Practical Report คาร์บอนเครดิต ธุรกิจลดโลกร้อน

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม Siam Intelligence Unit

ปัจจุบัน ความกังวลในปัญหาภัยธรรมชาติได้เพิ่มระดับสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกเผชิญกับภัยพิบัติของธรรมชาติต่อเนื่องกันในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เช่น พายุไซโคลนนาร์กิสถล่มประเทศพม่า และแผ่นดินไหวที่จีน ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่าหนึ่งแสนคน จำเลยหลักรายหนึ่งของ ภัยพิบัติธรรมชาติครั้งนี้ คือ “ปรากฏการณ์โลกร้อน” (Global Warming) นอกจากนี้ ในช่วง 2-3 เดือน ก่อนหน้านั้น ก็เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงไปทั่วทั้งโลก โดยจำเลยหลักที่ถูกกล่าวโทษคือ “ปรากฏการณ์ โลกร้อน” ในฐานะที่เป็นเหตุให้ลมฟ้าอากาศแปรปรวนและก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุรูปแบบต่างๆ และส่งผลต่อเนื่องมาให้ผลผลิตข้าวและผลผลิตพืชผลการเกษตรอื่นๆแปรปรวนไปด้วย

ปรากฏการณ์โลกร้อนคืออะไร ในที่นี้ ผมอธิบายง่ายๆ โดยสรุปจาก wikipedia ภาคภาษาไทยว่า คือ ปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” ดังนั้น จำเลยที่แท้จริงคือกิจกรรมของมนุษย์นี่เอง โดยเฉพาะกิจกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรม


อันที่จริง ชุมชนโลกเริ่มตื่นตัวจากภาวะโลกร้อนดังกล่าวพอสมควรนับตั้งแต่ปี 2549 ที่อดีต รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย อัล กอร์ ได้เดินสายปาฐกถาเรื่องปรากฏการณ์ดังกล่าวและออกภาพยนต์สารคดีเรื่อง “An Inconvenient Truth” ให้ชุมชนโลกตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจนกระทั่งนายอัล กอร์ และคณะกรรมการ IPCC ของสหประชาชาติได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันในสาขาสันติภาพประจำปี 2550 จากการกระตุ้นให้ชุมชนโลกเห็นว่า ปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นปัญหาร่วมกันของชุมชนโลก ซึ่งส่งผลให้ชุมชนโลกมีความตื่นตัวพอสมควร ดังเช่นในกรณีของประเทศไทย เราก็ได้เห็นโครงการของภาครัฐและเอกชนที่กระตุ้นให้มีการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แต่นอกเหนือจากจิตสำนึกร่วมกันของชุมชนโลกในการลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังมีกลไกธุรกิจที่อาศัยแรงจูงใจทางผลตอบแทนของมนุษย์และหน่วยธุรกิจมาช่วยลดภาวะโลกร้อนเช่นกัน โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่ากลไกดังกล่าวนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะสามารถหาจุดสมดุลของผลดีและผลเสียจากกิจกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรม กลไกดังกล่าวมีชื่อว่า “คาร์บอนเครดิต”

คาร์บอนเครดิต คือการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ซื้อสิทธิ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้ขายสิทธิ โดยคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นจากข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีภาคีทั้งหมด 191 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โดยสาระสำคัญของพิธีสารเกียวโตคือประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตที่เป็นภาคีพิธีสารเกียวโต จำนวน 41 ประเทศ มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เป็นต้น)ระหว่างปี 2551-2555 ให้ได้ร้อยละ 5.2 จากปริมาณการปล่อยในปี 2533 ซึ่งหากไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณที่กำหนดจะต้องถูกปรับ โดยค่าปรับในกรณีของประเทศในกลุ่มสหภาพ ยุโรประหว่างปี 2551-2555 สูงถึง 100 ยูโร (ประมาณ 5,000 บาท) ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้าประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องการถูกปรับจะต้องซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในส่วนนี้จะขยายความในย่อหน้าถัดไปและในแผนภาพที่ 2 ทั้งนี้ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศผู้ขายคาร์บอนเครดิต ที่เป็นภาคีพิธีสารเกียวโต จำนวน 150 ประเทศ เช่นประเทศไทยไม่มีพันธกรณีให้ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่สามารถช่วยประเทศพัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่าน กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ CDM ในแผนภาพที่ 1)



