วิกฤติเศรษฐกิจโลก 2552 : ปลดทำลาย “โซ่ตรวน” แห่งการพึ่งพาของ “เอเซีย” ?
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นออกไปหลายกระแสแตกต่าง กัน บางกลุ่มเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วเศรษฐกิจเอเชียก็ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกสำคัญ คือชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาและยุโรป แม้ในขณะนี้เศรษฐกิจจีนและอินเดียจะโดดเด่นมาก เพราะเป็นชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียง 2 ประเทศที่สามารถเอาชนะวิกฤตครั้งนี้ได้เพราะสามารถผลักดันและเข็นให้ เศรษฐกิจขยายตัวได้มาก โดยเฉพาะจีนคาดหมายว่าปีนี้น่าจะเติบโตได้ประมาณ 7-8% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับชาติตะวันตกที่ล้วนแต่ติดลบหมด ฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าเอเชียจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องหันไปพึ่งตะวันตกเต็มที่ มีมุมมองอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าขนาดการบริโภคของจีนและอินเดียนั้น ไม่มากพอที่จะช่วยดูดซับหรือช่วยซื้อสินค้าจากประเทศในเอเชียได้ในระดับที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่ง เพราะสหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดบริโภคใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากภาคการบริโภคมีสัดส่วนคิดเป็น 70 % ของจีดีพี ด้วยมูลค่าการบริโภคปีละ 10 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดบริโภคจีนมีขนาด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 38 % ของจีดีพี ดังนั้นกลุ่มนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจเอเชียและโลกจะไม่ฟื้นแท้จริงถ้าหาก เศรษฐกิจชาติตะวันตกไม่ออกจากไอซียู อย่างไรก็ตามล่าสุดนัก เศรษฐศาสตร์จากเอเชียอย่างนายอาซอค ชาราน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เชื่อว่าการที่ชาติเอเชียสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้เร็วกว่าชาติ ตะวันตก อาจหมายถึงการปรับศูนย์อำนาจใหม่ การจัดระเบียบใหม่ของโลกในเชิงเศรษฐกิจ เพราะจะเห็นว่าการที่เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวได้เร็วมาจากการที่รัฐบาลใช้เงิน จำนวนมากกระตุ้นเศรษฐกิจและเพื่อเพิ่มการบริโภคภายในแทนการพึ่งพาส่งออก ดังนั้นในอนาคตเศรษฐกิจเอเชียจึงจะพึ่งพาตะวันตกน้อยลง อีกเหตุผล หนึ่งที่สนับสนุนการพึ่งพาตนเองของเอเชียก็คือว่าการที่เศรษฐกิจเอเชียเติบโตมาก เสริมกับนโยบายการเพิ่มบริโภคภายใน จะทำให้คนชั้นกลางในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศใหญ่อย่างจีนและอินเดียมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งคนชั้นกลางเหล่านี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในอนาคต การที่จีนใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ (เกือบ [...]
ศักยภาพการแข่งขันไทยร่วง 2 อันดับ
ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกทุกปีที่สวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่รายงานเรื่องความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประจำปีนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน มีประเทศที่ถูกจัดอันดับ 133 ประเทศ รายงานชิ้นนี้ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์แซงสหรัฐอเมริกาขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ขณะที่สหรัฐร่วงลงไปอยู่อันดับ 2 ตามด้วยสิงคโปร์อันดับ 3 ซึ่งขยับจากอันดับ 5 ในปีที่แล้ว อันดับ 4 สวีเดน อันดับ 5 เดนมาร์ก อันดับ 6 ฟินแลนด์ อันดับ 7 เยอรมนี ลำดับ 8 ญี่ปุ่น ขยับจากอันดับ 9 ในปีที่แล้ว แคนาดาอยู่อันดับ 9 หรือดีขึ้น 1 อันดับ และเนเธอร์แลนด์ตกจากอันดับ 8 ไปอยู่ลำดับ 10
แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 : จุดเปลี่ยนประเทศไทย ?
