<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; Foreign Affairs</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/foreign-affairs/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 06:32:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; Foreign Affairs</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-report/foreign-affairs/</link>
	</image>
		<item>
		<title>เอเชียแปซิฟิก: เร่งรับมือเอดส์ระบาด</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 06:16:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[hiv]]></category>
		<category><![CDATA[สหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24471</guid>
		<description><![CDATA[การติดเชื่้อ HIV ใน ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงสำหรับภูมิภาคนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอเชียแปซิฟิก  ร่วมหารือรับสถานการณ์  HIV  ณ สหประชาชาติ</strong></p>
<p>6 กุมภาพันธ์  2012    ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ลงนามร่วมกันในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ HIV  มีการประชุมทบวงชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ที่ยังคงมีอยู่ จึงมีความพยายามร่วมกันในภูมิภาคที่จะขจัดการแพร่ระบาดของโลก</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-24487" title="ข่าวกรณี HIV" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ข่าวกรณี-HIV-620x449.jpg" alt="" width="620" height="449" /></p>
<p>3 วันของการประชุมได้มีการเปิดงานที่กรุงเทพฯซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (ESCAP) จะส่งสัญญาณเป็นครั้งแรก ผู้นำรัฐบาล , เจ้าหน้าที่ระดับสูง , ตัวแทนประชาสังคม และการดำรงชีวิตของผู้ติดเชื้อเอดส์ จาก 34 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมมีขึ้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ในภูมิภาค</p>
<p>ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการลดลงของเชื้อ HIV ที่น่าประทับใจ&#8221; ESCAP Executive Secretary Noeleen Heyzer กล่าว  &#8221;แต่การแพร่ระบาดยังคงเกิดขึ้น&#8221; เธอกล่าวเตือน</p>
<p>กว่าทศวรรษที่ผ่านมา เอเชีย-แปซิฟิกมีอัตราการติดเชื้อ HIV ลดลง 20% และมากกว่าหนึ่งล้านคนในภูมิภาคท​​ี่ได้รับการเข้าถึงช่วยชีวิตรักษาด้วยยาต้านไวรัส  ด้านอัตราโรคเอดส์ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ก็ลดลงเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การติดเชื้อใหม่ในประเทศที่มีการติดเชื้อสูง เช่นอิน​​เดีย และไทย  ระหว่างปี 2001 และ 2009,  การติดเชื้อ HIV ในประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ เช่น บังคลาเทศและฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในช่วงเวลาเดียวกัน</p>
<p>“ก้าวเข้าไปใกล้วิสัยทัศน์ซึ่งต้องการให้การติดเชื้อเป็นศูนย์,  การเลือกปฏิบัติที่เป็นศูนย์ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ HIVเป็นศูนย์  พวกเราต้องให้แน่ใจว่า จะเกิดการตอบสนองอย่างยั่งยืนโดยชัดเจนของ เชื้อ HIV ในขอบเขตการพัฒนาที่ครอบคลุมของระเบียบวาระการประชุมภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</p>
<p>ในเอเชีย เชื้อ HIV มีการแพร่กระจายผ่านทางการใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย การขายบริการทางเพศ และเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ในรายงานประกอบไปด้วยเนื้อหาของการติดเชื้อใหม่ในเขตเมือง อีกทั้งกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย (men who have sex with men: MSM)  จะทำให้เกิดการติดเชื้อแบบใหม่ขึ้น โดยในภูมิภาคเอเชียในปี 2020 จะมีการติดเชื้อที่ขยายตัวมากขึ้น</p>
<p>ประมาณ 90% ของประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีกฎหมาย นโยบาย หรือการปฏิบัติเพื่อกีดกันการเข้าถึงบริการของผู้คนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ การเลือกปฏิบัติและการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงยังแพร่กระจายอยู่ในหมู่คนติดเชื้อนำไปสู่การตกงานและเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้น้อยลง</p>
<p>&#8220;นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีความเป็นไปได้ที่จะขจัดปัญหาโรคเอดส์ และประเทศในเอเชียแปซิฟิกได้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถนำ​​โลกไปสู่ภาวะลดการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้มีการรักษาเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบอย่างแท้จริง &#8221; Ratu Epeli Nailatikau  ประธานาธิบดีของฟิจิ กล่าว &#8220;แต่เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อความท้าทายในการเผชิญหน้าในภูมิภาคของเราและความท้าทายนี้สามารถเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของเรา”</p>
<p>ดูข้อมูลเพิ่มเติม <a href="http://www.indexmundi.com/g/r.aspx?v=35">สถิติการติดเชื้อเอดส์ของประเทศต่างๆ</a></p>
<p><a href="http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=41147&amp;Cr=HIV/AIDS&amp;Cr1="> UN News Centre</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asia-pacific-nations-hiv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์: บทสัมภาษณ์ในวันที่พม่าเปลี่ยนบริบทประเทศใหม่</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 02:29:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Burma]]></category>
		<category><![CDATA[myanmar]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเนปิดอว์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุเนตร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ บริบทพม่า อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศพม่า]]></category>
		<category><![CDATA[พม่า]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกุ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[เมียนมาร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24013</guid>
		<description><![CDATA[ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" จะช่วยไขกระจ่างข้อสงสัยความเปลี่ยนแปลงของพม่าในปัจจุบัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไทยจะทำเช่นไรกับพม่าที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองในยุคเปลี่ยนผ่าน อะไรเป็นสาเหตุความเป็นมาของพม่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ SIU ได้รับโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ <strong>ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ &#8220;ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช&#8221; </strong>จะมาช่วยไขข้อสงสัยหลายๆ เรื่องที่ล้วนเป็นคำถามในเวลานี้ และให้มุมมองเกี่ยวกับพม่าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><span id="more-24013"></span></p>
<div id="attachment_24450" class="wp-caption aligncenter" style="width: 443px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4/" rel="attachment wp-att-24450"><img class="size-medium wp-image-24450" title="ในหลวงสเด็จพระราชดำเนินเยี่ยมสหภาพพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ในหลวงสเด็จพระราชดำเนินเยี่ยมสหภาพพม่า-433x640.jpg" alt="" width="433" height="640" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก prdnorth</p></div>
<p>ตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นมา ข่าวในเรื่องความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากประเทศพม่า ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สายตาหลายคู่เริ่มจับตามองไปที่พม่าอย่างสงสัยพร้อมไปการตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงภายในพม่าเวลานี้เกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงนี้ แล้วจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ตามหน้าข่าวที่ปรากฎหรือไม่</p>
<p>หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์และการตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งของพม่าแม้ว่าโลกตะวันตกจะมองอย่างเคลือบแคลงและมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตยดังเช่นตะวันตก แต่หลังจากรัฐบาลใหม่ของพม่าขึ้นมา กลับดำเนินการเรื่องต่างๆ อย่างที่รัฐบาลก่อนๆ ของพม่าไม่เคยจะทำ เช่น การปล่อยนางอองซานซูจีเป็นอิสระให้สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้</p>
<p>การเปิดสัมพันธ์กับสหรัฐโดยนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่การไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรธุรกิจ นักเคลื่อนไหวชั้นนำของโลกมารวมตัวกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของพม่าในปีนี้</p>
<p><strong>SIU</strong><strong>:  ความสัมพันธ์ไทยกับพม่าในยุคสมัยแรกถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยและรัฐพม่าโดยตรง หมายถึงการไม่มีมหาอำนาจอื่นใดเข้ามากดดันหรือผลักดัน</strong></p>
<p>เมื่อมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป มหาอำนาจที่สามารถขึ้นมาอย่างโดดเด่นนั้นมีเพียงพม่าและอยุธยา แต่ว่าในยุคนั้นในกรณีของพม่านั้นยังขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอำนาจไหนของพม่าที่ขึ้นมา</p>
<p>บางยุคก็เป็นศูนย์กลางก็อยู่ที่หงสาวดี บางครั้งก็อยู่ที่อังวะ บางครั้งก็อยู่ที่มัณฑะเลย์ แต่รัฐศูนย์กลางของไทยจะอยู่ที่อยุธยาและเชียงใหม่ ในกรณีถ้าเราจะนับเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยในยุคโบราณด้วย อำนาจขับเคลื่อนไม่ว่าของไทยหรือพม่าก็ดี กษัตริย์มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการการปกครองทั้งการกำหนดทิศทางของบ้านเมืองของตนเองว่าจะไปในทิศทางไหน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24018" title="IMG_0045_2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0045_2.jpg" alt="" width="370" height="494" /></p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสองส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องสงคราม เพราะฉะนั้นในหน้าประวัติศาสตร์ไทยกับพม่าจึงเต็มไปด้วยฉากสงคราม แต่ว่าในอีกทางหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์ของไทยกับพม่าก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องการค้าการติดต่อ ในกรณียุคของมอญขึ้นมาเป็นใหญ่ทางไทยก็จะเข้าไปผูกสัมพันธ์กับทางพม่ามากกว่าทางมอญ นี่เป็นเรื่องปกติวิสัยในเวลานั้น</p>
<p>ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างช้า ในกรณีพม่าอาจเร็วกว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วงก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 ไทยและพม่าได้เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไป <strong>ช่วงเวลานั้นพม่าตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ฉะนั้นความสัมพันธ์ของพม่าที่เข้ามาจึงอยู่ในรูปแบบของเจ้าอาณานิคมที่ปกครองพม่าและผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียนั่นก็คือ บริติช</strong><strong>-</strong><strong>อินเดีย อยู่ในเวลานั้นเป็นผู้เข้ามากำหนดรูปแบบความสัมพันธ์กับไทย</strong></p>
<p>ในยุคที่สองของความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับไทยนั้นอยู่ในจังหวะเวลาที่อังกฤษเข้ามาอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ถ้านับช่วงที่อังกฤษปกครองพม่าได้อย่างเบ็ดเสร็จในช่วงปี ค.ศ.1885 &#8211; 1948  หรือช่วงของสงครามระหว่างอังกฤษและพม่าในช่วงสุดท้าย (Third Myanmar-British War) มาจนถึงช่วงพม่าได้รับเอกราช</p>
<p>ช่วงถัดมาก็คือช่วงที่พม่าได้รับเอกราชแล้วจนกระทั่งถึงช่วงก่อนทหารขึ้นมาปกครอง (1948-1962) เป็นช่วงที่อูนุปกครองประเทศ พรรคสันนิบาตแห่งชาติปกครองพม่าเป็นสำคัญยังไม่ใช่ช่วงที่ทหารเข้ามาปกครอง รูปแบบความสัมพันธ์ในช่วงนี้จึงไม่มีความเด่นชัดจากพม่า ความสัมพันธ์ของพม่าของไทยทั้งเรื่องพรมแดน เรื่องชนกลุ่มน้อยจึงยังไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญจนกระทบความสัมพันธ์</p>
<p>หลังจาก ค.ศ.1962 พม่าปกครองด้วยทหารมาโดยตลอด จนก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ในการปกครองโดยทหารนั้นมีทหารสองกลุ่มที่มีบทบาทในการปกครองเป็นอย่างมาก กลุ่มแรกคือกลุ่มที่สืบสายมาจากทหารที่ต่อสู้เพื่อได้เอกราชในยุคร่วมสมัยของนายพลอองซานและนายพลเนวิน ซึ่งปกครองมาจนถึงช่วงปี ค.ศ.1988 หลังจากนั้นเล็กน้อยเกิดการเคลื่อนไหวในพม่าจนท้ายที่สุดก็เกิดรัฐบาลทหารพม่าที่นำโดยรัฐบาล SLOC ในเวลานั้นนำโดยนายพลตานฉ่วย หม่องเอ และ ขิ่นยุ้น</p>
<p>ในช่วงที่รัฐบาล SLOC ปกครองเกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้นำทหาร กลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเอกราชมาเป็นกลุ่มนายทหารที่รบกับชนกลุ่มน้อยเพราะมีสายสัมพันธ์กับแม่ทัพภาค ทางด้านกลุ่มของนายพลขิ่นยุ้นเองก็มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มของนายเนวินมาก่อน ภายหลังของการเข้ามาของรัฐบาลทหารได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่า</p>
<div id="attachment_24387" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" rel="attachment wp-att-24387"><img class="size-medium wp-image-24387" title="พม่ากับการปกครองด้วยระบอบทหาร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/พม่ากับการปกครองด้วยระบอบทหาร-620x398.jpg" alt="" width="620" height="398" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก realtruth</p></div>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลทหารพม่าสามารถเอาชนะชนกลุ่มน้อยได้เป็นผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ภาพของรัฐกันชนโดยชนกลุ่มน้อยในระยะหลังจะไม่ปรากฎให้เห็นอีกแล้ว โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านี้กลับมาอยู่บนพรมแดนไทยมีค่ายชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย และพม่าก็ขยายอิทธิพลมาจนถึงชายแดนของไทย นั่นทำให้ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและไทยเริ่มเปลี่ยนไป มีประเด็นเรื่องพรมแดน เขตแดนระหว่างกันมากขึ้น ความสัมพันธ์เรื่องผู้อพยพ เรื่องของว้า</p>
<p>ขณะที่หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็เป็นเรื่องของทิศทางใหม่ที่พม่ากำลังจะเดินไป ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่าก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงในครานี้จะเป็นในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ขึ้นมาบริหารประเทศ</p>
<p><strong>SIU:</strong><strong> ทำไมพม่าถึงพลาดที่ทำให้อังกฤษสามารถเข้ามาปกครองพม่าเป็นอาณานิคม ในขณะที่ไทยสามารถประคองตัวให้ผ่านไปได้</strong></p>
<p>ในเวลานั้นพม่าถือว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งมั่นคง แต่พม่าเป็นรัฐที่ค่อนข้างปิดตัว สังเกตได้จากศูนย์กลางอำนาจของพม่าลึกเข้าไปในตอนเหนือของประเทศสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิสัมพันธ์กับโลกไม่เท่ากับฝั่งของไทยแต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ใช่ว่ารัฐบาลพม่าอ่อนแอ รัฐบาลในสมัยราชวงศ์คองบอง (Konbaung Dynasty) ของพม่าเวลานั้นเข้มแข็งมาก และขยายเข้าไปยึดครองในพื้นที่ที่ไม่เคยยึดครองหรือยึดครองไว้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอย่างเช่น อารากันหรือในมณีปุระ ซึ่งอยู่ในทิศตะวันตก มีอิทธิพลเขตรัฐฉาน</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงพม่าเวลานั้นพม่าถือได้ว่าเป็นมาเฟียใหญ่ เป็นมหาอำนาจเวลานั้นศูนย์กลางของโลกของพม่าจึงอยู่ในบริเวณที่มีตัวตนของพม่าอยู่นั่นก็คืออังวะ และในช่วงนั้นที่รบชนะอารากันและยะไข่ ก็ยิ่งทำให้เขาเชื่อมั่นว่าตนเองมีศักยภาพและเข้มแข็ง ความรู้ต่อการรับรู้เรื่องการขยายตัวของมหาอำนาจตะวันตกที่กำลังเข้ามาจึงเป็นไปอย่างจำกัด</p>