แผนภาพที่ 1


ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้ามาดำเนินการร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาโดยการรับซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปริมาณที่ประเทศพัฒนาแล้ว ปล่อยเกินกว่าข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต โดยสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถขายได้ต้องเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้หลังเข้าโครงการ CDM และผ่านการตรวจวัดแล้วซึ่งจะถูกเรียกว่า Certified Emission Reduction (CERs) หรืออีกนัยหนึ่งคือ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และซื้อขายกันในตลาดคาร์บอน (Carbon Market) โดยตลาดดังกล่าว ประกอบไปด้วยผู้ซื้อ คือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งถูกกำหนดให้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้ขายคือประเทศกำลังพัฒนา (ดูรายละเอียดกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในแผนภาพที่ 2)



แผนภาพที่ 2


ปัจจุบัน มูลค่าตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกขยายตัวเร็วมากโดยในปี 2549 ขยายตัวถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.และขยายตัวเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สรอ.ในปี 2549 สำหรับประเทศไทย ธุรกิจคาร์บอนเครดิตนับเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจโดยเฉพาะธุรกิจเอกชนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า ธุรกิจโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน ภาครัฐเริ่มมาสนับสนุนมากขึ้นโดยได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อรับรองโครงการ CDM และสนับสนุนการพัฒนาโครงการ สำหรับในส่วนของการลงทุนนั้น เอกชนมีทางเลือกในการลงทุนอย่างน้อย 2 รูปแบบ คือ 1) การลงทุนด้วยตนเอง กล่าวคือเอกชนไทยลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง 2) การร่วมทุน ซึ่งรูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs) ที่มีเงินลงทุนต่ำและมีความรู้ในด้านนี้เล็กน้อย โดยรูปแบบการร่วมทุนมีหลายประเภท เช่นการร่วมทุนกับรัฐบาลประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือร่วมทุนกับกองทุนที่เกิดจากการรวมตัวกันของรัฐบาลหรือกลุ่มทุนเอกชนในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งการร่วมทุนกับบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company:ESCO) อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการดำเนินงานสำหรับการเข้าร่วมโครงการ CDM ค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 4.5-6.5 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ลดก๊าซเรือนกระจกอาจจะสูงกว่านี้มากส่งผลให้ภาคธุรกิจที่จะลงทุนด้วยตนเองต้องประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้วยความระมัดระวัง

การที่ค่าปรับสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่กำหนดมีมูลค่าสูงมากถึงประมาณตันละ 5,000 บาทต่อตันคาร์บอนฯ เทียบกับราคาขายคาร์บอนเครดิตที่ประมาณ 854 บาท ต่อตันคาร์บอนฯ (ประเมินจากราคาขายคาร์บอนฯ ล่วงหน้าเฉลี่ยของปี 2551-2552 อยู่ที่ 17-17.35 ยูโรต่อ 1 ตันคาร์บอนฯ) ทำให้แนวโน้มราคาขายคาร์บอนเครดิตมีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจ ให้เอกชนและรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วแสวงหาความร่วมมือกับธุรกิจเอกชนไทยผ่านกลไก CDM มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการ CDM ที่ต้องจับตามองดังนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในโครงการ CDM ความล่าช้าของหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลโครงการ ความผันผวนของราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต มูลค่าการลงทุนในโครงการ CDM ที่สูงเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่ที่จะมาแทนพิธีสารเกียวโตอาจจะกำหนดให้ประเทศไทยต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งจะส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีต้นทุนสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพราะอาจจะต้องเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ธุรกิจคาร์บอนเครดิต เป็นกลไกที่ตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกผ่านกลไกที่มี แรงจูงใจด้วยผลตอบแทนทางการเงิน โดยเฉพาะกลไก CDM ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้มีความตื่นตัวในปัญหาภาวะโลกร้อนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนของภาคธุรกิจ การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะได้ผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

  • Huang

    เจ๋งมากครับ ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ละเอียดๆเลย
    ต่างประเทศตอนนี้กำลังตื่นตัวกันมากเรื่อง Carbon Credit
    มีการนำมาผ่าน financial engineering เทรดกันเป็นล่ำเป็นสัน
    ใครจะลงทุนด้านนี้บอกนะครับ เดี๋ยวหุ้นด้วย :P

  • nutjubjub

    ผมติดตามเรื่องนี้เหมือนกันครับ
    ยังไม่ได้อ่านของคุณสุรศักดิ์ เห็นแต่หัวเรื่อง แต่มาเม้นต์ก่อนเลย
    ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากจริงๆ
    ช่วงๆนี้ที่คนจะทำโรงไฟฟ้าชีวภาพและพวกพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานบริสุทธิ์
    ผมเห็นทางการเมืองก็จะมาเย้วๆ เอากะเค้าด้วย
    แต่ไม่รู้ว่ามันจะมั่นคงแค่ไหนครับ
    เรื่องแบบนี้ นโยบายของพี่เบิ้มในโลก มันเปลี่ยนเมื่อไหร่
    พวกลงทุนทำโรงไฟฟ้าอาจจะมีเจ๊งได้ง่ายๆเลยนะ คุณสุรศักดิ์คิดว่าไง
    ของแบบนี้มันจะยั่งยืนได้นานไหมครับ

