<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; เศรษฐกิจ</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/economics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; เศรษฐกิจ</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-report/economics/</link>
	</image>
		<item>
		<title>ถอดเนื้อหาสัมนาบูรพาภิวัตน์ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่  ฤาโลกจะกลับขั้วอํานาจ??</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 08:16:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Political Economy Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นสธ]]></category>
		<category><![CDATA[บูรพาภิวัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สุรเกียรติ์ เสถียรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอนก เหล่าธรรมทัศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24050</guid>
		<description><![CDATA[งานเสวนาบูรพาภิวัตน์ทิศทางของเอเชียจะเปลี่ยนไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต</p>
<p>เวทีสัมมนาใหญ่ <strong>&#8220;บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ&#8221;</strong> งานสัมมนาที่จะให้มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศไทย รับกระแสเอเชียผงาดในวันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0211/" rel="attachment wp-att-24064"><img class="alignnone size-medium wp-image-24064" title="บูรพาภิวัตน์1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0211-620x376.jpg" alt="" width="620" height="376" /></a></p>
<h3><strong>กล่าวต้อนรับโดย ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการแผนงานนโยบายสาธารณะที่ดี</strong></h3>
<p>เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปตั้ง แต่ต้นศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกา เริ่มเสื่อมถอยทางธุรกิจ เอเชียกำลังผงาดขึ้น   จีนได้เข้ามามีอำนาจเป็นผู้นำปรากฎการบูรพาภิวัติน์ และอินเดียที่กำลังตามเข้ามา นอกจากนี้ยังมีประเทศผู้นำเศรษฐกิจใหม่อย่าง  บราซิล เม็กซิโก อิหร่านอิน ตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ล้วนเข้ามาแทนประเทศตะวันตก  ขณะที่หลายๆประเทศจะก้าวต่อไป แต่ประเทศไทยกำลังอยู่ในวังวลโกลาหลทั้งการเมืองและอุทกภัย คนไทยจำเป็นจะต้องตื่นตัวและมองไปรอบๆ และพลิ้วไหวไปในโลกาภิวัตน์และบูรพาภิวัตน์</p>
<h3></h3>
<h3><strong>ปาฐกถาพิเศษ “บูรพาภิวัตน์ ภูมิ-รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่” โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต</strong></h3>
<p>ผมทำงานชิ้นนี้ทำไปก็ค่อยข้างมีความสุขที่มีความสุข เพราะไม่คิดว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ตอนผมเป็นเด็กประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมก็พึ่งพ้นจากความเป็นอาณานิคม  ตอนนี้ผมอายุ 58 ไม่คิดว่าจะประเทศต่างๆจะพัฒนาขนาดนี้ ทั้งจีน อินเดีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย 200 ปีที่ผ่านมาสมัยรัชการที่ 3 ท่านจะเห็นว่าเราอยู่ในโลกที่ตะวันตกเป็นใหญ่มานาน ไม่ต่ำว่า 200 ปี โดยเฉพาะช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ตะวันตกเหนือกว่า และมีอำนาจมากกว่า แต่ตอนนี้ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นกลับกลายเป็นผู้นำนำได้อย่างน่าพิศวง ท่านทั้งหลายคงทราบว่าจีนเจริญก้าวหน้า แต่ไม่เพียงแค่จีน อินเดียก็ตามาห่างไม่เร็วเท่าจีน แต่ภายใน 10 ปี คาดว่าอินเดียคงเติบโตเร็วกว่าจีน จีนจะเริ่มช้าลง อินเดียมีอะไรดีๆอีกมากนออกจากสังเวชนียสถานที่เราชอบไปกันอินเดียมีอะไรเจริญกว่านั้นอีกเยอะ</p>
<p>ถัดจากอินเดียก็ตะวันออกลาง เรามักคิดถึงเฉพาะการก่อความไม่สงบ แถวซีเรีย อิสราเอล อิรัก อิหร่าน แถบนี้เจริญมีอย่างมาก มหาวิทยาลัยมีชื่อกำลังไปเปิดที่ดูไบ กาตาร์ พิพิธพันธ์ louvre ก็จะเปิดสาขาแถวนี้ และกำลังทำเมืองสีเขียวชื่อเมืองมัสก้า ที่สำคัญคือตะวันออกกลางมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่ในการลงทุนที่ต่างๆ เช่น มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งติดแอฟฟริกา อินเดีย จนกระทั่งถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้ง 3 จังหวัดภาคใต้ก็อาจจะมีโอกาสได้รับการลงทุนด้วย  ที่ตะวันออกกลางรวยขึ้นมาก็เพราะจีนอินเดียเพิ่มกำลังการซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นมาเมื่อก่อนตะวันออกกลางขายแต่ตะวันตกทำให้ตะวันออกกลางร่ำรวย   อิหร่านและตุรกีต่างจากตะวันออกส่วนอื่นเพราะพื้นที่ใหญ่มาก อิหร่านมีความสำคัญกับการต่างประเทศสูง ตุรกีพยามเข้าไปอยู่ตะวันตกแต่ไม่สำเร็จ แต่ตอนนี้อยากมาตะวันออกแล้วด้านบนของตุรกีคือทะเลดำด้านล่างคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตุรกีอยู่ชิดกับตะวันออกของยุโรป แต่ EU ไม่สนใจ ตุรกีเลยทำตัวเป็นตัวเชื่อมก๊าซและน้ำมันเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ตุรกีเศรษฐกิจดีมากทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนป่วยของยุโรป แต่ตอนนี้เป็นจีนของยุโรป</p>
<p>ฉะนั้นทุกวันนี้ท่านอย่าติดภาพเดิมๆที่เคยได้ยิน   รัสเซียเองตอนนี้ก็ร่ำรวยจากก๊าซธรรมชาติ บราซิลตอนนี้เป็นเจ้าหนี้ใหญ่อันดับ 4 ของโลก มีอุตสาหกรรมทำเครื่องบินไอพ่นเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีเทคโนโลยีการเกษตรไม่แพ้สหรัฐอเมริกา</p>
<p><strong>การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ </strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0200/" rel="attachment wp-att-24085"><img class="alignnone size-medium wp-image-24085" title="บูรพาภิวัตน์5" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0200-470x640.jpg" alt="" width="470" height="640" /></a></p>
<p>ผมรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว เอเชียมีระบบเศรษฐกิจประมาณเกือบ 80% ของโลก ศาสนาพุทธอยู่ในยุคที่เจริญที่สุด เป็นยุคของจีนและอินเดียและค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ในปี 1990 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียกำลังเพิ่มขึ้น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ต่อไปจะเป็นผู้เล่นหลัก รูปขนาดเศรษฐกิจต่างๆ อีก 10 ปีข้างหน้า สหรัฐจะใกล้กับจีนขนาดของเศรษฐกิจจะใกล้เคียงกันมากและยุโรปจะติดอันดับลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม11ประเทศต่อไปที่จะเข้ามามีบทบาท   บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปินส์ เกาหลีใต้ อิหร่าน อิยิปต์  ตุรกี ไนจีเรีย เม็กซิโก เวียดนาม แต่ที่ผมดูๆมาไม่มีประเทศไทยเลยก็ค่อนข้างน่าตกใจ</p>
<p><strong>การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะเห็นว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียมีการเติบโตมากขึ้น</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0191/" rel="attachment wp-att-24069"><img class="alignnone size-medium wp-image-24069" title="IMG_0191" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0191-620x459.jpg" alt="" width="620" height="459" /></a></p>
<p><strong>การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ.  2025</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0195/" rel="attachment wp-att-24075"><img class="alignnone size-medium wp-image-24075" title="บูรพาภิวัตน์ 3" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0195-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ. 2032</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0196/" rel="attachment wp-att-24076"><img class="alignnone size-medium wp-image-24076" title="บูรพาภิวัตน์4" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0196-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าตะวันตกเศรษฐกิจจะเริ่มถดถอยลง  แต่ส่วนที่ไม่ค่อยถอย คือแคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่ไม่ถอยเพราะเขาปรับนโยบายมาทางตะวันออกมากขึ้น</p>
<p>ส่วนยุโรปหนี้สาธารณะสูงมาก เยอมันที่เราคิดว่าเศรษฐกิจเขาดี ก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน เงินยูโรก็อาจจะต้องผลักบางประเทศออกไป ตอนนี้ยุโรปกำลังป่วย ซึ่งยุโรปเป็นต้นแบบ AEC บ้านเราฉะนั้นต้องกลับมาดูทบทวน AEC ด้วย ผมว่าเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร  เราอาจต้องใช้สมองชุดใหม่คิด</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0204/" rel="attachment wp-att-24070"><img class="alignnone size-medium wp-image-24070" title="บูรพาภิวัตน์2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0204-620x455.jpg" alt="" width="620" height="455" /></a></p>
<p><strong>กลับมามองไทยควรทำอะไร </strong><strong></strong></p>
<p>เรามีปัญหาเยอะ แต่เรามีที่ตั้งที่ดีเหลือเกิน ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศผมมองว่าเราต้องใช้ปัจจัยนอกประเทศ เพราะปัจจัยในประเทศยังอ่อนล้าเหลือเกิน จากทางภูมิประเทศ ทางตะวันตกคือมหาสมุทรอินเดียซึ่งในยุคบูรพาภิวัตน์จะกลับมาเป็นมหาสมุทรที่สำคัญที่สุด ซึ่งติดกับอินเดียและตะวันออกกลาง ด้านขวามือเราออกจากอ่าวไทยคือ มหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ ติดจีน ประเทศไทยอยู่ในระหว่างทางเชื่อมไทยและอินเดีย  ต่อมาช่องแคบมะละกา ซึ่งสตูลเป็นปากช่องแคบมะละกา และมีสิงคโปร์ สินค้าผ่านช่องนี้ 2 เท่าครึ่ง คอคอดกละ ผมว่าน่าทำมาก จีนก็อยากทำแต่ไทยก็เฉยๆ ไทยเป็นพวกเฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับเขาเลย ผมคิดต่อว่าถ้าเราทำรถไฟร่วมกับจีนอย่าหยุดที่ภาคใต้ อยากให้ไปต่อที่มาเลเซียและต่อไปอีก 30 กิโลเมตรไปสุมาตรา จากนั้นไปเชื่อมต่อกับชวา ถ้าทำที่ชวาได้ประชากรที่นั่น 100 กว่าล้านคน ไทยควรจะเป็นตัวเชื่อมอาเซียนคนประมาณ 200  ล้าน  ตอนนี้อินเดียก็อยากมาที่อาเซียนตัวที่เชื่อมอาเซียนคือ พม่ากับไทย การที่นายกไปปรากฏตัวที่อินเดียที่ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมว่าการที่โลกเปลี่ยนมันเป็นโอกาสที่ดี เราต้องปรับปรุงตัวเองหลายอย่าง เช่น การศึกษา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความรู้ชุดเดียวจากตะวันตก</p>
<p>การพัฒนาประเทศอย่าไปมองแค่กรุงเทพ อย่างภาคเหนืออย่าคิดว่าคือส่วนปลายของประเทศต้องคิดว่าคือส่วนเชื่อมต่อกับพม่า อิสานก็เป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับเวียดนาม ภาคใต้ก็ติดมาเลเซีย เวลาวางแผนต้องทำให้ทุกจุดเป็นศูนย์กลางของประเทศได้ทั้งหมด</p>
<h3></h3>
<h3><strong> ปาฐกถาพิเศษ “เมื่อเอเชียผงาด: ไทยจะปรับตัวอย่างไร”  โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ</strong></h3>
<p>ผมดีใจที่อาจารย์เอนกพูดไว้ดีมาก คือพวกเราไม่ค่อยสนใจนอกประเทศหรือสนใจก็แต่ประเทศที่เคยค้าขายจะไปไหนก็ไปแต่ประเทศที่เคยไป แต่ตอนนี้เราเข้าสู่บูรพาภิวัตน์ ผมขอเกริ่นนำก่อนตอบคำถาม มีตัวเลขที่น่าสนมากเป็นตัวเลขและยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ อย่างแรก คือการเคลื่อนจาก G7 ไป G20 ซึ่งสำคัญมากแต่เราไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะนอกจาก 7 ประเทศที่มีความสำคัญด้านอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนาแล้ว ในนั้นมีจีน อินเดีย บราซิล แอฟฟริกาใต้ เมื่อมี ASEAN 10 ก็จะเชิญประเทศที่เป็นเจ้าภาพที่ไปประชุมด้วยทุกปีใน G20   ฉะนั้นการตัดสินใจในเศรษฐกิจโลกก็จะมีหลายประเทศเข้าไปตัดสินใจ</p>
<p>จากากรเสื่อมถอยของเศรษฐกิจทั้งอเมริกา ยุโรป และ การชะลอตัวของญี่ปุ่นชี้เราเห็นเป็นตัวเลข เมื่อปี 2001 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียเป็น 30%  ของโลกข้อมูลจากที่อาจารย์เอนกนำเสนอไปในปี 2020 คาดว่าสัดส่วนทางเศรษฐกิจ จะเกือบครึ่งหรือเกินครึ่งของของสัดส่วนGDP ของโลก จำนวนประชากรเกินครึ่งหนึ่งของโลก เงินสำรองก็จะเกินครึ่งหนึ่งของโลกในไม่ช้านี้ การนำเข้าในเอเซียเกิน 1 ใน 4 ของโลก ผู้ผลิตน้ำมันในเอเซียก็ติด 1 ใน 4 ของโลก ผู้บริโภคน้ำมันก็ 1 ใน 10 ก็อยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลางที่เราเรียกกัน ซึ่งผมชอบเรียกเอเชียตะวันตก เราเองชอบเรียกอะไรตามยุโรป เราชินกับคำว่า Far East  ซึ่งผมก็ถามเสมอว่ามัน far from where  มันคือ far from London นั่นแหละครับ และเรามักจะเรียกว่า Near East  ก็คือมัน Near London  และเราก็จะชินกับ Middle East ก็ตะวันออกกลาง และต้องถามว่ามันอยู่ตรงกลางระหว่างลอนดอนกับตะวันออกไกล</p>
<p>เราก็ต้องมาคิดว่าทำไมเราไม่นั่งในเอเชีย เหมือนที่ยุโรปเขานั่งในยุโรปแล้วเรียกยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ ทำไมเราไมนั่งอยู่เอเชีย แล้วบอกว่าเอเชียตะวันออกคือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เอเชียตัวนออกเฉียงใต้คืออาเซียน เอเชียใต้คือปากีสถานบังคลาเทศ อินเดีย ภูฏาน  เอเชียกลางก็พวกปากีสถาน และสถานทั้งหลาย พวกตะวันออกกลางกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council) 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0215/" rel="attachment wp-att-24087"><img class="alignnone size-medium wp-image-24087" title="บูรพาภิวัตน์8" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0215-620x340.jpg" alt="" width="620" height="340" /></a></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ อินเดียมีชนชั้นกลางที่พูดภาษาอังกฤษและพร้อมจะ take off  อยู่ 300 ล้านคน มีคนจน 700 ล้านคนที่พร้อมจะเป็นชนชั้นกลาง   จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้ค้าอันดับต้นๆของประเทศต่างๆทั่วโลก ดูไบมีสนามบินรองรับคนได้ 120 ล้านคนต่อปี ท่าเรือ ที่ UAE  มีคนใช้บริการเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ทางด้านยุทธศาสตร์ ทั้งในและนอกเอเชียบ้าง ออสเตรเลียใช้ภาคตะวันออกเชื่อมเอเชียอยู่ในความร่วมมือ Indian Ocean Rim จัดเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย นิวซีแลนด์เปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศ</p>
<p>อเมริกาเริ่มเห็นว่าต้องให้ว่าต้องปรับนโยบายใหม่หลายอย่าง เช่นกับจีนโดยเลิกไปกดดันจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและเรื่องค่าเงิน โดยเริ่มดึงจีนเข้ามาร่วมในอะไรต่างๆ ก็ตามและจำกัดไว้ไม่ให้โตเกิน   อเมริกาเข้ามาหาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างน่าอัศจรรย์เพื่อคานจีน เมื่อ 2 ปีที่ แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพม่าก่อนที่จะมีเลือกตั้ง อเมริกาคิดอยู่ว่าทำอย่างไรจะให้เกิดความร่วมมือทางแม่น้ำโขงที่ไม่มีจีน  อเมริกาเห็นว่าจีนมีความร่วมมือกับกลุ่มแม่น้ำโขงที่เรียกว่า GMS อเมริกาจึงคิดขึ้นมาใหม่ว่า US Lower Maekhong พออเมริกาเรียกว่าช่วงล่างของแม่น้ำโขงได้ ก็สามารถตัดพม่ากับจีนออกได้ร่วมมือกันได้อย่าไม่ตะขิดตะขวง ซึ่งอเมริกาแต่เดิมไม่เคยสนใจประเทศในลุ่มน้ำโขงเลย</p>