<p>ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหากับอังกฤษในครั้งแรก พม่าสามารถเข้ามาควบคุมจัดการกับตะวันตกได้ในระดับหนึ่งในการจัดการกับมอญ เมื่อพม่ามีประสบการณ์ในการจัดการเช่นนี้ ทำให้โลกทัศน์ของผู้นำพม่าในเวลานั้นว่าตนเองเป็นใหญ่ โดยที่ไม่ได้หยั่งถึงอานุภาพของเจ้าอาณานิคมที่เข้ามา พม่าคิดเสมอว่าถ้าจะรบกับตะวันตกจะสามารถเอาชนะได้ ขณะที่ไทยในยุคนั้นดังกล่าวรวมสมัยเดียวกันคือรัชกาลที่ 3 ซึ่งได้รับกับพม่าก็มีมุมมองหรือโลกทัศน์ต่อพม่าว่าพม่าเป็นมหาอำนาจ การที่ตะวันตกจะมารบกับพม่าก็เป็นการยากที่จะเอาชนะพม่าได้</p>
<p>จนเมื่อพม่ามาเสียดินแดนบางส่วน มีสัญญายันดาโบ (Treaty of Yandabo) ขึ้นในปี 1826 และพม่าก็เสียเขตตะนาวศรี เสียอารากัน</p>
<p>ปัจจัยประการสองคือ การที่พม่าขยายพรมแดนออกไปในฝั่งตะวันตกได้ไปชนกับพรมแดนของอังกฤษที่ขยายเข้ามาทางอินเดียซึ่งปัญหานี้ไทยไม่ได้เจอเช่นพม่า พรมแดนที่ไปประชิดกันปัญหาที่เกิดขึ้นคือชนกลุ่มน้อยที่พม่าปกครองก็ไม่ยอมรับพม่าและไทยเองก็ไม่ได้เจอปัญหาในลักษณะนี้ แต่พม่าเจอปัญหากรณีเช่นที่อารากันหนีเข้าไปในเขตปกครองของอังกฤษและพม่าก็ตามเข้าไปจนเกิดปัญหาขึ้น ปัญหาจึงเจอปัญหาทั้งภายในคือเรื่องชนกลุ่มน้อย และปัญหาพรมแดนที่ต้องแบ่งกับอังกฤษ การกระทบกรทั่งกันจึงมีโอกาสมาก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะถูกชักนำไปได้มาก ประกอบกับพม่าเองก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจมากนัก</p>
<div id="attachment_24400" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/the-end-of-the-third-anglo-burmese-war/" rel="attachment wp-att-24400"><img class="size-full wp-image-24400" title="the end of the Third Anglo-Burmese War" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/the-end-of-the-Third-Anglo-Burmese-War.jpg" alt="" width="620" height="452" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก wikipedia</p></div>
<p>หลังจากอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในพม่ามากขึ้น ศูนย์กลางของพม่าที่อยู่ที่อัมระปุระ หรือ ที่อังวะกษัตริย์พม่าเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอังกฤษ นี่เป็นลักษณะพื้นฐานของพม่าแม้ว่าจะแพ้สงครามครั้งแรก จนต่อมาเกิดสงครามครั้งที่สอง การเข้ามาของอังกฤษนั้นมีนัยยะในด้านการขยายตัวการค้าของอังกฤษ  การขยายตัวของการทำให้เป็นแหล่งปลูกข้าว ความต้องการทรัพยากรมากขึ้น การเปิดเส้นทางเข้าไปในจีนผ่านพม่า ตรงจุดนี้สะท้อนภาพที่อังกฤษมองพม่าว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทีสำคัญ อังกฤษจะเข้าไปดูแล จัดการควบคุมได้แค่ไหน นี่เป็นประโยชน์อีกจำนวนไม่น้อยตามมาหลังจากครั้งทั้งสองครั้งระหว่างอังกฤษและพม่า</p>
<p>จนท้ายที่สุดอังกฤษเมื่อพิจารณาแล้วการยึดและปกครองพม่าของอังกฤษยังประโยชน์แก่อังกฤษมากกว่า และถ้าปล่อยไว้ก็อาจมีปัญหาได้ จนเมื่อสมัยกษัตริย์ทีบอของพม่าเองก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์อันดีกับอังกฤษดีขึ้น ขณะที่ผลประโยชน์ของอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ</p>
<p>ในกรณีของรัฐไทยก่อนที่ไทยจะเผชิญหน้ากับอังกฤษไทยได้เห็นผลของสงครามระหว่างอังกฤษและพม่าทั้งสองครั้ง ผู้นำของไทยในเวลานั้นคือรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีสหายเป็นชาวอังกฤษได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆจาก ประเด็นดังกล่าวมากพอสมควร ดังนั้นเมื่อมีหลักฐานการขยายอิทธิพลของอังกฤษเข้ามาในพม่า ทำให้ผู้นำของไทยในเวลานั้นได้มีเวลาศึกษาของการเข้ามาของอังกฤษ การรบทั้งสองครั้งทำให้เราได้เห็นผลของการพ่ายแพ้ของพม่าเป็นอย่างไร</p>
<p>โลกของกรุงเทพในเวลานั้นเองในเชิงที่ตั้งของไทยได้ส่งผลต่อการเชื่อมต่อกับโลกตะวันตกมากกว่าอังวะหรืออัมระปุระในเวลานั้นซึ่งตั้งอยู่ตอนไหนของประเทศ สงครามอังกฤษกับพม่า หรือในกรณีของฝรั่งเศสที่เข้าไปในเวียดนาม กลายเป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้นำไทยได้ตระหนักว่า การแข็งขืนกับทางตะวันตกอาจเจอผลกระทบที่รุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นกับพม่าและเวียดนาม</p>
<p>เพราะฉะนั้นนโยบายของไทยที่สัมพันธ์กับตะวันตกจึงไม่เหมือนกับพม่า</p>
<p><strong>SIU:ในช่วงเวลานั้นพม่ามีความคิดในการประนีประนอมกับทางฝั่งตะวันตก หรืออ่อนข้อให้กับทางตะวันตกบ้างหรือไม่</strong></p>
<p>ในช่วงเวลานั้นพม่าก็พยายามปรับปรุงประเทศส่วนเรื่องการยอมหรือไม่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มิติในการมองว่าตัวเองต้องการความทันสมัยต้องการการปรับปรุง ต้องแก้ไขนั้นมีรูปธรรมที่ชัดเจนคือสมัยพระเจ้ามินดงมีการย้ายราขธานี จากอัมระปุระขึ้นไปที่มัณฑะเลย์ ขณะเดียวกันมีการส่งราชทูตไปอังกฤษ มีการตั้งโรงกษปณ์ และอีกหลายๆอย่างเพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยมากขึ้นดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้เท่ากับรัชกาลที่ 4 ในแง่ของการวางระบบ แต่ว่าขณะเดียวกันก็เปิดตัวพยายามที่จะสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่เรื่องของปัญฆาภายในเช่นการแย่งชิงอำนาจกันภายในของพม่าเองก็เป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้ขึ้นมาสืบต่อราชสมบัติต่อจากพระเจ้ามินดงไม่ได้มีสายพระเนตรดังเช่นพระเจ้ามินดง</p>
<p>พระเจ้าทีบอซึ่งสืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้ามินดงนั้นอยู่ในอำนาจของแม่ภรรยาหรือพระนางอะเรนันดอ รวมทั้งอยู่ในอำนาจของพระนางสุทธิยรัตน์ ซึ่งเป็นมเหสีรองที่มีอิทธิพลมาก ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ขึ้นมา หรือ เจ้านายผู้หญิงที่ขึ้นมามีอิทธิพลในราชสำนักมา ผู้ปกครองที่อ่อนด้อยไม่มีประสบการณ์ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของการต้องปฏิรูปประเทศ ทำให้พม่าไม่โชคดีเท่ากับไทยที่มีรัชกาลที่ 5 สามารถสานต่อพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ตรงจุดนี้ทำให้กลุ่มผู้นำของพม่าที่สืบต่อขึ้นมาปรับตัวไมได้จึงกลายเป็นปัญหาของพม่า</p>
<p><strong>SIU: สายตาของพม่าที่มองไทยในเวลานั้นเป็นเช่นไร</strong><br />
ในสมัยของพระเจ้ามินดงค่อนข้างเห็นความสำคัญของไทย มีหลักฐานบอกว่าพระเจ้ามินดงทรงใช้คนไทยที่เข้าใจเป็นคนไทยที่สืบสายของเชลยมา เข้าไปสอนภาษาไทยในราชสำนักให้กับพระราชบุตรและพระราชธิดาได้ศึกษาภาษาไทย พระเจ้ามินดงในเวลานั้นอยากจะญาติดีกับเราถึงกับพระราชทานสายสังวาลมาให้กับรัชกาลที่ 4 แต่เวลานั้นทางไทยไม่รับเพราะผู้ใหญ่แต่โบร่ำโบราณสั่งเอาไว้ไม่ให้รับของพม่า</p>
<p>ถ้ามองทัศนะของผู้นำพม่ามองมาที่ไทยก็ถือว่าเป็นทัศนะที่ดีอยู่ แต่อย่าลืมว่าในพม่ามีรัฐบาลซ้อนอยู่ในตัวคืออังกฤษที่ปกครองพม่าใต้และพม่าที่ปกครองพม่าเหนือ พม่าเหนือคือเมืองมัณฑะเลย์ และพม่าใต้คือร่างกุ้ง พม่าใต้ที่ปกครองโดยอังกฤษได้ทำให้พม่าเหนือกลายเป็น Landlocked ออกทะเลไม่ได้ ในช่วงจังหวะนี้มีคนมองสัมพันธ์เชิงบวกกับเราแต่ว่าเงื่อนไขในเวลานั้นมันไม่เอื้อให้ทำอะไรได้</p>
<p>พระเจ้ามินดงนั้นอยู่ในอำนาจของแม่ภรรยาหรือพระนางอะเรนันดอ รวมทั้งอยู่ในอำนาจของพระนางสุทธิยรัตน์ ซึ่งเป็นมเหสีรองที่มีอิทธิพลมาก ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ขึ้นมา หรือ เจ้านายผู้หญิงที่ขึ้นมามีอิทธิพลในราชสำนักมา ผู้ปกครองที่อ่อนด้อยไม่มีประสบการณ์ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของการต้องปฏิรูปประเทศ ทำให้พม่าไม่โชคดีเท่ากับไทยที่มีรัชกาลที่ 5 สามารถสานต่อพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา ตรงจุดนี้ทำให้กลุ่มผู้นำของพม่าที่สืบต่อขึ้นมาปรับตัวไมได้จึงกลายเป็นปัญหาของพม่า</p>
<div id="attachment_24413" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/" rel="attachment wp-att-24413"><img class="size-medium wp-image-24413" title="วันประกาศเอกราชของพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/วันประกาศเอกราชของพม่า-620x535.jpg" alt="" width="620" height="535" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก History. HowStuffWorks</p></div>
<p><strong>SIU: เมื่อข้ามช่วงอาณานิคมมาหลังจากพม่าสามารถประกาศเอกราชได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีช่วงหนึ่งที่รัฐบาลพม่าเป็นประชาธิปไตย มีการทำสัญญาปางโหลงกับชนกลุ่มน้อย ทำไมรัฐบาลประชาธิปไตยถึงมีปัญหาและเกิดระบอบเผด็จการพม่าขึ้นมา</strong></p>
<p>ต้องบอกว่าสถานการณ์พม่าช่วงที่ก่อนได้รับเอกราชและหลังจากได้รับเอกราชแล้ว พัฒนาการทางสถาบันทางการเมืองที่เกิดขึ้นและมีกองทัพ การมีพรรคการเมืองก็เอื้อให้เดินไปยังเส้นทางของประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็มีการเติบโตของกองทัพไปพร้อมกัน พม่ามีปัญหาในการรวมศุนย์อำนาจอย่างมีประสิทธิภาพเพราะอำนาจของชนกลุ่มน้อยที่เป็นรัฐกึ่งอิสระก็ยังมีอยู่เพราะฉะนั้นพม่าก็จะมี ชนกลุ่มน้อย รัฐบาลแล้วก็มีกองทัพ ทั้ง 3 ส่วน</p>
<p>รัฐบาลของพม่าในช่วงนั้นแม้กระทั่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติ (AFPFL) ไม่มีความเข้มแข็งและความเด็ดขาด มีการแตกแยกกันเองภายในกลุ่มเหมือนกัน มีทั้งกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์ และกลุ่มไม่นิยมคอมมิวนิสต์ อยู่ในพรรคใหญ่ และขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการปัญหาของชนกลุ่มน้อยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัญญาปางโหลงที่ให้เวลาอีก 10 ปี ชนกลุ่มน้อยสามารถแยกตัวออกจากพม่าได้ถึงระดับหนึ่ง รัฐบาลไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นได้ คนพม่าเองที่เป็นสมาชิกพรรคและแยกตัวออกไปตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เองบ้าง พร้อมทั้งไม่เกิดเอกภาพระหว่างตัวพม่าเองกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งทีแรกอาจรวมตัวกันได้หลวมๆ แต่พอถึงจังหวะหนึ่งการทำตามสนธิสัญญาก็ไม่อาจทำได้</p>
<p>ความแตกแยกของคนพม่าและคนกลุ่มน้อยก็ยังมีอยู่ ขณะที่สถาบันที่เป็นกองทัพกลับมีเอกภาพและความเข้มแข็งมากกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อปกครองประเทศถึงปี 1958 ปรากฎว่าทหารเข้ามาปกครองในลักษณะของรัฐบาลรักษาการณ์เพราะตอนนั้นรัฐบาลพม่ามีความแตกแยกสูงมาก เมื่อรัฐบาลทหารที่เข้ามาดูแลอยู่ 2 ปีคืนอำนาจให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาดูแลก็ยังไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพในพม่าได้ยังมีความแตกแยกอยู่สูงเหมือนเดิม</p>
<p>แต่ทางฝ่ายของทหารเองก็มีความต้องการที่จะเข้ามาปกครองจึงมีการปฏิวัติในปี 1962 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเวลานั้น ปัญหาของพม่าหลังจากได้รับเอกราชที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดคือการขาดความเป็นเอกภาพของรัฐที่จะเติบโตและพัฒนาอย่างเข้มแข็งขึ้นมาเป็นรัฐชาติ เมื่อความแตกแยกมีมากในปีกของโลกพลเรือนทั้งในพม่าและกับคนกลุ่มน้อยที่เป็นปีกที่สำคัญขาดความเข้มแข็งและจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยในพม่าในขณะที่กองทัพมีเสถียรภาพกว่าภายใต้บรรยากาศแบบนี้</p>
<p>ในขณะที่ภายในของพม่าคนพม่าไม่ได้คุมเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจตกอยู่ในคนต่างชาติ ตั้งแต่ยุคอาณานิคมมาแล้ว ทำให้คนพม่ามีความยากจน ไม่ได้ถือครองทรัพย์สิน ไม่ได้ควบคุมเศรษฐกิจสำคัญ และภายใต้รัฐบาลไม่มีเอกภาพ เมื่อรัฐบาลทหารขึ้นมานั่นจึงเป็นว่าทำไมรัฐบาลทหารพม่าจึงนำเอาสังคมนิยมเข้ามา เพื่อที่จะถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในคนต่างชาติกลับเข้ามาอยู่ภายใต้มือของรัฐ</p>
<div id="attachment_24432" class="wp-caption aligncenter" style="width: 487px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/" rel="attachment wp-att-24432"><img class="size-full wp-image-24432" title="ชนกลุ่มน้อยในพม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ชนกลุ่มน้อย-พม่า.jpg" alt="" width="477" height="591" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก BBC</p></div>
<p><strong>SIU: เมื่อมามองปัจจุบันของพม่ามีการปรับเปลี่ยนตัวเองค่อนข้างเยอะ มีการเลือกตั้งมีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน มีการปล่อยนักโทษการเมืองเยอะ อองซานซูจีประกาศว่าจะกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง มองว่าภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นอย่างไรและสามารถคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้มากน้อยแค่ไหน<br />
</strong></p>
<p>เรามักจะมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงในพม่าเป็นภาพนิ่งมากกว่าภาพเคลื่อนไหว ที่มองเป็นภาพนิ่งเพราะว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นเชื่อถือได้หรือเปล่า ทหารจะหลอกลวงอีกไหมเป็นการสร้างภาพไหม ซึ่งนี่เป็นฐานคิดต่อพม่ามาเสมอ ฐานความคิดอีกฐานหนึ่งคือ พม่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจีน จีนเข้ามามีอิทธิพลในการสั่งหันซ้ายหันขวาที่ทำให้พม่าต้องรับฟังจีนเป็นพิเศษ</p>
<p>กรณีของพม่าต้องดูก่อนว่าประเด็นแรกสุด พม่าถูกปกครองโดยกองทัพมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กองทัพมีอำนาจมาต่อเนื่อง ท้ายที่สุดทำให้ไม่เหลือพื้นที่ที่คนไม่มีสายสัมพันธ์กับทหารไม่มีที่ยืน ถึงแม้ว่าจะมีภาคพลเรือนแต่ก็เป็นพลเรือนที่เคยเป็นทหารเก่าหรือมีสายสัมพันธ์กับทหารมาแต่เก่าก่อนในทางใดทางหนึ่งเสมอ กองทัพที่ขึ้นมาปกครองแบบสังคมนิยมภายใต้การปกครองของนายพลเนวิน มันได้พิสูจน์ว่ามันไปไม่รอด ถ้ากองทัพยังอยากอยู่ในอำนาจต่อไป หรือ จะถอนตัวก็ตามที พบว่าไม่สามารถไปกับระบบเดิมได้ จำเป็นต้องขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงแก้ไข</p>
<p><strong>SIU: สัญญาณที่บ่งบอกว่าอะไรเป็นตัวที่ชี้ว่าพม่าจะไปต่อไม่ได้</strong></p>
<p>ข้อแรกคือเรื่องการพัฒนาประเทศมันไม่เกิดขึ้น ผู้คนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่ได้รับเอกราชในช่วงใกล้เคียงกัน หลายประเทศพัฒนาไปไกลจนเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ต่อหัว ระบบสาธารณูปโภค เรื่องการส่งออก มีหลักฐานเป็นรูปธรรมชัดเจน พม่ากลายเป็นประเทศยากจนติดอันดับโลกทั้งที่พม่ามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เคยส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นกองทัพจะอยู่ต่อหรือจะไปพวกที่ขึ้นมาปกครองจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน</p>
<p>ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนจะอยู่ลำบาก เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนอันดับต้นๆคือเรื่องการท่องเที่ยวที่เปิดให้คนเข้ามามากขึ้น เปิดให้มีเสรีในการค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ทางกองทัพเองก็กลัวการสูญเสียอำนาจแต่มองแล้วอย่างไรก็ต้องเปิด ท้ายที่สุดพอเมื่อเกิดการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งที่ออกมาในปี 1990 กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนั้นจนถูกสหรัฐอเมริกาแซงชั่น (Sanction) ทางเศรษฐกิจ จังหวะนี้ถึงแม้ว่าพม่าอยากจะเปลี่ยน อย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเปิดด้านการค้าการลงทุน เพื่อลดความเป็นสังคมนิยมแบบพม่าลง แต่ด้วยเงื่อนไขไม่เอื้อ มันตามมาด้วยปัญหาใหม่ปัญหาหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับในพม่า และนี่จะเป็นการยึดโยงกับพม่าในปัจจุบันจนทำให้พม่าต้องไปเชื่อมกับจีนมากขึ้น</p>