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ได้รับการเปิดหูเปิดตาครับ แต่พวกประเทศมหาอำนาจที่ไม่รับผิดชอบ และเห็นแก่ตัวอย่างอเมริกาจะเอาด้วยเหรอครับ

  • ดาวพราย

    ธนาคารกสิกรไทย เค้าเรื่องก่อนธนาคารอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว Vision ของเค้าเจ๋งจิงๆจ๊ะ

  • ดาวพราย

    ธนาคารกสิกรไทย เค้าเริ่มนโยบายการให้สินเชื่อประเภทนี้ก่อนธนาคารอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว Vision ของเค้าเจ๋งจิงๆจ๊ะ

  • ดาวพราย

    คุณสุรศักดิ์ Update สุดๆ เลยค่ะ ขอชื่มชม

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ผมมีคำถามเกี่ยวกับการประกันเงินฝากหนะครับ ผมทราบมาว่าประเทศไทยกำลังจะมีการปรับลดการรับประกันเงินฝากลงจากที่เคยรับประกันร้อยเปอร์เซ็น จนในที่สุดจะเหลือแค่ล้านเดียว อย่างนี้ไม่เป็นการเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้ฝากเิงินเหรอครับ แล้วแบงค์เล็กจะไม่แย่เหรอครับ เพราะว่าแบงค์ใหญ่ย่อมมั่นคงกว่า คนก็แห่ไปแบงค์ใหญ่กันหมด แบงค์เล็กก็อาจจะต้องจูงใจด้วยการให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า จึงมีต้นทุนสูงกว่า คุณสุรศักดิ์ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ ว่าทำไมเค้าถึงจะใช้นโยบายนี้ และมีผลดี ผลเสียยังไง

  • pornsil patchrin-tanakul

    ผมไม่เชื่อว่าการซื้อขายดังกล่าวจะช่วยให้ลดภาวะโลกร้อนด้วยเหตุผลดังนี้ 1) ประเทศพัฒนาก็ยังไม่ลดการปล่อยก๊าซ co2 ต่อไปและมีโอกาสเพิ่มการปล่อยก๊าซนี้เพิ่มขึ้นเพราะว่าซื้อเครดิตมาทดแทนได้ 2 ) ต้องซื้อเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วทำให้ต้นทุนกับกำไรจากการขายเครดิตอาจไม่คุ้ม และ 3) การกำหนดราคาซื้อจากประเทศผู้ซื้อและประเทศเหล่านี้กำลังสร้างการแข่งขันขึ้นเพื่อตัดราคากันเอง

    จึงเสนอว่าทำไมเราไม่ยืนหยัดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดก๊าซ co2 ตามข้อตกลงเท่านั้นเพราะประเทศเหล่านี้ทำลายบรรยากาศมากที่สุด ผลที่ได้คือมีการลด co2 ได้จริงและประการที่สองต้นทุนการผลิตสินค้าของเขาจะแพงขึ้นทำให้ประเทศกำลังพัฒนาแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้นซึ่งเป็นการโยกฐานการผลิตโดยอัตโนมัติและกระจายรายได้ดีขึ้น พรศิลป์

  • เจริญชัย

    ยินดีต้อนรับ พี่พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นะครับ
    รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พี่เข้ามาตอบนะครับ

    ส่วนเรื่องคาร์บอนเครดิตนั้น ผมก็คิดคล้ายๆพี่
    แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นคงทำได้ยาก
    เพราะมหาอำนาจย่อมเป็นผู้กำหนดเกมส์
    โดยเฉพาะประเทศเล็กๆอย่างไทย ย่อมมีอำนาจต่อรองไม่มากนัก
    หากจะทำได้ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องรวมตัวกันให้ได้ก่อน

    สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องพยายามรณรงค์ให้ใช้พลังงานสะอาด
    แต่ข้อจำกัดคือ อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
    อย่างไรก็ตาม ถ้าเมืองไทยพัฒนาตนเองจากยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก เป็นยุทธศาสตร์สินค้ามูลค่าเพิ่ม ปัญหาเรื่องต้นทุนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก เพราะตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มแข่งขันกันที่คุณภาพมากกว่าราคา

