บทสัมภาษณ์ล่าสุดของทักษิณ – ผมจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

December 1, 2008

ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รับรู้ได้ถึงความร้อนแรง เขาจะไม่แสดงมันออกมา ประเทศไทยได้ออกหมายจับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ประเทศอังกฤษเรียกคืนวีซ่าของเขา และประเทศตะวันตกบางประเทศวางระยะห่างจากบุคคลผู้ครั้งหนึ่งเป็นแชมเปี้ยนของพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ในเอเชีย กระนั้นสิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณทำก็เพียงแค่ยักไหล่ให้เท่านั้น

นี่คือบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของเขาหลังจาก 18 เดือน กับ “อาราเบียน บิสซิเนส”

“คุณทราบไหมว่ามีกี่ประเทศในโลกนี้? มี 197 ประเทศ แต่มีแค่ 17 ประเทศที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย” ทักษิณพูดพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า “ยิ่งกว่านั้นมีแค่ 10 ประเทศที่สัญญาที่ว่ายังมีผลอยู่ ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลกับผมหรอก ผมยังมีที่อีกมากให้พักอาศัย”



ที่หนึ่งที่ว่านั้นก็คือดูไบ ที่นี่เองทักษิณพักผ่อนอย่างหรูหรากับโรงแรมชั้นนำระดับห้าดาวแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ จะว่าไปนี่อาจเป็นเรื่องดีที่เขาได้พักผ่อนจากภารกิจที่แสนยุ่งยากในปีนี้ก็ได้ สำหรับคนที่ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งบริหารงานสูงสุดจากผลการเลือกตั้งถล่มทลายตั้งแต่ปี 2544

สองปีก่อนเขาถูกโค่นจากการรัฐประหารที่ไร้หยดเลือด ในขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจที่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ค หลังจากต้องถูกขับไล่ออกนอกประเทศนานนับเดือนจากการประท้วงของมวลชนต่อต้านรัฐบาล เขาก็หยุดลงในประเทศอังกฤษ ด้วยการซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก

หลังจากการเลือกตั้งในปี 2550 ซึ่งพรรคพลังประชาชนที่ตั้งขึ้นใหม่ของเขาได้รับชัยชนะเป็นเสียงส่วนใหญ่ และร่วมกับพันธมิตรของเขาตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ ทักษิณกลับบ้านในช่วงต้นปี 2551 เพื่อเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาการฉ้อโกงในศาลสถิตยุติธรรม อย่างไรก็ตามเขาและภริยาหลบหนีการประกันตัว — ในที่สุดก็ไม่มาปรากฎตัวที่่ศาลเพื่อฟังคำพิพากษา, ถ้าพวกเขากลับไปในประเทศไทย ก็มีหวังที่จะถูกจำคุกอย่างยาวนาน

ประเทศอังกฤษสั่งอายัพทรัพย์สินของทักษิณที่ร่ำลือกันว่ามีถึง 4 พันล้านเหรียญ (1.4 แสนล้านบาท) ทำให้เขาต้องขายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้กับ ชีค แมนเซอร์ ของอาบูดาบี การเรียกคืนวีซ่าของอังกฤษยิ่งเพิ่มปัญหาให้กับเขา และอ้อ, ภริยาของเขาก็ขอหย่าเมื่อสัปดาห์ก่อน

“มันเป็นเดือนที่วุ่นวาย” เขากล่าว ในขณะที่กำลังหัวเราะเยาะให้กับโชคชะตาที่แสนเลวร้าย และมันจะยิ่งวุ่นวายมากขึ้น เมื่อทักษิณเปิดเผยว่าเขาตั้งใจจะกลับมาทำการเมือง แก้ไขปัญหาความยากจนในโลก, ปรับปรุงระบบรักษาสุขภาพของตะวันออกกลาง — และในขณะนี้ เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิขนาดไม่น้อย เพื่อดูแลเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงิน

รายการหนึ่งที่ดูน่าจะมีลูกไม้ที่สุดในบรรดา “รายการที่ต้องทำของทักษิณ” ข้างต้นก็คือการหวนกลับคืนสู่การเมือง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ห้าในเก้าของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่าเขามีความผิดในข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน และสั่งจำคุกสองปี