<p>พม่าแต่เดิมเป็นประเทศปิดเพราะฉะนั้นพม่าไม่สนใจที่ตัวเองจะต้องปรับ เช่นตอนมีคอมมิวนิสต์เข้ามาก็ทำการปราบอย่างรุนแรง แต่ว่าเมื่อเวลาของการที่ตนเองจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบภายในประเทศอย่างน้อยนโยบายการปิดประเทศต้องยกเลิก นโยบายเป็นกลางอาจใช้ไม่ได้เต็มที่ การทำเศรษฐกิจต้องมีมากขึ้น การค้าการลงทุนต้องเปิดรับเข้ามามากขึ้น ต้องยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น ในขณะที่ประเทศพม่าเองกลับถูกแซงชั่นทางเศรษฐกิจจากประเทศตะวันตก จึงเป็นการผลักพม่าที่ต้องการจะเปิดต้องหันไปหาจีน เพราะพม่าไม่มีทางเลือกอื่นเลย</p>
<div id="attachment_24437" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81/" rel="attachment wp-att-24437"><img class="size-medium wp-image-24437" title="พม่าปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/พม่าปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง-620x395.jpg" alt="" width="620" height="395" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Irrawaddy</p></div>
<p><strong>SIU: แสดงว่าภายในพม่ามีกระบวนการภายในพม่าที่ต้องการเปลี่ยนอยู่แล้ว</strong></p>
<p>ใช่ครับ เพราะพม่าเองก็มองว่าถ้าอยู่แบบเช่นปัจจุบันนี้ แล้วพบว่าแบบนี้มันไปไม่รอด ระบบสังคมนิยมไม่ใช่เพียงแค่พม่าเท่านั้นที่ไปไม่รอด แต่ประเทศสังคมนิยมอื่นก็ไปไม่รอดเช่นกัน แต่พม่าพอพยายามจะออกจากระบบหรือโครงสร้างเดิมเพื่อนำพาประเทศให้เกิดการพัฒนา แต่ไม่ได้หมายความว่าทหารมีอำนาจลดน้อยลง</p>
<p>ในจังหวะนี้พม่ามีโอกาสน้อยกว่าที่อื่น น้อยกว่าเวียดนามค่อนข้างมาก ดังนั้นชาติที่เปิดให้พม่าได้เข้าไปรับการช่วยเหลือ ให้การพึ่งพิงแก่พม่า และเป็นผู้ที่ตกอยู่ในความรู้สึกหรือลงเรือลำเดียวกัน คือจีน อย่าลืมกรณีเทียนอันเหมิน ในจังหวะนี้จีนจึงหันเข้าหาพม่า ในขณะที่อินเดียหันหลังให้พม่าเพราะอินเดียไม่ยอมรับการปฏิวัติ 1990 และไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะฉะนั้นพม่าไม่มีพันธมิตรเท่าที่ควร ทำให้พม่าต้องไปค้าขาย ผูกพันกับจีนมากขึ้น</p>
<p>พม่าจะพัฒนาสาธารณูปโภค พัฒนากองทัพ พม่าจึงจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับจีนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนด้านทรัพยากร หรือกรณีการเอาว้าเข้ามา และต้องยอมแลกเปลี่ยนอีกหลายเรื่องที่พม่าต้องยอมจีนด้วย จึงทำให้จีนโดดเด่นมากในพม่า ขณะที่อเมริกาที่ถอนตัวออกไปจากภูมิภาคนี้หลังสงครามเย็น สิ้นสุดหลังสงครามเวียดนาม ในขณะเมื่อเกิดช่องว่างเช่นนี้แล้วกรณีของพม่าต้องกระเสือกกระสนตัวเองในการพัฒนา</p>
<p>พม่าเป็นชาติที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงชาติหนึ่งไม่น้อยกว่าเวียดนาม และพม่าไม่มีทางเลือก เมื่อต้องพึ่งพิงกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จีนก็เข้ามามีอิทธิพลในพม่ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พม่าเริ่มตระหนักถึงการเข้ามาของจีนเป็นภัยคุกคามแบบหนึ่งต่อพม่า ซึ่งความรู้สึกของพม่าต่อจีนในฐานะของภัยคุกคามไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้วอย่างกรณีการล่มสลายของอาณาจักรพุกามซึ่งเชื่อว่าจีนเข้ามาทำลายอาณาจักรพุกาม พอเมื่อเริ่มคิดว่าจีนเป็นภัยคุกคามโดยตนเองไม่มีทางเลือกอื่น ทำให้พม่าถูกผลักมาอยู่ในอีกเงื่อนไขใหม่ คือเงื่อนไขการไม่มีสมดุลของอำนาจ (Balance of Power)</p>
<p>พม่าเป็นชาติที่เล่นบทบาทการวางสมดุลอำนาจ (Balance of Power) ได้เก่งมาก เพราะฉะนั้นทำให้พม่าอยู่รอดจากการอยู่ระหว่างอินเดียและจีน นั่นทำให้พม่าต้องหันมาหาอาเซียนเพื่อที่จะวางสมดุลใหม่ แต่ตัวอาเซียนเองก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเนื่องจากอาเซียนเองก็มีปัญหาภายในเยอะมาก ขณะที่อาเซียนเองก็ไม่ยากยุ่งกับพม่า และพม่าก็ไม่อยากให้เข้ามายุ่งด้วย</p>
<p>การที่ปัญหาใหม่ของพม่าในเรื่องที่จีนเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนเมืองมัณฑะเลย์กลายเป็นเมืองจีนที่มีคนจีนย้ายเข้ามาจำนวนมหาศาล มีการฟอกเงิน มีการทำธุรกิจอื่นๆเยอะมากโดยคนจีน พวกว้าและโกกั้งก็เข้ามาในเขตที่เป็นเขตเศรษฐกิจแล้วทหารพม่าที่จะเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้ต้องถูกปลดอาวุธ อันนี้เป็นปัญหาใหม่ที่เดิมพม่าไม่มี ที่ถ้าพม่าไม่เปลี่ยนพม่าจะไม่สามารถ counter หรือต้านทานจีนได้ หรือทำให้พม่าไม่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดได้</p>
<p><strong>SIU: เมื่อเทียบไทยกับพม่าในกรณีการมีรัฐบาลที่ถูกปกครองด้วยทหารเกิดระบอบเผด็จการคล้ายๆกัน อะไรที่ทำให้กรณีพม่าไม่เกิดในประเทศไทย</strong></p>
<p>เงื่อนไขของไทยคือ<strong>หนึ่ง</strong>ไทยไม่ได้ปิดประเทศ ไทยไม่เคยมีนโยบาย Close Door Policy <strong>สอง</strong>ไทยไม่เคยประกาศนโยบายเป็นกลางที่จะไม่เอาฝ่ายใด เพราะไทยถือหางอเมริกามาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ไทยกระโจนเข้าไปอยู่ในข้างของอเมริกามาตลอด ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม การยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในไทย ต้องถือว่าไทย take side อเมริกาชัดเจน</p>
<p><strong>สาม</strong> ไทยไม่ได้เดินเส้นทางสังคมนิยมแต่ไทยเดินเส้นทางทุนนิยม สังเกตุได้จากไทยแม้ว่าจะปกครองเป็นเผด็จการแต่เศรษฐกิจเป็นแบบตลาดหรือแบบทุนนิยม การพัฒนาเช่นนี้ได้ทำให้เกิดคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางหรือกลุ่มที่มีประสบการณ์การค้าการลงทุนซึ่งทหารไม่มีและกลุ่มนี้มีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power )กับทหาร ซึ่งตรงนี้ทางพม่าไม่มีคนกลุ่มนี้คือมาคานอำนาจหรือต่อรองกับทางกองทัพได้</p>
<p>จนกระทั่งเมื่อไทยพัฒนามาจนถึงจุดหนึ่งซึ่งทำให้ทหารไม่สามารถปกครองต่อไปได้ เพราะทหารไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยภาคส่วนของพลเรือนเข้ามา เช่นกรณีว่าทำไมรัฐบาลทหารตอนรสช.ทำไมถึงให้คุณอานันต์เข้ามาแทนที่จะปกครองเสียเองดังเช่นพม่าทำเนื่องจากสังคมไทยมันถูกพัฒนา เติบโตจนมีความหลากหลายจนเกินที่ศักยภาพของทหารที่จะปกครองได้ และมีกลุ่มที่ที่เข้ามาต่อรอง ของไทยในยุคของจอมพลสฤษณ์ได้เปิดสังคมทุนนิยมให้เกิดขึ้นมา แต่ของพม่าไม่เปิด</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-than-shwe-2/" rel="attachment wp-att-24438"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24438" title="นายพลตานฉ่วย (Than Shwe)" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/นายพลตานฉ่วย-Than-Shwe1-620x409.jpg" alt="" width="620" height="409" /></a></p>
<p>พม่าในภาคของกองทัพที่ไม่ใช่พรรค ซึ่งเป็นกองทัพที่เป็นเรื่องของทหารโดยเฉพาะจึงทำให้เกิดความแตกต่างกับประเทศสังคมนิยมอื่นอย่างเวียดนามที่มีระบบพรรค เวียดนามอย่างน้อยมีการจัดตั้งระบบพรรคขึ้นมา แต่พม่าไม่มีระบบพรรคมีแต่กองทัพ ขณะที่อุดมการณ์ของพม่าคือเรื่องของเอกภาพ ซึ่งช่วงหนึ่งพม่าก็ใช้ระบบคล้ายกับของอินโดนีเซียในการขับเคลื่อน</p>
<p>พม่ามีปัญหาเรื่องของชนกลุ่มน้อย (Minority) ซึ่งปัญหาในเรื่องศาสนาก็อยู่ในเงื่อนไขนี้ ดังเช่น ประเทศไทยก็มีปัญหาในเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาศาสนา ซึ่งเป็นปัญหาของกลุ่มคน โดยมีศาสนามาเป็นองค์ประกอบในการเร่งให้เกิดปัญหา ในกรณีของพม่า ยิ่งในบางพื้นที่ที่เป็นพวกมุสลิม หรือ ในกลุ่มกะเหรี่ยงก็จะมีกะเหรี่ยงคริสต์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องชนกลุ่มน้อย</p>
<p>โดยสรุปแล้ว พม่าภาพมันไม่ได้อยู่คงที่ (Static) ภาพที่เกิดมีพลวัตร (Dynamic) ตลอดคือเริ่มจากการที่ไม่สามารถอยู่ในระบบสังคมนิยมได้เหมือนกับระบบสังคมในประเทศอื่นๆที่ท้ายที่สุดแล้วก็พยายามดิ้นรนที่จะเปิด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว พม่าเปิดไม่ได้ก็เลยต้องเข้าไปพึ่งพาประเทศจีน ทำให้จีนเข้ามามีอิทธิพล กลายเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกับปัญหาเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นพอมาถึงจุดหนึ่ง พม่ามองเห็นว่า ถ้าจะขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้นั้นการวกกลับเข้าสู่ระบบเดิม โดยไม่ไปปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอกนั้น พม่าจะไปไม่รอด แต่การจะเปิดตัวปะทะสังสรรค์ โดยเก็บกองทัพไว้ก็ไม่ได้ เพราะจะไม่ได้รับการต้อนรับและยิ่งต้องไปพึ่งจีนมากขึ้น</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ พม่าไม่มีทางเลือกอื่น พม่าต้องเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย (Democratise) ซึ่งจะทำยังไงให้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย (Democratise) แล้ว ให้กองทัพยังอยู่ และโลกภายนอกก็ยอมรับ เนื่องจากว่า กองทัพเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ในรัฐทหาร (millitary state) กล่าวคือ กองทัพไม่ได้เป็นองค์ประกอบของรัฐบาล แต่เป็นกึ่งกลุ่มผลประโยชน์ที่มีฐานที่ยิ่งใหญ่มาก ได้รับผลประโยชน์ของประเทศมาอย่างช้านานซึ่งทำอย่างไรที่คนกลุ่มนี้ (class) จะยังมีอิทธิผลในการปกครองประเทศอยู่ ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นที่ยอมรับของโลก พม่าก็เลยต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพม่าในจังหวะนี้ที่มีความสำคัญมาก คือ พม่าต้องการโร้ดแม็พ ( Road map)</p>
<p>ทำให้พม่ารู้ว่า ทุกขั้นตอนที่จะก้าวไปนั้น จะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละช่วง และพม่าก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกำหนดให้ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกขั้นตอน โดยไม่มีการออกนอกแผน ฉะนั้นโร้ดแม็พ ( Road map) ของพม่าจะชัดเจนมาก ซึ่งพม่าได้ประกาศเรื่องนี้มานาน ซึ่งพอเราเห็น โร้ดแม็พ ( Road map) ของพม่า เราก็คิดว่า ไม่จริงหรอก แล้วกว่าจะถึงปลายทางก็พอดีแก่ตาย แต่จะเห็นว่า พม่าได้เดินตามโร้ดแม็พ ( Road map) มาอย่างชัดเจน ซึ่งได้สร้างเงื่อนไขให้ ประเทศที่เคยมีกองทัพที่มีอำนาจอยู่นั้น แปลสภาพมาอีกรูปแบบ (uniform) และขณะเดียวกันก็มีภาพของประชาธิปไตยเข้ามา จะสังเกตได้จาก องค์ประกอบของพรรครัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั้น โดยหลักคือ ทหารที่ถอดเครื่องแบบไปเป็นพลเรือน แล้วได้รับการเลือกตั้งเข้ามา</p>
<p>เราจะเห็นภาพตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายคนออกมาคัดค้านว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งพม่าก็ไม่ฟังเสียงแต่พอยึดตามตัวรัฐธรรมนูญตัวนี้ กองทัพก็ยังมีอำนาจอยู่มากพอสมควร เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยชาติอื่น ไม่มีชาติใดเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่ว่าจะดูองค์ประกอบของคนที่เข้ามาเป็นนักการเมือง กฏกติกามารยาทที่วางไว้ หรือแผนพัฒนาแต่ละขั้นตอนที่ทำมา พม่าทำตามแผนหมดและเป็นระบบมาก หลายคนมักถามว่าทหารจะกลับมาไหม ซึ่งจริงๆแล้ว ทหารก็อยู่ตรงนั้นแหล่ะ นั่นคือ รัฐบาลนี้เป็นคนของกองทัพขึ้นมาเป็นโดยได้รับเลือกมาจำนวนมหาศาลองค์ประกอบในสภา</p>
<div id="attachment_24439" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%99/" rel="attachment wp-att-24439"><img class="size-medium wp-image-24439" title="ชาวพม่าให้กำลังใจและสนับสนุนอองซาน ซูจี" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ชาวพม่าให้กำลังใจและสนับสนุนอองซาน-ซูจี-620x415.jpg" alt="" width="620" height="415" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Spiegel</p></div>
<p><strong>SIU: ได้ยินว่า ข้างในพม่า กลุ่มทหารได้มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชนขึ้น เพื่อชนกับผู้ที่สนับสนุนอองซาน ซูจี</strong></p>
<p>แน่นอน แต่จริงๆแล้ว กลุ่มมวลชนที่ทหารจัดตั้งขึ้น คือ ฐานเสียงที่จะให้การสนับสนุนพรรคที่ฟอร์มขึ้นมาใหม่ ความสำคัญคืออยู่ตรงนี้ เช่น ถ้าคุณจะเป็นเดโมแครต คุณจะเป็นเดโมแครตกี่คน ที่เป็นประชาชนที่จะแบ็คอัพ (back up) คุณ คือได้ฟอร์มฐานของประชาชนแบบนั้นขึ้นมา แม้ในท้ายที่สุดแล้ว จะดำเนินการจัดการภายใต้การเป็นระบบของกองทัพ แต่สุดท้ายแล้ว พอคลี่คลายออกมา คนเหล่านี้ก็คือ ฐานเสียงหลักของพรรคที่ทหารถอดเครื่องแบบ (uniform) ออกมาเป็นพลเรือน แล้วต้องการการสนับสนุน ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานเสียงของประชาชนในประชาธิปไตย ซึ่งถ้าไม่มี ก็แพ้แน่นอน</p>
<p>พอมาถึงจุดนี้ ก็ไม่มีใครมีคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่หรือกระบวนการเลือกตั้งไม่มีใครลุกขึ้นมาคัดค้านภาพลักษณ์ องค์ประกอบของภาครัฐที่มีอยู่และปกครองไปอีก 6 ปีพอถึงจังหวะนี้และคุมรัฐสภาได้เต็มที่ ก็ต้องเริ่มผ่อนคลาย เริ่มเปิด โดยการปล่อยนักการเมือง ปล่อยอองซาน ซูจี ออกมา แล้วนักการเมืองพวกนั้นมาประท้วงกันกลางถนน ก็ลำบาก ดังนั้น ก็ให้ตั้งพรรคขึ้นมา แล้วเลือกตั้งเข้ามาตามระบบตามกติกาที่วางไว้ ท้ายที่สุดพรรคเอนแอลดี (NLD) ก็จะเป็นพรรคที่ถูกกฎหมายอองซาน ซูจีก็จะเข้ามาเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นการเข้ามาในกติกาของอองซาน ซูจี แต่เข้ามาในระบบที่ถูกวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน มั่นคง แล้วมีขั้นตอน อองซาน ซูจี ก็จะเข้ามาเป็น 1 เสียงที่มีการต่อต้านรัฐบาล ในจำนวนไม่รู้กี่เสียง</p>
<p>แต่วันที่อองซาน ซูจี บอกว่าฉันจะเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งแล้วเข้ามานั่งในสภานี้เท่ากับว่า อองซาน ซูจีให้ไฟเขียวยอมรับระบบกติกาที่โอนอ่อนผ่อนลง (Soft) ที่จัดรูป(Set)ขึ้นมาโดยตลอด รวมทั้งรัฐธรรมนูญด้วย และการที่อองซาน ซูจี ปฏิเสธแต่เบื้องต้น แปลว่า อองซาน ซูจีไม่รับกติกา ซึ่งมันเป็นการต่อสู้ในอีกทาง (Line) หนึ่ง ถ้าคุณไม่รับกติกาปั้บ ก็ไม่มีพื้นที่ ซึ่งนับว่าเป็นการมัดมือชกมาก เพราะว่าถ้าอองซาน ซูจี ต้องการที่จะเข้ามาในเกมส์ (in the game) คุณก็ต้องยอมรับกติกาแปลว่า เมื่อคุณยอมรับกติกาคือคุณยอมรับความชอบธรรม แต่ว่าท้ายที่สุดอองซาน ซูจี ก็ยอมและพรรคเอนแอลดี ก็ได้</p>
<p>ความจริงคือ ที่แรกพรรคเอนแอลดีไม่ยอมสมัครแต่เบื้องต้น แต่ตอนนี้อองซาน ซูจีได้ให้สัมภาษณ์ ว่า นี่เป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแล้วถ้าถามว่ามันต้องเปลี่ยนไหม ถ้าต้องการสลัดอิทธิพลจีนออก มีวิธีการทำได้อย่างคือ ทำให้องค์ประกอบของอำนาจมีหลายขั้วขึ้น</p>
<p>ดังนั้นมันอยู่ที่วิธีการคือ สมมติว่าเปิดให้อเมริกาเข้ามา ญี่ปุ่นก็เข้ามา เกาหลีก็เข้ามา อะไรก็เข้ามาได้ และมีพื้นที่ที่เปิดออกมากว้างขนาดนั้นได้ แต่จะเปิดพื้นที่ตรงนั้นให้กว้างขึ้น (welcome )มหาอำนาจให้เข้ามา ก็ต้องปรับโครงสร้าง เช่น การแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย เปิดสิทธิมนุษยชนก็เช่นการปล่อยนักการเมือง ซึ่งก็ต้องคิดว่า ปล่อยแล้วทำอะไรได้ ถ้าเข้ามาในกติกานี้แล้วทำอะไรไม่ได้ ถ้าคุณไปเล่นเกมส์บนถนน (Take the street)พรรคเอ็นแอลดีก็จะมีปัญหา แต่กลับให้อิมเมจ (Image)ที่ดีต่อรัฐบาลนี้ ดังนั้นการเปิดพื้นที่ตรงนี้ ก็จะเป็นการเปิดพื้นที่ต่อไป ที่จะขับเคลื่อนให้ท้ายที่สุด มหาอำนาจก็จะผ่อนคลายลงมากขึ้น เข้ามามากขึ้น</p>