    ธุรกิจสิ่งทอธรรมดาคงต้องแข่งขันเพื่อให้ต้นทุนต่ำที่สุด
    แต่สำหรับเสื้อผ้า Brand Name นั้นมี Margin กำไรสูง ดังนั้น ย่อมสามารถใช้เชื้อเพลิงสะอาดที่มีราคาสูงกว่าได้ และนำเครดิตชื่อเสียงในการรักษาสิ่งแวดล้อม ไปใช้โฆษณาสร้าง Brand ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าได้ดาราดังมาช่วยโปรโมต

    สรุป คือ ในระดับโลกนั้น เราต้องอาศัยการรวมตัวกันของประเทศกำลังพัฒนา แต่ในระดับประเทศนั้น เราต้องยกระดับการผลิตสินค้า ทำให้สิ่งแวดล้อมได้รับการรบกวนน้อยที่สุด เพื่อลูกหลานของเรา

    ขอบคุณพี่พรศิลป์อีกครั้ง ที่กรณามาให้กำลังใจพวกเราได้มีแรงใจทำงานกันต่อไปครับ

  • Lert

    นี่แหละ … ข้อบกพร่องของทุนนิยม กลุ่มประเทศพัฒนาโดยเฉพาะอเมริกานั้นถ้าไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลังน้ำตา … กว่าพวกนี้จะเปลี่ยนแนวคิด โลกคงพัฒนา(เน่า)ไปจนไม่อาจย้อนกลับ … ฉะนั้น ทุกท่านควรเริ่มที่ตัวเอง(ช่วยตัวเอง) เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ลดใช้พลังงาน และผลผลิตจากฟอสเซิล

    … เคยเลี้ยงปลาหางนกยูงกันไหม … ในขั้นต้น อาหารมากมาย พื้นที่กว้างขวาง ปลาขยายพันธุ์รวดเร็ว สีสันสวยงาม ………….. เมื่ออาหารเริ่มจำกัด ตู้เริ่มคับแคบ การขยายพันธุ์ก็ช้าลง สีสันที่เคยสวยงามกลับเหี่ยวเฉา … แต่ ยังคงดำรงค์เผ่าพันธุ์ … ผมว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตข้อจำกัดเดียวกับปลาในตู้ที่ว่านั่น และเช่นกันครับ ถ้าไม่ช่วยตัวเองก็อย่าหวังว่าจะมีใครช่วยท่านได้

  • เจริญชัย

    โชคดีนิดนึง ตรงที่กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เริ่มได้รับความนิยมในช่วงนี้
    หวังว่าจะช่วยยับยั้งการล่มสลายของระบบนิเวศโลก

    ต่อไป สินค้าแนวสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็น Trend และขายดี 555

  • ปิยะศักดิ์ มีสานุ

    ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมุล ผมต้องการเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้พอดี แล้วต้องการข้อมูลในทุกๆด้าน จะเป็นไปได้มั้ยครับถ้าผมอยกได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นในเชิงลึก กรุณาช่วยออกความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับเพื่อเป็นประโยชน์ทางวิชาการครับ จักขอบพระคุณอย่างสูง

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    รบกวนคุณ ปิยะศํกดิ์ มีสานุ ติดต่อที่ E-mail ผมครับที่

    surasak.dhammo@gmail.com

    ขอบคุณครับ

  • นกรักเต๋า

    อีตเบีรกัคนึรก

  • ปลัดโจ

    ผมคนหนึ่งที่สนใจมากๆครับ

  • sunisa

    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลเหล่านี้นะคะ ขออนุญาตินำข้อมูล ไปทำรายงานนะคะ

  • De

    หากพิจารณาดูให้ดียังไม่ถือว่ามีการลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง การปล่อยก๊าซต่างๆจากโลกสู่ชั้นบรรยากาศยังคงมีต่อไป ในความเห็นของกระผมคิดว่าควรปรับประเทศพัฒนาแล้วนำเงินมาจ้างนักวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาแนวทางการกำจัดก๊าซต่างๆในชั้นบรรยากาศเพื่อลดสภาวะก๊าซเรือนกระจกจึงจะเป็นหนทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

  • พรพรรณ

    ไม่ทราบว่า ถ้าจะขอรบกวนทราบรายละเอียดได้หรือไม่คะ เพราะอยากได้ข้อมูลไปทำภาคนิพนธ์คะ ขอบคุณมากคะ

  • คนบ้านนอกคอกนา

    ชาวบ้านทั่วไปมีสิทธิขายกับเขาได้ไหมและมีวิธีการเข้าถึงอย่างไร
    จาก คนบ้านนอกคอกนา

