประเมินว่าวิกฤติการเงินของโลกครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนไปยังภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงเท่านั้น หากแต่ในเชิงปรัชญานโยบายเศรษฐกิจได้รับผลสะเทือนดังกล่าวด้วยเช่นกัน
•	เป็นเวลากว่า 15 ปี โดยเฉพาะหลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 2533 และการสิ้นสุดของประเทศสหภาพโซเวียดในปี 2534 ส่งผลให้ผู้นำนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐในประเทศมหาอำนาจตะวันตก องค์กรระดับโลกทางนโยบายเศรษฐกิจเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ได้พากันสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่านโยบายเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดหรือในชื่อที่เป็นแนวนโยบายว่า Washington Consensus ซึ่งเน้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆในกรอบ 4 ประการคือ 1) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน  (Macroeconomic Stabilization) 2) การสนับสนุนหลักการค้าและการเงินเสรี (Liberalization of Trade and Finance) 3)การลดบทบาทภาครัฐในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ (Deregulation)  และ 4)การถ่ายโอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐ เช่นรัฐวิสาหกิจให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน (Privatization)  โดยการกดดันประเทศกำลังพัฒนาให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในกรอบดังกล่าวเป็นไปอย่างเข้มข้นมากโดยเฉพาะหลังวิกฤติเอเชียในปี 2540 ที่ชาติเอเชียได้รับการกดดันให้ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทาง Washington Consensus และเอเชียได้รับการตำหนิถึงพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจแบบพวกพ้อง (Crony Capitalism) ด้วยเหตุผลการปล่อยสินเชื่ออย่างมักง่ายไม่พิจารณาถึงความสามารถของผู้กู้และมูลค่าหลักประกัน
•	SCRI มีความเห็นว่า ณ ปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯและยุโรปกำลังทำอยู่นั้นแตกต่างจาก Washington Consensus ค่อนข้างมาก โดย SCRI ขอเรียกชุดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯและยุโรปว่า Wall Street Consensus โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ 1) เน้นเสถียรภาพของสถาบันการเงินอย่างถึงที่สุดและละทิ้งการรักษาเสถียรภาพของอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน  ดังเช่นการใช้วงเงินงบประมาณมหาศาลเข้าอุ้มสถาบันการเงิน การค้ำประกันเงินกู้และเงินฝากของสถาบันการเงิน (Financial Institution Stabilization) 2) ลดความเสรีของการเงิน ดังเช่น การอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินอย่างไม่มีจำกัดเพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ย LIBOR เคลื่อนไหวตามกลไกตลาด  (De-Financial Liberalization) 3) เพิ่มบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ ดังเช่นข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เอ่ยถึงการควบคุมระบบทุนนิยมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต (Regulated Capitalism) และ 4) เน้นบทบาทของรัฐในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการถือครองหุ้นในสถาบันการเงินและการเพิ่มทุนสถาบันการเงิน (State Enterprise) 
•	SCRI มีความเห็นว่า ต่อจากนี้ไป ความขัดแย้งและความสับสนในเรื่องแนวคิดและหลักการในการบริหารจัดการเศรษฐกิจทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตินั้นจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในเวทีนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก และต่อจากนี้ไปแนวทางการชี้แนะนโยบายบริหารจัดการเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกจะได้รับการตั้งคำถามและการสงสัยมากขึ้นโดยเฉพาะจากชาติเอเชีย</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>แปลได้เยี่ยมมากครับ  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียน comment สั้นๆเรื่อง Washington Consensus VS  Wall Street Consensus ขอนำมาเรียบเรียงใหม่และลงที่นี้แล้วกัน </p>
<p>  Washington  Consensus  VS  Wall Street Consensus (ที่มา บริษัทหลักทรัพย์นครหลวงไทยโดยสถาบันวิจัยนครหลวงไทย : SCRI 15 ตุลาคม 2551 Financial Crisis Watch) </p>
<p><b>SCRI:   Washington  Consensus  VS  Wall Street Consensus</b><br />
•	SCRI มีความเห็นว่า มาตรการการแทรกแซงภาคการเงินของสหรัฐฯและยุโรปรวมทั้งล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)ได้ส่งผลคลี่คลายสภาวะความตึงตัวของสภาพคล่องและเรียกความเชื่อมั่นในภาคการเงินให้กลับคืนมาดังจะเห็นจากการปรับลดของ CDS ญี่ปุ่นหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการช่วยเหลือภาคการเงินด้วยการให้กู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไม่มีขีดจำกัด เช่นเดียวกับธนาคารกลางของยุโรป เพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน<br />