<p>ในอาเซียนของเรามีความร่วมมือ และมีการประชุมสุดเอเชียตะวันออกอยู่เรียกว่า East Asia Summit ซึ่งเป็นการประชุมที่สำคัญของการจำกัดความภูมิศาสตร์ ว่ามันเรียกว่า East Asia แต่จริงๆแล้วมันมีอินเดียซึ่งอยู่เอเชียใต้ และมีสมาชิกในแปซิฟิกอย่าง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมอยู่ด้วยแต่เรียกว่า East Asia Summit เมื่อปีที่แล้วอเมริกามาก็ไม่ได้สมัครอะไรหรอกครับ มาถึงก็บอกว่าข้าพเจ้าจะเป็นสมาชิก East Asia Summit ด้วย อาเซียนก็ไม่รู้จะว่ายังไงในที่สุดก็ได้เป็นสมาชิก เราก็พยามให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการไปดึงรัสเซียเข้ามาด้วยฉะนั้นการจำกัดความของเอเชียตะวันออกก็ตะเหลิดเปิดเปิงไปไกล   จะเห็นได้ชัดว่าภูมิศาสตร์ไม่ได้ช่วยอะไร แต่สิ่งที่เห็นคือทุกประเทศกำลังโดดเข้ากระบวนรถด่วนบูรพาภิวัตน์   อเมริกามียุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้น่าจับตามอง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 1997 เรามีปัญหาทางเศรษฐกิจท่านคงได้ยินชื่อ Washington Consensus ที่เขาตกลงกันมาในปี 1970 ที่ว่าหลักเศรษฐกิจที่ถูกต้องจะต้องมีวินัยการเงินการคลังอย่างไร ต้องเปิดเสรี ต้องพึ่งมือที่มองไม่เห็น ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในปี 1997 ที่เราเกิดวิกฤต IMF ซึ่งรับความคิดเหล่านี้มาเต็มๆจะใช้เงินภาษี ประชาชนไปอุ้มธนาคาร ไปซื้อหนี้เสียไม่ได้  เวลานี้เมื่อเกิดกับอเมริกา อเมริกาบอกว่าต้องเอาเงินภาษีไปอุ้มธนาคาร ประกันภัย ให้หมด แต่ของไทยบอกว่าให้รัฐขายทันทีเข้าใจว่าต่ำสุดคือ 8 %  ของมูลค่า สูงสุดคือ 28% แต่ตอนอเมริกาบอกว่าห้ามขายทรัพย์สินเพราะราคาจะตกและตั้งกองทุนขึ้นมาเอาภาครัฐเอกชนเข้ามาร่วมกันประครองทรัพย์สิน  ฉะนั้นแล้วอเมริกาเขาไม่ใช้แล้ว Washington Consensus เขาใช้ Post Washington Consensus คือไปพึ่งมือซึ่งมองเห็น เช่นการพึ่งรัฐและเอกชนให้เข้ามาช่วย แล้วพวกเราก็ถามกันว่าธรรมาภิบาลการเงินคืออะไร สิ่งไหนคือถูกต้อง สิ่งที่สหรัฐทำคือไม่พึ่ง Consensus แล้ว</p>
<p>ญี่ปุ่นก็เข้ามาที่แม่น้ำโขงอยากจะมี <a href="http://www.mofa.go.jp/region/asia-paci/mekong/cooperation.html">Japan-Mekong Cooperation</a> โดยไม่มีจีน รัฐเซียให้ความสำคัญก็เข้ามา เป็นข้อเสนอของไทยที่คิดขึ้นมาเรียนกว่า ACD หรือ <a href="http://www.acddialogue.com/">Asia Cooperation Dialogue</a> หรือที่เรียกว่าเวทีความร่วมมืออาเซียน ซึ่งสำคัญมากมีประเทศสมาชิกประมาณ 30 ประเทศแต่ไทยไม่ให้ความสำคัญเพราะเราไม่มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ รัฐเซียมีพื้นที่ยื่นมาทาง Asia ประมาณ 70% คนรัสเซียหน้าตาก็ไม่ต่างกันคนเอเซีย ในที่สุดรัสซียก็ได้เข้ามาใน East Summit และให้ความร่วมมือเป็นอันมาก</p>
<p>แคนนาดาก็น่าสนใจ The Asia-Pacific Gateway and Corridor Initiative  ประตูเชื่อมเอเชียเขาสร้างสิ่งต่างๆ ท่าเรือ รถไฟ เชื่อมเมือง ต่างๆในเอเชีย เช่นที่โตเกียว เซี่ยงไฮ้ พูซาน เซินเจิ้น สิงคโปร์    อินเดียก็เน้นเอเชียกลางสร้างท่าเรือให้อิหร่าน สร้างทางรถไฟกรณีของ <em>SAARC</em> (South Asian Association for Regional Cooperation) สมาชิกได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกาและได้เชิญอัฟกานิสถานเป็นองค์กรความร่วมมือส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในแง่ประชากร (1 ใน 5 ของประชากรโลก) กำลังสร้างทางส่งน้ำมันขึ้น เกิดการรวมกลุ่ม Brazil, Russia, India และ China รวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อให้ชาติมหาอำนาจฟัง ตอนหลังมาเป็น BRISA  มีแอฟริกาใต้เข้ามาด้วย</p>
<p>ส่วนจีนใช้ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก สร้างท่าเรือรอบมหาสมุทรอินเดียเพื่อเชื่อมเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออก เท่ากับว่าจีนมียุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร  คือ มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จีนเสนอความร่วมมือ Pan-Beipu Gulf Economic Cooperation หรือ PBG ใช้หลักคิด 1 แกนสองปีก ซึ่งตอนหลังได้ไทยได้เข้ามาร่วมภายหลังในปี 2009 เพราะเราทะเลาะกันมากจนเขาไม่รู้จะคุยกับใคร</p>
<p>(อธิบายเพิ่ม)  <strong>หนึ่งแกน</strong>  คือ แกนกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางการคมนาคมทางบก จากนครหนานหนิงไปยังสิงคโปร์ โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 2 สาย คือ</p>
<p>1 <strong>เส้นทางทางบกเลียบฝั่งตะวันออก</strong>  คือ หนานหนิง-ฮานอย-ดานัง-โฮจิมินห์-พนมเปญ-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์</p>
<p>2 <strong>เส้นทางทางบกสายกลาง</strong>  คือ หนานหนิง-ฮานอย-บินห์-เวียงจันทน์-หนองคาย-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์</p>
<p><strong>สองปีก</strong> คือ ปีกของกรอบความร่วมมือ</p>
<p>1 <strong>ปีกด้านซ้าย</strong> คือ กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประกอบด้วย จีน (ยูนนาน และกว่างซี) ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม</p>
<p>2 <strong>ปีกด้านขวา</strong>  คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) (Pan-Beibu  Gulf Economic Cooperation – PBBG) ประกอบด้วย จีน (กว่างซี กวางตุ้ง ไหหลำ) เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน</p>
<p>โดยระบุวัตถุประสงค์ของแนวคิดดังกล่าวว่า เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่ง ในเรื่องการขนส่งทางทะเล อุตสาหกรรมท่าเรือ พัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจทางทะเล พัฒนาความร่วมมือระหว่างท่าเรือของประเทศรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียน เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อสร้างเขตความเจริญแห่งใหม่ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และจีนทุ่มงบมหาศาลไปในแผนนี้</p>
<p><strong>หลายประเทศเทศพยามสร้างความร่วมมือลดความขัดแย้งต่อเพื่อนบ้าน</strong></p>
<p>แอฟฟริกาใต้ เสนอยุทธศาสตร์ผีเสื้อ คือ แอฟฟริกาใต้เป็นตัวผีเสื้อ และให้อินเดียและบราซิลเป็นปีกผีเสื้อ</p>
<p>ตุรกี เสนอยุทธศาสตร์ใหม่และใช้มาตลอด Zero Problem With Neighbor Policy คือไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านซึ่งอันนี้อาจจะไม่คุ้นกับประเทศไทยช่วงที่ผ่านมานะครับ  อินโดนีเซีย Thousand, Friends  Zero Enemy ซึ่งภาษาไทยแปลว่าเพื่อนมากมายศัตรูไม่มีเลย แต่บางประเทศกลับใช้เพื่อนน้อยศัตรูเยอะ</p>
<p>เรื่องพลังงานเกิด East West Corridor ได้เชื่อมจีน เอเชียกลาง ยุโรป ต่อไปอาเซียนจะเป็นอ่าวเปอร์เชียของก๊าซธรรมชาติแต่ไทยกับกัมพูชาพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่ผมพูดมาต้องการจะให้เห็นการเชื่อมโยงต่างๆ เช่น ทางกายภาพ  ทางพลังงาน นโยบายเศรษฐกิจ ทางยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มต่างๆเชื่อมธุรกิจการค้าบริการอาหาร พลังงาน เชื่อมโยงทางวิชาการ นวัตกรรมต่างๆ และการเชื่องโยงทางวัฒนธรรม กีฬา ภาพยนตร์</p>
<p><strong>มาตอบคำถามว่าไทยจะปรับตัวอย่างไร มี </strong><strong>6 ประการด้วยกัน </strong></p>
<p>ทัศนคติแปลกๆ ของคนไทย คือเราชอบคิดว่าเราเป็นมหาอำนาจ ไม่รู้ว่ามาจากไหน สังเกตว่าเราทำอะไรที่ไหน ใครมาแหยมเรานิดนึงเราจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่สนใจประเทศเพื่อนบ้านว่าเขามีอะไรติดกับภาพเก่าๆของเขา  เราชอบสบายชอบค้าขายประเทศเดิมๆ เราชิน ชอบอะไรเดิมๆมาตลอด</p>
<p>1 พิจารณายุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ เช่นจีน EU  ญี่ปุ่น สหรัฐ อินเดีย รัสเซียเขามีต่ออาเซียอย่างไร</p>
<p>การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจแบบก่อนและหลัง Washington Consensus ผลเป็นอย่างไร</p>
<p>2 เราต้องวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้าน</p>
<p>ลองดูบ้านว่าสอดคล้องกับเราไหม เช่น ลาวเขาจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เราคิดยังไงทำอะไรบ้าง พม่า กัมพูชาก็ไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียสร้างความโดดเด่นในอาเซียนได้เป็นสมาชิก G20 เขาเป็นเจ้าภาพจัด World Economic Forum เมื่อปีที่แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้เราได้ศึกษาไหม</p>
<p>3   ศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศที่มีบทบาทในภูมิภาคเรา</p>
<p>เช่น ตะวันออกกลางเราได้ศึกษา การ์ตา บาเรนห์ โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เราได้มองหรือมียุทธศาสตร์กับเขาอบ่างไรบ้างไหม</p>
<p>4  วิเคราะห์ศึกษายุทธศาสตร์การร่วมกลุ่มของประเทศต่างๆ</p>
<p>เช่น การรวมกลุ่มของ BRIC,BRICSA ว่าเขามีนโยบายอย่างไรต่อกัน ยุทธศาสตร์เขาคืออะไร และเราจะอยู่ตรงไหน</p>
<p>5 ศึกษาประเด็นทางยุทธศาสตร์</p>
<p>อย่างแรก Politics of  Oil การเมืองเรื่องน้ำมัน อันนี้เป็นชนวน ส่งผลต่อการมีนโยบายวางท่อน้ำมันของประเทศต่างๆ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ต่อมา การขนส่งทางเรือ ท่าเรือที่เกิดขึ้น ทำไมจีนญี่ปุ่นและอินเดียถึงสนใจจะแย่งลงทุนที่ทวาย</p>
<p>6 ศึกษายุทธศาสตร์ของอาเซียน และกลุ่มมหาอำนาจว่าเขามีต่ออาเซียนอย่างไร เราจะใช้อาเซียนให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เราอย่างไร</p>
<p><strong>สิ่งที่กล่าวมาคือรู้เขา ต่อไปที่จะกล่าวคือรู้เรา</strong></p>
<p>1 ต้องสร้างสมดุลให้มหาอำนาจที่สนใจภูมิภาคของเรา ปัญหาเราจะสร้างสมดุลอย่างไร เราจะได้อยู่ในระดับพอดีกับจีน สหรัฐ อินเดีย และมหาอำนาจต่างๆ เพราะว่าหากใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว เราต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุล</p>
<p>2 เราต้องรู้จุดแข็งของประเทศไทยคือที่ตั้ง ความสามารถในการเชื่อมประเทศต่างๆได้หลายทิศทาง ประเทศจึงมีลักษณะเชื่อมเป็นศูนย์กลาง จุดแข็งที่สองคือสินทรัพย์ของเรา คือความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านเรา ทำให้เรามีอำนาจในการต่อรอง  อีกอันหนึ่งคือความพอดีของเราในอาเซียน ใครทะเลากันเราเป็นเพื่อนเราหมด เราเชื่อมได้ทั้งอาเซียนเก่าและใหม่มีอะไรก็มาคุยกัน ฉะนั้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจกันเขาก็ให้เราอธิบาย แต่ช่วงที่ผ่านๆ มาเราก็มีปัญหาบ้างเพราะเราลงไปทะเลาะกับเขาด้วย  เราสามารถเชื่อมมหาอำนาจได้ เราจะเป็นสะพาน ฉะนั้นใครมีปัญหามาคุยที่ไทยทุกคนสบายใจ</p>
<p>3 เราต้องมีบทบาทที่ต่อเนื่องในเวทีที่เรามีบทบาท ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีนโยบายไม่ต่อเนื่อง ขาดยุทธศาสตร์ในการประชุมแต่ละครั้ง เช่น ACD เราควรจะเน้นเพราะมี 30 ชาติจากทุกภูมิภาค</p>
<p>4 เราต้องมีกรรมการถาวรระดับชาติเสียที เฉพาะเรื่องการต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ต้องสะท้อนด้านต่างๆ เช่นพลังงาน การค้า บริการ รวมกันเป็นแพคเก็จและสะท้อนยุทธศาสตร์ของชาติเรา หรือมีสถาบันยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนนายก เปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติไม่เปลี่ยนหากจะเปลี่ยนก็ต้องมาคุยกันว่าเปลี่ยนเพราะอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong> เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกชะงักและเสื่อมถอย : ผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้</strong></h3>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0235/" rel="attachment wp-att-24107"><img class="alignnone size-medium wp-image-24107" title="บูพาภิวัตน์ 15" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0235-480x640.jpg" alt="" width="480" height="640" /></a></p>
<p>เนื่องจากเศรษฐกิจของตะวันตกหยุดชะงัก ใครจะคิดว่า Lehman Brothers ที่มีทรัพย์สิน 6 แสนล้านจะล้มละลาย ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากภาคการเงินของอเมริกาและยุโรป ภาคสินเชื่อมีความไม่แน่นอน การใช้จ่ายเงินเกินตัวของสหรัฐ ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  ที่ตะวันตกสามารถใช้เงินเกินตัวได้นานก็เพราะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ประเทศที่มีเงินเยอะอย่างตะวันออกกลางมีเงินเยอะไม่รู้จะเอาไปไหนก็เลยเอาไปไว้ที่สหรัฐและตะวันตก  ผมเคยเจอ อลัน<em> </em>กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผมเจอเขา เขาก็พูดเชิงเล่นๆว่า เพราะพวกคุณนั่นแหละเอาเงินมาให้เราใช้เกินจนเกิดวิกฤติ</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0224/" rel="attachment wp-att-24092"><img class="alignnone size-medium wp-image-24092" title="บูรพาภิวัตน์9" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0224-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ผมอาจจะเห็นต่างจากสองท่านที่ผ่านมานะครับ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ต่อไปโลกจะมีหลาย center โลกที่เป็นขั้วนำคือเอเชียแปซิฟิก ขั้วเหมือนเก้าอี้สี่ขา มีเอเชีย สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง ณ เวลานี้ผมมองว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นตัวนำ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ มันเคยเกิดขึ้นในปี 1600 ถึง 1800 คือตอนที่ตะวันตกมาเอเชีย แต่ผมยังมองว่าสหรัฐยังเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ รองลงมาก็ยุโรป ส่วนตะวันออกกลางผมมองอยู่สองเรื่องคือเรื่องการปกครองจะเอาแบบไหน เรื่องต่อมา ยิวกับอาหรับตีกันไม่เลิกเป็นปัญหาต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0227/" rel="attachment wp-att-24093"><img class="alignnone size-medium wp-image-24093" title="บูรพาพิวัตน์11" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0227-620x469.jpg" alt="" width="620" height="469" /></a></p>