  • http://www.qsbg.org chaisang sangchai

    รบกวนคุณสุรศักดิ์บอกสูตรการหา ปริมาณคาร์บอนต่อพื้นที่ต้นปาล์ม 1 ลูกบาศก์เมตร
    ขอบคุณค่ะ

  • http://www.siamintelligence.com/carbon_credit_busines/ วีรวัฒน์

    ผมว่าเรื่องนี้ก้อดีนะคับ แต่คนยังไม่ค่อยได้พูดถึงกัน

    อาจารย์ที่วิทยาลัยก้อบอกให้ผมทำรายงานเรื่องนี้

  • JiM

    มหาวิทยาลัยที่แรกและที่ที่สองในโลกที่เปิดหลักสูตร MSc in Carbon Management คือ University of Glasgow และ University of Edinburgh ในสก็อตแลนด์ :)

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ไม่คิดว่า คนจะให้ความสำคัญกับ คาร์บอนเครดิต ขนาดนี้

  • http://www.hi5.com พิมพ์พิมล

    ขอบคุณมากนะค่ะที่ทำให้หนูมีข้อมูลทำรายงานส่ง

  • วรรณา

    ดิฉันกำลังจะปลูกป่า ไม่ทราบว่า จะเข้าโครงนี้ได้หรือไม่

  • เกด

    ที่เมืองไทยมีบริษัทหรือว่าองค์กรที่ซื้อขายคาร์บอนเครดิตม๊ยค่ะ..ไม่มีความรู้ด้านที่เลย

  • suchittra

    สนใจที่จะศึกษาข้อมูล เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหมือนกันคะ
    เพราะตั้งใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ แต่ไม่ทราบพอมีข้อมูลด้านกฎหมายไหมคะ
    ตอนนี้ อยากได้เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง กับ carbon lable นะคะ จะนำมาศึกษาประกอบกัน
    ถ้ายังไง ขอสอบถามผ่านไปทางเมล จะได้ไหมคะ ขอบคุณล่วงหน้าคะ แล้ว
    ไม่ทราบว่าตอนนี้ ไทยจะมีแนวโน้มอย่างไรกับท่าที่ในพิธีสารเกียวโตฉบับใหม่นี้อย่างไรหรือไม่ แล้วสินค้าไทยจำเป็นต้องติดฉลากคาร์บอนเพื่อชาติมหาอำนาจหรือไม่คะ หากไม่ติดเขาจะไม่ซื้อสินค้าจากไทยหรือเปล่า ……..

  • อมรรัตน์

    ชาวนามีที่ดิน10ไร่ ต้องการขายเครดิตคาร์บอน จะต้องทำอย่างไรบ้าง?

    ……….

  • http://gmail ong

    ผมอยากศึกษา ข้อมูลการคำนวนปริมาณ co2 ที่ได้จากการเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด
    ครับ และการนำวัตถุดิบมาใช้งาน เช่นทำนำมันแล้วนำกลับมาใช้งาน ถือเป็นเครดิต
    เท่าใดครับ ขอบคุณครับ

  • ลูกหมี

    ผมก็กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน คาดว่าปี 2553 ธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย จะก้าวหน้าอย่างมากเลย นี้ก็กำลังหาพื้นที่ปลูกป่า 100 ไร่ เอาไว้ขายคาร์บอนเครดิตกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจนี้จะยั่งยืนไปได้อีกนานแค่ไหน แต่ที่รู้ตอนนี้ก็คือ อเมริกา กำลังติดต่อขอซื้อคาร์บอนเครดิตในแถบประเทศ เอเซียอยู่น่ะ

  • dee

    คาร์บอนเครดิตเป็นยังไงซื้อขายกันแบบไหนช่วยอธิบายให้หน่อยนะคะขอบพระคุณล่วงหน้าคะ

  • nitto

    เป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

  • http://www.rise-project.com นพรัตน์

    ผมมองเรื่องราคาของคาร์บอนเครดิต ว่าควรมีราคากลางที่ต่ำกว่าอัตราค่าปรับ ไม่ให้มากเกินไปเหมือนปัจจุบัน พอดีอ่านบทความเรื่องการล่าอาณานิคมยุคใหม่ เกษตรในแอฟริกา เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเช่าที่ดินราคาถูกในแอฟริกาโดยบริษัทต่างชาติที่ทุนหนา แล้วผลิตสินค้าเกษตรไปขาย มันคล้ายๆ กันน่ะนะ ผมเองกำลังเริ่มทำธุรกิจซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับการลดการปล่อย GHG แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเท่าไหร่นัก(แม้ทีมงานบางคนเขาสนใจเหลือเกิน) สิ่งที่น่าสนใจกว่า คือการขยับตัวเรื่องการพัฒนาที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจริงจังมากกว่าเดิม ถือว่าการพัฒนาในสังคมโลกเริ่มยกระดับไปอีกขั้นแล้ว ที่เขาเรียกกันว่า low carbon development