ศาลมองว่าทักษิณ ละเลยการดูแลกองทุนพัฒนาสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ซื้อสินทรัพย์และสัญญาจำนองของธนาคารเอาไว้ ภริยาของทักษิณชนะการประมูลที่กองทุนฯ เป็นเจ้าของในปี 2546 และศาลมองว่าภริยาของเขาซื้อที่ดินในนามของเขา ดังนั้นจึงมีความผิดในฐานะผลประโยชน์ทับซ้อน

ต่อให้มีแค่คดีจำคุกสองปีที่ว่า โดยยังไม่ต้องนับรายชื่อยาวเหยียดของศัตรูทางการเมืองที่หวังจะให้เขาหายไปชั่วนิรันดร์ — การเดินทางกลับประเทศไทยดูจะไม่ใช่ยุทธวิธีที่ฉลาดนัก

“ผมไม่มีทางเลือก” เขายืนยัน “ในช่วงต้นๆที่ผมถูกขับออกจากอำนาจ ภริยาผมขอให้ผมอย่ากลับไปเล่นการเมือง เธอไม่ชอบการเมือง และครอบครัวผมทั้งหมดก็ประสบความยากลำบากอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงไม่กลับไป”

“แต่ตอนนี้ผมจนมุม เพราะประเทศกำลังตกต่ำลงไปเรื่อยๆ” เขาเพิ่มเติม “ความเชื่อมั่นไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ความไว้ใจของชุมชนต่างประเทศก็ไม่อยู่ที่นั่น คนยากจนในชนบทกำลังประสบความยากลำบาก”

“ถ้าผมได้เป็นผู้นำ ผมจะนำเอาความเชื่อมั่นกลับคืนมายังประเทศไทยอย่างรวดเร็ว และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องหากลไกให้ผมกลับไปทำงานการเมือง”

ต่อคำถามถึงความเห็นภริยาของเขา “เธอหย่ากับผมแล้ว” ทักษิณตอบตรงๆ และนั่นก็เป็นการจบคำถามนี้

เขายอมรับว่าการกลับไปตอนนี้อาจจะเสี่ยงเกินไป แต่เขายืนยันว่า “ตอนนี้เป็นเวลาของผมแล้ว” เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้ชุมนุมต้านรัฐบาลนับหมื่นเข้ายึดรัฐสภา

กลุ่มผู้ประท้วงจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เข้าปิดถนนที่นำไปสู่รัฐสภา และยึดอาคารของรัฐแห่งอื่นๆ เพื่อบีบให้คณะรัฐมนตรียุติการทำหน้าที่ ในขณะที่มีการใช้ระเบิดโจมตีค่ายพักของผู้ชุมนุมจนกระทั่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเมื่อต้นเดือนก่อน

ความรุนแรงเริ่มลุกลาม และในขณะที่ “อาระเบียน บิสซิเนส” กำลังถูกตีพิมพ์ ผบ.ทบ. กำลังขอให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ สถานการณ์ดูจะไม่เอื้อกับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้เลย

“ผมอยู่ที่นี่ทำธุรกิจ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ แต่ผมต้องกลับไปหาคนของผมและผู้สนับสนุนผม ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนจนและคนชั้นกลาง” เขากล่าว

“ในอดีตคนจนมองไม่เห็นอนาคตเลย – พวกเขามองเห็นแต่อดีตที่ขมขื่นและมองแค่ชีวิตตรงหน้า” เขากล่าวต่อ “หลังจากผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมได้ให้ความหวังกับเขา ผมได้นำความสดชื่นกลับมาใหม่ พวกเขาเคยมองเห็นอนาคตของลูกหลาน และอนาคตผลผลิตพืชผลของพวกเขา พวกเขาเคยมีความสุข แม้แต่คนขับแท็กซี่ก็เคยมีความสุข และผมได้นำเศรษฐกิจกลับไปเป็นปกติ”

แล้วเขาจะได้กลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่? ทักษิณยืนกรานว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

“การรัฐประหารยังอยู่ที่นั่น – มันเปลี่ยนสภาพจากรัฐประหารโดยทหาร เป็นรัฐประหารโดยตุลาการ” เขาอธิบาย “ผมคิดว่าเรื่องส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพลังของประชาชน – ถ้าพวกเขารู้สึกว่ากำลังประสบกับความยากำบาก และเขาต้องการให้ผมช่วย ผมก็จะกลับไป”