<p>ผมมองว่าพื้นฐานของเอเชียดีดูอย่างวิกฤติทางเศรษฐกิจ ปี 2008 เราทรุด ปี 2009 เราฟื้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทุกอย่างกลับกันไปมา เมื่อก่อนอินเดียโวยว่าตะวันตกแย่งงานซึ่งเนรูห์ก็เคยกล่าวเช่นกันในบันทึก (อธิบายเพิ่ม เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีเครื่องมือที่ทันสมัยทดแทนการใช้แรงงานเช่นอุตสาหกรรมทอผ้า)   แต่สมัยนี้เอเชียก็แย่งงานกลับมา  จีนเป็นโรงงานขนาดใหญ่ของโลก อินเดียพูดภาษาอังกฤษเก่งก็ทำ call center แย่งงานตะวันตก</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0231/" rel="attachment wp-att-24101"><img class="alignnone size-medium wp-image-24101" title="บูรพาภิวัตน์12" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0231-620x450.jpg" alt="" width="620" height="450" /></a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0232/" rel="attachment wp-att-24106"><img class="alignnone size-medium wp-image-24106" title="บูรพาภิวัติน์ 14" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0232-620x459.jpg" alt="" width="620" height="459" /></a></p>
<p>สำหรับเนื้อหาของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ในงานสัมมนากรุณาเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่าง</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/">ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21: บทเรียนจากงานสัมมนา “บูรพาภิวัตน์”</a></p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คปภ. อนุมัติขายประกันภัยน้ำท่วม 14 กุมภาพันธ์ นี้</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/flood-insurance-launch/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/flood-insurance-launch/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 06:06:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24031</guid>
		<description><![CDATA[คปภ. พร้อมดีเดย์ขายประกันภัยจากอุทกภัยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประประกันภัยพิบัติว่า ขณะนี้ยังยึดวงเงินเริ่มต้นที่ 5 หมื่นล้านบาทเหมือนเดิม แต่ความคุ้มครองให้เพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท ภายหลังจากผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว กระบวนการต่อไปคือ จะมีบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น หรือ MOU กับสมาคมประกันวินาศภัย และ คปภ.ในการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อให้ขายกรมธรรม์ได้ทันภายในวันที่ 14 ก.พ. นี้ โดยจะครอบคลุมภัยที่เกิดจากพายุ แผ่นดินไหว น้ำท่วม</p>
<div id="attachment_24038" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-24038" title="นิคมอุตสาหกรรม คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้กลับมาอีก" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/gallery_08112011_6124d02-620x420.jpg" alt="นิคมอุตสาหกรรม คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้กลับมาอีก" width="620" height="420" /><p class="wp-caption-text">นิคมอุตสาหกรรม คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้กลับมาอีก</p></div>
<p>นายประเวชกล่าวว่า&#8221;ราคาเบี้ยในตลาดโลกขณะนี้เรารู้ๆ กันอยู่ว่าสูงมาก เท่าที่สำรวจตลาดและคุยกับรีอินชัวเรอร์ หรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ เขาคิดอัตราเบี้ยประกันอยู่ที่ 8-10% ของทุนประกัน ประเด็นตอนนี้คือทำอย่างไรให้ได้ส่วนลด โดยเราต้องมีมาตรการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ส่วนลด 3-5% ซึ่งตอนนี้เราคิดว่าหากได้ส่วนลดจาก 8% เอาไว้ก่อน แต่หลักที่จะได้ส่วนลดมาจาก การปรับโครงสร้างพื้นฐาน และหากสอบถามรีฯหลายๆ ราย ก็อาจได้รับส่วนลดมากกว่านี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เบี้ยลง ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วเบี้ยจะอยู่ที่เท่าไร&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24112" title="38860648" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/38860648.jpg" alt="" width="450" height="301" /></p>
<p>SIU มองว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบค่อนข้างดีเพราะ หลังจากล่าสุด ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติออกมาเตือนเรื่องปีนี้อาจจะเกิดอุทกภัยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเบี้ยประกันนั้นจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ถ้าหากราคาสูงคาดว่าเอกชนอาจจะรอดูท่าทีนโยบายในการฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัยจากรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งก่อน</p>
<p>ที่มาข่าว: <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20120201/433359/%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%A0.%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%8814%E0%B8%81.%E0%B8%9E..html">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/flood-insurance-launch/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครม. อนุมัติหลักการเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท มีผลย้อนหลัง 1 ม.ค. 55</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/cabinet-approve-15000-baht/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/cabinet-approve-15000-baht/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 10:04:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าราชการ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[คณะรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[มติ ครม.]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือนข้าราชการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23918</guid>
		<description><![CDATA[คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานราชการเป็น 15,000 บาท มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานราชการเป็น 15,000 บาท มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23919" title="นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ แถลงข่าว ครม." src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/yingluck-cabinet.jpg" alt="" width="500" height="345" /></p>
<p>นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดย</p>
<ul>
<li>ปรับเงินเดือนแรกบรรจุตามวุฒิการศึกษาแทนการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว</li>
<li>ปรับเงินเดือนชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีอายุงานตั้งแต่ 1-10 ปี เมื่อรวมเงินเดือนและค่าครองชีพชั่วคราวอยู่ที่ 15,000 บาท ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 5,660 ล้านบาท</li>
<li>ปรับในส่วนของพนักงานราชการรวมค่าครองชีพชั่วคราวอยู่ที่ 15,000 บาท ใช้งบประมาณเดียวกับข้าราชการจำนวน 1,395 ล้านบาท</li>
</ul>
<p>การปรับครั้งนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ครอบคลุมผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ปวช. และ ปวส.</p>
<p>ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับให้กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) กลับไปศึกษาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปอย่างละเอียด เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบโครงสร้างเงินเดือนของภาคเอกชน ที่สำคัญต้องพิจารณาว่าจะมีการปรับกี่ครั้ง, ดูภาวะเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้ง ให้หน่วยงานต่างๆ เร่งศึกษาการปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการทุกประเภทและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมาะสมกับค่าครองชีพตามสภาวะการเศรษฐกิจ และให้กรมบัญชีกลางเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 งบกลาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย โดยให้นำมาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า</p>
<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐครั้งนี้ เพื่อเป็นการให้ขวัญกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการลดภาระค่าครองชีพที่สูงในปัจจุบันลงด้วย</p>
<p>จาก <a href="http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255501310236&amp;tb=N255501&amp;return=ok&amp;news_headline=%22%A4%C3%C1.%E0%CB%E7%B9%AA%CD%BA%E3%B9%CB%C5%D1%A1%A1%D2%C3%A1%D2%C3%BB%C3%D1%BA%BB%C3%D8%A7%A4%E8%D2%B5%CD%BA%E1%B7%B9%A2%E9%D2%C3%D2%AA%A1%D2%C3%E1%C5%D0%E0%A8%E9%D2%CB%B9%E9%D2%B7%D5%E8%A2%CD%A7%C3%D1%B0%E1%C5%D0%BE%B9%D1%A1%A7%D2%B9%C3%D2%AA%A1%D2%C3%E0%BB%E7%B9%2015,000%20%BA%D2%B7%22">กรมประชาสัมพันธ์</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/cabinet-approve-15000-baht/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทวิเคราะห์ &#8220;ใครสงสัยเรื่องระบบเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ชื่อ กยศ. และ กรอ. บ้าง, ยกมือขึ้น!&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/scholar-loan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/scholar-loan/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 03:42:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กยศ]]></category>
		<category><![CDATA[กรอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การกู้ยืมเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามกลางเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23776</guid>
		<description><![CDATA[แบ๊งค์ งามอรุณโชติ คอลัมนิสต์ประจำ SIU จะพาเราทำความรู้จักสู่โลกระบบการกู้ยืมทางการศึกษาทั้ง กยศ. และกรอ.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: right;">แบ๊งค์ งามอรุณโชติ<br />
นักเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี)</h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>การศึกษาได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของปัจเจกชน และขณะเดียวกันก็ช่วงส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีผลดีทางสังคมอีกหลากหลายแง่มุม เช่น ลดอัตราการเกิดอาชญากรรม เป็นต้น</p>
<p>ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงการศึกษาได้ เพราะการศึกษามีต้นทุนที่สำคัญอยู่สองส่วนด้วยกันคือ 1. ต้นทุนจากค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และ 2. ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเข้ามาเรียนในสถานศึกษา ต้นทุนส่วนแรกนั้นรัฐมีความพยายามที่จะทำให้หมดไปด้วยมาตรการเรียนฟรี, จะทำได้จริงเพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ว่าคนเข้าถึงการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น (ดู กอบศักดิ์ ภูตระกูล (2549))</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-23777" title="196925" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/196925-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>ทว่า, ต้นทุนส่วนที่สองไม่สามารถจะหมดไปได้เพราะจะอย่างไรเสียทุกครัวเรือนก็มีค่าเสียโอกาสในการส่งลูกมาเรียน อย่างน้อยที่สุด ค่าเสียโอกาสดังกล่าวก็คือรายได้ที่ครอบครัวคาดว่าจะได้รับหากลูกอยู่ทำการผลิตในกิจการที่บ้าน ท่านอาจจะสงสัยว่า อันที่จริงแล้วการศึกษาโดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทำไมคนเราจึงเลือกที่จะให้ลูกออกจากการศึกษามาทำงาน ที่บ้าน มากกว่าจะไปเรียน?</p>
<p>อันที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะผู้ปกครองไม่ทราบถึงความจริงข้อนี้ หากเพราะบางครอบครัวไม่ได้มีทางเลือกมากมายนัก เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีลักษณะยากจนสมบูรณ์ (absolute poor) รายได้ไม่เพียงพอแก่รายจ่ายเพื่อประทังชีพ หรือเกิดจากความไม่พร้อมในหลายๆแง่มุมเช่น ผู้นำครอบครัวเสียชีวิต พิการ ฯลฯ ทำให้ครัวเรือนดังกล่าวไม่สามารถที่จะรอรายได้จากการศึกษาในอนาคตไปได้แต่ต้องการรายได้ปัจจุบัน</p>
<p>ครอบครัวประเภทนี้ไม่สามารถที่จะกู้ยืมได้ในระบบธนาคารพาณิชย์เพราะไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (collateral) และการศึกษาก็มีความเสี่ยงสูงในแง่ที่ว่า ผู้เรียนอาจถูกให้ออกจากการศึกษาก่อนกำหนด ดังนั้น ครอบครัวจำนวนมากจึงยังขาดโอกาสที่จะได้เรียนแม้ว่าจะมีโครงการเรียนฟรีแล้วก็ตาม ด้วยปัญหาเช่นนี้ จึงมีแนวคิดที่จะต้องจัดตั้งเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้เด็กที่ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>แนวคิดที่ว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัยปี พ.ศ. 2535 โดยได้มีการจัดตั้ง “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” ขึ้นมาและมีสถานะเป็นองค์กรซึ่งมีพระราชบัญญัติเป็นของตนเองในปีพ.ศ. 2541 หากยกเรื่องชื่ออย่างเป็นทางการทิ้งไประบบเงินกู้ที่รัฐบาลชวนฯ สร้างขึ้นมานี้เรียกว่า “ระบบเงินกู้แบบผูกพันการใช้หนี้ตามระยะเวลา” คือเมื่อถึงกำหนดจ่ายคืนหนี้ก็ต้องคืน เป็นระบบเงินกู้ที่ตรงไปตรงมาเข้าใจได้ไม่ยากนัก</p>
<p>ทว่า, ระบบเงินกู้ข้างต้นนี้มีปัญหาอยู่หลายประการด้วยกัน (ถึงกระนั้น อย่างที่กล่าวไป ระบบเงินกู้ที่จัดตั้งขึ้นมานี้ช่วยให้เด็กจำนวนมากเข้าถึงการศึกษาได้เพิ่มขึ้น) อาทิ การจำกัดเพดานของครัวเรือนเอาไว้ที่ 200,000 บาททำให้ ครัวเรือนที่มีลูกคนเดียว ได้สิทธิ์เท่ากับครัวเรือนที่มีลูกหลายคนแต่มีรายได้ครัวเรือนเท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาในส่วนนี้ทางเทคนิคแล้วก็แก้ไขได้ไม่ยาก โดยการประกาศเพดานครอบครัวที่มีสิทธิ์กู้ในหน่วย ต่อครัวเรือนต่อบุตร 1 คน ก็น่าจะคลี่คลายปัญหาในส่วนนี้ไปได้</p>
<p>ปัญหาสำคัญสำหรับ กยศ. ที่น่าจะต้องทบทวนปรับปรุงน่าจะเป็นเรื่องของภาวะขาดทุนเรื้อรังของ กยศ. ซึ่งเกิดจากสาเหตุ (หลัก) 2 ส่วนด้วยกันคือ 1. ขาดทุนเพราะไม่คืนหนี้เงินกู้ และ 2. ขาดทุนอัตราเงินเฟ้อ</p>
<p>ในส่วนแรกนั้นก็มีสาเหตุลึกๆอีกหลายประการ เช่น ที่คืนเงินกู้ไม่ได้ก็เพราะเรียนในส่วนสาขาไม่ทำเงิน เช่น สังคมสงเคราะห์, ปรัชญา, โบราณคดี ฯลฯ สาขาเหล่านี้น้อยแต่ยังประโยชน์ให้แก่สังคมมาก แต่มีรายได้ประจำในตลาดค่อนข้างจึงไม่สามารถคืนเงินต้นได้ตามระยะเวลา, การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของผู้จบการศึกษาเอง และ สุดท้ายเป็นเรื่องของคุณภาพของผู้เรียน ที่เมื่อจบไปแล้วแม้อยู่ในสาขาทำเงิน มีความอดออมแล้วก็ตาม แต่ความสามารถไม่สูงมากนักจึงทำให้รายได้ไม่เพียงพอจะจ่ายหนี้ที่ก่อมา</p>
<p>ในส่วนที่สองเรื่องการขาดทุนอัตราเงินเฟ้อ ก็เพราะ กยศ. คิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1 ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.5-3.0 ต่อปี ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ กยศ. ได้รับ และทำให้อัตราผลตอบแทนของเงินกู้ยืมตืดลบ (แม้จะมีการคืนหนี้ตรงตามระยะเวลาชำระทั้งหมดของเงินกู้ที่ปล่อยไปก็ตาม)</p>