  • สุธา

    อยากรู้จริงๆครับ ว่า ตัวเลขเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละปีมีการ ปล่อยก๊าสเรือนกระจก มากน้อยแค่ไหน ? และ โดยเฉพาะในปีนี้ คือ 2553 ซึ่งตามพันธกรณีที่พิธีสารเกียวโตระบุว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องลดปริมาณการปล่อยให้ได้ ร้อยละ 5.2 นั้น ตัวเลขจริงๆ กลมๆ ที่พอจะระบุให้ชัดได้หรือไม่ว่า เป็นเท่าไร

  • อินุยาฉะ

    ใครพอจะทราบเรื่องภาษีเกี่ยวกับการขาย CDM มั่งคะ รัฐบาลสนับสนุนแคไหน มีบริษัทไหนบ้างที่ได้รับเงินจากการขาย CDM

  • อัฐ

    ส่วนตัวผมคิดว่าการลดปริมาณก๊าฃที่ปล่อยออกมาสมควรที่จะกระทำแต่ในส่วนที่ต้องปล่อยก็น่าจะต้องกำจัดออกไปด้วยใครปลูกป่ามีที่ดินปลูกต้นไม้แยะๆพวกนี้ก็ต้องเอาทุนไปให้เขารักษาต้นไม้เอาไว้เพื่อกำจัดก๊าฃที่ปล่อยออกมาไม่ใช่เอาไปให้โรงงานปล่อยน้อยลงอย่างเดียวยกตัวอย่างเช่น จังหวัดระยองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน มังคุด ยางพารา และอื่นๆก็ต้องสมควรได้รับเงินสนับสนุนจากการลดปริมาณก๊าฃผมคิดถูกหรือป่าวครับ

  • โสภา

    ผู้เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจะต้องมีเงื่อนไขอย่างไร
    และจะได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงินจริงหรือค่ะ
    แล้วผลตอบแทนนี้มาจากไหน
    โครงการนี้เป็นโครงการของรัฐบาลหรือเอกชน
    จริงหรือค่ะที่ตอนนี้มีโครงการฟื้นฟูรักษ์น้ำสำหรับคนที่มีที่เพาะปลูกอยู่และจะมีค่าตอบแทนตามมูลค่าของแต่ละคนที่มีพื้นที่จำนวนกี่ไร่
    และตอนนี้ประเทศไทยมีโครงการนี้โดยตั้งเป้าพื้นที่เขตจ.ภาคเหนือ 100,000 ไร่จริงรึเปล่า

  • nuch

    ขอเป็นกำลังใจ และเอาใจช่วย พี่ๆทีมงานและทุกๆคนที่ช่วยกันแก้ปัญหาและพิทักษ์รักษาโลกนี้ไว้ สู้สู้นะค่ะ ……..เด็กรักโลก

  • Berry

    ตอนนี้ก็มีความสนใจในการทำ CDM ของสวนยางพาราค่ะ แต่ไม่ทราบว่ามีวิธีการคำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิตยังไง ถ้าใครทราบรบกวนขอข้อมูลหน่อยนะค่ะ

  • สุธี

    โครงการคาร์บอนเครดิตภาคเหนือมีอยู่จริงหรือคุณอินแปง สุถาลา เป็นประธานคณะกรรมการคาร์บอนเครดิตภาคเหนือจริงไหม

  • สุธี

    ชาวบ้านทั่วไปมีสิทธิขายกับเขาได้ไหมและมีวิธีการเข้าถึงอย่างไร

  • มิง

    ที่น่านก็มีนายหน้ามาติดต่อรวบรวมนำที่ดินของชาวบ้านเข้าร่วมโครงการเห็นว่าจะจ่ายให้ไร่ละ10,000 บาท