<p>ที่นี้กรณีอเมริกาต้องการกลับเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากสงครามเย็น เพราะไม่อย่างงั้น อิทธิพลตัวเองจะคุมไม่หมด จะไม่เหลือพื้นที่ให้อมเริกาได้ยืนเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าจะช้าหรือเร็วในการกลับเข้ามา แต่มันเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ต้องกลับเข้ามา คือ ถึงยูจะช้ามาก ยูก็ต้องเข้ามา หรือ ถึงยูจะจนมาก แต่ถ้ายูอยากเป็นมหาอำนาจ ยูต้องเข้ามาเล่นในพื้นที่นี้ ไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้น พออเมริกาจะเข้ามาอเมริกาค่อนข้างจะมีฐานที่ดีอยู่ก่อนในภูมิภาคนี้ เช่น อเมริกาไม่มีปัญหากับไทยเลย เราเปิดพื้นที่ให้อเมริกาเป็นพันธมิตรอยู่ตลอด แม้จะมีเงื่อนไขอะไรก็ตาม เราก็ไม่เคยหนีหน่ายการเป็นพันธมิตรหรือการต้อนรับ (welcome) อเมริกา สอง ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรอเมริกาหนักหนา ไม่ว่าจะเป็นในทางวัฒนธรรมหรือด้านความสัมพันธ์ เวียดนามยิ่งอยากจะรับอเมริกาแม้จะเคยรบกันมาก่อนก็ตามแต่เวียดนามก็เปิดรับอเมริกา</p>
<p>เมื่อดูในกลุ่มประเทศหลักๆบนภาคพื้นทวีป (Mainland) อเมริกาไม่มีปัญหาแต่คีย์หรือกุญแจหลักๆ (Key)อยู่ที่พม่า คือที่อื่นไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขา ไม่เหมือนพม่า ซึ่งต่อต้านด้วยการเมืองอย่างเป็นระบบเป็นกิจลักษณะ พม่าเป็นทางลงของจีนเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ของเอเซีย ฉะนั้นอเมริกาไม่มีทางเลือกต้องเข้าพม่า แต่ว่าจะเข้าพม่าอย่างไรให้ไม่ถูกประนาม และเป็นที่ยอมรับ อเมริกาเข้าพม่าเพราะมีปัญหาเรื่องจีน แต่ก็แสดงละครให้เห็นว่าเข้ามาได้เพราะว่าอองซาน ซูจีบอกว่า<strong> “เข้ามาได้ ตอนนี้พม่าเปลี่ยนแล้ว”</strong> แถมประธานาธิบดีออกมาบอกว่า “ยกสายคุยกับอองซาน ซูจีแล้วบอกว่าตอนนี้พม่าเปลี่ยนจริง” นั้นทำให้ นางฮิลลารี่ คลินตัน เข้าไปแล้วจำเป็นไหม จริงๆแล้วเข้าไปเพื่อเคาน์เตอร์อิทธิพลของจีน เพราะเข้าอยู่ในกลุ่มของแม่น้ำโขงด้วย รู้ว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าไป ไม่งั้นตกขบวนและที่ทำไปก็จะกลายเป็นศูนย์</p>
<div id="attachment_24440" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2/" rel="attachment wp-att-24440"><img class="size-medium wp-image-24440" title="อองซาน ซูจี กับพลเอกเตียน เส่ง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/อองซาน-ซูจี-กับพลเอกเตียน-เส่ง-620x402.jpg" alt="" width="620" height="402" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Council on Foreign Relations</p></div>
<p><strong>SIU: จุดที่ว่ามันเปลี่ยน ที่เป็นสัญลักษณ์แบบนี้ มันเป็นเพราะ ชนชั้นนำของพม่า ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งรัฐบาลทหารหรือทางฝั่งของตัวแทนทหารที่มาเป็นรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ หรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านของอองซาน ซูจีคือ มองหน้ามองตากัน คิดว่า อย่างนี้ไม่ได้หล่ะ</strong></p>
<p>ผมเชื่อเช่นนั้น ผมยังคิดว่าพม่ามีความเป็นชาตินิยมสูง (Natiaonalism) คือ ทหารยอมกลืนเลือดหน่อย และอองซาน ก็ยอมเปลี่ยนท่าที ไม่งั้นจะลำบาก ดูในเกมส์มันเปิดไม่ออก แต่ตัวคีย์ที่คล้ายๆกับเรียกแขกอยู่ที่อองซาน ซูจี แต่ประเด็นปัญหาหลักอยู่ที่จีน</p>
<p><strong>SIU: ในแง่ของเชิงสังคมวัฒนธรรมพม่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>ผมคิดว่าปัจจัยที่เป็นแรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาอันสั้น ในเขตพื้นที่สำคัญๆที่มีอิทธิพลของคนจีนทะลักไหลเข้ามา เช่น เมืองมัณฑะเลย์ เดิมทีถือว่าเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพม่าโดยตรง พม่าจะรู้สึกเหมือนกับเราที่คิดถึงเชียงใหม่โบราณ เชียงใหม่ที่ยังไม่เปลี่ยน</p>
<p>ศูนย์กลางของวัฒนธรรม คือ มัณฑะเลย์เพราะเป็นราชธานีเดิม เป็นเมืองที่มีคนรุ่นเก่าอยู่ เป็นเมืองที่มีโบราณสถานอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเมืองที่รักษาต้นรากของวัฒนธรรมไว้ เพราะงั้น พม่าเคยมีคำกล่าวว่า “ มัณฑะเลย์สะกา เมอะละมายอะซา ยางกงอัจจะวา ” มัณฑะเลย์สะกา สะกาแปลว่าภาษา ถ้าภาษาต้องมัณฑะเลย์ นี่เป็นคำกล่าวสมัยก่อน<br />
เมอะละมายอะซา คือ อาหารอร่อยต้องไปกินที่เมาะละแหม่ง ยางกงอะจะวา ยางกงหรือร่างกุ้งเป็นเมืองที่สับสนวุ่นวาย</p>
<p>เพราะฉะนั้น มัณฑะเลย์จึงเป็นสัญลักษณ์ (symbolise) คือ ความเป็นเมืองในทางวัฒนธรรมอย่างมาก คือ จิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แต่ตัวเปลี่ยนเร็วที่สุด เป็นผลมาจากการทำการค้าชายแดน การฟอกเงิน ฯลฯ ส่วนหนึ่งมาที่มัณฑะเลย์ เคยถูกไฟไหม้ใหญ่ ตอนนี้เลยถูกแทนที่หมด ตอนนี้คนที่เข้ามาอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ได้เป็นพม่าเลย ส่วนใหญ่เป็นคนจีน เป็นพ่อค้าที่มีอำนาจการซื้อสูง เป็นพวกยาเสพติด ที่ฟอกเงิน ที่เข้ามามีอิทธิพลมากอยู่ในมัณฑะเลย์ขณะนี้</p>
<p>เพราะฉะนั้น รูปธรรมตรงนี้ค่อนข้างชัดเจน แต่ทว่ามันได้ซึมลึกเข้าไปในที่อื่นๆด้วย เช่น ถ้าเราไปดูงานวัดของวัดอนันดาที่พุกาม ทุกปีจะจัดขึ้น เป็นงานวัดที่ใหญ่มาก มีสินค้าเต็มไปหมด ดูสินค้าเกือบจะ 90% เป็นสินค้าจีนทั้งนั้นเลย สินค้าจีนครองหมด ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม กระติกน้ำร้อน เสื้อผ้า เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ จีนทั้งนั้นเลย และปรากฏการณ์เดียวกันนี้ ก็เห็นที่ พนมเปญ ที่เวียงจันทร์ และไปยังที่อื่นๆด้วย เช่น สามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย ที่นี้ พม่าซึ่งเป็นชาติที่ sensitive เลยในเรื่องนี้<br />
เพราะฉะนั้น ถามในมิติทางวัฒนธรรม เมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางสูงของทางวัฒนธรรมจะกลายเป็นไชน่าทาว์น</p>
<p><strong>SIU: ปัจจุบัน ประชาชนพม่ามองไทยอย่างไร เคยได้ยินมามี 2 แนวคิด คือ หนึ่งเขาไม่ได้คิดอะไรเหมือนกับที่เราคิดกับพม่า สองเหมือนกับว่าพม่าก็ต้องการสร้างศัตรูในเชิงวัฒนธรรม </strong></p>
<p>ปรากฏการณ์ตรงนี้ที่เกิดขึ้น มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของเรากับพม่า มันมีความสลับซับซ้อนขึ้นหลัง 1988 เป็นต้นมา มันมีความจำเป็นที่พม่าจะเปิดประเทศ เราต้องการทรัพยากรมากขึ้น เราต้องการแรงงานพม่า มีแรงงานผิดกฏหมายเข้ามา การเข้ามาของยาเสพติด มีปัญหาเรื่องพรมแดนเพราะพม่าเริ่มไล่ชนกลุ่มน้อยออกไปหมด และเริ่มเข้ามาประชิดชายแดนเราได้ ทีนี้พอมาประชิดชายแดนเรา มันก็ไม่เคยเกิดภาวะนี้มาก่อน พอเกิดภาวะนี้มาก ก็ตกลงว่า เส้นเขตแดนอยู่ไหน ประมาณไหน ในชนกลุ่มน้อยเดิมทีตีหัวพม่าแล้วมาอยู่เขตเรา เสร็จแล้วก็กลับไปตีหัวพม่าใหม่แล้วกลับมาอยู่เขตเรา อะไรทำนองนี้ พม่าเห็นแบบนี้ก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น บางทีปัญหาในพื้นที่บางที่บอกว่าเป็นเขตเรา แต่คนที่อยู่เป็นชนกลุ่มน้อยแล้วยิงใส่พม่าแบบนี้ พม่าก็ไม่พอใจว่าเขตแดนไทยแต่มีชนกลุ่มน้อยตั้งฐานทัพอยู่ เช่นกรณี เนิน 491 ในสมัยก่อน</p>
<div id="attachment_24441" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" rel="attachment wp-att-24441"><img class="size-medium wp-image-24441" title="ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย พม่า" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-พม่า-620x428.jpg" alt="" width="620" height="428" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Navy Home</p></div>
<p>พอเกิดแบบนี้ ปัญหาของพม่าในฐานะประเทศที่กำลังเปิดตัว และขยายตัว ส่วนเราในฐานะที่ต้องการจะเป็นเสือตัวที่ 5 ต้องการทั้งทรัพยากรและแรงงาน อื่นๆอีกมากมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มันนำพาซึ่งการปะทะสังสรรค์ในหลายระดับ ในหลายต่อหลายประเด็น ซึ่งในหลายส่วนนั้นเป็นความขัดแย้ง แล้วเราเองก็มีความขัดแย้งภายใน พอเรามีความขัดแย้งภายใน บางทีเราก็เบนความสนใจไปที่พรมแดน และยิ่งพอมันเกิดปัญหาทำนองลักษณะนี้ขึ้น พม่าเองก็เริ่มมีความรู้สึก ไม่ชอบใจกับเรา เพราะเรากลายเป็นตัวปัญหา แล้วพม่าก็มองว่า อันเนี้ยมันรับงานตะวันตกมาสร้างความปั่นป่วน ทให้มันก็คิดไปได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ไปกระทบจุดอ่อนของมันคือ เรื่องของชนกลุ่มน้อย</p>
<p>พอเกิดกรณีอย่างนี้ ทางออกเดียวที่พม่าใช้คือ ต้องดึงไทยมาเป็นเป้าในการโจมตี เพราะในสถานการณ์ของเงื่อนไขนั้นในการปะทะสังสรรค์ มันทำให้พม่าต้องแสดงออกกับเรายังไง ก็เกิดตำราเรียนขึ้นเขียนด่า NewLife of Myanmar เมื่อความสัมพันธ์ทางภาครัฐไม่ดีเจรจากันก็ไม่ได้ ปัญหาที่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งแย่ขึ้น ซึ่งถ้าพูดกันได้ ก็ยังพออะลุ่มอะล่วยเจรจากันได้ แต่พอมันพูดกันไม่ได้เริ่มมีปัญหา มันก็เอาเรื่องฉะนั้นเนี่ยพอเกิดการกระทบกระทั่งกัน พม่าก็แสดงออกถึงความไม่พอใจสัก 2-3 วิธี ด่าไทยใน New Life of Myanmar ตำราเรียนด่าไทย แล้วก็ปิดด่านเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ ให้เราเกิดความน้อยใจ</p>
<p>พม่าจะไม่พอใจไม่เป็นไร แต่นี่เป็นเชิงสัญลักษณ์เลยนี่เป็นวิธีการที่พม่านำมาใช้ตอบโต้ และเป็นเรื่องที่เมื่อก่อนไม่มี พอความสัมพันธ์มันเริ่มเปลี่ยน เขาก็ต้องตอบโต้</p>
<p>เมื่อก่อนความสัมพันธ์รูปแบบเช่นนี้ยังไม่เกิด ความสัมพันธ์ของเรากับพม่าเป็นความสัมพันธ์ผ่านตลาดมืด เราจะเอาของเข้าไปขายในประเทศ เราก็ส่งเข้าไปขายในตลาดมืด เป็นความสัมพันธ์แบบทางเดียว (One Way Traffic) แต่ปัจจุบันไม่ใช่ คนพม่าก็มาเดี๋ยวเราก็ผลักดัน เดี๋ยวคนกลุ่มน้อยก็เข้ามาอยู่แล้วยังพรมแดนอีก เราสร้างเขื่อน ยังไปกัดเซาะแผ่นดินข้างมันเลย แล้วตอนชนกลุ่มน้อยอยู่ เจรจากันได้ ไอ้พวกนี้ก็ต้องพึ่งเราบ้าง ยึดพื้นที่ต่อไปเป็นการยึดครอง การแสดงความเป็นเจ้าของผลประโยชน์ต่างๆ ก็เปลี่ยนรูปกันไปหมด</p>
<p>ทัศนะของภาครัฐพม่าต่อเราซึ่งเราอาจไม่เคยคิดขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่แต่เดิมเป็นแค่อังกฤษแต่ปัจจุบันไทยกลับติดอันดับเช่นกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนปกติของพม่า จะคิดตามไปกับรัฐ เพราะประชาชนของพม่าอันดับหนึ่งคือ ชอบสินค้าไทยพวกสินค้าตราม้าลาย หรือถ้าเป็นของที่มาจากไทยเหมือนกับสมัยก่อนที่เราบอกว่า ของจากนอกของจีนของห่วยเป็นตลาดระดับล่างของไทยเป็นตลาดระดับบน ถ้าจะคิดถึงก็คิดถึงของไทยที่ค่อนข้างจะมีมาตราฐาน และที่พม่ารู้จักไทย</p>
<p>ปัจจุบันนี้ มันไม่รู้จักจากที่รัฐบอกว่าไทยเป็นไงคนพม่ากี่ล้านมาอยู่บ้านเราแล้วกลับไป แล้วก็ไปแล้วก็มา เพราะฉะนั้นการทำความรู้จักกับเราในระดับที่ติดต่อกันโดยตรง (Direct Contact) ทำให้ภาพลักษณ์ของเราไม่ถูกตีกรอบให้เข้าใจไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งมันขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้นเข้ามามีประสบการณ์แบบไหน</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/interview-dr-sunate-director-of-asia-study-institute/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สหรัฐฯ ปิดสถานทูตประจำซีเรีย พร้อมลุยร่วมพันธมิตรลงโทษเผด็จการอัสซาด</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 17:08:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[จีน รัสเซีย วีโต้สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเรีย สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐคว่ำบาตรซีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[อัสซาด ซีเรีย คว่ำบาตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24304</guid>
		<description><![CDATA[มาตรการคว่ำบาตรระบอบซีเรียกำลังเข้มข้นเรื่อยๆ สหรัฐใช้ไม้ตายร่วมมือชาติพันธมิตรประชาธิปไตยลงโทษซีเรีย บีบผู้นำลงจากอำนาจ แม้รัสเซีย จีน ยืนกรานวีโต้ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่า ได้ระงับการปฏิบัติการทางการทูตในสถานทูตสหรัฐประจำซีเรียแล้ว เพราะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก และจะย้ายเอกอัครราชทูตและบุคลากรของอเมริกันออกจากสถานทูตทั้งหมด</p>
<p><span id="more-24304"></span>ถ้อยแถลงจากกระทรวงต่างประเทศระบุว่า ระเบิดในเมืองดามาคุส เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2011 และ 6 มกราคม 2012 ที่ผ่านมา สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐในซีเรียยิ่งนัก เอกอัครราชทูตโรเบิร์ต ฟอร์ด ยังคงพยายามที่จะเป็นผู้แทนของสหรัฐอเมริกาประจำซีเรีย โดยทำหน้าที่จากวอชิงตันและอาจจะแสวงหาวิถีทางที่จะติดต่อสื่อสารกับซีเรียต่อไป รัฐบาลสหรัฐเองรู้สึกเป็นกังวลอย่างมากจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีเรียและกล่าวประณามความรุนแรงดังกล่าว</p>
<div id="attachment_24356" class="wp-caption aligncenter" style="width: 598px"><a href="http://latimesblogs.latimes.com/world_now/2012/02/us-suspends-operations-at-embassy-in-syria-for-security-reasons.html"><img class="size-full wp-image-24356" title="สหรัฐปิดสถานทูตประจำซีเรีย เพื่อความปลอดภัย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/สหรัฐปิดสถานทูตประจำซีเรีย-เพื่อความปลอดภัย.jpg" alt="" width="588" height="387" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Los Angeles Times</p></div>
<p>ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน (วันอาทิตย์ที่ผ่านมา) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฮิลลารี คลินตัน ให้คำมั่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะบล็อกเส้นทางเงินทุนและเรือขนอาวุธที่กำลังมุ่งหน้าไปยังซีเรีย เพื่อเป็นการคว่ำบาตรไม่ให้ซีเรียกล้าแกร่งยิ่งขึ้น มาตรการคว่ำบาตรต่อระบอบซีเรียกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังรัสเซียและจีนวีโต้ (veto: ใช้สิทธิยับยั้ง) ไม่ให้ผ่านมติคว่ำบาตรซีเรีย</p>
<p>คลินตันกล่าวว่าสหรัฐฯ จะดำเนินงานร่วมกับมิตรประเทศของซีเรียไปทั่วโลก เพื่อสนับสนุนให้เกิดสันติภาพตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<blockquote><p>&#8220;เรากำลังเผชิญกับภาวะความเป็นกลางของคณะมนตรีความมั่นคง เราต้องเพิ่มความพยายามของเราอีกเป็นทวีคูณในการแสวงหาพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราที่จะสามารถสนับสนุนสิทธิของประชาชนชาวซีเรีย เพื่ออนาคตที่ดีกว่า&#8221;</p></blockquote>
<p>และยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมผู้นำระดับสูงที่บัลแกเรีย กลุ่มการประชุมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้มีความคิดเห็นเหมือนกับ Contact Group อย่างประเด็นลิเบีย ที่มีการเฝ้าสังเกตการณ์จากนานาชาติแบบไม่เปิดเผย เพื่อจะช่วยโค่นล้ม ขับไล่ผู้นำลิเบีย มูอัมมาร์ กัดดาฟี ในแง่ของลิเบียนั้นเป็นกลุ่มที่ร่วมมือปฏิบัติการทางทหารอยู่ในนาโต (NATO) ด้วย และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพลเรือนชาวลิเบีย ซึ่งไม่มีให้เห็นในซีเรีย</p>
<p>คลินตันเตือนว่า ความล้มเหลวของการคว่ำบาตรนั้น จะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิด &#8220;สงครามการเมืองที่โหดร้าย ป่าเถื่อน&#8221; เหมือนกับที่ชาวซีเรียถูกรัฐบาลของเขาใช้กองกำลังเข้าทำร้ายพวกเขาเอง ยังมีมิตรที่จะร่วมกันกดดัน บีบเค้นให้มีการขยายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อเป็นการต่อต้านระบอบอัสซาด โดยใช้กลุ่มที่ต่อต้านซีเรีย ทั้งกลุ่มที่อยู่ภายในประเทศและกลุ่มที่อยู่นอกประเทศร่วมมือกัน เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความรุนแรง และจับตาไม่ให้มีการขายอาวุธให้ซีเรีย</p>