<p>จากปัจจัยเหล่านี้จะพบว่า กยศ.น่าที่จะประสบกับปัญหาความยั่งยืนของกองทุน ซึ่งปัญหานี้รุนแรงมากขึ้นเมื่อในทางปฏิบัติแล้วกองทุนมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่สูง โดยในปี พ.ศ. 2544 มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้อยู่ถึงร้อยละ 54.8 กระทั่งรุ่นที่ครบกำหนดชำระหนี้ในปี พ.ศ. 2544 ก็มีผู้ไม่มาชำระหนี้ร้อยละ 27.24 จึงทำให้อัตราคืนทุนของ กยศ. มีอัตราที่ต่ำอยู่เพียงร้อยละ 33 ของเงินที่ปล่อยกู้ทั้งหมด (คำนวณโดยการให้อัตราหนี้ศูนย์ที่ร้อยละ 10) เท่านั้น (สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ อารียา มนัสบุญเพิ่มพูน, 2549) และ งานของ นพรัตน์ ปิยะพงษ์ (2552) ชี้ว่าอัตราคืนทุนของ กยศ. อยู่ที่ใกล้เคียงกันคือร้อยละ 29.4 พร้อมกับเสนอว่า อาจต้องมีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าร้อยละ 1 เพื่อความยั่งยืนของกองทุนที่มากขึ้น</p>
<p>ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำให้การจัดเก็บเงินกู้ กยศ. ไม่สามรถทำได้เต็มที่ก็คือข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ของรัฐ (asymmetric/imperfect information) จากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ วรวิวรรณ เดชานุภาพฤทธา (2545) ได้ทำการศึกษาไว้พบว่า ผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเมื่อจบการศึกษาแล้ว กลับมาตอบแบบสอบถามใน พ.ศ. 2545 ปรากฏว่ามีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15,000 – 17,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงเพียงพอจะจ่ายคืนกองทุน ซึ่งขัดกับข้อค้นพบของ สมเกียรติและคณะที่ชี้ว่า การจ่ายคืนกองทุนมีปัญหาค่อนข้างมาก จึงตีความได้ว่า ผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายคืน ทว่าผู้ให้กู้ไม่มีขีดความสามารถในการติดตามรายได้และทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ทางการเงินผู้กู้</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ค้นพบในงานของ วรวิวรรณ ยังชี้อีกว่าผู้กู้บางส่วนไม่ได้ชำระเงินกู้คืน อาจเกิดจาก การขาดวินัยทางการเงินและการใช้จ่ายเพื่ออสังหาริมทรัพย์ (แทนที่จะคืนหนี้ทางการศึกษา) โดยกว่าร้อยละ 86.8 ของผู้กู้ กยศ.ใน พ.ศ. 2539 ที่ในปี พ.ศ. 2545 มีสถานะกู้เงินซื้อบ้าน และมีภาระผู้พันต้องผ่อนเฉลี่ยร้อยละ 36.1ของรายได้ และมีเพียง1.7% ที่จะออมเพื่อชำระเงินคืน กยศ.เป็นจุดประสงค์หลัก จึงทำให้กว่าร้อยละ 60.6 มีปัญหาในการจัดสรรเงินมาคืนกองทุนฯ</p>
<p>ด้วยปัญหาเหล่านี้ประกอบกับเกิดแนวคิดการจัดการกองทุนกู้ยืมแบบใหม่ในออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2549-2550 รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ทำการเปลี่ยนแปลง กยศ. ให้เป็นกองทุนกู้ยืมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ซึ่งแนวคิดหลักๆ ของกองทุนนี้ก็คือการ ผูกภาระชำระหนี้เอาไว้กับความสามารถในการสร้างรายได้ของผู้กู้ กล่าวคือ ผู้ที่กู้ (กรอ.) ไปเรียนหากไม่สามารถสร้างรายได้ในอนาคตให้เกิดขึ้นได้ ก็จะไม่ต้องคืนเงินกู้ดังกล่าว</p>
<p>แนวคิดนี้มีข้อดีและข้อเสียอยู่มากมาย โดยในที่นี้จะขอหยิบยกข้อดีและเสียที่ผู้เขียนคิดว่ามีน้ำหนักในการเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้งาน กรอ. มาแสดงให้เห็นเท่านั้น</p>
<p>ข้อดีของ กรอ. ที่สำคัญที่สุดในความเห็นของผู้เขียนคือ ระบบกองทุนแบบ กรอ. จะไปสร้างภาวะรับผิดชอบ (accountability) ให้กระทรวงศึกษาต้องมองเรื่องให้เงินกู้นี้รวมไปกับเรื่องคุณภาพแรงงานด้วย พูดให้ง่ายๆก็คือ กยศ. มีแรงจูงใจน้อยสำหรับกระทรวงศึกษา (หรือรัฐบาล) ที่จะต้องสนใจว่าผู้เรียนจบมาด้วยคุณภาพแบบไหน เพราะอย่างไรเสียภาระรับผิดชอบคืนเงินกู้ก็ผูกพันด้วยระยะเวลาและข้อกฎหมาย แต่ระบบ กรอ. บังคับให้ต้องสนใจโดยตรง เพราะหากผู้เรียนรายได้ไม่ถึงรัฐบาลก็จะสูญเงินดังกล่าวไป (และยังเสียต้นทุนดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายไปก่อนล่วงหน้าด้วย หากรัฐบาลต้องกู้เงินจากแหล่งอื่นมาทำสวัสดิการในส่วนนี้)</p>
<p>นอกจากนี้ กรอ. ยังช่วยทำให้คนซึ่งจบออกมาแล้วเข้าไปทำงานในภาคสังคม ไม่มีรายได้ประจำสูงแต่สร้างให้เกิดประโยชน์ทางสังคมมากๆ ก็ไม่มีภาระหนี้ติดตัว และในขณะเดียวกันหากกลไกความรับผิดชอบที่กล่าวไปในตอนต้นทำงานอย่างเต็มที่ ก็จะไม่มีใครขี้เกียจ หรืออยู่เฉยไม่ทำงาน แม้ว่าข้อสมมตินี้จะเป็นไปได้ยากในความเป็นจริงก็ตาม</p>
<p>ในส่วนของข้อเสีย ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของส่วนดี กล่าวคือ ถ้ารัฐบาลไม่มีความสามารถมากพอเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็จะกลายเป็น หนี้จำนวนมหาศาลและหนี้ก้อนนี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปีเนื่องจากมีคนเข้าสู่ระบบเงินกู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ และถึงแม้ว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นรัฐบาลก็จำเป็นจะต้องหาเงินตั้งต้น มาใช้จ่ายในช่วง 4-7 ปีแรก ที่ผู้เรียนยังไม่จบออกมาจากมหาวิทยาลัยโดยไม่มีรายรับเลย อันเป็นภาระทางการคลังอย่างมาก</p>
<p>เนื่องจากเงินกู้ยืมตาม กรอ. นี้ต้องเก็บจากฐานรายได้ ดังนั้น กรอ. ต้องการระบบการเก็บเงินที่ผูกพันกับการจ่ายภาษี หรือการทำงานในภาคเศรษฐกิจทางการ (formal sector), สำหรับประเทศไทยซึ่งมีคนจ่ายภาษีทางตรงเพียง 5 ล้านจาก 70 ล้านคน และเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในภาคไม่เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลเข้าถึงไม่ได้ ทำให้ระบบนี้เกิดปัญหาอย่างมากในการจัดเก็บ (บางคนมองว่าคือโอกาสที่ดีที่จะปฏิรูปการคลบังภาษี ไปพร้อมๆกับเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางการศึกษาเลย ไม่เช่นนั้นคงปฏิรูปได้ยากหากมองปัญหานี้แยกจากกัน ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างเห็นด้วย)</p>
<p>นอกจากนี้ข้อเสียของ กรอ. เป็นเรื่องที่เกิดจากการวางหลักเกณฑ์ของรัฐบาลเอง คือไม่ใช่ปัญหาของ กรอ. แต่เป็นปัญหาของรัฐบาลในการออกแบบ กรอ. เช่น</p>
<p>รัฐบาลเจาะจงสาขาเฉพาะที่ให้การสนับสนุนทำให้ในแง่นี้ คณะซึ่งไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า ในระยะยาวจะถูกตัดออกไปจากสาขาวิชาที่ กรอ. ให้ทุน, หรือ รัฐบาลประกาศให้ กรอ. เป็นกองทุนกู้ยืมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (universal coverage) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ปัญหาการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนลำบากเท่าๆกัน ปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะระดับสูงอย่างอุดมศึกษาเป็นการศึกษาที่คนรวยมีแต้มต่อมากกว่าคนยากจนอยู่แล้วดังนั้น กองทุนกู้ยืมควรเจาะจงคนจน (targeted poor policy) มากกว่า และโดยเฉพาะเมื่อมองว่าจะช่วยดึงคนยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ ดึงมาอยู่ในเศรษฐกิจในระบบมากขึ้นด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องดี เหล่านี้เป็นต้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพกว้าง และเรื่องราวอย่างคร่าวๆที่เกี่ยวพันถึงเรื่องของ กยศ. และ กรอ. เท่านั้น ในรายละเอียดแต่ละประเด็นมีข้อถกเถียงเนื้อในอีกจำนวนมาก ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้ผู้อ่านทุกท่านเห็นถึงภาพร่างคร่าวๆของสิ่งที่เรียกว่ากองทุนกู้ยืมเพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ในแนวทางของตนเองต่อไปได้ในอนาคต โดยเฉพาะในวาระที่การเมืองมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดนโยบายนี้ กยศ. และ กรอ. คงยังเป้นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบอย่างแน่นอน</p>
<p>หมายเหตุ: ประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะใช้ กยศ. และ เพื่อไทยเข้ามาก็จะใช้ กรอ. เปลี่ยนไปมาราว 4 รอบแล้วในประวัติศาสตร์กองทุนกู้ยืมของไทย</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/scholar-loan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทิศทางพลังงานอาเซียน: ไทยขาดแหล่งทรัพยากร ระยะยาวต้องเร่งเชื่อมโยงพลังงานอาเซียน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asean-energy-cooperation/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asean-energy-cooperation/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 15:07:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[asean]]></category>
		<category><![CDATA[LNG]]></category>
		<category><![CDATA[ptt]]></category>
		<category><![CDATA[กฟผ.]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซ]]></category>
		<category><![CDATA[ท่อส่งก๊าซ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิต เอื้ออาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปตท.]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานเชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[วิชัย พรกีรติวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สุเทพ ฉิมคล้าย]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรสีห์ กรรณสูตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23752</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เชี่ยวชาญพลังงานชี้ ไทยมีความเสี่ยงด้านพลังงาน มีทรัพยากรในประเทศน้อย และยังหาข้อยุติเรื่องพลังงานนิวเคลียร์-ถ่านหินไม่ได้ ทางออกคือต้องซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชี้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน เหตุเพราะมีแหล่งทรัพยากรในประเทศน้อย และยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องพลังงานนิวเคลียร์-ถ่านหินได้ ทางออกมีอย่างเดียวคือซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ยังมีเหลือ แต่ก็มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต</p>
<h2>ประชาคมอาเซียนกับการเชื่อมโยงระบบพลังงาน</h2>
<p>รายงานการสัมมนา &#8220;ประชาคมอาเซียนกับการเชื่อมโยงระบบพลังงาน&#8221; จัดโดยคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9</p>
<p>วงเสวนาและแสดงความคิดเห็น มีวิทยากรร่วมอภิปราย 4 ท่าน</p>
<ul>
<li>นายไกรสีห์ กรรณสูตร อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา</li>
<li>นายสุเทพ ฉิมคล้าย ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย</li>
<li>นายวิชัย พรกีรติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต่ำและก๊าซธรรมชาติ ปตท.</li>
<li>ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</li>
</ul>
<p>ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพพร ลีปรีชานนท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p>
<h2>1) การเชื่อมโยงประชาคมอาเซียนด้านพลังงาน จากอดีตสู่อนาคต</h2>
<p>โดย นายไกรสีห์ กรรณสูตร<br />
อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย<br />
ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา</p>
<p>การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างที่ผมไปดูงานในฝรั่งเศส ระบบพลังงานไฟฟ้าในฝรั่งเศสใหญ่มาก โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ 1000 เมกะวัตต์ (MW) หลุดไปจากระบบ ปรากฏว่าความถี่ตกไปนิดเดียว ระบบไฟโดยรวมไม่สะเทือนอะไร แต่ถ้าเป็นเมืองไทยเกิดสถานการณ์แบบนี้ รับรองว่าไฟดับแน่</p>
<p>ในสแกนดิเนเวีย ประเทศนอร์เวย์มีน้ำมาก ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำคิดเป็น 90% ของพลังงานทั้งประเทศ ส่วนสวีเดนใช้พลังงานนิวเคลียร์มาก สองประเทศนี้เลยใช้วิธีแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกัน เช่น ช่วงฤดูที่น้ำแข็งละลาย นอร์เวย์จะมีน้ำมาก สวีเดนจะผลิตไฟด้วยนิวเคีลยร์น้อย และซื้อไฟจากนอร์เวย์แทน ในทางกลับกัน ถ้าน้ำน้อย นอร์เวย์จะซื้อไฟจากสวีเดนกลับ ข้อดีของวิธีากรนี้คือต้นทุนพลังงานลดลงมาก ยิ่งยุโรปใกล้ชิดกันมากขึ้น การซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานก็ยิ่งง่ายขึ้น</p>
<h3>แหล่งพลังงานในอาเซียน</h3>
<p>หันมาดูในกลุ่มประเทศอาเซียนของเรา ถือเป็นโชคดีว่า ในย่านอาเซียนนี้มีแหล่งพลังงานอุดมสมบูรณ์อย่างมาก และที่สำคัญคือมีความหลากหลาย</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ตอนเหนือของอาเซียนอย่างพม่า ลาว เวียดนามตอนเหนือ มีน้ำเยอะ มี hydro potential (มีศักยภาพในการใช้น้ำผลิตไฟฟ้า) อยู่มาก</p>
<p>ใน<span style="text-decoration: underline;"><strong>พม่า</strong></span>มี hydro potential หลายหมื่นเมกะวัตต์ ถ้าใช้น้ำมาผลิตไฟฟ้าทั้งหมดหมดจริงๆ กำลังผลิตอาจถึงแสนเมกะวัตต์ด้วยซ้ำ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้เท่าไร น้ำในแม่น้ำสาละวินมีเยอะกว่าในแม่น้ำโขงมาก เพราะมีต้นทางมาจากหิมะในเทือกเขาหิมาลัย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าถ้าสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน อาจใช้เป็นโรงงานไฟฟ้าหลัก (base load) ได้เทียบเท่ากับโรงงานถ่านหินและก๊าซได้เลย</p>
<p>พม่าไม่ได้มีแต่น้ำ ยังมีก๊าซที่มากเหลือเกิน ทั้งจีนและอินเดียต่างก็รุมจีบเพราะอยากได้ก๊าซจากพม่า เราก็โชคดีที่ซื้อก๊าชจากพม่าได้ส่วนหนึ่ง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ลาว</strong></span>ก็มี hydro potential มาก ผลิตไฟฟ้าได้ระดับหลายหมื่นเมกะวัตต์ ถ้าพูดถึงแม่น้ำโขงอย่างเดียว ก็สร้างได้หลายพันเมกะวัตต์แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงแม้น้ำอื่นในลาวเลย ส่วนเขื่อนแรกที่สร้างในลาวอย่างไชยบุรี ทุกคนคงรู้กันแล้ว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>เวียดนาม</strong></span> ตอนเหนือมีน้ำมาก ตอนใต้มีก๊าซมาก อันนี้เป็นแหล่งพลังงานของเวียดนาม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>กัมพูชา</strong></span> มีแหล่งก๊าซเยอะทีเดียวในแห่ลงทับซ้อนอย่างอ่าวไทยตรงพรมแดนไทย-กัมพูชา ปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซในอ่าวไทย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ไทย</span></strong>เองมีก๊าซมากในอ่าวไทย แล้วก็มีลิกไนต์ที่แม่เมาะ แต่อันนี้ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>มาเลเซีย</strong></span> มีก๊าซเยอะทีเดียว รัฐซาราวัก (Sarawak) มีน้ำมาก มีเขื่อนขนาดใหญ่ ที่เขื่อนบากูน (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Bakun_Dam">Bakun Dam</a>) ก็พูดกันว่าผลิตไฟฟ้าได้หลายพันเมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังก็มีก๊าซมาก ส่วนรัฐซาบาห์ (Sabah) ก็มีทั้งน้ำ มีทั้งก๊าซ มีทั้งถ่านหิน ถือได้ว่ามาเลเซียมีแหล่งพลังงานมากและหลากหลาย แหล่งก๊าซของมาเลเซียนี่ติดอันดับ 14 ของโลก</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>บรูไน</strong></span> คงรู้กันดีว่ามีน้ำมัน แต่นอกจากนี้เขายังมีก๊าซ โดยส่งออกเป็น LNG ขายญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นหลัก แต่เขายังไม่ได้ส่งขายในประเทศอาเซียนผ่านทางท่อ มีแต่เป็น LNG เท่านั้น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>อินโดนีเซีย</strong></span> มีก๊าซเยอะมากที่แหล่งนาทูนาตะวันออก (East Natuna) มีปริมาณสำรอง (reserve) มากกว่า 190 trillian คิวบิคฟุต เพียงพอต่อการใช้ได้เกิน 60 ปี ส่วนถ่านหินไม่ต้องพูดถึง ใช้ได้มากกกว่า 150 ปี เป็นแหล่งใหญ่ที่ส่งออกทำรายได้ให้ประเทศมาก อินโดยังเป็นประเทศในกลุ่ม OPEC ที่มีน้ำมันมาก</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ฟิลิปปินส์</strong></span> มีก๊าซมาก นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟเยอะ มีน้ำพุร้อนใช้ผลิตไฟฟ้าแบบความร้อนใต้โลก (geothermal) ได้ถึง 13% ของประเทศ ถือเป็นอันดับสองของโลกในเรื่อง geothermal</p>