  • อยากรู้ข้อมูลค่ะ

    ที่บ้าน จ.พะเยา มีโครงการปลูกป่า โครงการคาร์บอนเครดิต
    ตอนนี้เริ่มทำสัญญาโดยให้ค่าตอบแทนปีแรกไร่ละ 20,000 บาท
    ปีต่อไปให้ไร่ละ13,000 บาท โครงการผ่านนายหน้าหัก 30 % ของรายได้
    ห้ามตัดต้นไม้เป็นเวลา 30 ปี ไม่รู้ว่าจะได้เงินจริงหรือเปล่า
    โครงการเขาจะให้ปลูกอะไร ทำอะไรบ้าง
    ชาวบ้านก็ยังงงงง โครงการผ่านมาทางกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
    บอกว่าเป็นของต่างประเทศจริงหรือหลอก

  • Num

    ในข่าวระบุ “กำหนดมีมูลค่า (ค่าปรับ) ประมาณตันละ 5,000 บาทต่อตันคาร์บอนฯ เทียบกับราคาขายคาร์บอนเครดิตที่ประมาณ 854 บาท ต่อตันคาร์บอนฯ (ปี2008)
    แต่ ข้อมูลราคาซื้อขายตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (ปาไม้เข้าข่ายหมวดนี้ และราคาจะต่ำกว่าหมวดอื่น 5 ขึ้นไปเนื่องจากมาตรฐานในการเข้าสู่กระบวนการต่ำกว่า)

    แต่ราคาข้างล่างนี้เป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ 21 พย.2553 โดยอ้างอิงจากเว็บองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ของไทย

    ตลาดคาร์บอน
    ภาคสมัครใจ
    (VER)
    CCX CFI 2008 13 ก.ย. 2553
    $0.05
    (ปริมาณ: 0) 13 ส.ค. 2553
    $0.10 หรือราว 2.88 บาท
    (ปริมาณ: 0)

    ส่วนราคาคาร์บอนทั่วไป ราคาอยู่ที่ €14.49 ต่อ ตันคาร์บอนฯ หรือราว 585 บาท

    แล้วที่มีบริษัทมาเสนอให้ราคาตั้งแต่ 10000 -20000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วแต่เงื่อนไข ตั้งแต่ 3% -30% แถมบางบริษัทให้เสียค่าสมัครล่วงหน้า

    ทุกท่านลองคิดดูว่า ถ้าเอาเงินมาซื้อเราจริงขนาดนั้น แล้วจะเอาไปขายให้ได้ราคาเท่าไหร่ หรือเค้ารู้ว่ายังไงก็ไม่ผ่านแต่เขาได้ค่าสมัคร 1000 ราย ถ้ารายละ 50 บาท ก็ 50,000 บาท

    ส่วนนี้บริษัทนั้นๆที่มาติดต่อ ควรชี้แจงให้เห็นชัดเจน จะบอกชาวบ้านว่าไม่ต้องสนใจราคาซื้อขายในตลาดโลกไม่ได้ เพราะ รายได้ของชาวบ้านในแต่ละปีจะต้องขึ้นลงตามราคาซื้อขายของตลาดโลก (แต่ ไม่ดูท่าแล้วราคาซื้อแพงลิ้ว จะขายได้เทาไหร่เชียวก็ซื้อกันไม่ถึง 3 บาท (ข้อมูลหลายแหล่งระบุว่า 2.5 ไร่ ถึงลดได้ 2 ตัน ยิ่งคิดเงินได้ต่ำกว่าจำนวนไร่เสียอีก)

    สรุป (ผมสรุปเอง) ว่า ไม่น่าจะมีการซื้อขายกันได้ในราคานี้ (2-3หมื่นบาทต่อไร่) แถมดูระบบการซื้อหละหลวมเป็นอย่างมาก ทั้งจำนวนต้นไม้ ต่อไร่ ความสุง เพราะหลายที่เอาที่ดินเปล่าด้วย คือไม่ได้ระบุรายละเอียดประเภทนี้ให้ชัดเจน นายหน้าเพียงกว้านรวบรวม เทือกสวน และป่าไม้ยืนต้น ลูกเดียว รัฐเองก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้ามีมูลความจริงรัฐสามารถเข้าร่วมประชาสัมพันธ์ และคอยสอดส่องดูแลได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปมีส่วนได้เสียหักหัวคิวจากชาวบ้าน เพราะบริษัทระบุให้ชาวบ้านทำธุรกรรมสัญญากับบริษัทโดยตรงอยู่แล้ว อีกทั้งโครงการดังกล่าวสามารถช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนและการอพยพแรงงานให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ก็คิดดูมีสวนไม้ยืนต้นแค่5ไร่ ได้ไร่ละ 10,000 ปีหนึ่งก็ได้50,000 บาท เฉลี่ยเดือนนึงก็ได้4000 กว่าบาท พอเลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว นี่ยังไม่นับงานการอื่นๆที่ไปทำและได้เงินตามปกติอยู่แล้วนะ จบข่าว