<div id="attachment_24357" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://english.alarabiya.net/articles/2012/02/05/192766.html"><img class="size-medium wp-image-24357" title="ฮิลลารี คลินตัน คว่ำบาตรซีเรีย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/ฮิลลารี-คลินตัน-คว่ำบาตรซีเรีย-620x420.jpg" alt="" width="620" height="420" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Alarabiya</p></div>
<p>&#8220;เราจะเปิดโปงผู้ทียังให้เงินทุนสนับสนุนระบอบซีเรียและส่งอาวุธไปให้รัฐบาลซีเรียใช้ต้านชาวซีเรียให้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ซึ่งรวมทั้งผู้หญิงและเด็ก&#8221; คลินตันกล่าว &#8220;เราจะร่วมงานกับเพื่อนที่มีความเป็นประชาธิไตยรอบโลก (จีน รัสเซีย veto มติคว่ำบาตร) เพื่อสนับสนุนที่จะต่อต้านซีเรีย และร่วมกันวางแผนสันติภาพเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง&#8221;</p>
<p>ขณะที่หนังสือพิมพ์ของซีเรียระบุว่า จะมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มที่ก่อความไม่สงบ จนกว่าเสถียรภาพจะฟื้นคืนกลับมา ในช่วงเช้าวันอาทิตย์มีเหตุระเบิดบริเวณกลางใจเมืองฮอมส์ แหล่งข่าวระบุว่ามีคนเสียชีวิตกว่า 200 ราย แต่ระบอบซีเรียปฏิเสธว่าไม่ได้มีการระเบิดใดๆ เกิดขึ้น</p>
<p>ขณะที่รัสเซียและจีนใช้สิทธิในการวีโต (veto) ยับยั้งผ่านคณะมนตรีความมั่นคง ทำให้กระทบต่อแผนของอาหรับลีก (Arab League) ที่ต้องการให้ยุติความรุนแรงในซีเรีย และให้อัสซาดส่งผ่านอำนาจเขาไปยังรองประธานาธิบดี และจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น (unity government) แผนของอาหรับลีกดังกล่าวได้รับการปฏิเสธจากอัสซาด</p>
<p>คลินตันกล่าวว่า เธอจะหารือกับพันธมิตรของสหรัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้ทำให้แผนการดังกล่าวสำเร็จได้ &#8220;สถานการณ์กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ ต้องทำอะไรสักอย่างก่อนจะสายเกินไป&#8221;</p>
<blockquote><p>&#8220;จงจำไว้ว่า เสียงโหวตเพื่อสนับสนุนนั้นมี 13 เสียง ไม่ได้มีแค่ยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาติอาหรับ แอฟริกัน ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ นี่คือการแสวงหาหนทางที่จะยุติความรุนแรงอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมระหว่างประเทศ&#8221;</p></blockquote>
<p><a href="http://english.alarabiya.net/articles/2012/02/05/192766.html"> Alarabiya</a> &amp; <a href="http://latimesblogs.latimes.com/world_now/2012/02/us-suspends-operations-at-embassy-in-syria-for-security-reasons.html">Los Angeles Times</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/close-usa-embassy-in-syria/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อังกฤษเตรียมฉลองพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ครองราชย์ครบ 60 ปี</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 16:43:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Queen Elizabeth II]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวงศ์อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[สหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24346</guid>
		<description><![CDATA[สำนักพระราชวังอังกฤษเผยแพร่ภาพถ่าย-ข้อความอวยพรของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง เนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี พร้อมงานฉลองใหญ่ตลอดปี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ประมุขของสหราชอาณาจักร จะครองราชสมบัติครบ 60 ปีในปีนี้ 2012 ซึ่งทางการอังกฤษก็เตรียมงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 2-5 มิถุนายน โดยจะมีพิธีฉลองทั้งที่อังกฤษเองและประเทศในเครือจักรภพอื่นๆ ด้วย</p>
<p>สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง ประสูติเมื่อ 21 เมษายน 1926 โดยเป็นพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าจอร์จที่หก พระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1952 เมื่อมีพระชนมายุ 26 ปี โดยทำพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนของปีเดียวกัน</p>
<p>รัชสมัยของพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธถือว่ายาวนานเป็นอันดับสองของกษัตริย์อังกฤษทั้งหมด โดยเป็นรองแค่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ที่ครองราชย์นาน 63 ปี</p>
<p>เนื่องในโอกาสที่พระองค์ครองราชย์ครบ 60 ปี ทางสำนักพระราชวังอังกฤษจึงเผยแพร่ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ 2 ภาพ และข้อความจากพระองค์ต่อประชาชน (จาก<a href="http://www.royal.gov.uk/LatestNewsandDiary/Pressreleases/2012/TheQueensDiamondJubileemessage.aspx">เว็บไซต์สำนักพระราชวังอังกฤษ</a>)</p>
<blockquote><p>Today, as I mark 60 years as your Queen, I am writing to thank you for the wonderful support and encouragement that you have given to me and Prince Philip over these years and to tell you how deeply moved we have been to receive so many kind messages about the Diamond Jubilee.</p>
<p>In this special year, as I dedicate myself anew to your service, I hope we will all be reminded of the power of togetherness and the convening strength of family, friendship and good neighbourliness, examples of which I have been fortunate to see throughout my reign and which my family and I look forward to seeing in many forms as we travel throughout the United Kingdom and the wider Commonwealth.</p>
<p>I hope also that this Jubilee year will be a time to give thanks for the great advances that have been made since 1952 and to look forward to the future with clear head and warm heart as we join together in our celebrations.</p>
<p>I send my sincere good wishes to you all.</p>
<p>ELIZABETH R.</p></blockquote>
<p>คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ</p>
<blockquote><p>วันนี้ ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งในฐานะพระราชินีมาได้ 60 ปีแล้ว ข้าพเจ้าเขียนข้อความนี้เพื่อขอบคุณการสนับสนุนและกำลังใจที่ทุกท่านมอบให้ข้าพเจ้าและเจ้าชายฟิลิปตลอดมา และอยากบอกท่านว่าเราประทับใจแค่ไหนที่ได้รับกำลังใจอย่างมากต่องานพระราชพิธีพัชราภิเษก (Diamond Jubilee) ครั้งนี้</p>
<p>ในปีพิเศษอย่างนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศตัวเป็นพิเศษเพื่อประชาชนเช่นกัน โดยข้าพเจ้าหวังว่าเราทุกคนยังจดจำพลังของการอยู่ร่วมกัน ความเข้มแข็งของครอบครัว มิตรภาพ และเพื่อนบ้าน ซึ่งข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เห็นมาตลอดรัชสมัย ข้าพเจ้าและครอบครัวหวังว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เมื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ ซึ่งก็ได้เห็นดังที่หวัง</p>
<p>ข้าพเจ้าหวังว่าปีพัชราภิเษกนี้จะเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความขอบคุณต่อพัฒนาการของประเทศ ที่ทุกคนร่วมใจกันสร้างมาตั้งแต่ปี 1952 และหวังว่าจะเห็นทุกคนมีความสุขในการฉลองร่วมกัน</p>
<p>ข้าพเจ้าขอส่งความหวังดีนี้แด่ทุกท่าน</p>
<p>อลิซาเบ็ธ</p></blockquote>
<p>สำหรับภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ 2 ภาพนี้ ถ่ายโดยช่างภาพ John Swannell ในช่วงเดือนธันวาคม 2011 ที่พระราชวังบักกิงแฮม และภาพอื่นๆ จะถูกเผยแพร่ต่อในโอกาสถัดไป (อ่าน<a href="http://www.royal.gov.uk/LatestNewsandDiary/Pressreleases/2012/OfficialDiamondJubileephotographsreleased6February.aspx">รายละเอียดของการถ่ายภาพ</a>จากเว็บไซต์ของสำนักพระราชวังอังกฤษ)</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24349" title="qe2-diamond1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/qe2-diamond1-426x640.jpg" alt="" width="426" height="640" /></p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-24348" title="Official Diamond Jubilee Portrait" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/qe2-diamond-426x640.jpg" alt="" width="426" height="640" /></p>
<p>รายละเอียดของงานฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี สามารถดูได้จากเว็บไซต์ <a href="http://www.thediamondjubilee.org">The Queen&#8217;s Diamond Jubilee</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/queen-elizabeth-ii-diamond-jubilee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ: ญี่ปุ่นหลังวิกฤตภัยพิบัติและอาเซียนในเวทีโลก</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 07:45:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การให้ความช่วยเหลือของญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[คณบดีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมอาเซียน ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย redesign]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อนบ้านกับไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยกับจุดยืนในอาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24209</guid>
		<description><![CDATA[คณบดี คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดวิสัยทัศน์ญี่ปุ่นที่ดูซบเซาไปมากจากวิกฤตภัยพิบัติและนิวเคลียร์ ไทยจะ redesign อย่างไร และ re-positioning ไทยในอาเซียนได้แค่ไหน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>SIU ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ <strong>รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ คณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น</strong> ท่านจะช่วยเปิดมุมมองบทบาทญี่ปุ่นหลังวิกฤตภัยพิบัติ ญีปุ่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และอาเซียนที่กำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไทยควรมีจุดยืนอย่างไรในอาเซียน ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเพียงใด บทสัมภาษณ์นี้มีคำตอบ</p>
<p><span id="more-24209"></span><strong></strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0063/" rel="attachment wp-att-24222"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24222" title="รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0063-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU อาจารย์คิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันของญี่ปุ่นภายหลังประสบภัยพิบัติสึนามิและวิกฤตนิวเคลียร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมญี่ปุ่นอย่างไร?</strong></p>
<p>ขอแบ่งเป็น 2 ส่วน เพราะเวลาพูดเรื่องภัยพิบัติกับวิกฤตนิวเคลียร์ เป็นคนละเรื่องกัน เพราะว่า National Disaster เป็นภัยธรรมชาติซึ่งญี่ปุ่นเคยเผชิญมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับญี่ปุ่น และการเตรียมการของเขามีมาอยู่ก่อนตลอดเวลา ทั้งเรื่องโครงสร้างตึก แต่เรื่องที่ไม่ได้เตรียมคือสึนามิ ที่เป็นภัยพิบัติขนานใหญ่ ซึ่งจะไปช่วย revise แผนในการจัดการภัยพิบัติของเขาในอนาคต แต่เป็นเรื่องที่ทำงานต่อยอดจากสิ่งที่เขามี</p>
<p>คือปรับระบบให้ทำได้ดีขึ้น การจัดการผู้คนเพื่อรักษาชีวิตของคน ล่าสุดได้มีการพยากรณ์แล้วว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นบริเวณแถบ Tokai (บริเวณนาโงย่า โอซากา) มีอุตสาหกรรมรถยนต์แถบนั้น ซึ่งกำลังเตรียมการสำหรับรับมือ ทั้งตึกที่ทำใหม่ และทำโครงเหล็กประกบตึกที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้ มีการเตรียมการขนาดที่ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอะไรบ้าง</p>
<p>ส่วนปัญหานิวเคลียร์เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่แค่การจัดการแผนรองรับปัญหานิวเคลียร์ แต่คิดไกลไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพราะเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน กระทบต่อแกนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศว่าจะเป็นอย่างไร จะเป็น Nuclear free หรือจะพึ่งพิงพลังงานปิโตรเลียมไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นปัญหานิวเคลียร์ต้องจัดการให้ได้หลายประเด็น</p>
<p>1. คือต้องจัดการปัญหานิวเคลียร์ที่ฟูกูชิม่าไปถึงจุดสิ้นสุดให้ได้ เพราะขณะนี้ยังไม่เรียบร้อยทั้งหมด ทำให้ได้ดี มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เพราะอาจเกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานได้</p>
<p>2. คือการจัดการนโยบายพลังงานว่าจะพึ่งพิงพลังงานนิวเคลียร์ หรือพึ่งพิงปิโตรเลียม หรือจะเป็นแบบ non-nuclear หรือ non-fossil จะไปทางไหนต่อ เพราะการทบทวนนโยบายพลังงานของประเทศเกี่ยวพันกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศด้วย ว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างไร โดยมีแหล่งพลังงานที่ secure ซึ่งมีทั้งพลังงานที่ใช้ในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการคิดเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการจัดการนิวเคลียร์ด้วย ต้องคิดด้วยว่าถ้าหาพลังงานมาใช้ไม่ได้จะใช้นิวเคลียร์อย่างไรให้ปลอดภัย จะใช้อย่างไรให้ปลอดภัยทั้งในช่วงปกติและช่วงพิเศษด้วย ต่อไปอาจต้องมีพลังงานสำหรับเครื่องหล่อเย็นแยกต่างหาก หรืออาจต้องคิดเรื่องการคุมตัวปฏิกรณ์ที่ทำให้โอกาสในการระเบิดหรือละลายน้อยลง</p>
<p>สมมติถ้าพูดใหม่ว่าวิกฤตนิวเคลียร์เป็นโอกาสของญี่ปุ่น คือการเปลี่ยนนโยบายเรื่องพลังงานและการคิดค้นนโยบายพลังงานใหม่ ซึ่งต่อเนื่องกับการคิดค้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย เพราะถ้าเขาคิดได้ หมายความว่าเขาสามารถนำมาขายได้ด้วย ทิศทางการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าญี่ปุ่นสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไม่ใช่ภาคการผลิตปกติ แต่จะต้องมีเทคโนโลยีที่ก้าวข้างหน้าไปมากกว่าเดิมอีก</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0132/" rel="attachment wp-att-24223"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24223" title="รศ. ดร. ศิริพร วัชชวัลคุ วิกฤตภัยพิบัติญี่ปุ่น" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0132-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU: สภาพการณ์ทางสังคมของญี่ปุ่นมีลักษณะ “Socialize” กล่าวคือ ภายในสังคมกดดันกันเอง เมื่อสถานะทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นตกต่ำลงในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสังคมญี่ปุ่นโดยรวมอย่างไร?</strong></p>
<p>Japanese Way แบบเดิม กำลังถูกตั้งคำถามว่าจะยังไปไหวไหม ถ้าเราเห็นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ แต่เกิดกับธุรกิจขนาดใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้นในภาพรวม อีกอย่างคือมีปัญหาเรื่อง Aging Society สูงมาก ทำให้เกิดแรงงานการผลิตขาด ต่อไปจะทำไม่ได้ เพราะไม่มีคน โดยเฉพาะคนรุ่นกลาง</p>
<p>ดังนั้น ถ้าไม่เอาแรงงานแต่งชาติ ซึ่งเป็นแรงงานมีฝีมือเข้ามาในประเทศ ก็ต้องเอาอุตสาหกรรมออกไปข้างนอก เพราะต้นทุนถูกกว่า แรงงานฝีมือมีอยู่ข้างนอกเพียงพอ ต่อไปก็ขายเทคโนโลยีแล้ว ขายความรู้ และเอาเงินกลับเข้าประเทศ สังคมญี่ปุ่นเองก็ต้องตระหนักว่าต้องสามารถเอาแรงงานฝีมือเข้าประเทศมาได้ และต้องปรับเปลี่ยนระบบญี่ปุ่นให้มีความเสรีมากยิ่งขึ้น ยอมรับการเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อจะปรับตัวและไปได้ ญี่ปุ่นเป็นสังคมหนึ่งเดียวมาก ต้องมีการปรับเชิงสังคมเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ ในเวลาเดียวกัน ต้องการกฎระเบียบที่เอื้อ และพลังทางการเมืองด้วย เพราะภาคการเมืองไม่แข็งพอและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตลอด</p>