<p>จะเห็นว่าย่านอาเซียนอุดมสมบูรณ์ในแหล่งพลังงานจริง ๆ ในภาพรวมคือตอนเหนือของไทยเป็นน้ำ ตอนใต้ของประเทศไทยเป็นก๊าซ</p>
<p>บางประเทศมีแหล่งพลังงานมากแต่มีความต้องการใช้พลังงาน (demand) ต่ำ โดยเฉพาะทางเหนือของอาเซียน ตรงนี้เลยเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ซื้อพลังงานเหล่านี้ได้</p>
<h3>การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียน อดีต</h3>
<p>การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน โดยซื้อไฟจากเขื่อนน้ำงึม 1 เพราะลาวมีเขื่อนแต่ต้องการไฟฟ้าน้อย เค้ามีไฟเหลือเยอะมาก สมัยนั้นเราซื้อได้ค่อนข้างถูกทีเดียว ยูนิตนึงไม่ถึงบาท</p>
<p>ภาคใต้บ้านเรามีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นน้อย และมีแหล่งผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าภาคอื่น สมัยผมทำงานใหม่ๆ ไฟจะดับบ่อย แต่ภายหลังก็มีการเชื่อมโยงระบบพลังงานกับภูมิภาคอื่นในประเทศมากขึ้น</p>
<p>การส่งไฟฟ้าในทางไกลๆ จะมีปัญหาเสถียรภาพของสายส่ง ทำให้การส่งไฟระหว่างภาคกลางกับภาคใต้มีปัญหาเพราะระยะทางไกลมาก เราเลยมองมาที่มาเลเซีย ซึ่งระบบไฟฟ้าใหญ่ๆ ของเขาอยู่ทางเหนือพอดี อยู่ใกล้กับภาคใต้ของเรามากกว่าภาคกลางของเราด้วยซ้ำ ตอนหลังเราจึงซื้อไฟจากมาเลเซีย จึงมีความมั่นคงทางพลังงานสูงขึ้นมากทีเดียว</p>
<p>ตอนแรกมีปัญหาเรื่องระบบไฟที่ต่างกัน เพราะมาเลเซียใช้ระบบอังกฤษ 130 kV แต่ของเราใช้ระบบอเมริกา 115 kV ต้องผ่านหม้อแปลงซึ่งไม่ค่อยเสถียร แต่ภายหลังก็เปลี่ยนมาจ่ายไฟแบบ DC กระแสตรงระหว่างกัน เลยลดปัญหาไปได้มาก</p>
<p>สิงคโปร์เป็นประเทศเกาะเล็ก แต่ไม่มีทรัพยากรด้านหลังงาน เค้าใช้น้ำมันเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า แต่พอเป็นระบบเล็กก็มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เจอเรื่องไฟดับเป็นวงกว้าง (blackout) หลายครั้งในสมัยก่อน ตอนหลังเลยหันมาเชื่อมโยงระบบไฟกับมาเลเซีย เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันได้เวลามีปัญหาทางพลังงาน</p>
<p>การเชื่อมโยงไฟฟ้าของอาเซียนเกิดขึ้นบนแผ่นดินคาบสมุทรก่อน เริ่มจากไทย-ลาว, ไทย-มาเลเซีย, มาเลเซีย-สิงคโปร์</p>
<p>การเชื่อมโยงระบบไฟของยุโรปทำได้ง่ายเพราะเป็นพื้นทวีปต่อกันหมด แต่อาเซียนเป็นเกาะเยอะ ต้องเชื่อมโยงผ่านเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นช่วงแรกๆ ของอาเซียนจะเป็นการเชื่อมโยงบนแผ่นดินก่อน</p>
<p>การเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเขมรจะเป็นจุดๆ มากกว่าเป็นระบบ อย่างตอนนี้เราก็ขายไฟให้เสียมเรียบ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23753" title="การเชื่อมโยงพลังงานอาเซียน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy1.jpg" alt="" width="620" height="412" /></p>
<h3>การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียน อนาคต</h3>
<p>การเชื่อมโยงพลังงานภายในอาเซียนจะช่วยลดปัญหาการซื้อเชื้อเพลิงจากกลุ่มประเทศนอกอาเซียน เพราะอาเซียนมีทรัพยากรพลังงานที่หลากหลายอยู่แล้ว</p>
<p>ในอนาคตมีแผนจะเชื่อมโยงพลังงานให้มากกว่านี้ โดยจ้างที่ปรึกษาด้านไฟฟ้าเข้ามา พบว่ามี 16 โครงการ</p>
<ul>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการแรก</span> มาเลเซีย-สิงคโปร์ พบว่าสายเดิมชักเล็กเกินไป จะเพิ่มขนาดสายในปี 2018</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สอง</span> ไทยกับมาเลเซีย ปัจจุบันเชื่อมโยงกันด้วยสายไฟ DC 300 MW จะเพิ่มระดับในเฟสที่สองในปี 2016</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สาม</span> มาเลเซียบนคาบสมุทรจะเชื่อมโยงกับซาราวัก ถือเป็นการเชื่อมภายในประเทศของเขาเอง</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สี่</span> มาเลเซียจะเชื่อมโยงกับอินโดนีเซีย เพราะสุมาตรามีแหล่งพลังงานมาก ขนาดประมาณ 600 MW ในปี 2017</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่ห้า</span> อินโดนีเซียจะมีเกาะเล็กๆ เรียกเกาะบาทัม (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Batam">Batam Island</a>) อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ จะเชื่อมกันประมาณปี 2015-2017</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่หก</span> มาเลเซียจะเชื่อมกับอินโดนีเซียอีกจุด ระหว่างซาราวักกับเวสต์กลิมันตัน (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/West_Kalimantan">West Kalimantan</a>)</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่เจ็ด</span> ฟิลิปปินส์กับมาเลเซียจะเชื่อมกันที่ซาบาห์ ซึ่งอยู่ใกล้กัน ฟิลิปปินส์จะใช้พลังงานจากซาบาห์ เพราะตัวเองมีแหล่งพลังงานไม่เยอะนัก</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่แปด</span> ซาราวักจะเชื่อมกับบรูไน ที่ไม่เคยเชื่อมกับใครมาก่อน อันนี้ปี 2016</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่เก้า</span> ไทยกับลาว จะเชื่อมกันอีกหลายจุด ที่ใหญ่ๆ คือ ลิกไนต์ที่หงสา (Hongsa) ปี 2015 จะตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าลิกไนต์ที่ลาวแล้วส่งมาไทย ส่วนไชยบุรีจะโอนไฟมามากขึ้นปี 2019</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบ</span> ลาวกับเวียดนามจะเชื่อมโยงกัน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบเอ็ด</span> ไทยกับพม่าอยู่ใกล้กัน แต่การเชื่อมโยงยังน้อยมาก จะเริ่มประมาณปี 2016 เป็นต้นไป โดยเราไปช่วยพัฒนาเขื่อนที่พม่า อยู่แถวๆ แม่สอด แล้วขายไฟกลับเข้ามาในไทย และมีลิกไนต์ขนาดไม่ใหญ่ที่พม่า และเชื่อมกลับมา</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบสอง</span> ปี 2017 เวียดนามกับเขมร มากกว่า 200 MW</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบสาม</span> เชื่อมระหว่างลาวกับเขมร</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบสี่</span> ไทยกับเขมร ปราจีนไปพระตะบอง (Battambang)</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบห้า</span> เพิ่งเสนอมาใหม่ ซาบาห์กับอีสต์กลิมันตัน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;">โครงการที่สิบหก</span> โครงการสุดท้าย สิงคโปร์กับสุมาตรา</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแน่นอน การเชื่อมโยงของระบบไฟฟ้าในอาเซียน ทุกคนเห็นประโยชน์ว่าเชื่อมโยงกันแล้วจะลดการซื้อพลังงานจากภายนอก และลดการลงทุนได้</p>
<p>16 โครงการนี้มีการศึกษาแล้วพบว่ามีความคุ้มทุนมากในเชิงเศรษฐศาสตร์ ประหยัดเงินได้ 1,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะลดปริมาณไฟสำรองที่แต่ละประเทศต้องมีลงได้</p>
<p>การเชื่อมโยงของอาเซียนเกิดขึ้นได้แต่จะไปช้าๆ ไม่เร็วเหมือนยุโรป เพราะระบบภายในของอาเซียนบางประเทศ อย่าง ลาว เขมร พม่า ยังมีระบบภายในไม่แข็งแรง ในประเทศเองก็ยังไม่เชื่อมต่อกันดีนัก ต้องรอให้ประเทศเหล่านี้ค่อยๆ พัฒนา ถ้าเราไปเชื่อมกับระบบที่ไม่แข็งแรงก็อาจดึงเราไฟดับได้</p>
<p>แต่สุดท้ายแล้ว ตามแผนคือปี 2020 ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากัน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23754" title="สุเทพ ฉิมคล้าย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-1.jpg" alt="" width="620" height="427" /></p>
<h2>2) การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน</h2>
<p>โดย นายสุเทพ ฉิมคล้าย<br />
ผู้ช่วยผู้ว่าการฝ่ายแผนงาน<br />
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย</p>
<p>หลายอย่างที่ผมจะพูด คุณไกรสีห์พูดไปแล้ว ดังนั้นบางอย่างจะไม่ขอพูดซ้ำ</p>
<h3>ความร่วมมือทางพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน</h3>
<p>อาเซียนมีทรัพยากรสำหรับผลิตไฟฟ้ามาก ประเทศไทยเองกลับไม่ค่อยมีทรัพยากร แต่มีความต้องการไฟฟ้าเยอะ ในขณะที่พม่า-ลาวมีทรัพยากรเยอะแต่ความต้องการน้อย ดังนั้นถ้าจับมือกัน 3 ประเทศก็สามารถพัฒนาระบบพลังงานได้คุ้มค่า เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต่อให้มีทรัพยากร แต่ถ้าไม่มีความต้องการก็ทำไม่ได้ในเชิงพาณิชย์</p>
<p><img class="aligncenter" title="MOU ASEAN" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-2.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>พอมีความคิดจะเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคแล้ว ก็มี MOU ระหว่างประเทศตกลงซื้อขายไฟฟ้ากัน ของไทยมี 7,000 เมกะวัตต์ แต่ในอนาคตน่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้อีกมาก</p>
<p>ของไทยกับพม่าคือ 1500 เมกะวัตต์ อันนี้ตกลงไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งอีกไม่นานนี้คงต้องปรับปรุงไปอีก เพราะพม่ามีศักยภาพระดับ 20,000-30,000 MW แล้วตอนนี้</p>
<p>ไทย-จีนมีข้อตกลงมานานแล้ว แต่โอกาสในตอนนี้คงน้อยเพราะจีนพัฒนาประเทศไปเยอะ และพลังงานในประเทศไม่พอใช้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23756" title="การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-3.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>ไทย-ลาว</p>
<ul>
<li>เข้ามาในระบบแล้ว 1891 MW</li>
<li>ลงนาม PPA (Power Purchase Agreement) ตกลงแล้วกำลังก่อสร้าง 2913 MW</li>
<ul>
<li>โครงการ หงสา เป็นโครงการเดียวที่เป็นลิกไนต์ เพราะอย่างอื่นเป็นน้ำหมด โครงการลิกไนต์จะมั่นคงกว่า เพราะบางปีน้ำน้อยอาจผลิตน้ำได้น้อยลง ถือเป็นการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง</li>
<li>เขื่อนไชยบุรีก็ลงนามไปแล้ว กำลังผลิต 1220 MW</li>
</ul>
<li>ลงนาม MOU แล้ว แต่ยังไม่ได้เซ็น PPA 1077 MW</li>
<ul>
<li>น้ำงึม 3</li>
<li>เซเปียน</li>
<li>น้ำเงี๊ยบ</li>
</ul>
</ul>
<p>รวมๆ แล้วตอนนี้เกือบเต็มข้อตกลง 7000 MW แล้ว อนาคตต้องขยายตัวเลขเพดานนี้ออกไปอีก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23757" title="ระบบไฟของ กฟผ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-4.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>ระบบไฟฟ้าของไทย ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีระบบไฟเชื่อมกันหมด จ่ายไฟได้ทั้งประเทศ (เฉพาะระบบส่ง ไม่รวมจำหน่าย) ระบบสูงสุด 500 kV รองลงมา 230 kV</p>
<p>กฟผ. ยังมีศูนย์ควบคุม 5 แห่งทั่วประเทศ 4 ภาค + 1 ส่วนกลาง ตอนนี้ระบบของเราพร้อม รอประเทศเพื่อนบ้านให้พร้อมตาม ก็สามารถเชื่อมโยงกันได้ทันที</p>
<p>ปี 2015 ถึงจะมี AEC ก็คงมีแค่ MOU แต่ยังไม่มีระบบไฟฟ้าจริงๆ เพราะต้องรอเพื่อนบ้านให้พร้อมด้วย อันนี้ต้องใช้เงินอีกเยอะ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23758" title="แหล่งพลังงาน GMS" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-5.jpg" alt="" width="620" height="474" /></p>
<p>ไทยมีแหล่งพลังงานในประเทศน้อย ลิกไนต์แม่เมาะใกล้หมดแล้ว ในอนาคตต้องพึ่งพลังงานภายนอกเกือบ 100% ก็มีความลำบากในการหาแหล่งพลังงาน ถ่านหินก็ลำบาก นิวเคลียร์ก็ลำบาก คงต้องซื้ออย่างเดียวจากลาวและพม่า</p>
<h3>แนวคิดด้านความร่วมมือพลังงานของอาเซียน</h3>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23759" title="ความร่วมมือด้านพลังงานในอาเซียน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-6.jpg" alt="" width="620" height="363" /></p>
<p>มีอยู่สองแนวทางหลักๆ</p>
<p><strong>RPTCC (Regional Power Trade Coordination Committee)</strong></p>
<p>เป็นความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) ตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรม โครงสร้างการดำเนินงานอยู่ภายใต้ รมว. พลังงานของ GMS</p>
<p>อนาคตมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์ RPCC (Regional Power Community Committee) เป็นศูนย์ควบคุมการส่งไฟฟ้าของลุ่มน้ำโขง เช่น ไทยจะซื้อไฟจากเวียดนาม จะต้องผ่านศูนย์นี้ อันนี้เป็นแนวคิดที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ตอนนี้ยังหาสถานที่ตั้งศูนย์ไม่ได้ ถึงแม้ทุกประเทศจะสนใจให้ศูนย์ไปอยู่ในประเทศของตัวเอง แต่ประเทศที่มีเงินก็มีโอกาสสูงกว่า ผมว่าน่าจะเป็นประเทศจีนได้ไป</p>
<p>ไทยเราก็อยากมีแต่เรื่องเงินคงแพ้ แต่ไม่ว่าศูนย์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ไหน ประเทศไทยคงได้ประโยชน์เพราะที่ตั้งเราอยู่ตรงกลาง</p>
<p><strong>HAPUA (Head of ASEAN Power Utilities Authority)</strong></p>
<p>เป็นความร่วมมือระดับอาเซียน การดำเนินงานขึ้นกับ AMEM (รัฐมนตรีพลังงานอาเซียน) มีการจัดประชุมทุกปี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23760" title="HAPUA Structure Old" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-7.jpg" alt="" width="620" height="436" /></p>
<p>โครงสร้างเดิมของ HAPUA มีมานานพอสมควร มีการประชุมทุกปีแต่ผลงานไม่ค่อยคืบหน้า และการมีคณะทำงานมากถึง 8 คณะต้องใช้คนเยอะ มีการประชุมของทุกคณะทำงานเยอะมาก มากเกินไป จึงมีแนวคิดว่าจะลดโครงสร้างของ HAPUA ให้เล็กลง ลดคณะทำงานเหลือ 5 คณะแต่ทำงานได้เท่าเดิม ให้แต่ละประเทศเป็นประธาน-รองประธานในแต่ละกลุ่ม แล้วผลัดเปลี่ยนกันไป ประเทศไทยจะได้เป็นประธานกลุ่มที่ 2 โดยมีเวียดนามเป็นรองประธาน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23761" title="HAPUA Structure New" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-8.jpg" alt="" width="620" height="444" /></p>
<p>แนวคิดของ RPTCC และ HAPUA คล้ายๆ กันคือการซื้อขายไฟในประเทศสมาชิก กรณีของ HAPUA ทำแผนเสร็จแล้ว 16 โครงการตามที่คุณไกรสีห์พูดไปแล้ว</p>
