“เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” : สร้างสรรค์อย่างไรจึงไม่หลงทาง
การเติบโตและความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศเกาหลีและอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความโชคดี แต่ได้มีการเตรียมความพร้อมด้าน “วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ” เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่เพียบพร้อมด้วยเสน่ห์เอกลักษณ์อันโดดเด่น(Originality) และไม่อาจเลียนแบบได้ แน่นอนว่า ทุกประเทศบนโลกย่อมให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติ แต่กลับมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้าถึงวิธีการอันถูกต้องในการทำให้วัฒนธรรมของชาติมีลักษณะสร้างสรรค์
Creative Space : กรณีศึกษา Hundred Children ร้านกาแฟคนไทยที่อบอวลด้วยบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์
การที่เมืองไทยจะปรับเปลี่ยนตัวเองจากเศรษฐกิจแบบโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังย่ำแย่มาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์สดใส ย่อมต้องมี Creative Space เฉกเช่นร้านกาแฟ Starbucks เป็นสถานที่ซึ่งเหมาะต่อการพบปะของศิลปิน นักเขียน นักธุรกิจ นักการเมือง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่จะนำไปสู่โครงการและธุรกิจใหม่ๆที่เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดริเริ่มและการสร้างสรรค์ ซึ่งสถานที่ทำงานในรูปแบบเดิมไม่สามารถมอบบรรยากาศที่ปลุกเร้าแรงบันดาลใจเช่นนี้ได้
creative city : กรุงเทพ เมืองหลวงที่แสนสุขและสร้างสรรค์
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ร่ำร้องกันมานานแสนนานแล้วว่า “อยากให้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองงดงาม เต็มไปด้วยความสุข พรั่งพร้อมทั้งทางวัตถุและจิตใจ” ในวันนี้ “ทุนนิยม” ที่เคยมุ่งเน้นแต่วัตถุ จนทำให้ “กรุงเทพ” แทบเป็นบ้าไปนั้น กำลังทบทวนตัวเอง และเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “ความสุข” มากขึ้น โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยของ Creative Economy ซึ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เทคโนโลยีและการผลิตแบบ Mass อีกต่อไป แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จะเกิดขึ้นไม่ได้ หาก “เมือง” ที่เป็นแหล่งพำนักของนักสร้างสรรค์ (Create Worker) ไม่ได้มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรค์ ถึงเวลาแล้วที่จะ Change กรุงเทพ ให้เป็น “เมืองแห่งการสร้างสรรค์ Creative City” 1. จัดสร้าง Creative Square ในย่านสยามสแควร์ เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักสร้างสรรค์จากทั่วประเทศไทยให้มารวมตัวกัน จัดกิจกรรมต่างๆ นักเขียน ศิลปิน นักโฆษณา นักการตลาด ฯลฯ [...]
โครงการ 1 อำเภอ 1 ห้องสมุดไอเดีย (iDea Library) เพื่อผลักดันสังคมไทยเข้าสู่ Creative Economy
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือที่รวมเป็นเล่มมากกว่า “นิตยสาร” เพราะรู้สึกว่า “นิตยสาร” รวมเรื่องราวที่หลากหลายแต่ไม่ลึกซึ้ง เมื่อหลายเดือนก่อน ผมค้นพบความจริงว่า “เพื่อนผู้แสนดี” ซึ่งเป็นคนที่มีไอเดียบรรเจิดตลอดเวลานั้น ในบริษัทส่วนตัวของเขาได้มี “นิตยสาร” จากต่างประเทศมากมายไว้บริการพนักงาน แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า “ไม่คุ้ม” ที่จะมี “นิตยสาร” เหล่านั้นไว้ในครอบครอง ที่สำคัญ ผมยังเชื่อว่าสามารถแสวงหา “สุดยอดไอเดีย” ได้จากหนังสือดีๆทั่วโลก ถึงแม้จะช้ากว่านิตยสารชั้นแนวหน้าเหล่านั้นไปบ้างก็ตาม
Wisdom House โรงเรียนบ่มเพาะ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อการผ่านพ้น “วิกฤตชาติ”
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ “ทนายที่ถือกระเป๋าเอกสารสามารถขโมยอะไรได้มากกว่าคนเป็นร้อยที่ถือปืน” จากเรื่อง The God Father ฉบับแปลภาษาไทย อาชญากรรมทางความคิด บางครั้งก็อาจมีความร้ายแรงกว่าอาชญากรรมที่ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญประทุษร้าย แต่เนื่องจาก การลักขโมยความคิดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีวัตถุให้จับต้องได้ ผู้คนจึงหลงเข้าใจผิดกันว่า “ความคิด” เป็นสิ่งที่ได้รับมาโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีราคาค่างวดนัก
เติมเต็ม “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อชุบชีวิต “เศรษฐกิจโลก”
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ แน่นอนว่า “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” ในครั้งนี้ ย่อมเป็นวิกฤตทางปัญญา อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมยังคงเห็นต่างจากอดีตนายก โทนี่ แบลร์ และ ดร. ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในมุมมองเรื่อง Creative Economy ผมคิดว่า ต้นกำเนิดของ “ความคิดสร้างสรรค์” นั้น ไม่อาจตั้งอยู่บนฐานของธุรกิจหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจาก “จิตใจ” ปัญหาของทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน “ระบบทุนนิยม” ก็คือ การขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความต้องการของมนุษยชาติ