<p><strong>SIU:</strong> <strong>การทะยานขึ้นของจีนทั้งในเอเชียและในเวทีระดับโลก ส่งผลกระทบต่อบทบาทและทิศทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในเอเชียและในประชาคมโลกอย่างไร?</strong></p>
<p>หากญี่ปุ่นคิดเฉพาะ product ซึ่งถ้าเทียบกับจีน ซึ่งมีแรงงานเยอะ จะเป็นปัญหามาก ต้องใช้พลังทางการเมืองที่นักการเมืองพร้อมที่จะพาไป รวมทั้งพลังทางสังคมญี่ปุ่นด้วย Stake ของเขาไม่ใช่ความสัมพันธ์กับจีน แต่เป็นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา เรื่องไปศาลเจ้า เป็นประเด็นของตัวนายกฯ การเล่นไพ่ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่แค่การหาเสียงแต่เป็นการดำเนินนโยบายของตัวผู้นำแต่ละคน</p>
<p>โดยรวมในทางเศรษฐกิจเป็น complementary สำหรับญี่ปุ่น จีนคือแรงงาน คือตลาด คือทรัพยากร เพราะฉะนั้นจะตีกันไปทำไมให้เสียเวลา ส่วนข้อขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ เพราะจีนเพิ่มงบประมาณทางการทหารสูงขึ้นมาก ดังนั้น มันเป็นการสร้างความไม่ปลอดภัยไม่มั่นคงแก่ญี่ปุ่น ส่วนเรื่องความขัดแย้งเหนือดินแดนอย่างเกาะเซ็นกากุหรือเตียวหยูนั้น จีนประกาศว่าเขาเป็นประเทศใหญ่ในภูมิภาค และเกาะเล็กๆ ที่เคยเป็นของเขาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเสียให้กับญี่ปุ่นและเอาคืนมาไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ควรเป็นอย่างนั้น</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0139/" rel="attachment wp-att-24228"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24228" title="วิกฤตภัยพิบัติญี่ปุ่น-- การทะยานขึ้นของจีน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0139-480x640.jpg" alt="" width="480" height="640" /></a></p>
<p>สำหรับญี่ปุ่น เตียวหยูหรือเซ็นกากุเป็นเกาะที่ได้มาโดยชอบธรรมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกที่มันขีดแล้วว่าเกาะนี้เข้าไปอยู่ในน่านน้ำของญี่ปุ่น ในเชิงภูมิศาสตร์ ในอดีตมันอยู่ใกล้ไต้หวันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ญี่ปุ่นได้ไต้หวันตั้งแต่ปี 1905 หลังสงครามที่ทำกับจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐเป็นคนเขียนแผนที่และเกาะนี้ได้คืนมาพร้อมกับที่ญี่ปุ่นได้โอกินาวาในปี 1972 และส่วนหนึ่งนานาชาติยอมรับว่าเป็นของเขา และจีนจะมาอ้างว่าเป็นของตนได้อย่างไร</p>
<p>ตอนนี้มีการยุติความขัดแย้งเพราะมีความร่วมมือในการสำรวจแสวงหาทรัพยากรร่วมกัน เว้นแต่ว่าจะมีบางช่วงที่ใครเอาธงเข้าไปปัก มีเรือเข้าไปใกล้ มีการแสดงความเป็นเจ้าของ ก็จะมีการประท้วงกัน อย่างปีที่แล้วที่เรือประมงจีนโดนจับ จึงถูกประท้วง</p>
<p>ถามว่าเขาจะตีกันไหม คงไม่ค่ะ คงเป็นลักษณะคุมเชิงกันไป ขณะที่พื้นที่ระหว่างประเทศเขาก็แสดงความร่วมมือกันที่อยู่ในกรอบ ARF ไม่ถึงขนาดว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงไปมากกว่านี้ ส่วนความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือก็อยู่ที่ว่าจะสามารถดึงกลับเข้าสู่วงเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ได้ไหม และระบอบเกาหลีเหนือจอยู่ยาวรึเปล่า ญี่ปุ่นมองเกาหลีเหนือเป็นภัยที่ต้องจัดการ แต่ไม่คิดว่าจะจัดการแบบตัวเองต้องมีกองทัพ</p>
<p><strong>SIU: ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย? บริษัทที่ทำกำไรและมีรายได้มากที่สุดรองจาก ปตท คือ โตโยต้า แสดงว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซ้อนอยู่ข้างล่างของเศรษฐกิจไทยนั้นเยอะมาก แต่อาจไม่ชัดเจนมาก มีผลอะไรต่อสังคมไทยบ้าง ในแง่ญี่ปุ่นเองก็ติดอยู่กับเรื่องทศวรรษที่สูญหายบ้างและก็ยังไม่ขึ้นมา ขณะเดียวกันความแข็งแรงทางเศรษฐกิจก็ยังซ้อนอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านนี้ ญี่ปุ่นถ้าเทียบกับประเทศอื่นอย่างจีนก็ไม่ได้ก้าวหน้าขึ้น แต่กับไทยอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของญี่ปุ่นจะลดลงหรือเปล่า?</strong></p>
<p>ถ้าญี่ปุ่นเทียบกับจีนแล้วลดลง ต้องดูว่ามีตัวชี้วัดคืออะไร เพราะต้องใช้ตัวชี้วัดเดียวกันมาเทียบกับของไทย</p>
<p><strong>SIU: ในแง่ของเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในไทย และจีนที่จะเข้ามาในไทย?</strong></p>
<p>ไม่มีทางที่จีนจะสู้ญี่ปุ่นได้หรอกค่ะ เพราะว่าระดับสถานะทางเศรษฐกิจมันไม่เท่ากัน และลักษณะธุรกิจที่เข้ามาลงทุนก็ไม่เหมือนกัน วิธีที่จีนจะออกไปนอกประเทศ แต่การขยายฐานการผลิตของจีนไม่เหมือนญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็น production network เพราะฉะนั้นเครือข่ายใหญ่มากและสร้างฐานมานานแล้ว อุตสาหกรรมรถยนต์มีมาตั้งแต่ 1980 แล้ว มาเยอะมาก ขณะที่จีนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังไม่มาขนาดนั้นเลย ที่ออกมาคือคน ส่วนทุนจีนที่ออกไปข้างนอกเป็นทุนขนาดเล็กทั้งนั้น</p>
<p><strong>SIU:</strong> <strong>แต่เวลาทุนจีนออกมาเป็นในรูปแบบของรัฐ เช่นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง?</strong></p>
<p>เราต้องไปดูว่าโครงการแบบนั้นเรียกว่าอะไร ความช่วยเหลือต่างประเทศ หรือการลงทุนต่างประเทศ ขณะที่จีนนั้นยังเบลอ เพราะกลไกทางเศรษฐกิจไม่ได้ระบุว่าเป็นอะไรในการออกไปลงทุนต่างประเทศ ไม่สามารถแทนที่กันได้</p>
<p><strong>SIU: ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจที่ซ้อนอยู่กับเมืองไทยเยอะ มันส่งผลกับนโยบายเศรษฐกิจหรือนโยบายสาธารณะของเมืองไทยรึเปล่า?</strong></p>
<p>มันเป็นการจ้างงานจากธุรกิจญี่ปุ่นในไทย เราได้การจ้างงานในเมืองไทย</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0100/" rel="attachment wp-att-24235"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24235" title="." src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0100-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU: สมมติว่า เวลาไทยตัดสินใจว่าจะทำโครงการสักอย่างหนึ่ง เราทำเพราะเป็นการตัดสินใจของเราเป็นหลักเพื่อดึง FDI เข้ามา หรือเพราะจริงๆ แล้วเบื้องหลังมาจากอิทธิพลของต่างชาติบอกให้เราต้องทำ หรือว่าทั้งสองอย่างผสมกัน อาจารย์มองว่าอย่างไร? มีล็อบบี้หรือเปล่า?</strong></p>
<p>การที่เราจะรับเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยค่ะ อะไรก็ตามที่จะเข้ามาในประเทศมันจะเข้ามาไม่ได้ถ้าไม่เกิดจากแรง promote ภายในประเทศค่ะ ถ้าไม่เปิดข้างนอกก็เข้ามาไม่ได้ แต่เปิดด้วยเหตุผลอะไร และเปิดแล้วมีผลประโยชน์แก่ sector ไหน อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีทางที่เปิดแล้วเป็นประโยชน์ for all ค่ะ เพราะในประเทศมันยังไม่เท่ากันเลย มันมี layer เยอะแยะ คือมีประโยชน์กลุ่มหนึ่งและไม่มีประโยชน์กับกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>การปล่อยให้ระบบตลาดมัน function มันจะเกิดความไม่เท่ากัน หากเราจะทำให้ความไม่เท่ากันมันน้อยที่สุด รัฐต้องมีหน้าที่ในการ regulate แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง เพราะอาจไม่เสรีพอ เวลาเราคิดเรื่อง public policy ก็คือส่วนนี้ค่ะ ดูสมดุลระหว่างการทำหน้าที่ระหว่างตลาดและรัฐ เพื่อให้ความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นน้อยที่สุดค่ะ คนที่เสียประโยชน์รัฐต้องดูแล อาจจะให้ด้าน tax เป็นทางอ้อม หรือดูแลโดยตรงด้วยการออกกฎหมายเพื่อให้ภาคที่ได้ประโยชน์สูบประโยชน์ออกไปอย่างเดียว ถ้ารัฐแทรกแซงซะทุกเรื่อง ระบบอยู่ไม่ได้</p>
<p><strong>SIU: ในอาเซียน ญี่ปุ่นมองไทยสำคัญระดับไหน?</strong></p>
<p>เขาอาจมองไทยสำคัญระดับหนึ่ง แต่ถ้าถามว่ามากไหม เหมือนเป็นของตายค่ะ ถ้าคุยกับนักการทูต จะพูดว่าทำอย่างไรจะให้ญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของไทยมากกว่านี้ คือถ้าสำคัญที่สุดคืออินโดนีเซียตามไซส์ ตามทรัพยากรที่มี และเขาเล่นบทบาทด้วย เพราะไทยเล่นบทบาทไม่สมกับที่เราควรจะเป็น</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0150/" rel="attachment wp-att-24247"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24247" title="รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ บทบาทญี่ปุ่นต่อไทย อาเซียน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0150-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU: ในปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการเป็นประชาคมอาเซียนมากขึ้น ในฐานะที่ท่านเป็นคณบดีประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการระหว่างประเทศและการทูต ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายหรือมาตรการใดในการรับมือกับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 นี้ ประเทศไทยควรกำหนดจุดยืนและท่าทีรวมทั้งดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างไร ในการรับมือกับการเป็นประชาคมอาเซียน?</strong></p>
<p>อาจารย์กำลังทำโครงการใหญ่อยู่คือ Redesigning Thailand ซึ่งมี 2 ขา ขาหนึ่งก็คือ Redesigning Political Institution ของประเทศเราเอง เพราะคิดว่าถึงจุดที่เราต้องออกแบบอะไรใหม่แล้วในทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง รัฐสภา กองทัพ</p>
<p>ส่วนอีกด้านหนึ่งคือด้านนโยบายต่างประเทศ คือ Repositioning Thailand in the Region คือพยายามจะดูว่าความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านควรจะเป็นอย่างไร จุดยืนของไทยในอาเซียนควรเป็นอย่างไร บทบาทของประเทศไทยควรเป็นอย่างไร สิ่งที่เรากำลังกลับไปตั้งคำถามก็คือว่า บทบาทที่เรากำลังเล่นอยู่ หรือ hub อะไรทั้งหลายนี่ มันจริงหรือไม่จริง ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านดีอย่างที่คิดหรือเปล่า นโยบายหลายเรื่องที่เราเป็นพี่เป็นน้องกันอาจจะไม่เวิร์คอีกแล้ว คุยกันบนเนื้อมากกว่าผิวว่าเราเป็นพี่น้องกัน เราใกล้เคียงกัน เพราะเป็นเรื่องมายาทั้งนั้น</p>
<p>ต่อไปนี้ เรื่องมายานั้นอยู่ไม่ได้แล้วต้องพูดกันซึ่งอยู่บนของจริง ตอนนี้กำลังทำโครงการอีกเรื่องหนึ่ง คือการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ดูว่าเราใช้ประโยชน์กับเม็ดเงินเหล่านั้นเพียงใด เราช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเยอะ การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนามันช่วยลดช่องว่างระหว่างกันหรือเปล่า ลดได้จริงไหม มันมีเรื่องเยอะในความสัมพันธ์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน</p>
<p>อย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ท่านอยากให้เรา redesign ก็คือ redesigning สถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งที่เราตอบเขาก็คือว่า เราต้องเปลี่ยนส่วนที่มันใหญ่ สำคัญ ที่เป็นทางเลือกใหม่ก่อน แล้วถึงเวลา การเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชิ้นถัดไป นี่คือสิ่งที่เราตอบอาจารย์สมศักดิ์ฯ</p>
<p>ถ้าคุณไม่มีระบบพรรคการเมืองที่ดี ไม่มีนักการเมืองที่เป็นตัวเลือกที่ดี คนก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อถือที่มีต่อระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ได้ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีการเปลี่ยนทั้งระบบต้องดูในญี่ปุ่นหรือ สิงคโปร์ ว่ามีพรรคการเมืองแบบใดที่พัฒนาและ response เร็วต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างไรถึงอยู่ได้ แต่ประชาธิปัตย์เคลื่อนช้า คิดช้า แต่อาจารย์ก็ไม่ได้บอกว่าประชานิยมดี เพราะมันก็มีปัญหาในส่วนของมัน</p>
<p>แต่พรรคการเมืองต้อง response เร็วต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นโยบายประชาธิปัตย์น่าสนใจแต่ช้า นโยบายของคุณทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยนี่เร็ว แต่มีช่องว่าง จุดโหว่เยอะมาก ในทาง practical อาจทำไม่ได้ หรือเปล่า</p>
<p>ในส่วนของนโยบายต่างประเทศไทยมีเรื่องเกี่ยวข้องเยอะมาก ขณะที่อาเซียนตอนนี้กำลังเป็นกระแส ทั้งที่อาจารย์พูดมา 3 ปีแล้ว อาจารย์ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดมากกว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำแล้ว เมื่อรวมกันแล้วเราต้องคิดเป็น Beyond Asean แล้ว</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/img_0143/" rel="attachment wp-att-24236"><img class="aligncenter size-medium wp-image-24236" title="Promotion of ASEAN and East Asian Studies" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0143-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ถามว่าสิ่งที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทำอะไร เวลาเราพูดเรื่องภูมิภาคนี่ อย่าง AEC นี่ ภาคธุรกิจ เอกชนเขาทำไปไกลมากแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเขามากเพราะเขาอยู่รอดได้ ถ้าเขาอยู่ไม่รอดเขาก็ไม่ทำหรอก</p>
<p>สิ่งที่เราน่าเป็นห่วงก็คือว่า หากเราพูดว่า ASEAN เป็น Caring and Sharing Society เพราะเราตั้งคำถามว่า คนตัวเล็กๆ ที่อยู่ใน common people ของภูมิภาคนี่ จะอยู่อย่างไรต่างหาก ต้องคิดถึงการเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันในเชิงสังคม วัฒนธรรม ของความเป็นคนในภูมิภาคที่แตกต่างกัน คือทำให้คนที่เป็น next generation ของคนในอาเซียนเข้าใจกันและกันผ่านระบบการศึกษา</p>
<p>เราจะเขียน textbook 2 เล่ม ร่วมกันด้วยนักวิชาการจาก 26 มหาวิทยาลัย คือ 2 แห่งใน 1 ประเทศ เพื่อทำให้คนในภูมิภาคเราอ่าน โดยให้คนในประเทศเราเขียนเรื่องในประเทศให้คนในภูมิภาคอ่าน ไม่ใช่ให้คนนอกประเทศเขียนเรื่องประเทศเราให้คนในภูมิภาคเราอ่าน ให้เห็นว่าเรารู้จักประเทศเราแบบไหน</p>
<p>นี่จะเป็นงานที่เขียนโดยนักวิชาการภายในภูมิภาคทั้งหมด เรียกว่า Country Base มี 13 บท จาก 13 ประเทศ คืออาเซียน+3 ส่วนเล่มที่สอง คือ Regional Base คือภูมิภาคจะเผชิญปัญหาร่วมกัน แล้วจะเข้าใจปัญหาแบบไหน โดยระบุไว้ 15-20 เรื่อง และคน 26 คนจะดึงไปเขียนคนละเรื่อง 2 เรื่อง และพิมพ์เป็นหนังสือ</p>
<p>ถ้าโปรเจกต์นี้ผ่านไปด้วยดี จะถูกนำไปใช้อย่างน้อยจะสามารถพิมพ์ออกไปให้อ่านได้ 13 ประเทศ 26 มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 20-30 วิชา ซึ่งพวกเราจะนำไปสอนกัน จะทำให้ next generation เข้าใจประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เตรียมพร้อมที่จะเรียกว่าเป็นคนประเทศตัวเองและเป็นคนอาเซียนด้วย</p>
<p>เราเห็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันสำคัญมากกว่า output ดังนั้น เราจะประชุมกัน 6 ครั้งใน 3 ปี ตอนนี้ทำไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทำไปแล้วใช้เงินของคลังสมอง ครั้งที่ 2 ใช้เงินของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นับจากครั้งนี้ไป จะใช้เงิน APT (Asean Plus Three funding)</p>
<p>เรื่องนี้ถูกเสนอเข้าไปในสำนักเลขาธิการอาเซียนในฐานะโปรเจกต์ของประเทศไทย รัฐบาลไทย endorse โดยผ่านกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อไปใช้เงินทางนู้นนะคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในระบบของสำนักเลขาธิการอาเซียนในส่วนของ review</p>
<p>ในส่วนของ textbook ที่เราร่วมเขียนด้วยกันนั้น เรามีข้อสรุปว่าปัญหาในตอนนี้มันคืออะไร และในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร เราพูดถึงความรู้ของเรื่องนี้ในสังคมอาเซียนคืออะไร พอหนังสือทำออกมาเสร็จเรียบร้อย เราทำอีกด้านหนึ่งด้วย เราสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Community of East Asian Studies” แปลว่าตอนนี้เรามี 26 มหาวิทยาลัยที่ถือเป็นเครือข่ายของเรา และกำลังขยายออกไปอีก</p>