<p>ปัญหาของการเดินตามแนวทางนี้คือ ระบบสายส่งของประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้คนอื่นมาใช้ได้นอกจาก กฟผ. เพียงรายเดียว (single buyer ผู้ขายไฟรายอื่นต้องขายให้ กฟผ. ก่อน) ถ้าจะเชื่อมโยงระบบต้องเปลี่ยนระบบส่งแบบนี้ให้ได้ก่อน</p>
<h3>ความต้องการไฟฟ้าตามแผน PDP ของประเทศไทย</h3>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23762" title="PDP 2010 Chart ไม่มีโรงไฟฟ้าเพิ่ม" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-9.jpg" alt="" width="620" height="484" /></p>
<p>ตามแผน PDP 2010 ฉบับปัจจุบัน ถ้าไม่ทำอะไรเพิ่มกับมันเลยเลย มีกำลังผลิตเท่าใดก็ใช้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปกำลังผลิตจะลดลง เพราะโรงไฟฟ้าเก่าจะถูกปลดจากระบบ จากปัจจุบันประมาณ 30,000 MW จะเหลือประมาณ 10,000 กว่าในประมาณปี 2573 ดังนั้นเราต้องหาแหล่งผลิตใหม่ๆ เข้ามา</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23763" title="PDP Demand Forecast" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-10.jpg" alt="" width="620" height="460" /></p>
<p>ในปี 2573 ตามที่คาดกันไว้ ประเทศไทยจะมีความต้องการไฟฟ้าสูง 53,000 MW และตามระเบียบแล้ว จะต้องมีกำลังผลิตสำรองเผื่อไว้อีก 15%</p>
<p>ตามแผนถึงปี 2562 มีแผนแน่นอน สบายใจได้ว่ามีไฟพอใช้ แต่หลังจากนั้นยังไม่มีความแน่นอน เพราะความซับซ้อนของระบบไฟมีมาก ยังไม่รู้ว่าจะเอานิวเคลียร์ดีไหม เอาถ่านหินดีไหม ซื้อไฟจากต่างประเทศได้ไหม ดูจะถูกคัดค้านทุกเรื่อง เลยวางแผนไม่ได้ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด (หัวเราะ)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23764" title="PDP Forecast Demand Supply" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy2-11.jpg" alt="" width="620" height="485" /></p>
<p>เราพยายามจะหาแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การซื้อไฟจะคิดเป็น 15% ของพลังงานในประเทศ ที่เหลือก็ต้องหาวิธีผลิตด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งที่ กฟผ. ทำเองหรือซื้อไฟจากเอกชน</p>
<p>ASEAN Power Grid คงเริ่มเซ็นสัญญาในปี 2015 แต่ในการทำงานจริงๆ คงต้องหลังจากนั้น</p>
<p>ระบบส่งเป็นหัวใจของการซื้อขายไฟ ถ้าไม่มีระบบส่งก็ซื้อขายไฟไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยก็ทำระบบไปเยอะแล้ว เช่น ซื้อจากหงสาก็เข้ามาที่แม่เมาะ ถ้าจากลาวตอนกลาง (เช่น น้ำงึม) จะเข้ามาที่อุดร ส่วนทางใต้อาจเข้ามาที่ปากเซ จะเข้ามาที่สถานีอุบลราชธานี 3 ส่วนใหญ่ ครม. อนุมัติให้ก่อสร้างแล้ว</p>
<h2>3) การเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน</h2>
<p>วิชัย พรกีรติวัฒน์<br />
ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต่ำและก๊าซธรรมชาติ<br />
ปตท.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23765" title="วิชัย พรกีรติวัฒน์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-1.jpg" alt="" width="620" height="444" /></p>
<h3>แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน</h3>
<p>การเชื่อมโยงของอาเซียน (ASEAN Connectivity) แบ่งออกเป็น 3 มิติใหญ่ๆ</p>
<ul>
<li>ด้านโครงสร้างพื้นฐาน</li>
<li>ด้านกฎระเบียบ</li>
<li>ด้านประชาชน</li>
</ul>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23766" title="ASEAN Energy Strategy" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-2.jpg" alt="" width="620" height="515" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23767" title="ASEAN Power Grid, Gas Pipeline" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-3.jpg" alt="" width="620" height="504" /></p>
<p>อาเซียนแบ่งกลยุทธ์การเชื่อมโยงระหว่างกันออกเป็น 7 กลยุทธ์ โดยพลังงานเป็นกลยุทธ์ที่ 7 เน้น <strong>การเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้า (ASEAN Power Grid)</strong> ที่ กฟผ. ดูแล และ <strong>ด้านท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Trans-ASEAN Gas Pipeline)</strong> ที่ ปตท. ดูแล</p>
<p>โครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline) เริ่มพูดคุยมาตั้งแต่ปี 2540 ลงนามในปี 2545 (2002) แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23768" title="ASEAN Gas Pipeline" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-4.jpg" alt="" width="620" height="413" /></p>
<p>ในปี 2554 มีการพูดคุยกันอีกรอบว่าน่าจะเซ็น MOU ใหม่เพราะของเดิมเริ่มล้าสมัย ร่าง MOU ใหม่มีเป้าหมายเหมือนเดิม แต่วิธีการเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีเดิมมองการส่งทางท่อเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีเรื่อง LNG มาแทน ซึ่งก็เข้าทาง ปตท. เพราะมีระบบ LNG อยู่แล้ว เป็นระบบทดแทนกรณีการส่งผ่านท่อมีปัญหาได้ด้วย</p>
<p>กลยุทธ์เดิมของแผน Trans-ASEAN Gas Pipeline มองเรื่องพหุภาคี (multilateral) เป็นหลัก แต่ MOU ใหม่จะใช้ทวิภาคี (bilateral) แทน เพื่อแก้ปัญหาการเจรจาให้รวดเร็วขึ้น</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23769" title="ASEAN Gas Pipeline MOU" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-5.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>ตาม MOU ใหม่มีองค์กรดูแล 3 เรื่อง คือ Petronas, Pertamina, PTT ดูเรื่องเทคนิค LNG</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23770" title="ASEAN Gas Demand" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-6.jpg" alt="" width="620" height="425" /></p>
<p>จากกราฟ สีเขียวคือความสามารถในการผลิตก๊าซ ส่วนสีชมพูคืออัตราการบริโภคก๊าซ</p>
<p>อัตราการบริโภคก๊าซ ของไทยมี demand มากกว่า supply (net import)</p>
<p>ส่วนมาเลเซีย บรูไน อินโด มี supply มากกว่า demand (net export) ราคาก๊าซไทยจึงขึ้นกับราคาก๊าซภายนอกด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23771" title="ASEAN Gas Demand Forecast" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-7.jpg" alt="" width="620" height="517" /></p>
<p>อีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการก๊าซจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ส่วนก๊าซในอ่าวไทยจะหมดหรือไม่ ขึ้นกับราคาก๊าซในประเทศว่าจะถูก-แพงแค่ไหนด้วย</p>
<p>ในปี 2573 จะมีความต้องการก๊าซประมาณ 35000 คิวบิกฟุตต่อวัน ซึ่งเกินกว่าก๊าซทางท่อจะรองรับได้ ตรงนี้ LNG จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23772" title="ASEAN Gas Pipeline Map" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-8.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p>แผนที่ท่อส่งก๊าซในอาเซียน (สีแดง=มีอยู่แล้ว, สีเขียว=กำลังจะทำ, สีน้ำเงิน = แนวคิด)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23773" title="World Gas Price" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-9.jpg" alt="" width="620" height="412" /></p>
<p>ขอนอกเรื่องนิดนึง สื่อมวลชนลงเยอะว่าราคาก๊าซธรรมชาติในไทยแพงกว่าในสหรัฐมาก ถ้าดูจากแผนผังที่ผมนำมา ราคาก๊าซธรรมชาติอเมริกาในตลาด Henry Hub ตกลงเยอะ เหตุเพราะเจอแหล่งใหม่ในชั้นหินเชลล์ (shell gas) ทำให้ supply มากกว่า demand</p>
<p>แต่นั่นไม่ใช่ราคา LNG เป็นราคาก๊าซดิบ ทำให้ราคา HenryHub ดูถูกกว่าตลาดอื่นๆ แต่ถ้าผลิตเป็น LNG แล้วนำมาขายในไทย ค่าใช้จ่ายจะพอๆ กัน และถ้าดูราคาก๊าซในตลาดอื่นจะเห็นว่าไม่ต่างกันเท่าไร</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23774" title="ASEAN Energy Challenge" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy3-10.jpg" alt="" width="620" height="426" /></p>
<p>ความท้าทายของการเชื่อมโยงก๊าซในอาเซียนมีหลายประการ ที่น่าสนใจคือคุณสมบัติของก๊าซในแต่ละแหล่งที่แตกต่างกันไป เช่น ก๊าซพม่ามีไนโตรเจนเยอะ ก๊าซในอ่าวไทยมีคาร์บอนไดออกไซด์เยอะ เอามาปนกันก็มีปัญหา</p>
<h2>4) ประเทศไทยกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้านพลังงาน</h2>
<p>ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์<br />
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน<br />
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<h3>ทิศทางพลังงานของอาเซียน</h3>
<p>ตอนนี้ประเทศไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็น 60% ของพลังงานที่ใช้ทั้งประเทศ ในปี 2020 ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 80% และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ในอาเซียน พลังงาน oil &amp; gas เป็นสิ่งสำคัญที่สุด</p>
<ul>
<li>อาเซียนเป็น net importer นำเข้า oil</li>
<li>อาเซียนเป็น net exporter ส่งออก gas</li>
</ul>
<p>ความต้องการพลังงานของประเทศอาเซียนจะมากขึ้นเรื่อยๆ และในอีก 20 ปีข้างหน้า อาเซียนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงมากขึ้น ทีนี้ปัญหาขึ้นกับราคาที่เหมาะสมว่าควรเป็นเท่าไร เพราะถ้าเรายินดีสู้ทุกระดับราคา ยังไงก็หาแหล่งพลังงานได้ แต่เรามีกำลังจำกัดที่ราคาระดับหนึ่ง ก็จะมีข้อจำกัดในการหาแหล่งพลังงานมากขึ้น</p>
<p>ในอดีตมีการวางยุทธศาสตร์ gas pipeline เอาไว้ ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็น LNG แทน ทำให้ gas pipeline มีความสำคัญลดลง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23775" title="ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-energy4.jpg" alt="" width="620" height="398" /></p>
<h3>Renewable Energy</h3>
<p>ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในเขตศูนย์สูตร สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ และมีศักยภาพเรื่องพืชพรรณที่สังเคราะห์แสงมาก ทำให้ศักยภาพของ biofuel เยอะมากอีกต่อหนึ่ง แต่ก็มีปัญหาว่าคลื่นลมน้อย ซึ่งสถานการณ์กลับกันกับประเทศซีกโลกเหนือ-ใต้ ที่คลื่นลมเยอะ แต่แดดน้อย</p>
<p>อาเซียนมีศักยภาพเรื่อง renewable energy มาก แต่ปัจจุบันยังใช้น้อยเพราะต้นทุนมันสูง แต่ธุรกิจก็น่าจะเติบโตในอนาคตได้</p>
<p>ในอนาคต อาเซียนจะถูกครองโดย biofuel เป็นหลัก ก๊าซจะยังเป็นหลักอยู่ แต่สัดส่วนการใช้ก๊าซจะลดลงเพราะร่อยหรอลงเรื่อยๆ</p>
<h3>ถ่านหิน: ทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้</h3>
<p>เรายังมีพลังงานสำรองอีกอันที่คนไม่ค่อยพูดถึงเพราะภาพลักษณ์ไม่ดีคือถ่านหิน ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาว (แม้พม่าเพิ่งจะล้มโครงการไป) ถ่านหินอาเซียนมีในเวียดนามและอินโดนีเซีย</p>
<p>แม้ว่าตอนนี้ เราจะต้องการใช้แต่พลังงานสะอาด คือก๊าซธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มันจะร่อยหรอลงเรื่อยๆ ราคาย่อมเพิ่มขึ้น ต้องดูว่าในความเป็นจริงแล้ว อาเซียนจะยอมรับเรื่องพลังงานสะอาดแต่แพงแบบนี้ได้ไหม อาเซียนพร้อมสู้ทางเศรษฐกิจได้ไหม ผมเชื่อว่าไม่ได้ ดังนั้นเราต้องใช้พลังงานอย่างอื่น เช่น ถ่านหิน เข้ามาเพิ่มด้วย</p>
<p>ปัจจุบันอินโดนีเซีย ส่งออกถ่านหินเยอะอยู่ ส่งออกมาไทยด้วย แต่อนาคต อินโดนีเซียเองจะหันมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศด้วยถ่านหินมากขึ้น ส่งออกน้อยลง เงื่อนไขตรงนี้จะมาบีบประเทศไทยให้ต้องปรับตัว ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไร</p>
<p>อาเซียนในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีอัตรา <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Energy_intensity">energy intensity</a> (ประสิทธิผลของการใช้พลังงานต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ) ดีขึ้นเล็กน้อย อันนี้แปลว่าเรายังพัฒนากันไม่ดีเลย แต่มองในแง่ดีก็คือ ยังมีโอกาสปรับปรุงอีกมาก</p>
<p>ประเด็นก๊าซเรือนกระจกยังจะเป็นปัญหา เพราะคนเยอะขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ก๊าซเรือนกระจกจะเยอะขึ้น</p>
<p>อีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการพลังงานอาเซียนจะเพิ่ม 70% โดยถ่านหินจะเพิ่มสูงสุด เราต้องเตรียมตัว แม้ว่าตอนนี้คนที่ยุ่งกับถ่านหินจะสกปรกในตอนนี้</p>
<p>ตอนนี้เราพึ่งพาก๊าซ 70% และตามแผน PDP พยายามจะกระจาย (diversify) แหล่งพลังงาน ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะการคัดค้านจากสังคม และเสถียรภาพด้านการเมือง ความไม่แน่นอนสูง</p>
<h3>พลังงานไฟฟ้า</h3>
<p>สัดส่วนของไฟฟ้ากับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ จะเพิ่มสูงขึ้นมาก เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเมือง ประชาชนต้องการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ต้องการไฟฟ้า</p>
<p>ถ้ามองในระยะไกล ASEAN Power Grid มีความสำคัญแน่นอน แต่ต้องมองเรื่องเศรษฐกิจให้ชัดด้วย จากนั้นค่อยมาดูเรื่องการแก้กฎหมาย เช่น open access หรือการเปิดให้ผู้ค้าไฟรายอื่นมาใช้สายส่ง ถ้าประสานผลประโยชน์ลงตัว โครงการเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้</p>
<h3>ทิศทางพลังงานอาเซียน</h3>
<p>สถานะของประเทศไทยเป็น net importer ซึ่งจะ import มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อยู่ใน ASEAN ที่เป็น net expoter ที่มีทรัพยากรมากพอสมควร (แต่ไม่ถึงกับคำว่ามหาศาล) เราสามารถร่วมกับอาเซียนเพื่อให้เราได้ประโยชน์ แต่ต้องหาวิธีที่ทุกประเทศได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ไทยได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว</p>
<p>ประเด็นอื่นๆ นอกจาก power grid และ gas pipleline ก็ควรดูเรื่อง efficiency, ASEAN on Coal ซึ่งมีแนวทางความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ยังขาดความสนใจจากฝั่งรัฐบาลอย่างจริงจังเท่านั้น</p>
<p>efficiency หรือการทำให้ภาค demand มีการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วย</p>
<p>ทุกวันนี้ไทยยังลงทุนในโครงการพลังงานเดิมๆ แต่ไม่ค่อยรู้โครงการของเพื่อนบ้านเท่าไรนัก ต้องหาข้อมูลให้มากกว่านี้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asean-energy-cooperation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อดีต รมว.คลัง &#8216;ธีระชัย&#8217; โพสต์ Facebook ชี้แจงจุดยืนเรื่องโยกหนี้สาธารณะ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thirachai-public-debt-facebook/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thirachai-public-debt-facebook/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 01:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนฟื้นฟู]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[วินัยทางการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[แปรรูปรัฐวิสาหกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23721</guid>