“ถ้าพระเจ้าอยู่หัวรู้สึกว่าผมยังมีประโยชน์ ผมก็จะกลับไปและผมก็จะขอพระราชทานอภัยโทษ” เขากล่าวเพิ่ม “แต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการผม และพระเจ้าอยู่หัวไม่คิดว่าผมทำอะไรได้เป็นพิเศษ ผมก็จะอยู่ที่นี่และทำธุรกิจ ผมจะใช้ชีวิตกับมิตรสหายของผม”

ปัจจุบันทักษิณใช้ชีวิตอยู่ในตะวันออกกลางกับเพื่อสนิทชุดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองในภูมิภาคแถบนี้ เขากล่าวว่าเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งต่างจากในอังกฤษซึ่งหลายคนรู้สึกประหลาดในที่อังกฤษตัดสินใจเพิกถอนวีซ่าของเขา ตอนนี้เขาระมัดระวังถ้อยคำมากขึ้น แต่ก็ยังคงรู้สึกปวดร้าวจากการที่ต้องจากมา

“ผมคิดว่าอังกฤษเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ และพวกเขาควรเข้าใจว่าผมเป็นเหยื่อของการทำรัฐประหาร” เขายืนยัน “ผมเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการแม้ว่านั่นจะเป็นคำตัดสินของศาล”

“แต่นี่ก็เหมือนผลไม้จากต้นไม้ที่มีพิษ – ต้นไม้ทั้งต้นเป็นพิษและผมเป็นผลไม้ ต้นไม้นี่ปลูกโดยการรัฐประหารโดยกองทัพ” เขาเพิ่ม “อังกฤษควรทำความเข้าใจให้ดีกว่านี้ แต่โชคร้ายที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับปัญหาของพวกเขา จนกระทั่งลืมเลือนคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยไป”

“แต่ผมก็ไม่แคร์หรอก — ผมขอบคุณพวกเขาเพราะผมได้ไปอาศัยที่นั่น ผมได้ซื้อสโมสรฟุตบอลแล้วก็ขายมันไป ผมทำเงินได้ในการทำธุรกิจ” เขากล่าว “พวกเขาให้ที่อยู่ผม แม้จะเป็นเวลาอันสั้น ลูกๆของผมก็ได้เรียนหนังสือที่นั่น”

“วันหนึ่งพวกเขาจะเข้าใจได้ดีขึ้น และพวกเขาจะรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะพวกเขาไม่เคารพคุณค่าประชาธิปไตยเลย”

แล้วทักษิณจะทำอะไรต่อไป? หากยกปัญหาการเมืองกองไว้ข้างๆก่อน ทักษิณก็จะมุ่งเน้นเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนในเอเชีย เขากล่าวได้อย่างประทับใจถึงความทุกข์ยากของคนจน รวมถึงรายละเอียดที่เขาได้ทำลงไปในช่วงยุคสมัยของเขาในเมืองไทย — รวมทั้งผลสำเร็จของมาตรการเหล่านั้นด้วย กำหนดการอันดับต้นๆของเขาคือการรักษาสุขภาพ ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณไม่รีรอที่จะริเริ่มระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งใช้เงินแค่ 30 บาท

“อย่างน้อยตอนนี้คนจน 18 ล้านคนก็มีความสุขกับระบบรักษาสุขภาพ” เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ถ้าพวกเขามีลูกพวกเขาก็จ่ายแค่ 30 บาท และจ่ายแค่ 30 บาทสำหรับการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ ผมบริหารจัดการงบประมาณสาธารณสุขเสียใหม่ และกำหนดงบประมาณลงไปให้กับโรงพยาบาลทุกแห่ง

“เรายังเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ๆลงไป และสร้างศูนย์ชั้นเยี่ยม ตอนนี้พวกเขาได้รับบริการเท่ากับที่ทุกคนได้รับ ไม่ว่าพวกเขาจะยากจนแค่ไหนก็ตาม” เขากล่าวเพิ่ม

แล้วเขาวางแผนที่จะทำอย่างเดียวกันที่นี่หรือไม่? “ผมคิดว่าผมจะบริหารจัดการรัฐบาลของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์เสียใหม่ ผมจะทำเหมือนอย่างเดิม ผมจะนำเอาผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานกับผมเข้ามา ผมไม่เพียงจะให้การบำบัดรักษาแต่ผมจะเอามาตรการเชิงป้องกันเข้ามาด้วย ตัวอย่างเช่น มีหลายอย่างทำได้โดยทางโภชนาการ และคำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ”