<p>พอเราเขียน textbook เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เราจะทำฝึกอบรม สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในภาค higher education แต่ต่อไปจะลงไปถึงโรงเรียนมัธยม เราจะนำครูโรงเรียนมัธยมมาอบรมความรู้ใหม่ๆ แบบนี้ งานนี้เราร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการค่ะ</p>
<p>สำหรับ Asean ถ้ามองในอนาคตคงต้องเริ่มคิด beyond integration ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตรงนั้น และเราจะแก้ปัญหาอย่างไรมากขึ้น มากกว่าจะมานั่งคิดแค่เพียงเราจะรวมตัวกันอย่างไร</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/assoc-prof-siriporn-vajjavalku-view-japan-and-asean-on-world-community/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถอดเนื้อหาสัมนาบูรพาภิวัตน์ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่  ฤาโลกจะกลับขั้วอํานาจ??</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 08:16:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Political Economy Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นสธ]]></category>
		<category><![CDATA[บูรพาภิวัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สุรเกียรติ์ เสถียรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอนก เหล่าธรรมทัศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24050</guid>
		<description><![CDATA[งานเสวนาบูรพาภิวัตน์ทิศทางของเอเชียจะเปลี่ยนไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต</p>
<p>เวทีสัมมนาใหญ่ <strong>&#8220;บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ&#8221;</strong> งานสัมมนาที่จะให้มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศไทย รับกระแสเอเชียผงาดในวันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0211/" rel="attachment wp-att-24064"><img class="alignnone size-medium wp-image-24064" title="บูรพาภิวัตน์1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0211-620x376.jpg" alt="" width="620" height="376" /></a></p>
<h3><strong>กล่าวต้อนรับโดย ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการแผนงานนโยบายสาธารณะที่ดี</strong></h3>
<p>เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปตั้ง แต่ต้นศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกา เริ่มเสื่อมถอยทางธุรกิจ เอเชียกำลังผงาดขึ้น   จีนได้เข้ามามีอำนาจเป็นผู้นำปรากฎการบูรพาภิวัติน์ และอินเดียที่กำลังตามเข้ามา นอกจากนี้ยังมีประเทศผู้นำเศรษฐกิจใหม่อย่าง  บราซิล เม็กซิโก อิหร่านอิน ตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ล้วนเข้ามาแทนประเทศตะวันตก  ขณะที่หลายๆประเทศจะก้าวต่อไป แต่ประเทศไทยกำลังอยู่ในวังวลโกลาหลทั้งการเมืองและอุทกภัย คนไทยจำเป็นจะต้องตื่นตัวและมองไปรอบๆ และพลิ้วไหวไปในโลกาภิวัตน์และบูรพาภิวัตน์</p>
<h3></h3>
<h3><strong>ปาฐกถาพิเศษ “บูรพาภิวัตน์ ภูมิ-รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่” โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต</strong></h3>
<p>ผมทำงานชิ้นนี้ทำไปก็ค่อยข้างมีความสุขที่มีความสุข เพราะไม่คิดว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ตอนผมเป็นเด็กประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมก็พึ่งพ้นจากความเป็นอาณานิคม  ตอนนี้ผมอายุ 58 ไม่คิดว่าจะประเทศต่างๆจะพัฒนาขนาดนี้ ทั้งจีน อินเดีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย 200 ปีที่ผ่านมาสมัยรัชการที่ 3 ท่านจะเห็นว่าเราอยู่ในโลกที่ตะวันตกเป็นใหญ่มานาน ไม่ต่ำว่า 200 ปี โดยเฉพาะช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ตะวันตกเหนือกว่า และมีอำนาจมากกว่า แต่ตอนนี้ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นกลับกลายเป็นผู้นำนำได้อย่างน่าพิศวง ท่านทั้งหลายคงทราบว่าจีนเจริญก้าวหน้า แต่ไม่เพียงแค่จีน อินเดียก็ตามาห่างไม่เร็วเท่าจีน แต่ภายใน 10 ปี คาดว่าอินเดียคงเติบโตเร็วกว่าจีน จีนจะเริ่มช้าลง อินเดียมีอะไรดีๆอีกมากนออกจากสังเวชนียสถานที่เราชอบไปกันอินเดียมีอะไรเจริญกว่านั้นอีกเยอะ</p>
<p>ถัดจากอินเดียก็ตะวันออกลาง เรามักคิดถึงเฉพาะการก่อความไม่สงบ แถวซีเรีย อิสราเอล อิรัก อิหร่าน แถบนี้เจริญมีอย่างมาก มหาวิทยาลัยมีชื่อกำลังไปเปิดที่ดูไบ กาตาร์ พิพิธพันธ์ louvre ก็จะเปิดสาขาแถวนี้ และกำลังทำเมืองสีเขียวชื่อเมืองมัสก้า ที่สำคัญคือตะวันออกกลางมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่ในการลงทุนที่ต่างๆ เช่น มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งติดแอฟฟริกา อินเดีย จนกระทั่งถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้ง 3 จังหวัดภาคใต้ก็อาจจะมีโอกาสได้รับการลงทุนด้วย  ที่ตะวันออกกลางรวยขึ้นมาก็เพราะจีนอินเดียเพิ่มกำลังการซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นมาเมื่อก่อนตะวันออกกลางขายแต่ตะวันตกทำให้ตะวันออกกลางร่ำรวย   อิหร่านและตุรกีต่างจากตะวันออกส่วนอื่นเพราะพื้นที่ใหญ่มาก อิหร่านมีความสำคัญกับการต่างประเทศสูง ตุรกีพยามเข้าไปอยู่ตะวันตกแต่ไม่สำเร็จ แต่ตอนนี้อยากมาตะวันออกแล้วด้านบนของตุรกีคือทะเลดำด้านล่างคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตุรกีอยู่ชิดกับตะวันออกของยุโรป แต่ EU ไม่สนใจ ตุรกีเลยทำตัวเป็นตัวเชื่อมก๊าซและน้ำมันเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ตุรกีเศรษฐกิจดีมากทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนป่วยของยุโรป แต่ตอนนี้เป็นจีนของยุโรป</p>
<p>ฉะนั้นทุกวันนี้ท่านอย่าติดภาพเดิมๆที่เคยได้ยิน   รัสเซียเองตอนนี้ก็ร่ำรวยจากก๊าซธรรมชาติ บราซิลตอนนี้เป็นเจ้าหนี้ใหญ่อันดับ 4 ของโลก มีอุตสาหกรรมทำเครื่องบินไอพ่นเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีเทคโนโลยีการเกษตรไม่แพ้สหรัฐอเมริกา</p>
<p><strong>การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ </strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0200/" rel="attachment wp-att-24085"><img class="alignnone size-medium wp-image-24085" title="บูรพาภิวัตน์5" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0200-470x640.jpg" alt="" width="470" height="640" /></a></p>
<p>ผมรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว เอเชียมีระบบเศรษฐกิจประมาณเกือบ 80% ของโลก ศาสนาพุทธอยู่ในยุคที่เจริญที่สุด เป็นยุคของจีนและอินเดียและค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ในปี 1990 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียกำลังเพิ่มขึ้น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ต่อไปจะเป็นผู้เล่นหลัก รูปขนาดเศรษฐกิจต่างๆ อีก 10 ปีข้างหน้า สหรัฐจะใกล้กับจีนขนาดของเศรษฐกิจจะใกล้เคียงกันมากและยุโรปจะติดอันดับลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม11ประเทศต่อไปที่จะเข้ามามีบทบาท   บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปินส์ เกาหลีใต้ อิหร่าน อิยิปต์  ตุรกี ไนจีเรีย เม็กซิโก เวียดนาม แต่ที่ผมดูๆมาไม่มีประเทศไทยเลยก็ค่อนข้างน่าตกใจ</p>
<p><strong>การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะเห็นว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียมีการเติบโตมากขึ้น</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0191/" rel="attachment wp-att-24069"><img class="alignnone size-medium wp-image-24069" title="IMG_0191" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0191-620x459.jpg" alt="" width="620" height="459" /></a></p>
<p><strong>การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ.  2025</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0195/" rel="attachment wp-att-24075"><img class="alignnone size-medium wp-image-24075" title="บูรพาภิวัตน์ 3" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0195-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ. 2032</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0196/" rel="attachment wp-att-24076"><img class="alignnone size-medium wp-image-24076" title="บูรพาภิวัตน์4" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0196-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าตะวันตกเศรษฐกิจจะเริ่มถดถอยลง  แต่ส่วนที่ไม่ค่อยถอย คือแคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่ไม่ถอยเพราะเขาปรับนโยบายมาทางตะวันออกมากขึ้น</p>
<p>ส่วนยุโรปหนี้สาธารณะสูงมาก เยอมันที่เราคิดว่าเศรษฐกิจเขาดี ก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน เงินยูโรก็อาจจะต้องผลักบางประเทศออกไป ตอนนี้ยุโรปกำลังป่วย ซึ่งยุโรปเป็นต้นแบบ AEC บ้านเราฉะนั้นต้องกลับมาดูทบทวน AEC ด้วย ผมว่าเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร  เราอาจต้องใช้สมองชุดใหม่คิด</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0204/" rel="attachment wp-att-24070"><img class="alignnone size-medium wp-image-24070" title="บูรพาภิวัตน์2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0204-620x455.jpg" alt="" width="620" height="455" /></a></p>
<p><strong>กลับมามองไทยควรทำอะไร </strong><strong></strong></p>
<p>เรามีปัญหาเยอะ แต่เรามีที่ตั้งที่ดีเหลือเกิน ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศผมมองว่าเราต้องใช้ปัจจัยนอกประเทศ เพราะปัจจัยในประเทศยังอ่อนล้าเหลือเกิน จากทางภูมิประเทศ ทางตะวันตกคือมหาสมุทรอินเดียซึ่งในยุคบูรพาภิวัตน์จะกลับมาเป็นมหาสมุทรที่สำคัญที่สุด ซึ่งติดกับอินเดียและตะวันออกกลาง ด้านขวามือเราออกจากอ่าวไทยคือ มหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ ติดจีน ประเทศไทยอยู่ในระหว่างทางเชื่อมไทยและอินเดีย  ต่อมาช่องแคบมะละกา ซึ่งสตูลเป็นปากช่องแคบมะละกา และมีสิงคโปร์ สินค้าผ่านช่องนี้ 2 เท่าครึ่ง คอคอดกละ ผมว่าน่าทำมาก จีนก็อยากทำแต่ไทยก็เฉยๆ ไทยเป็นพวกเฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับเขาเลย ผมคิดต่อว่าถ้าเราทำรถไฟร่วมกับจีนอย่าหยุดที่ภาคใต้ อยากให้ไปต่อที่มาเลเซียและต่อไปอีก 30 กิโลเมตรไปสุมาตรา จากนั้นไปเชื่อมต่อกับชวา ถ้าทำที่ชวาได้ประชากรที่นั่น 100 กว่าล้านคน ไทยควรจะเป็นตัวเชื่อมอาเซียนคนประมาณ 200  ล้าน  ตอนนี้อินเดียก็อยากมาที่อาเซียนตัวที่เชื่อมอาเซียนคือ พม่ากับไทย การที่นายกไปปรากฏตัวที่อินเดียที่ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมว่าการที่โลกเปลี่ยนมันเป็นโอกาสที่ดี เราต้องปรับปรุงตัวเองหลายอย่าง เช่น การศึกษา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความรู้ชุดเดียวจากตะวันตก</p>
<p>การพัฒนาประเทศอย่าไปมองแค่กรุงเทพ อย่างภาคเหนืออย่าคิดว่าคือส่วนปลายของประเทศต้องคิดว่าคือส่วนเชื่อมต่อกับพม่า อิสานก็เป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับเวียดนาม ภาคใต้ก็ติดมาเลเซีย เวลาวางแผนต้องทำให้ทุกจุดเป็นศูนย์กลางของประเทศได้ทั้งหมด</p>
<h3></h3>
<h3><strong> ปาฐกถาพิเศษ “เมื่อเอเชียผงาด: ไทยจะปรับตัวอย่างไร”  โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ</strong></h3>
<p>ผมดีใจที่อาจารย์เอนกพูดไว้ดีมาก คือพวกเราไม่ค่อยสนใจนอกประเทศหรือสนใจก็แต่ประเทศที่เคยค้าขายจะไปไหนก็ไปแต่ประเทศที่เคยไป แต่ตอนนี้เราเข้าสู่บูรพาภิวัตน์ ผมขอเกริ่นนำก่อนตอบคำถาม มีตัวเลขที่น่าสนมากเป็นตัวเลขและยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ อย่างแรก คือการเคลื่อนจาก G7 ไป G20 ซึ่งสำคัญมากแต่เราไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะนอกจาก 7 ประเทศที่มีความสำคัญด้านอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนาแล้ว ในนั้นมีจีน อินเดีย บราซิล แอฟฟริกาใต้ เมื่อมี ASEAN 10 ก็จะเชิญประเทศที่เป็นเจ้าภาพที่ไปประชุมด้วยทุกปีใน G20   ฉะนั้นการตัดสินใจในเศรษฐกิจโลกก็จะมีหลายประเทศเข้าไปตัดสินใจ</p>
<p>จากากรเสื่อมถอยของเศรษฐกิจทั้งอเมริกา ยุโรป และ การชะลอตัวของญี่ปุ่นชี้เราเห็นเป็นตัวเลข เมื่อปี 2001 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียเป็น 30%  ของโลกข้อมูลจากที่อาจารย์เอนกนำเสนอไปในปี 2020 คาดว่าสัดส่วนทางเศรษฐกิจ จะเกือบครึ่งหรือเกินครึ่งของของสัดส่วนGDP ของโลก จำนวนประชากรเกินครึ่งหนึ่งของโลก เงินสำรองก็จะเกินครึ่งหนึ่งของโลกในไม่ช้านี้ การนำเข้าในเอเซียเกิน 1 ใน 4 ของโลก ผู้ผลิตน้ำมันในเอเซียก็ติด 1 ใน 4 ของโลก ผู้บริโภคน้ำมันก็ 1 ใน 10 ก็อยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลางที่เราเรียกกัน ซึ่งผมชอบเรียกเอเชียตะวันตก เราเองชอบเรียกอะไรตามยุโรป เราชินกับคำว่า Far East  ซึ่งผมก็ถามเสมอว่ามัน far from where  มันคือ far from London นั่นแหละครับ และเรามักจะเรียกว่า Near East  ก็คือมัน Near London  และเราก็จะชินกับ Middle East ก็ตะวันออกกลาง และต้องถามว่ามันอยู่ตรงกลางระหว่างลอนดอนกับตะวันออกไกล</p>
<p>เราก็ต้องมาคิดว่าทำไมเราไม่นั่งในเอเชีย เหมือนที่ยุโรปเขานั่งในยุโรปแล้วเรียกยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ ทำไมเราไมนั่งอยู่เอเชีย แล้วบอกว่าเอเชียตะวันออกคือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เอเชียตัวนออกเฉียงใต้คืออาเซียน เอเชียใต้คือปากีสถานบังคลาเทศ อินเดีย ภูฏาน  เอเชียกลางก็พวกปากีสถาน และสถานทั้งหลาย พวกตะวันออกกลางกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council) 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0215/" rel="attachment wp-att-24087"><img class="alignnone size-medium wp-image-24087" title="บูรพาภิวัตน์8" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0215-620x340.jpg" alt="" width="620" height="340" /></a></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ อินเดียมีชนชั้นกลางที่พูดภาษาอังกฤษและพร้อมจะ take off  อยู่ 300 ล้านคน มีคนจน 700 ล้านคนที่พร้อมจะเป็นชนชั้นกลาง   จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้ค้าอันดับต้นๆของประเทศต่างๆทั่วโลก ดูไบมีสนามบินรองรับคนได้ 120 ล้านคนต่อปี ท่าเรือ ที่ UAE  มีคนใช้บริการเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ทางด้านยุทธศาสตร์ ทั้งในและนอกเอเชียบ้าง ออสเตรเลียใช้ภาคตะวันออกเชื่อมเอเชียอยู่ในความร่วมมือ Indian Ocean Rim จัดเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย นิวซีแลนด์เปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศ</p>
<p>อเมริกาเริ่มเห็นว่าต้องให้ว่าต้องปรับนโยบายใหม่หลายอย่าง เช่นกับจีนโดยเลิกไปกดดันจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและเรื่องค่าเงิน โดยเริ่มดึงจีนเข้ามาร่วมในอะไรต่างๆ ก็ตามและจำกัดไว้ไม่ให้โตเกิน   อเมริกาเข้ามาหาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างน่าอัศจรรย์เพื่อคานจีน เมื่อ 2 ปีที่ แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพม่าก่อนที่จะมีเลือกตั้ง อเมริกาคิดอยู่ว่าทำอย่างไรจะให้เกิดความร่วมมือทางแม่น้ำโขงที่ไม่มีจีน  อเมริกาเห็นว่าจีนมีความร่วมมือกับกลุ่มแม่น้ำโขงที่เรียกว่า GMS อเมริกาจึงคิดขึ้นมาใหม่ว่า US Lower Maekhong พออเมริกาเรียกว่าช่วงล่างของแม่น้ำโขงได้ ก็สามารถตัดพม่ากับจีนออกได้ร่วมมือกันได้อย่าไม่ตะขิดตะขวง ซึ่งอเมริกาแต่เดิมไม่เคยสนใจประเทศในลุ่มน้ำโขงเลย</p>