		<description><![CDATA[นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล โพสต์แสดงความเห็นใน Facebook ว่าเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่เพดานหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้กูได้อีกมาก และขอให้รัฐบาลวินัยทางการคลัง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์แสดงความเห็นใน Facebook อธิบายจุดยืนในเรื่องการโยกหนี้สาธารณะ ว่าเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่เพดานหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้กูได้อีกมาก และขอให้รัฐบาลใช้วิธีการกู้ยืมที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/notes/thirachai-phuvanatnaranubala/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0/315624525146904"><img class="aligncenter size-full wp-image-23722" title="Thirachai Phuvanatnaranubala " src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/thirachai-fb.png" alt="" width="603" height="309" /></a></p>
<ul>
<li>มีคนถามผมว่า การที่ผมไม่เห็นด้วยกับขบวนการโยกหนี้สาธารณะนั้น แสดงว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มขึ้นหรือเปล่า</li>
<li>ผมเห็นด้วยครับ ว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องกู้เงิน เพื่อใช้พัฒนาระบบบริหารน้ำและระบบขนส่ง</li>
<li>เพราะการที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม หากใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์จริงๆ หากไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง และหากทำให้ประเทศมีความสามารถในการหารายได้ที่ยั่งยืนมั่นคงมากขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีครับ</li>
<li>นอกจากนี้ ผมขอย้ำว่าผมไม่ขัดข้องหากรัฐบาลจะลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ หากจะเป็นกรณีที่ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นการโอนอำนาจผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไปให้แก่เอกชนเฉพาะกลุ่ม</li>
<li>แต่ประเด็นที่ผมต้องการชี้ ก็คือขณะนี้ ระดับหนี้สาธารณะของไทยซึ่งมีประมาณร้อยละ 42 ของรายได้ประชาชาตินั้น ไม่สูงเท่าใดครับ</li>
<li>ระดับหนี้ที่สูงคือร้อยละ 60 ดังนั้น ในวันนี้ รัฐบาลยังจะสามารถกู้ได้อีกเกือบ 2 ล้านล้านบาท โดยไม่กระทบความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุน</li>
<li>ไม่มีความจำเป็นต้องไปซ่อนตัวเลขให้ดูต่ำกว่าจริง ก็ยังสามารถกู้ได้ไม่ยากครับ</li>
<li>ถ้าอย่างนั้น ทำไม่จึงมีความพยายามที่จะสำแดงตัวเลขหนี้สาธารณะ ให้ต่ำกว่าที่เป็นจริง</li>
<li>ผมเองไม่อยากกล่าวหาผู้ใดว่าคิดร้ายกับประเทศ แต่การที่ตัวเลขหนี้สาธารณะต่ำลงนั้น ย่อมจะมีผลทำให้รัฐบาลไม่มีแรงกดดันที่จะต้องหารายได้ และไม่มีแรงกดดันที่จะต้องขึ้นอัตราภาษี</li>
<li>เพราะหากสำแดงตัวเลขหนี้สาธารณะตามเดิม ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลก็จะต้องขอขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือรายได้อื่นๆ ซึ่งย่อมจะทำให้พรรคการเมืองนั้นเสียคะแนน</li>
<li>แต่หากสำแดงตัวเลขที่ต่ำลง รัฐบาลก็จะสามารถใช้นโยบายประชานิยมไปได้อีกเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนมีการกินการใช้ที่ฟุ้งเฟ้อ ไม่พอเพียง ไม่ประหยัด สำคัญผิดว่าเราร่ำรวยกันแล้ว สำคัญผิดว่ายังไม่จำเป็นต้องเริ่มเก็บเงินมาเพื่อชำระหนี้</li>
<li>ถามว่าวิธีการสำแดงหนี้สาธารณะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการนั้นเป็นอย่างไร</li>
<li>IMF มีการกำหนดคู่มือไว้ครับ เรียกว่า Government Finance Statistics Manual 2001 ซึ่งระบุว่าหนี้สาธารณะ (Public Sector Debt) ประกอบด้วยหนี้ของรัฐบาล (General Government) และหนี้ขององค์กรสาธารณะ (Public Corporations)</li>
<li>ในประเทศไทย ได้มีการออก พรบ. หนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองหรือนักวิชาการบิดเบือนในการสำแดงหนี้สาธารณะ</li>
<li>มาตรา 4 จึงได้กำหนดให้ “หนี้สาธารณะ” หมายความว่า หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ … แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน</li>
<li>แต่เนื่องจากมาตรา 4 ได้กำหนดด้วยว่า “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่าบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่หน่วยงานของรัฐ&#8230;&#8230;. มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ โดยให้คำนวณเฉพาะทุนตามสัดส่วนที่เป็นของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น</li>
<li>จึงทำให้เกิดมีช่องว่างคิดว่า ถ้าโอนหุ้นไปให้กองทุนวายุภักษ์ จนกระทรวงการคลังถือต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็จะหลุดออกไปจากกฎหมายนี้ จะทำให้หนี้ของการบินไทยและ ปตท. ไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ</li>
<li>หนี้สาธารณะจะลดลงเป็นระดับแสนล้าน ทำให้ตัวเลขหนี้ลดลงฉับพลัน ไม่ต้องชำระหนี้กันจริงๆ เช่นเดียวกับแนวคิดที่ต้องการจะโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไปให้แบงค์ชาตินั้นแหละครับ</li>
<li>แต่อย่าลืมว่ากองทุนวายุภักษ์นั้นมีกระทรวงการคลังควบคุมอยู่ การโอนหุ้นจึงเข้าลักษณะเป็นการโอนจากตั้วเฮียไปให้เสี่ยวเจ๊ มันเป็นการโอนกันภายในครอบครัว</li>
<li>ผมอาจจะหัวโบราณสักหน่อย แต่อยากจะแนะนำให้ทำแบบตรงไปตรงมาดีกว่าครับ หากมีหนี้มาก ก็ยอมรับว่ามาก และขอร้องให้ประชาชนก้มหน้าก้มตาช่วยกันหาเงินมาใช้หนี้</li>
<li>เรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอิงวิชาการที่บริสุทธ์เป็นสำคัญ</li>
<li>แต่หากเอาการเมืองนำ ระวังนะครับ วันหนึ่งจะต้องร้องเพลง Don’t cry for me Argentina กันทั้งประเทศ</li>
</ul>
<p>ที่มา &#8211; <a href="https://www.facebook.com/notes/thirachai-phuvanatnaranubala/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0/315624525146904">Facebook ของนายธีระชัย</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thirachai-public-debt-facebook/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ADB ชงจีน-อินเดีย ร่วมลงทุนกองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/adb-asean-infrastructure-fund/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/adb-asean-infrastructure-fund/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Jan 2012 04:24:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ADB]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN Connectivity]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN Infrastructure Fund]]></category>
		<category><![CDATA[Rajat Ng]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณูปโภคพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[เอดีบี]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23703</guid>
		<description><![CDATA[ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ออกมาเรียกร้องให้จีนและอินเดีย ร่วมลงทุนใน "กองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน" (ASEAN Infrastructure Fund)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ เอดีบี (ADB) ออกมาเรียกร้องให้จีนและอินเดีย ร่วมลงทุนใน &#8220;กองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน&#8221; (ASEAN Infrastructure Fund) เพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<div id="attachment_23705" class="wp-caption aligncenter" style="width: 550px"><a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150241764870963&amp;set=a.10150241753405963.318050.353576190962&amp;type=3"><img class="size-full wp-image-23705" title="ADB Railroad" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/adb-railroad.jpg" alt="" width="540" height="383" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพประกอบจาก ADB Facebook</p></div>
<p>กองทุนสาธารณูปโภคอาเซียน มีวงเงินลงทุนตั้งต้นจำนวน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ADB จะร่วมลงเงินเป็นจำนวน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2020 จะมีเงินให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมไปลงทุนถึง 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นส่วนของ ADB จำนวน 4 พันล้านดอลลาร์</p>
<p>เป้าหมายของกองทุนสาธารณูปโภคแห่งอาเซียนคือพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิก เพื่อให้ทันต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจ โดย ADB ประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อาเซียนจำต้องมีเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สูงถึงปีละ 60 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โครงการที่เป็นเป้าหมายหลักของกองทุนนี้คือพัฒนาการเชื่อมต่อของกลุ่มประเทศในอาเซียน (ASEAN Connectivity) ซึ่งมีทั้งการเชื่อมต่อทางกายภาพ ทางสถาบัน และการเชื่อมโยงของประชาชนในแต่ละประเทศ กองทุนนี้จะลงทุนในโครงการต่างๆ เฉลี่ยปีละ 6 โครงการ</p>
<p>นักลงทุนรายอื่นๆ ที่ร่วมลงทุนในกองทุนนี้คือ มาเลเซีย ที่ลงทุนมากที่สุด 150 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยอินโดนีเซีย 120 ล้านดอลลาร์ ส่วนประเทศไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ต่างประกาศจะลงเงินในกองทุนนี้ประเทศละ 15 ล้านดอลลาร์</p>
<div id="attachment_23704" class="wp-caption aligncenter" style="width: 541px"><img class="size-full wp-image-23704" title="asean-fund-contribution" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/asean-fund-contribution.png" alt="" width="531" height="412" /><p class="wp-caption-text">ตารางแสดงการลงทุนของประเทศต่างๆ ใน ASEAN Fund (ข้อมูลจาก ADB)</p></div>
<p>Rajat Nag กรรมการผู้จัดการของ ADB กล่าวในงานสัมมนา Look East Economic Summit ที่จัดโดยหอการค้าอินเดียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เอดีบีจะยินดีถ้าเห็นจีนและอินเดียนำเงินสำรองส่วนหนึ่งมาร่วมลงทุนในกองทุนนี้ ปัจจุบันกองทุนเริ่มดำเนินการแล้ว แต่การลงทุนของจีนและอินเดียจะช่วยยกระดับกองทุนนี้ให้เป็นระดับ &#8220;เอเชีย&#8221; ไม่ใช่เพียงแค่ &#8220;อาเซียน&#8221; อย่างที่เป็นอยู่</p>
<p>นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยโพสต์อธิบายเรื่องกองทุน ASEAN Infrastructure Fund <a href="https://www.facebook.com/notes/thirachai-phuvanatnaranubala/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99-asean-infrastructure-fund/245671645475526">ไว้ใน Facebook ส่วนตัวของเขา</a> มีใจความดังนี้</p>
<div>
<div>
<blockquote><p>กระทรวงการคลังได้เสนอคณะ รัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดตั้งกองทุน ASEAN Infrastructure Fund (AIF) กองทุน AIF มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนภายในภูมิภาคอาเซียนที่จะนำมาใช้ ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน และสามารถนำเงินออมภายในภูมิภาคมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ผ่านทางการออกพันธบัตรที่มีความน่าเชื่อถือในระดับที่ธนาคารกลางสามารถถือ เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศได้</p>
<p>สำหรับเงินลงทุนในกองทุน AIF นั้นจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ยกเว้นพม่า) และ ADB โดยมีกองทุนเริ่มต้น 485.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประเทศไทยจะร่วมลงทุน 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และมี ADB เป็นผู้บริหารกองทุนฯ การให้เงินกู้จะดำเนินการร่วมกับ ADB ในอัตราส่วน 30:70 ในทุกโครงการ และมีแผนที่จะเพิ่มขนาดของกองทุนผ่านทางการออกตราสารทางการเงินกึ่งหนี้กึ่ง ทุน (Hybrid Bond) และพันธบัตร (Bond) รวมถึง การลงทุนเพิ่มจากผู้ถือหุ้นในอนาคต</p></blockquote>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.business-standard.com/india/news/adb-to-tie-upindiachina-for-asean-infrastructure-fund-/462443/">Business Standard India</a></p>
</div>
</div>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/adb-asean-infrastructure-fund/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะลดหนี้สาธารณะหรือโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจ สุดท้ายจะทำได้ไหม</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/educe-public-debt-or-equity-transfer-state/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/educe-public-debt-or-equity-transfer-state/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 07:08:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กยอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนวายุภักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[การบินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.โกร่ง]]></category>
		<category><![CDATA[นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ปตท.]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐวิสาหกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วีรพงษ์ รามางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ภาครัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[แปรรูป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23685</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ (20 ม.ค.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เขียนบันทึกลงใน Facebook ของตนเองในชื่อ Thirachai Phuvanatnaranubala ในหัวข้อว่า ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ-ลดหนี้สาธารณะได้จริงหรือ โดยเนื้อความได้กล่าวถึงการโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจใหญ่อย่างปตท. และการบินไทยไปยังกองทุนวายุภักดิ์เพื่อให้ลดหนี้สาธารณะลง ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ (20 ม.ค.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เขียนบันทึกลงใน Facebook ของตนเองในชื่อ<a href="http://www.facebook.com/notes/thirachai-phuvanatnaranubala/%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/314658111910212"> <strong>Thirachai Phuvanatnaranubala</strong></a> ในหัวข้อว่า ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ-ลดหนี้สาธารณะได้จริงหรือ โดยเนื้อความได้กล่าวถึงการโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจใหญ่อย่างปตท. และการบินไทยไปยังกองทุนวายุภักดิ์เพื่อให้ลดหนี้สาธารณะลง ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นค้านกับแนวทางของดร.วีรพงษ์ รามางกูร  ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (<em>กยอ</em>.)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter  wp-image-23686" title="thirachai_FB" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/thirachai_FB.jpg" alt="" width="664" height="493" /></p>
