ครม. อนุมัติงบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 1,000 ล้านบาท
March 9, 2010
ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำวันที่ 9 มีนาคม 2553 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 1,000 ล้านบาท จากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้ยื่นขอเสนอมา
Read more
การขยายตัว GDP 4 /52โตเกินคาด นายกฯหวังปี 53 จะถึง 4.7%
February 25, 2010
หลังการออกมาแถลงข่าวจากทั้งจาก สภาพัฒน์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 4 ของปี 2552 ที่ออกมาดีเกินคาด โดยขยายตัวถึงร้อยละ 5.8 ทำให้จีดีพีทั้งปี 2552 ออกมาติดลบ 2.3 ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ในช่วงต้นปีที่คาดว่าจะติดลบถึง 3% และคาดการณ์ถึงการขยายตัวทั้งปี 53 จะเติบโตที่ 3.5 – 4.5% Read more
ขนาดของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย
February 12, 2010
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
วงการพัฒนาที่ดินของไทยโดยเฉพาะการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีขนาดใหญ่มาก ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จึงขอสรุปภาพรวมเพื่อให้เข้าใจถึงขนาดตลาดที่อยู่อาศัยไว้เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน รวมทั้งได้เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสภาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มาควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
Read more
จีนปฏิเสธ ไม่ได้ถล่มพันธบัตรสหรัฐ
February 3, 2010
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัสเซียกับจีนร่วมกันเทขายพันธบัตรตราสารหนี้ของสหรัฐ ซึ่งส่วนมากออกโดย Freddie Mac และ Fannie Mae จนรัฐบาลสหรัฐต้องรีบมาอุ้มหน่วยงานทั้งสองเพื่อไม่ให้ล้มละลาย ล่าสุดทางการจีนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้แล้ว
Read more
สงครามเย็นในระบบการเงินโลก (Financial Cold War)
January 31, 2010
“คุณ zneb ได้เขียนงานวิเคราะห์เรื่องสงครามเย็นในการเงินโลกโดยส่วนหนึ่งของสงครามเย็นนั้น ได้รับการเปิดเผยในหนังสือเล่มใหม่ ที่จะวางแผงในวันที่ 1 ก.พ. 2553 ซึ่งเขียนโดยนายเฮนรี พอลสัน อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ในรัฐบาลประธานาธิบดีบุช โดย นายพอลสันถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูงยิ่งในวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2551
นอกจากนี้ ด้วยประสบการณ์ของนายพอลสันในฐานะอดีต CEO ของบริษัท Goldman Sachs ซึ่งเดิมคือบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำของโลกซึ่งปัจจุบันหลังวิกฤติ Sub-prime ได้แปรสภาพเป็นสถาบันการเงินประเภทธนาคาร ทำให้การเปิดเผยของนายพอลสันสะท้อนถึงสงครามเย็นในการเงินโลก คือการเปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy)
zbeb ได้วิเคราะห์ว่า มองไปข้างหน้า พลานุภาพของสงครามเย็นในการเงินโลกไม่เพียงแต่ชี้ขาดสถานะ และศักยภาพของประเทศอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น หากแต่ประเทศทั้งหลาย ถ้าไม่เตรียมหน่วยรบในสงครามเย็นการเงินโลกนี้ ก็ต้องเตรียมตั้งรับดีๆ
เพราะสงครามเย็นครั้งนี้ สามารถชี้ชะตาสถานะประเทศไม่ต่างจากสงครามจริง! ”
Read more
สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2552 และแนวโน้มปี 2553
January 26, 2010
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย, ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA)
ตลาดอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในปี 2552 นี้ ยังคงได้รับผลกระทบเชิงลบจากการฉุดรั้งของการเมืองและการลงทุนของต่างประเทศในประเทศไทย ทำให้สถานการณ์ทั่วไปดู “ทรง ๆ” และต่อเมื่อมีความชัดเจนกว่านี้แล้ว จึงจะสามารถเห็นได้ว่าตลาดจะเติบโตหรือหดตัวลง คาดว่าในปี 2553 นี้สถานการณ์จะยังทรงตัวอยู่
Read more
It’s time to construct new dollar index
January 26, 2010
By Benz Sudta
The dollar weakness in the long-run is undeniable fact given huge public debt and reserve asset reallocation. In daily life we see day-to-day report of dollar exchange rate against 2 major currencies: the euro and the yen.