“หากคุณเป็นหนึ่งในทีมบริหารที่ขันอาสามากู้วิกฤตบริษัท ถ้าสำเร็จคือ อัศวินม้าขาว แต่ถ้าล้มเหลวองค์กรแห่งนี้ก็ล้มละลาย กลับกัน หากบริษัทแห่งนี้เป็น ประเทศไทย คุณมีทางเลือกเดียวเท่านั้น คือ ต้องไม่ล้มเหลว” กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีการคลังในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามาในช่วงวิกฤตประเทศไทย เหมือนเช่นที่ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เคยได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ในช่วงวิกฤตปี 2540 ถ้าสำเร็จก็คือ อัศวินม้าข้าว ถ้าล้มเหลวก็คือ เทวดาตกสวรรค์ ไร้ที่ยืนในแวดวงการเมืองไทย ล่าสุดนิตยสาร Business.com ได้สัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับ นโยบายการเงินการคลังที่จะผลักดันออกมาในระยะอันใกล้นี้ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” มองอย่างเป็นธรรม “รัฐบาล” มีความตั้งใจดี ที่อยากจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกับยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปด้วยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ กับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น บางครั้งก็ไปด้วยกัน บางครั้งก็อาจขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่น โครงการเช็คช่วยชาติ ที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยไปพร้อมกันนั้น ผลสุดท้ายก็กลับเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ได้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจเท่าเทียมกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ที่สำคัญเงินเพียง 2000 บาท ย่อมให้เพียงความตื่นเต้นชั่วครู่สำหรับคนยากคนจนเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าไปแก้ปมปัญหาแท้จริง คือ ระดับรายได้ของคนจนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ [...]
Creative Economy : (ปฏิกริยา) เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำคัญที่การพัฒนาตลาดภายใน
โดย ตาสีตาสา SIU เห็นข้อเขียนของท่านผู้ใช้นามปากกาว่า ตาสีตาสา ต่อบทความในชุดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตรรกะและการอธิบายที่ทรงพลัง จึงขออนุญาตท่านผู้เขียนนำมาลงเป็นบทความต่างหากเพื่อจะได้ไม่ตกการแสดงผลจากหน้าเว็บไปในอนาคต เราตระหนักดีว่าในระยะหลังนี้ SIU มี “พยัคฆ์ซุ่ม มังกรซ่อน” จับตาบทความของเราอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งก็ถึงกับเมตตาแสดงทรรศนะและข้อเสนอแนะผ่านการเขียน comment มา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอทรรศนะของท่านให้เกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียงมากขึ้น เพราะในโลกยุค “พหุนิยม” ไม่อาจมีใครเป็นผู้ผูกขาดความจริงได้อีกต่อไป มีแต่การต่อยอด สนับสนุน และการติชมวิพากษ์ วิจารณ์ เท่านั้นจึงจะเป็นการเสริมสร้างสังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง
Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย (ตอนที่ 2)
สิ่งที่ต้องยอมรับก่อนที่จะเริ่มต้นกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนา Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทรัพยากรทั้งเงิน เทคโนโลยี และ นักสร้างสรรค์ (Creative Talent) ที่จำกัด ดังนั้น จึงต้องรู้จักเลือกใช้ “ทรัพยากร” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งตรงไปที่ “หัวใจ” หรือแก่นแท้ของ Creative Economy และเมื่อรากฐานได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแล้ว ย่อมมีนักธุรกิจและนักสร้างสรรค์อีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามาร่วมต่อยอด เมื่อถึงเวลานั้น Creative Economy ก็จะเติบโตอย่างมั่นคง
Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย (ตอนที่ 1)
เพลานี้ Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ได้กลายเป็นกระแสและคำฮิตติดปากไปเรียบร้อยแล้ว ใครๆก็สามารถจำนรรจาเรื่อง Creative Economy ได้อย่างคล่องปาก โดยหยิบยกตำราเล่มนั้นหนังสือเล่มนี้มาอ้างอิง หรือไม่ก็ประสบการณ์จากประเทศอังกฤษและเกาหลีใต้ แต่จะมีสักกี่คนที่มองให้ลึกซึ้งลงไปว่า Creative Economy ที่เอ่ยอ้างกันมานั้น จะนำมาใช้ในบริบทประเทศไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายในการพัฒนา Creative Economy ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ท่ามกลางทรัพยากรและงบประมาณที่จำกัด