  • Num

    แก้คำพิมพ์ตก

    และราคาจะต่ำกว่าหมวดอื่น 5 เท่าขึ้นไปเนื่องจากมาตรฐานในการเข้าสู่กระบวนการต่ำกว่า

  • รุจิรัตน์

    ที่บ้านก็มีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้ามาเหมือนกัน ของชมรมภูรักษ์น้ำ ไม่ทราบว่าจะมีจริงหรือไม่ ชาวบ้านยังขาดความรู้เรื่องนี้มาก แล้วรัฐ ไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ความรู้แก่ชาวบ้านเลยหรือ?
    ชาวบ้าน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

  • หวังดีจ้า

    โครงการคาร์บอนเครดิต ของบ.ภูรักษ์น้ำไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเพราะแถวจังหวัดน่าน แพร่เขาโดนหลอกกันลองอ่านข่าวดูนะคะ ข่าว ส.ป.ก.น่าน เตือนเกษตรกรที่จะสมัครเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต แหล่งข่าว กรุงเทพธุรกิจ 26 พย 53

  • เห็นด้วย

    ช่วยโลกเป้นหน้าที่ของทุกคนแต่ช่วยแล้วได้เงินอีกก็น่าสนนะครับ ชมรมภูรักษ์น้ำเป็นตัวกลางระหว่างชาวบ้านกับโครงการไม่ได้เสียค่าสมัคใดๆเลยก็น่าลุ้นนะครับหรือใครมีที่แล้วไม่ว่างปล่าวจะไม่สนครับ ปีแรกเขาให้ไร่ละ20,000ครับปี่ต่อไป12000บาทถึง30ปีนะกำไรกว่าทำข้าวโพดอีก

  • http://www.google.com คนน้ำใจดี (เชียงราย)

    นำพื้นที่ว่างเปล่า ไปปลูกป่าแล้วได้เงิน ช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านรากหญ้า เป็นสิ่งที่ดีควรส่งเสริม
    แต่หน่ายงานของรัฐ(สปก น่าน) ทำไมไปต่อต้าน ให้ร้าย ชมรมภูรักษ์น้ำเขา มือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำอีก น่ายกย่องจริงๆ ครับ ท่านหัวหน้า สปก.น่าน หรือว่าทางหน่วยงานไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้ เลยต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้โครงการนี้เกิด โครงการนี้ ตจว. เขาก็ทำกัน เช่น จ.สกลนคร เชียงใหม่ พัทลุง สปก.จังหวัดนั้นๆต่างก็สนับสนุนกัน
    - โครงการไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายไดๆ
    - ไม่บังคับผู้เข้าร่วมโครงการ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ
    - ไม่มีการซื้อขายที่ดินหรือเอกสารสิทธ์ไดๆ

    ปลูกป่าเป็นสิ่งที่ดี หลายหน่วยงานสนับสนุน ถ้าปลูกป่าแล้วได้เงินช่วยเหลือก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ

  • เย็นใจ

    เท่าที่ทราบมาเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแถวจังหวัดน่าน ก็คือไม่ได้เก็บค่าสมัครและก็เอกสารที่ให้มาก็เป็นแค่สำเนา ผมก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรยังงัยหรอกนะครับ
    แต่เท่าที่มอง ระหว่าง สปก.น่านกับ ภูรักษ์น้ำ นั้น ถ้ามองมุมแรกก็อาจจะเป็นอย่างที่คุณคนน้ำใจดีกล่าวมาคือ ทางสปก.น่านอาจจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรจากโครงการนี้เลยตีรวนเป็นไอเข้ขวางคลองอย่างนี้จริงก็ได้ หรือมองอีกมุมภูรักษ์น้ำอาจจะไม่มีจริง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เอกสารที่ใช้สมัครนั้นก็เป็นแค่สำเนา ก็ไม่สามารถที่จะทำธุรกรรมซื้อขายอะไรกับที่ดินได้ นอกจากผู้ที่มีอำนาจในกรมที่ดินเอาไปปลอมแปลง และอีกอย่างหนึ่งถึงเราไม่ได้เงินแต่ก็ได้พื้นที่สีเขียวเพิ่ม อย่าให้การปลูกต้นไม้ต้องให้เงินเป็นตัวแปรสำคัญเหนือสำนึกรักษ์ธรรมชาติ ถึงจะมีเงินในอนาคตแต่ไม่มีต้นไม้เงินก็แค่กระดาษที่ไม่มีค่าอะไร ไม่มีคนต้นไม้อยู่ได้ แต่ไม่มีต้นไม้คนอยู่ไม่ได้