ทักษิณเชื่อมั่นว่าเขาสามารถเพิ่มจำนวนครอบครัวแพทย์ให้มากขึ้น และสร้างคลีนิคให้ใกล้หมู่บ้านมากขึ้น เพื่อปลดทรัพยากรของโรงพยาบาลและทำให้ชีวิง่ายขึ้นสำหรับผู้ป่วยจำนวนกว่า 80 เปอร์เซนต์ที่ไม่ได้ต้องการการบำบัดรักษาจากโรงพยาบาล

นอกจากการให้บริการทางการแพทย์ในอิมิเรตส์ ทักษิณวางแผนที่จะผลักดันแผนการณ์สำหรับการกำจัดความยากจนในระดับกว้างขวางออกมาด้วย

นอกจากนี้เขายังต้องการให้รัฐบาลใช้เงินส่วนเกินสร้างสินเชื่อรายว่อยให้กับคนยากจน ในลักษณะเดียวกับที่โมฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเคยบุกเบิกในประเทศบังคลาเทศมาแล้ว

ธนาคารประชาชนในประเทศไทยได้ให้สินเชื่อเล็กๆกับคนจนจำนวน 2.5% และได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทักษิณต้องการจะขยายหลักการนี้ทั่วทั้งเอเชีย

เพื่อต้องการบรรลุความฝันนี้ เขาได้เปิดตัวมูลนิธิใหม่ในชื่อ ‘สร้างอนาคตที่ดีกว่า’

“เศรษฐกิจทุนนิยมหมายถึงอะไร? มันก็หมายถึงว่าคุณต้องการทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง” เขาอธิบาย “คนจนไม่มีทางเลือก พวกเขาต้องอาศัยในเศรษฐกิจทุนนิยม แต่พวกเขาไม่มีเงินทุน พวกเขาไม่มีทางเข้าถึงทุน แต่ถ้าคุณให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทุนได้ มันก็จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง”

ทักษิณเชื่อมั่นว่า ความยากจนเป็นสิ่งที่ “ถูกเข้าใจผิดอย่างยิ่ง” ในอดีต “ประเทศส่วนใหญ่ถูกบริหารงานด้วยนักการเมืองที่มีประสบการณ์แต่ในเฉพาะทางการเมือง” เขาชี้ “สิ่งที่หายไปคือการบริหารจัดการ การเมืองเป็นเรื่องอำนาจและกฎหมาย นักการเมืองไม่มีทางเข้าใจว่าจะบริหารองค์กรได้อย่างไร”

“ในฐานะที่ผมเคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจมาก่อน ผมคิดว่าผมได้นำเอาระบบบริหารจัดการแบบใหม่มาสู่รัฐบาล” เขากล่าวต่อ “มันได้รับการพิสูจน์ว่ามันทำงานได้เป็นอย่างดีในประเทศไทย แต่พวกเขาไม่ให้ผมอยู่ได้นาน ถ้าผมได้อยู่แปดปีเต็ม ผมเชื่อว่าผมจะทำสิ่งที่แตกต่างครั้งใหญ่”

การที่มีวาระมากมาย จึงพูดยากว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะมีอนาคตเป็นอย่างไร แต่เขารู้สึกทราบซึ้งกับชีค เมนซัวร์ แห่งอาบูดาบีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการที่เข้าซื้อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทักษิณกล่าวว่าเขาได้ขายสโมสรไป แต่กลับได้ “เพื่อนที่ยิ่งใหญ่” มาแทน เหนือไปกว่านั้น เขากำลังหาทางกลับบ้าน เขาไม่ขอโทษ ไม่เสียใจ กับสิ่งที่ได้ทำมา

“ผมไม่สามารถอยู่ในบ้านเมืองของผมได้ มีความพยายามลอบสังหารหลายครั้ง และครอบครัวของผมก็แตกแยก เพราะพวกเราอยู่กันคนละประเทศ ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมทำ ผมรักคนไทยครับ”

แปลและเรียบเรียงจาก – Catch me if you can (1), และ Catch me if you can (2)

Comments

11 Responses to “บทสัมภาษณ์ล่าสุดของทักษิณ – ผมจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง”

  1. 1. วี on December 2nd, 2008 10:10

    ฟังดูเป็น “นักประชาธิปไตย” ขึ้นมาเลย หลังจากเคยเห็นประชาธิปไตยเป็นแค่ means ในช่วงที่มีอำนาจ แต่ผมเห็นว่าทักษิณยังมีสองสามปัญหาหลักในการ (กลับมา) เป็นผู้นำ (if he can!)