Because of the Bretton Woods agreement, every countries had to maintain their exchange rate stability against world anchor currency of the gold exchange standard – the dollar. As a result, every currencies had to quote their own exchange rate against the dollar and their monetary policy since then has been linked to the dollar.
Read more
อีกนานไหม กว่าเงินหยวนจะเป็นเงินสกุลหลักของโลก?
January 26, 2010
แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ แต่ในโลกการเงินนั้น เงินหยวนยังมีอิทธิพลน้อยมาก ไม่ต้องเทียบกับเงินสกุลหลักของโลกอย่างดอลลาร์ ยูโร และเยน ก็ได้ เพราะเทียบกับเงินสกุลที่รองลงมาอย่างปอนด์สเตอลิง ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือฟรังซ์สวิสแล้ว หยวนยังด้อยกว่ามาก Read more
รัฐบาลจีนลงทุนในประเทศมอริเชียส
January 26, 2010
รัฐบาลจีนลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศมอริเชียส (Mauritius) หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ใกล้กับเกาะมาดากัสการ์ของแอฟริกา เป็นจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Read more
“ใครสร้างโลกสมัยใหม่” : หนังสือที่ช่วยปลดปล่อยอิสรภาพทางปัญญาของมนุษยชาติ
January 23, 2010
สยามประเทศ คือ ดินแดนเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็น “เมืองขึ้น” ของชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบัน เรากลับพบว่าทุกหนทุกแห่งของประเทศกลับเต็มไปด้วยอิทธิพลของตะวันตกแฝงฝังอยู่ หากวันนี้มี “ผู้เผด็จการ” ออกมาประกาศทุบทำลายทุกสิ่งที่มีกลิ่นอายตะวันตก คาดว่าประเทศไทยคงเหลือแต่ซากปรักหักพัง
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปิดประเทศโดยหวังว่าจะค่อยๆ “เลือกรับ” สิ่งดีงามของตะวันตก โดยไม่ให้มีผลกระทบด้านลบหลุดรอดเข้ามาเลยนั้น ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่มีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของประชากรซึ่งต้องลำบากยากแค้น ซึ่งมีเพียงผู้เผด็จการไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เสวยสุข
ตลอด 50 ปีของการพัฒนาทุนนิยมไทยอย่างเร่งร้อนนั้น ได้มีการถกเถียงนับครั้งไม่ถ้วนว่า ควรจะเดินตามตะวันตกเพียงใด หรือควรจะรักษาความเป็นไทยที่แสนภาคภูมิใจไม่ให้แปดเปื้อน แต่ก็ไม่เคยมีใครสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดแจ้ง
“ตะวันออก-ตะวันตก…ใครสร้างโลกสมัยใหม่” ผลงานจากมันสมองลึกล้ำของ รศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ช่วยชี้ให้เห็นถึงทางสว่างในการพัฒนาประเทศอย่างมีความภาคภูมิใจในตัวเอง แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่วิพากษ์ตะวันตก แต่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกที่ชำแหละให้เราเห็น “กระบวนการพัฒนาสู่ความยิ่งใหญ่” ของชาติตะวันตก ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษหรืออภิสิทธิ์โดยกำเนิดของชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ทุกประเทศสามารถประยุกตใช้ได้ หากเข้าใจที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้