<p style="text-align: left;">ที่มาที่ไปของเรื่องการโอนหุ้นปตท.และการบินไทยซึ่งยังเป็นรัฐวิสาหกิจตามโครงสร้างของผู้ถือหุ้น ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ในสององค์กรนี้ร้อยละ 51 มาจากการแถลงแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ  โดยตอนหนึ่งระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ และแนวคิดการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ ให้กองทุนวายุภักษ์ โดยเฉพาะในส่วนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และการบินไทย เพื่อลดปัญหาหนี้สาธารณะ และให้หลุดจากรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นอุปสรรคของบริษัท</p>
<p>อย่างไรก็ตามเมื่อกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียง 49%หลุดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วกฌตาม แต่รัฐบาลเอง ก็ยังต้องการที่จะใช้ ปตท.และการบินไทย เป็นเครื่องมือในการบริหาร พลังงานและการบิน จึงเลือกที่จะขายให้กองทุนวายุภักษ์ เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ดังนั้นแม้จะหลุดจากรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลก็ยังสามารถใช้เป็นกลไกในการบริหารประเทศ กำหนดนโยบายได้ได้ต่อไป</p>
<p>โดยการโอนหุ้นจากปตท.(PTT) และ การบินไทย (THAI) จะโอนหุ้นเพียง 2% ไปยังกองทุนวายุภักดิ์ที่ถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง มีสภาพคล่องอยู่ราว 5 หมื่นล้านบาท  เมื่อสัดส่วนของกระทรวงการคลังลดลงจาก 51% เหลือ 49% จะทำให้ปตท.และการบินไทย กลายสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนเต็มตัว ซึ่งหนี้ขอปตท. มีอยู่ราว 7 แสนล้านบาท และการบินไทยมีหนี้อยู่ราว 2 แสนล้านบาท</p>
<p>หลังจากแนวคิดการโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจสำคัญอย่างปตท. และการบินไทยไปยังกองทุนวายุภักดิ์ ทางด้านกระทรวงการคลังเอง นำโดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใหม่ได้ออกตอบรับแนวคิดดังกล่าวพร้อมทั้งมองว่ายังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแต่จะดำเนินการภายในปีนี้</p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/educe-public-debt-or-equity-transfer-state/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.โกร่ง ดันแผนแปรรูป ปตท.-การบินไทย เพื่อลดหนี้สาธารณะภาครัฐ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/ptt-thai-airways-privatize-vayupak/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/ptt-thai-airways-privatize-vayupak/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 03:11:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ptt]]></category>
		<category><![CDATA[กยอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนวายุภักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[การบินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วีรพงษ์ รามางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[ปตท.]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐวิสาหกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[สคร.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพดานหนี้สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[แปรรูปรัฐวิสาหกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23640</guid>
		<description><![CDATA[วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. เสนอให้ ก.คลังลดการถือหุ้น ปตท.-การบินไทย จาก 51% เหลือ 49% ให้พ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ ดันกองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้นแทน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ดร.โกร่ง&#8221; วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. ยังเดินหน้าเสนอนโยบายปฏิรูปหนี้สาธารณะของประเทศ เพื่อเพิ่มเพดานวงเงินกู้มาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-17270" title="ปตท ปั๊มน้ำมัน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/06/oil-business-ptt-service-station-620x227.jpg" alt="ปตท ปั๊มน้ำมัน" width="620" height="227" /></p>
<p>หลังจากที่ กยอ. และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีได้เสนอแผนแก้ปัญหากองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินฯ จนเป็นข่าวใหญ่ไปแล้วเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน ทาง ดร.โกร่ง ได้เปิดเผยต่อว่า กำลังจะเดินหน้ามาตรการถัดไป โดยใช้เทคนิคการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพียงเล็กน้อย เพื่อให้หนี้ของรัฐวิสาหกิจไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ</p>
<p>รัฐวิสาหกิจเป้าหมายคือ บริษัท ปตท. จำกัด และบริษัทการบินไทย จำกัด ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 51% ทำให้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่จะเสนอให้กองทุนวายุภักษ์ซึ่งเป็นเงินภาคเอกเชนเข้ามาซื้อหุ้น 2% ให้กระทรวงการคลังถือ 49% และเลิกมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแทน</p>
<blockquote><p>นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผยว่า กยอ.เตรียมหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและว่าที่ รมว.คลัง เพื่อผลักดันให้กองทุนวายุภักษ์ระดมทุนจากประชาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วนำไปใช้ซื้อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ โดยจะเสนอให้ซื้อคืนไม่เกิน 2% จากขณะนี้ถืออยู่ในสัดส่วน 51% เพื่อให้กระทรวงการคลังถือหุ้นไม่เกิน 49% ส่งผลให้ ปตท.หลุดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ และทำให้หนี้ของ ปตท.ที่มีอยู่ 700,000 ล้านบาท หลุดจากการเป็นหนี้สาธารณะ และยังมีแนวคิดให้กองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในส่วนที่กระทรวงการคลังถือหุ้นที่เกินกว่า 49% เหมือนกับการซื้อหุ้นของ ปตท. โดยการบินไทยมีภาระหนี้สิน 200,000 ล้านบาท</p>
<p>“แนวทางนี้จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้ลดลง โดยการปลดหนี้ของ ปตท.และการบินไทยจะช่วยลดภาระหนี้รวม 1 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี ซึ่งหนี้สาธารณะในปัจจุบันเป็นหนี้จากรัฐวิสาหกิจค่อนข้างมาก รัฐบาลกลางก่อหนี้เพียง 1% ของจีดีพีเท่านั้น หากปลดภาระหนี้ดังกล่าวได้ จะทำให้รัฐบาลกู้เงินเพื่อมาพัฒนาประเทศไทยได้มากขึ้น”</p>
<p>นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพระราชกำหนดกู้เงิน 350,000 ล้านบาท กยอ.จะเน้นการระดมทุนภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพคล่องในตลาดสูง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท แต่อาจใช้เงินทุนจากต่างประเทศเป็นบางส่วน หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม</p>
<p>ขณะที่นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาล ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ เพราะรัฐบาลยังดำเนินการให้ได้ไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี โดยขณะนี้การก่อหนี้มีเพียง 40% ของจีดีพี และอาจจะลดลงได้มากกว่านี้ ส่วนแนวทางการซื้อหุ้นของ ปตท.ผ่านกองทุนวายุภักษ์ ยอมรับว่าขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด โดยกองทุนวายุภักษ์ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร</p></blockquote>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.thairath.co.th/content/eco/231364">ไทยรัฐ</a></p>
<p>ด้านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยให้ ปตท.บริหารงานได้คล่องตัวขึ้น และรัฐก็ยังได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล</p>
<blockquote><p>นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.เห็นด้วยกับแนวคิดของนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เพื่อให้กองทุนวายุภักษ์ระดมทุนจากประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำไปใช้ซื้อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนที่กระทรวงการคลังถือเกินร้อยละ 50 เพื่อให้ปตท.มีความคล่องตัวในการบริหารงานและระดมทุนได้ง่ายขึ้น ทำให้ ปตท.ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป และไม่มีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากรัฐยังได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลจากกองทุน</p>
<p>การแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อลดข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้ ปตท.สามารถออกไปในต่างประเทศสะดวกขึ้น เพราะ บางครั้งการตั้งเป็นบริษัทร่วมทุน ซึ่งต้องมีกรรมการจากต่างประเทศด้วย ขณะที่กฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กำหนดว่า กรรมการของรัฐวิสาหกิจต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย จึงไม่สะดวกสำหรับกรรมการที่เป็นต่างชาติ ส่วนการนำส่งรายได้นั้น แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังจะลดลง แต่ยังอยู่ในรูปของผู้ถือหุ้น จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล แต่เป็นเพียงการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายย้ายไปขวาเท่านั้น</p></blockquote>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/320121.html">MCOT</a></p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/ptt-thai-airways-privatize-vayupak/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทนี่ แบลร์ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยน่าลงทุนมากกว่าชาติใดในเอเชีย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/tony-blair-confidence-in-thailand/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/tony-blair-confidence-in-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 11:15:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โทนี่ แบลร์ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โทนี่ แบลร์ เยือน BOI]]></category>
		<category><![CDATA[โทนี่ แบลร์ เยือนไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23616</guid>
		<description><![CDATA[เขามั่นใจอนาคตของประเทศไทยเพราะมีปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;แม้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตน้ำท่วมและต้องเผชิญกับความยุ่งยากที่หลากหลาย และยังส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจต่างๆ รวมทั้งต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงของโลก&#8221;</p>
<p><span id="more-23616"></span>คำกล่าวของ โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในงานซีอีโอฟอรั่มวานนี้ ในงาน BOI แบลร์กล่าว่า เขามั่นใจอนาคตของประเทศไทยเพราะมีปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้</p>
<p>&#8220;ประเทศไทยมีศักยภาพที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนและมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แม้ต้องเผชิญสภาวะที่สร้างความยากลำบากเช่นในปัจจุบัน&#8221;</p>
<p>แบลร์กล่าวว่า ยุโรปเคยถูกตำหนิเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกและการปฏิรูปในระยะยาวที่จำเป็นต้องแก้ปัญหาวิกฤตยูโร ดังนั้น ธนาคารกลางแห่งยุโรปควรสนับสนุนสกุลเงินเดี่ยวต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งเป้าการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปนี้ถือเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับประเทศอื่นๆ ในโลก &#8221;โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความท้าทายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นต่อบริษัทต่างๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อประเทศและภาครัฐด้วย&#8221;</p>
<div id="attachment_23618" class="wp-caption aligncenter" style="width: 411px"><a href="http://teakdoor.com/thailand-and-asia-news/101371-tony-blairs-friendly-chat-wows-thai.html"><img class="size-full wp-image-23618" title="โทนี่ แบลร์ เยือนไทย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/โทนี่-แบลร์-เยือนไทย.jpg" alt="" width="401" height="610" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Teak Door</p></div>
<p>การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศนั้น จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ 4 ประการสำคัญ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ประการแรก</strong> แต่ละประเทศควรมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและมีหลักนิติธรรมสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ &#8220;รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจ&#8221;</li>
<li><strong>ประการที่สอง </strong>ระบบสวัสดิการของรัฐและอุตสาหกรรมบริการควรเติบโตควบคู่ไปด้วยกันและเปลี่ยนมาให้การสนับสนุนภาคเอกชนมากขึ้น บริการสาธารณะน่าจะไปได้ดีหากมีความยืดหยุ่นและปรับปรุงเทคโนโลยี</li>
<li><strong>ประการที่สาม </strong>ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตประเทศ และจำเป็นต้องกำหนดขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่จำกัดแค่ประเด็นการศึกษา แต่ควรเพิ่มในเรื่องความสร้างสรรค์ ต้องใส่ใจในประเด็นของทรัพย์สินทางปัญญา และพัฒนาทักษะแรงงาน</li>
<li><strong>ประการสุดท้าย</strong> แบลร์กล่าวว่า รัฐบาลควรทำให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะเปิดใจ เปิดทัศนคติให้มากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการค้า การลงทุน ทำให้สนับสนุนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น</li>
</ul>
<p><a href="http://news.asiaone.com/News/AsiaOne%2BNews/Asia/Story/A1Story20120118-322550.html">Asia one, The Nation, Asia  News Network</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/tony-blair-confidence-in-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