    หนึ่งคือ จะตัดใจจากการล้างแค้นครั้งใหญ่ และมุ่งไปที่การพัฒนาประเทศได้มากและยาวนานเพียงใด

    สองคือ จะยอมละทิ้งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ได้แค่ไหน จะยอมลดกำไรจากการเมืองลงจากเดิมได้สักเท่าใด

    สามคือ จะใช้ยุทธศาสตร์อะไรในการพัฒนาประเทศ อย่าลืมว่าก่อนทักษิณจะถูกรัฐประหารนั้น โครงการระยะหลังๆ มุ่งไปที่การ privatisation และการสนับสนุนทุนข้ามชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพื่อแลกมากับ economic growth ในระยะสั้น เพื่อผลการเมืองเฉพาะหน้า เพราะตัวทักษิณเองก็ไม่ได้โตมาจากภาคการผลิตจริงๆ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการผลิตให้มีประสิทธิภาพ

    สามประเด็นนี้เป็น huge cost แน่นอนสำหรับประเทศหากเขาจะกลับมา.

  2. 2. Cool on December 2nd, 2008 10:57

    You’re the man!

  3. 3. big on December 2nd, 2008 11:13

    บ้านเมืองจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้ามี “พันธมิตร” ตรวจสอบ และมี “ทักษิณ” เป็นรัฐบาล
    เพราะฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ไม่เก่งเท่าพันธมิตร
    ครั้นจะให้บริหารงาน ก็ดันสู้ “ทักษิณ” ไม่ได้อีก

    แต่สภาพการณ์ข้างบนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย 555
    Utopia อุดมคติแต่เป็นไปไม่ได้

  4. 4. เหตุผลคือคนเสื้อแดง on December 2nd, 2008 12:03

    คห 1
    1.ไม่ใช่การแก้แค้น แต่คือการเอาคนไร้ความสามารถแต่มากด้วยอคติและขี้อิจฉา ออกไปจากสังคม เพื่อไม่ให้การพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงัก
    แค่เรื่องเดียว 45 ปีของสุวรรณภูมิสำเร็จเพราะใคร และ พังยับเยินเพราะใคร เราจะเอาคนพวกนี้ไว้อีกหรือ คนเหล่านั้น ควรอยู่ในคุก ไม่ให้ออกมาสร้างความล้าหลัง ถอยหลังของประเทศอีก
    2 ผลประโยชน์ที่ว่า คือภาพลวงตามที่ถูกสร้างขึ้น จนถึงวันนี้ CTX ไปถึงไหน มีแต่คำขอโทษจากสื่อมวลชนที่ลงข่าวผิด แต่ใจคนอคติก็ยัง เชื่อว่า เชื่อว่า ต้องผิด สุภาษิตของการตัดสินในประเทศไทยเวลานี้ คือ คนทำกับข้าวโดนปลด คนกบฏต้องปล่อย
    สบายดีไหมครับ
    3 จะใช้นโยบายอะไร ที่ทำมายังไมามากพออีกหรือ 30 บาท ตอนเริ่มแรก โดนด้านจาก แพทย์และพยาบาลจำนวนไม่น้อย จากพวกที่คิดว่าตัวเองหัวดีที่สุดของประเทศ แล้วเป็นไง ความคิดเชิงบริหารกับเชิงปฏิบัติการ มันคนละชั้นอย่างสิ้นเชิง หวยบนดินกับใต้ดิน ตัดมือพวกอิทธิพลเถือ่น นำศักดิ์ศรีของตำรวจกลับมา แถมยังได้้นักเรียนทุน 1 อำเภอ เคยคิดกันเป็นหรือเปล่า อย่าว่าแต่ทำเป็น กระทรวงต่างๆในประเททศไทย 100 ปีไม่เคยมีการปรับเปลี่ยน อย่ามาทำอวดเก่งขี้สงสัย เลย ระยะทางพิสูจน์ ยิ่งกว่าพิสูจน์ ตาสว่างเสียทีเถอะ