“มายาคติ” ในความยิ่งใหญ่ของตะวันตกก็คือ การผูกขาดความเจริญรุ่งเรืองไว้ที่ “เชื้อชาติ” ตะวันตกเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสับสนในการพัฒนาของประเทศที่มาทีหลัง เพราะพวกที่นิยามความก้าวหน้าด้วยความเจริญทางวัตถุก็จะยอมละเลยด้านลบของตะวันตกแล้วยกย่องเชิดชูอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในขณะที่พวกต่อต้านตะวันตกเพราะมองเห็นโทษภัย ก็มักจะคัดค้านการพัฒนาโดยละเลยด้านที่ก้าวหน้าของตะวันตกไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น คุณูปการยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การทำให้คนไทยที่ปรารถนาดีต่อชาติ หากทว่ามีมุมมองในการพัฒนาที่แตกต่างกันได้ค้นพบเส้นทางในการเดินทางร่วมกัน โดยเฉพาะการปลดแอกจากวาทกรรม “ตะวันตก” ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในเชิงสรรเสริญและก่นประณาม ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเราสามารถหยิบยืม “สิ่งดีๆ” จากทุกประเทศทั้งออกตกเหนือใต้ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับตนเองได้ หากเริ่มต้นด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง
“ผู้ชนะ” คือ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทำให้ตะวันตกยิ่งใหญ่นั้น จึงถูกทำให้ดูเสมือนว่า พัฒนามาจากปัจจัยภายในของตะวันตกทั้งสิ้น แต่แท้จริงแล้ว ทุกขั้นตอนในการพัฒนาของตะวันตกนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากภายนอกแทบทั้งสิ้น ทั้งการหยิบยืมภูมิปัญญากรีกจากอารยธรรมอิสลาม การต่อยอดเทคโนโลยีจากประเทศจีน และการขูดรีดแรงงานและทรัพยากรจากประเทศอเมริกาและแอฟริกา
การหยิบยืมภูมิปัญญาซึ่งกันและกันนี้ ไม่ได้พึ่งเริ่มต้นจากอารยธรรมตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญของมนุษย์ที่เหนือกว่าสัตว์เพราะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากภูมิปัญญามุสลิมที่ชาวตะวันตกหยิบยืมไปนั้น ก็เป็นผลผลิตของภูมิปัญญากรีกผสานกับตัวเลขอารบิกจากอินเดีย และแน่นอนว่าภูมิปัญญากรีกที่ชาติตะวันตกภูมิใจหนักหนาก็ไม่ได้คิดค้นความรู้อันยิ่งใหญ่นี้ด้วยตนเองทั้งหมด ทว่ากรีกก็ยังมีวันเวลาที่ต้องหยิบยืมบางสิ่งบางอย่างจากอียิปต์เช่นกัน แน่นอนว่า แม้แต่ชาวจีนที่เคยภาคภูมิใจและเรียกตัวเองว่า “ประเทศศูนย์กลาง” ก็เคยหยิบยืมศาสนาพุทธจากอินเดีย หยิบยืมม้าและรถศึกจากตะวันออกกลาง
ปัญหาที่ “ดร.เอนก” ไม่ได้อธิบายอย่างแจ้งชัด แต่ได้ทิ้งปริศนาไว้ให้ขบคิดต่อก็คือ เหตุใดชนชาติมุสลิมและจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจมาก่อนนั้น จึงได้เสื่อมลง จนทำให้ตะวันตกมาหยิบยืมภูมิปัญญาและแซงหน้าไป
คำตอบนี้ไม่ง่าย และมีความสลับซับซ้อนที่พัวพันไปถึงวิชาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) แต่กระนั้น คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ “การที่ผู้เจริญลุ่มหลงในความยิ่งใหญ่ของตนเอง จนละลืมที่จะหยิบยืมความรู้ใหม่จากภายนอก”
นั่นหมายความว่า ทุกประเทศล้วนแต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว (Comparative Advantage) ไม่มีใครเหนือใคร ผู้ยิ่งใหญ่คือ คนที่รู้จักหยิบยืมภูมิปัญญาใหม่จากภายนอกมาผสมกับความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อพัฒนานวัตกรรมและความเจริญอย่างไม่สิ้นสุด และหากวันใดที่หลงคิดว่าตนเองนำหน้าผู้อื่นไปไกล ก็จะเกิดปรากฎการณ์ย่ำอยู่กับที่ และปล่อยให้ชาติที่ด้อยกว่าต่อยอดความรู้ที่ยิ่งใหญ่ของเรา ไปใช้พัฒนาให้ตัวเองยิ่งใหญ่กว่าในท้ายที่สุด