•	SCRI ประเมินว่าวิกฤติการเงินของโลกครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนไปยังภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงเท่านั้น หากแต่ในเชิงปรัชญานโยบายเศรษฐกิจได้รับผลสะเทือนดังกล่าวด้วยเช่นกัน<br />
•	เป็นเวลากว่า 15 ปี โดยเฉพาะหลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 2533 และการสิ้นสุดของประเทศสหภาพโซเวียดในปี 2534 ส่งผลให้ผู้นำนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐในประเทศมหาอำนาจตะวันตก องค์กรระดับโลกทางนโยบายเศรษฐกิจเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ได้พากันสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่านโยบายเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดหรือในชื่อที่เป็นแนวนโยบายว่า Washington Consensus ซึ่งเน้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆในกรอบ 4 ประการคือ 1) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน  (Macroeconomic Stabilization) 2) การสนับสนุนหลักการค้าและการเงินเสรี (Liberalization of Trade and Finance) 3)การลดบทบาทภาครัฐในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ (Deregulation)  และ 4)การถ่ายโอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐ เช่นรัฐวิสาหกิจให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน (Privatization)  โดยการกดดันประเทศกำลังพัฒนาให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในกรอบดังกล่าวเป็นไปอย่างเข้มข้นมากโดยเฉพาะหลังวิกฤติเอเชียในปี 2540 ที่ชาติเอเชียได้รับการกดดันให้ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทาง Washington Consensus และเอเชียได้รับการตำหนิถึงพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจแบบพวกพ้อง (Crony Capitalism) ด้วยเหตุผลการปล่อยสินเชื่ออย่างมักง่ายไม่พิจารณาถึงความสามารถของผู้กู้และมูลค่าหลักประกัน<br />
•	SCRI มีความเห็นว่า ณ ปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯและยุโรปกำลังทำอยู่นั้นแตกต่างจาก Washington Consensus ค่อนข้างมาก โดย SCRI ขอเรียกชุดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯและยุโรปว่า Wall Street Consensus โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ 1) เน้นเสถียรภาพของสถาบันการเงินอย่างถึงที่สุดและละทิ้งการรักษาเสถียรภาพของอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน  ดังเช่นการใช้วงเงินงบประมาณมหาศาลเข้าอุ้มสถาบันการเงิน การค้ำประกันเงินกู้และเงินฝากของสถาบันการเงิน (Financial Institution Stabilization) 2) ลดความเสรีของการเงิน ดังเช่น การอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินอย่างไม่มีจำกัดเพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ย LIBOR เคลื่อนไหวตามกลไกตลาด  (De-Financial Liberalization) 3) เพิ่มบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ ดังเช่นข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เอ่ยถึงการควบคุมระบบทุนนิยมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต (Regulated Capitalism) และ 4) เน้นบทบาทของรัฐในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการถือครองหุ้นในสถาบันการเงินและการเพิ่มทุนสถาบันการเงิน (State Enterprise)<br />
•	SCRI มีความเห็นว่า ต่อจากนี้ไป ความขัดแย้งและความสับสนในเรื่องแนวคิดและหลักการในการบริหารจัดการเศรษฐกิจทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตินั้นจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในเวทีนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก และต่อจากนี้ไปแนวทางการชี้แนะนโยบายบริหารจัดการเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกจะได้รับการตั้งคำถามและการสงสัยมากขึ้นโดยเฉพาะจากชาติเอเชีย</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: chanwit</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/capitalism-at-bay/comment-page-1/#comment-1183</link>
		<dc:creator>chanwit</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2008 13:35:12 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=280#comment-1183</guid>
		<description>&gt; เพราะพวกเขาเชื่อว่า, ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก, ว่าทุนสาธารณะต้องการให้มีการหมุนเวียนสินเชื่อ

ไม่น่าจะต้องถึงกับแปลเครื่องหมายจุลภาคมาด้วยเลยนะครับ :)
ผมอยากเห็นแบบเรียบเรียงมากกว่า</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>&gt; เพราะพวกเขาเชื่อว่า, ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก, ว่าทุนสาธารณะต้องการให้มีการหมุนเวียนสินเชื่อ</p>
<p>ไม่น่าจะต้องถึงกับแปลเครื่องหมายจุลภาคมาด้วยเลยนะครับ :)<br />
ผมอยากเห็นแบบเรียบเรียงมากกว่า</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>