    แค่จิ๊บจิ๊บที่พูดมา ก็หาใครคิด ใครทำ ไม่ได้แล้ว เพราะปชป.อยู่มา 60 ปี แม้แต่คิดแบบนี้ ยังไม่เคยได้สักเรื่องเลย ไม่งั้น พรรคไทยรักไทย ไม่ได้แจ้งเกิด ไม่ฟื้นคืนชีพ เป็นพลังประชาชน แม้จะถูกกระหน่ำขนาดนี้ได้หรอก

    อย่าดันทุรังอีกเลย

  5. 5. modmag on December 2nd, 2008 16:44

    ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน
    ฉันใด
    ความจริง ก็คือ ความจริง
    ฉันนั้น

  6. 6. buddy on December 3rd, 2008 1:01

    Please come back by early 2010 to change this country for better.

  7. 7. คนไทยแท้ on December 3rd, 2008 10:00

    เห็นด้วยกับความคิดที่ 4 ดีมาก รัฐวิสาหกิจทุกประเภท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เช่นการรถไฟ สกปรกมากี่ปี พอทักษิณ มาสะอาด บริการดี ผิดหูผิดตา น้ำไฟ ก็ปลอมใบเสร็จ ส่งรัฐ โบนัสพนักงาน มากกว่าค่านำไฟประชาชนทั้งปี รวยอยู่รำไป ทุกยุคตั้งแต่รัฐบาลเก่าแก่หัวหงอกจนถึง ชวนเชื่องช้า คนภาคใต้กินดีอยู่ดี อิสาน เหนือ ไฟฟ้า ถนน ไม่มี แห้งแล้ง ยากจน นี่หรือ คนไทยเหมือนกันน่าอาย…

  8. 8. เทพบุตรคนจน on December 3rd, 2008 10:13

    คนเรา มองตนเองไม่เห็น ต้องให้ต่างประเทศมอง และกรุณาฟังคำวิจารณ์เค้าด้วย เปิดใจยอมรับความจริง ชนชั้นที่รำรวยมีอคติกับประชาชนที่ยากจน เรียนได้แค่ประถม จบเมืองไทย ว่าเค้าโง่ แต่คนรวยไปเรียนทุนภาษ๊ประชาชน เมืองนอก ไม่สำนึกบุญคุณคนเสียภาษี ปลูกข้าวให้กิน พอทีอย่าแบ่งชนชั้น หมดยุคเสียที ให้ทักษิณ นำความเสมอภาคเข้ามาบริหารประเทศจะดีกว่า พันธมิตรอย่างมงาย ตื่นได้แล้วอย่าโง่

  9. 9. วี on December 8th, 2008 22:40

    จากคห.1 ครับ กลับมาอีกทีงงเลย

    เพราะไม่มีตรงไหนที่บอกเลยว่าอยากให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ! เพียงแค่คิดถึงว่าหากทักษิณกลับมาจะมีอะไรที่น่ากังวลอยู่บ้าง เพราะก็เห็นด้วยในหลักการอยู่แล้วว่าทักษิณเป็นรัฐบาลสุดท้ายที่มีความชอบธรรมตราบจนถึงปัจจุบัน (เพราะถูกอำนาจนอกระบบไล่ออกไป)

    อันนี้น่าเป็นห่วงกว่าทักษิณอีกครับ เพราะกลายเป็นว่าถ้าแตะอะไรทักษิณหน่อยก้อต้องเป็นพวกพันธมิตร เชียร์ปชป. แต่ถ้าแต่อะไรพันธมิตรหน่อยก้อกลายเป็นพวกทักษิณ นปก.

    ทำไมเราต้องปิดตาข้างหนึ่งกันตลอดเวลาด้วยครับเนี่ย เพียงแค่รับฟังและเถียงกันเป็นประเด็นๆ ไปน่าจะดีกว่าไหมครับ ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจหรือผู้นำคนใดที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ หรือว่าที่สุดแล้ว ประเทศเราเหมาะกับนโยบาย “เชื่อผู้นำ” แบบเหมารวมเท่านั้น ?

  10. 10. Anonymous on December 10th, 2008 11:35

    กลับมาเถิดหากทำให้ประเทศก้าวหน้า เรารอผู้นำที่นำความเจริญมานานแล้ว

  11. 11. Siam Intelligence Unit » หมอมิ้งโต้ข่าวจ้างล็อบบี้ยิสต์ป่วนไทย on January 6th, 2009 2:18

    [...] พ.ต.ท. ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ไว้ที่ arabian business [...]

Got something to say?