สิ่งที่ “ดร.เอนก” ได้สรุปปิดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็คือ การปลดปล่อยความคิดและจินตนาการของเราจากการครอบงำอย่างแนบเนียนของตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่อ้างว่าเป็นสากลนั้น แท้ที่จริงก็เป็นผลผลิตของตะวันตก แน่นอนว่า ประชาธิปไตยอาจเป็นระบบที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดบกพร่อง และก็ใช่ว่าจะไม่มีระบบที่ดีกว่านี้ในอนาคต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรล้มล้างประชาธิปไตยและนำเผด็จการมาแทนที่ เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “ทุกความคิด ทุกระบบ ล้วนมีข้อบกพร่อง ล้วนไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ และต้องถูกท้าทายเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ”
ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นจากประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ที่ไม่เคยยึดติดในความเป็นสากลของแนวคิดจากตะวันตก แต่สามารถ “เลือก” หยิบยืมทุกความคิด จากทุกส่วนของโลก แล้วนำมาปรับให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของตัวเอง จึงสามารถเจริญรุ่งเรืองก้าวแซงหน้าบางประเทศที่นิยมหยิบยืมมาทั้งดุ้นอย่างสุกเอาเผากิน
ปัญหาสุดท้ายที่ผู้เขียนจะขอต่อยอดจาก “ดร.เอนก” ก็คือ การหยิบยืมภูมิปัญญาจากทั่วโลก เพื่อปรับให้เข้ากับความเป็นไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และในเชิงปฏิบัติก็ไม่มีใครสามารถสรุปได้โดยไม่ต้องค้นคว้าวิจัยว่า สิ่งใดที่ควรหยิบยืม สิ่งใดที่ควรละทิ้ง ยังไม่นับว่าอะไรคือตัวชี้วัดความเป็นไทย เพราะหากเรายังไม่รู้จักตัวเรา ก็คงยากที่จะหยิบยืมความคิดผู้อื่นมาใช้ได้อย่างไม่เกิดโทษภัย
แทนที่จะผลิตและบริโภคในสิ่งเดิมๆ โดยปล่อยให้เวียดนามแซงหน้าไปนั้น รัฐบาลที่กู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปมากมาย น่าจะเจียดปันงบประมาณบางส่วนมาศึกษาความคิดดีๆจากทั่วทุกมุมโลกอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงผิวเผินอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งได้กลายเป็น “ยาพิษ” ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจการพัฒนาแบบตะวันตกผิดพลาดไปทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ยิ่งกว่านั้น ยังต้องเร่งศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาความเป็นไทย ซึ่งไม่ใช่แค่การกลับไปหาวันคืนเก่าๆ แล้วปล่อยให้ประเทศดำดิ่งสู่ความหายนะ
ประเทศไทยเป็นชนชาติที่ชาญฉลาดในการหยิบยืมเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งก็ถือเป็นความสามารถประการหนึ่ง แต่เนื่องจากหยิบยืมเพียงเปลือกผิวจึงมักจะลุ่มๆดอนๆ ดังตัวอย่างจากการพัฒนาเพื่อเป็น “เสือตัวที่ 5” แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการเป็น “กุ้ง” ในต้มยำ ให้ฝรั่งกอบโกย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้อง “ลงทุน” ในการศึกษาค้นคว้าความเจริญและวิทยาการจากประเทศต่างๆอย่างลึกซึ้งจริงจัง เพื่อเป็นรากฐานในการหยิบยืมต่อยอด และก้าวกระโดดสู่การเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในสักวันหนึ่ง