<p>ในอาเซียนของเรามีความร่วมมือ และมีการประชุมสุดเอเชียตะวันออกอยู่เรียกว่า East Asia Summit ซึ่งเป็นการประชุมที่สำคัญของการจำกัดความภูมิศาสตร์ ว่ามันเรียกว่า East Asia แต่จริงๆแล้วมันมีอินเดียซึ่งอยู่เอเชียใต้ และมีสมาชิกในแปซิฟิกอย่าง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมอยู่ด้วยแต่เรียกว่า East Asia Summit เมื่อปีที่แล้วอเมริกามาก็ไม่ได้สมัครอะไรหรอกครับ มาถึงก็บอกว่าข้าพเจ้าจะเป็นสมาชิก East Asia Summit ด้วย อาเซียนก็ไม่รู้จะว่ายังไงในที่สุดก็ได้เป็นสมาชิก เราก็พยามให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการไปดึงรัสเซียเข้ามาด้วยฉะนั้นการจำกัดความของเอเชียตะวันออกก็ตะเหลิดเปิดเปิงไปไกล   จะเห็นได้ชัดว่าภูมิศาสตร์ไม่ได้ช่วยอะไร แต่สิ่งที่เห็นคือทุกประเทศกำลังโดดเข้ากระบวนรถด่วนบูรพาภิวัตน์   อเมริกามียุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้น่าจับตามอง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 1997 เรามีปัญหาทางเศรษฐกิจท่านคงได้ยินชื่อ Washington Consensus ที่เขาตกลงกันมาในปี 1970 ที่ว่าหลักเศรษฐกิจที่ถูกต้องจะต้องมีวินัยการเงินการคลังอย่างไร ต้องเปิดเสรี ต้องพึ่งมือที่มองไม่เห็น ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในปี 1997 ที่เราเกิดวิกฤต IMF ซึ่งรับความคิดเหล่านี้มาเต็มๆจะใช้เงินภาษี ประชาชนไปอุ้มธนาคาร ไปซื้อหนี้เสียไม่ได้  เวลานี้เมื่อเกิดกับอเมริกา อเมริกาบอกว่าต้องเอาเงินภาษีไปอุ้มธนาคาร ประกันภัย ให้หมด แต่ของไทยบอกว่าให้รัฐขายทันทีเข้าใจว่าต่ำสุดคือ 8 %  ของมูลค่า สูงสุดคือ 28% แต่ตอนอเมริกาบอกว่าห้ามขายทรัพย์สินเพราะราคาจะตกและตั้งกองทุนขึ้นมาเอาภาครัฐเอกชนเข้ามาร่วมกันประครองทรัพย์สิน  ฉะนั้นแล้วอเมริกาเขาไม่ใช้แล้ว Washington Consensus เขาใช้ Post Washington Consensus คือไปพึ่งมือซึ่งมองเห็น เช่นการพึ่งรัฐและเอกชนให้เข้ามาช่วย แล้วพวกเราก็ถามกันว่าธรรมาภิบาลการเงินคืออะไร สิ่งไหนคือถูกต้อง สิ่งที่สหรัฐทำคือไม่พึ่ง Consensus แล้ว</p>
<p>ญี่ปุ่นก็เข้ามาที่แม่น้ำโขงอยากจะมี <a href="http://www.mofa.go.jp/region/asia-paci/mekong/cooperation.html">Japan-Mekong Cooperation</a> โดยไม่มีจีน รัฐเซียให้ความสำคัญก็เข้ามา เป็นข้อเสนอของไทยที่คิดขึ้นมาเรียนกว่า ACD หรือ <a href="http://www.acddialogue.com/">Asia Cooperation Dialogue</a> หรือที่เรียกว่าเวทีความร่วมมืออาเซียน ซึ่งสำคัญมากมีประเทศสมาชิกประมาณ 30 ประเทศแต่ไทยไม่ให้ความสำคัญเพราะเราไม่มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ รัฐเซียมีพื้นที่ยื่นมาทาง Asia ประมาณ 70% คนรัสเซียหน้าตาก็ไม่ต่างกันคนเอเซีย ในที่สุดรัสซียก็ได้เข้ามาใน East Summit และให้ความร่วมมือเป็นอันมาก</p>
<p>แคนนาดาก็น่าสนใจ The Asia-Pacific Gateway and Corridor Initiative  ประตูเชื่อมเอเชียเขาสร้างสิ่งต่างๆ ท่าเรือ รถไฟ เชื่อมเมือง ต่างๆในเอเชีย เช่นที่โตเกียว เซี่ยงไฮ้ พูซาน เซินเจิ้น สิงคโปร์    อินเดียก็เน้นเอเชียกลางสร้างท่าเรือให้อิหร่าน สร้างทางรถไฟกรณีของ <em>SAARC</em> (South Asian Association for Regional Cooperation) สมาชิกได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกาและได้เชิญอัฟกานิสถานเป็นองค์กรความร่วมมือส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในแง่ประชากร (1 ใน 5 ของประชากรโลก) กำลังสร้างทางส่งน้ำมันขึ้น เกิดการรวมกลุ่ม Brazil, Russia, India และ China รวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อให้ชาติมหาอำนาจฟัง ตอนหลังมาเป็น BRISA  มีแอฟริกาใต้เข้ามาด้วย</p>
<p>ส่วนจีนใช้ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก สร้างท่าเรือรอบมหาสมุทรอินเดียเพื่อเชื่อมเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออก เท่ากับว่าจีนมียุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร  คือ มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จีนเสนอความร่วมมือ Pan-Beipu Gulf Economic Cooperation หรือ PBG ใช้หลักคิด 1 แกนสองปีก ซึ่งตอนหลังได้ไทยได้เข้ามาร่วมภายหลังในปี 2009 เพราะเราทะเลาะกันมากจนเขาไม่รู้จะคุยกับใคร</p>
<p>(อธิบายเพิ่ม)  <strong>หนึ่งแกน</strong>  คือ แกนกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางการคมนาคมทางบก จากนครหนานหนิงไปยังสิงคโปร์ โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 2 สาย คือ</p>
<p>1 <strong>เส้นทางทางบกเลียบฝั่งตะวันออก</strong>  คือ หนานหนิง-ฮานอย-ดานัง-โฮจิมินห์-พนมเปญ-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์</p>
<p>2 <strong>เส้นทางทางบกสายกลาง</strong>  คือ หนานหนิง-ฮานอย-บินห์-เวียงจันทน์-หนองคาย-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์</p>
<p><strong>สองปีก</strong> คือ ปีกของกรอบความร่วมมือ</p>
<p>1 <strong>ปีกด้านซ้าย</strong> คือ กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประกอบด้วย จีน (ยูนนาน และกว่างซี) ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม</p>
<p>2 <strong>ปีกด้านขวา</strong>  คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) (Pan-Beibu  Gulf Economic Cooperation – PBBG) ประกอบด้วย จีน (กว่างซี กวางตุ้ง ไหหลำ) เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน</p>
<p>โดยระบุวัตถุประสงค์ของแนวคิดดังกล่าวว่า เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่ง ในเรื่องการขนส่งทางทะเล อุตสาหกรรมท่าเรือ พัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจทางทะเล พัฒนาความร่วมมือระหว่างท่าเรือของประเทศรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียน เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อสร้างเขตความเจริญแห่งใหม่ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และจีนทุ่มงบมหาศาลไปในแผนนี้</p>
<p><strong>หลายประเทศเทศพยามสร้างความร่วมมือลดความขัดแย้งต่อเพื่อนบ้าน</strong></p>
<p>แอฟฟริกาใต้ เสนอยุทธศาสตร์ผีเสื้อ คือ แอฟฟริกาใต้เป็นตัวผีเสื้อ และให้อินเดียและบราซิลเป็นปีกผีเสื้อ</p>
<p>ตุรกี เสนอยุทธศาสตร์ใหม่และใช้มาตลอด Zero Problem With Neighbor Policy คือไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านซึ่งอันนี้อาจจะไม่คุ้นกับประเทศไทยช่วงที่ผ่านมานะครับ  อินโดนีเซีย Thousand, Friends  Zero Enemy ซึ่งภาษาไทยแปลว่าเพื่อนมากมายศัตรูไม่มีเลย แต่บางประเทศกลับใช้เพื่อนน้อยศัตรูเยอะ</p>
<p>เรื่องพลังงานเกิด East West Corridor ได้เชื่อมจีน เอเชียกลาง ยุโรป ต่อไปอาเซียนจะเป็นอ่าวเปอร์เชียของก๊าซธรรมชาติแต่ไทยกับกัมพูชาพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่ผมพูดมาต้องการจะให้เห็นการเชื่อมโยงต่างๆ เช่น ทางกายภาพ  ทางพลังงาน นโยบายเศรษฐกิจ ทางยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มต่างๆเชื่อมธุรกิจการค้าบริการอาหาร พลังงาน เชื่อมโยงทางวิชาการ นวัตกรรมต่างๆ และการเชื่องโยงทางวัฒนธรรม กีฬา ภาพยนตร์</p>
<p><strong>มาตอบคำถามว่าไทยจะปรับตัวอย่างไร มี </strong><strong>6 ประการด้วยกัน </strong></p>
<p>ทัศนคติแปลกๆ ของคนไทย คือเราชอบคิดว่าเราเป็นมหาอำนาจ ไม่รู้ว่ามาจากไหน สังเกตว่าเราทำอะไรที่ไหน ใครมาแหยมเรานิดนึงเราจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่สนใจประเทศเพื่อนบ้านว่าเขามีอะไรติดกับภาพเก่าๆของเขา  เราชอบสบายชอบค้าขายประเทศเดิมๆ เราชิน ชอบอะไรเดิมๆมาตลอด</p>
<p>1 พิจารณายุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ เช่นจีน EU  ญี่ปุ่น สหรัฐ อินเดีย รัสเซียเขามีต่ออาเซียอย่างไร</p>
<p>การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจแบบก่อนและหลัง Washington Consensus ผลเป็นอย่างไร</p>
<p>2 เราต้องวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้าน</p>
<p>ลองดูบ้านว่าสอดคล้องกับเราไหม เช่น ลาวเขาจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เราคิดยังไงทำอะไรบ้าง พม่า กัมพูชาก็ไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียสร้างความโดดเด่นในอาเซียนได้เป็นสมาชิก G20 เขาเป็นเจ้าภาพจัด World Economic Forum เมื่อปีที่แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้เราได้ศึกษาไหม</p>
<p>3   ศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศที่มีบทบาทในภูมิภาคเรา</p>
<p>เช่น ตะวันออกกลางเราได้ศึกษา การ์ตา บาเรนห์ โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เราได้มองหรือมียุทธศาสตร์กับเขาอบ่างไรบ้างไหม</p>
<p>4  วิเคราะห์ศึกษายุทธศาสตร์การร่วมกลุ่มของประเทศต่างๆ</p>
<p>เช่น การรวมกลุ่มของ BRIC,BRICSA ว่าเขามีนโยบายอย่างไรต่อกัน ยุทธศาสตร์เขาคืออะไร และเราจะอยู่ตรงไหน</p>
<p>5 ศึกษาประเด็นทางยุทธศาสตร์</p>
<p>อย่างแรก Politics of  Oil การเมืองเรื่องน้ำมัน อันนี้เป็นชนวน ส่งผลต่อการมีนโยบายวางท่อน้ำมันของประเทศต่างๆ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ต่อมา การขนส่งทางเรือ ท่าเรือที่เกิดขึ้น ทำไมจีนญี่ปุ่นและอินเดียถึงสนใจจะแย่งลงทุนที่ทวาย</p>
<p>6 ศึกษายุทธศาสตร์ของอาเซียน และกลุ่มมหาอำนาจว่าเขามีต่ออาเซียนอย่างไร เราจะใช้อาเซียนให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เราอย่างไร</p>
<p><strong>สิ่งที่กล่าวมาคือรู้เขา ต่อไปที่จะกล่าวคือรู้เรา</strong></p>
<p>1 ต้องสร้างสมดุลให้มหาอำนาจที่สนใจภูมิภาคของเรา ปัญหาเราจะสร้างสมดุลอย่างไร เราจะได้อยู่ในระดับพอดีกับจีน สหรัฐ อินเดีย และมหาอำนาจต่างๆ เพราะว่าหากใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว เราต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุล</p>
<p>2 เราต้องรู้จุดแข็งของประเทศไทยคือที่ตั้ง ความสามารถในการเชื่อมประเทศต่างๆได้หลายทิศทาง ประเทศจึงมีลักษณะเชื่อมเป็นศูนย์กลาง จุดแข็งที่สองคือสินทรัพย์ของเรา คือความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านเรา ทำให้เรามีอำนาจในการต่อรอง  อีกอันหนึ่งคือความพอดีของเราในอาเซียน ใครทะเลากันเราเป็นเพื่อนเราหมด เราเชื่อมได้ทั้งอาเซียนเก่าและใหม่มีอะไรก็มาคุยกัน ฉะนั้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจกันเขาก็ให้เราอธิบาย แต่ช่วงที่ผ่านๆ มาเราก็มีปัญหาบ้างเพราะเราลงไปทะเลาะกับเขาด้วย  เราสามารถเชื่อมมหาอำนาจได้ เราจะเป็นสะพาน ฉะนั้นใครมีปัญหามาคุยที่ไทยทุกคนสบายใจ</p>
<p>3 เราต้องมีบทบาทที่ต่อเนื่องในเวทีที่เรามีบทบาท ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีนโยบายไม่ต่อเนื่อง ขาดยุทธศาสตร์ในการประชุมแต่ละครั้ง เช่น ACD เราควรจะเน้นเพราะมี 30 ชาติจากทุกภูมิภาค</p>
<p>4 เราต้องมีกรรมการถาวรระดับชาติเสียที เฉพาะเรื่องการต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ต้องสะท้อนด้านต่างๆ เช่นพลังงาน การค้า บริการ รวมกันเป็นแพคเก็จและสะท้อนยุทธศาสตร์ของชาติเรา หรือมีสถาบันยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนนายก เปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติไม่เปลี่ยนหากจะเปลี่ยนก็ต้องมาคุยกันว่าเปลี่ยนเพราะอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong> เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกชะงักและเสื่อมถอย : ผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้</strong></h3>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0235/" rel="attachment wp-att-24107"><img class="alignnone size-medium wp-image-24107" title="บูพาภิวัตน์ 15" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0235-480x640.jpg" alt="" width="480" height="640" /></a></p>
<p>เนื่องจากเศรษฐกิจของตะวันตกหยุดชะงัก ใครจะคิดว่า Lehman Brothers ที่มีทรัพย์สิน 6 แสนล้านจะล้มละลาย ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากภาคการเงินของอเมริกาและยุโรป ภาคสินเชื่อมีความไม่แน่นอน การใช้จ่ายเงินเกินตัวของสหรัฐ ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  ที่ตะวันตกสามารถใช้เงินเกินตัวได้นานก็เพราะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ประเทศที่มีเงินเยอะอย่างตะวันออกกลางมีเงินเยอะไม่รู้จะเอาไปไหนก็เลยเอาไปไว้ที่สหรัฐและตะวันตก  ผมเคยเจอ อลัน<em> </em>กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผมเจอเขา เขาก็พูดเชิงเล่นๆว่า เพราะพวกคุณนั่นแหละเอาเงินมาให้เราใช้เกินจนเกิดวิกฤติ</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0224/" rel="attachment wp-att-24092"><img class="alignnone size-medium wp-image-24092" title="บูรพาภิวัตน์9" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0224-620x465.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ผมอาจจะเห็นต่างจากสองท่านที่ผ่านมานะครับ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ต่อไปโลกจะมีหลาย center โลกที่เป็นขั้วนำคือเอเชียแปซิฟิก ขั้วเหมือนเก้าอี้สี่ขา มีเอเชีย สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง ณ เวลานี้ผมมองว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นตัวนำ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ มันเคยเกิดขึ้นในปี 1600 ถึง 1800 คือตอนที่ตะวันตกมาเอเชีย แต่ผมยังมองว่าสหรัฐยังเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ รองลงมาก็ยุโรป ส่วนตะวันออกกลางผมมองอยู่สองเรื่องคือเรื่องการปกครองจะเอาแบบไหน เรื่องต่อมา ยิวกับอาหรับตีกันไม่เลิกเป็นปัญหาต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0227/" rel="attachment wp-att-24093"><img class="alignnone size-medium wp-image-24093" title="บูรพาพิวัตน์11" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0227-620x469.jpg" alt="" width="620" height="469" /></a></p>
<p>ผมมองว่าพื้นฐานของเอเชียดีดูอย่างวิกฤติทางเศรษฐกิจ ปี 2008 เราทรุด ปี 2009 เราฟื้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทุกอย่างกลับกันไปมา เมื่อก่อนอินเดียโวยว่าตะวันตกแย่งงานซึ่งเนรูห์ก็เคยกล่าวเช่นกันในบันทึก (อธิบายเพิ่ม เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีเครื่องมือที่ทันสมัยทดแทนการใช้แรงงานเช่นอุตสาหกรรมทอผ้า)   แต่สมัยนี้เอเชียก็แย่งงานกลับมา  จีนเป็นโรงงานขนาดใหญ่ของโลก อินเดียพูดภาษาอังกฤษเก่งก็ทำ call center แย่งงานตะวันตก</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0231/" rel="attachment wp-att-24101"><img class="alignnone size-medium wp-image-24101" title="บูรพาภิวัตน์12" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0231-620x450.jpg" alt="" width="620" height="450" /></a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0232/" rel="attachment wp-att-24106"><img class="alignnone size-medium wp-image-24106" title="บูรพาภิวัติน์ 14" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0232-620x459.jpg" alt="" width="620" height="459" /></a></p>
<p>สำหรับเนื้อหาของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ในงานสัมมนากรุณาเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่าง</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/">ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21: บทเรียนจากงานสัมมนา “บูรพาภิวัตน์”</a></p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อังเกลา มาร์เคิล เยอรมันเยือนจีนหวังช่วยฟื้นฟูวิกฤตหนี้ยุโรป</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/angela-markel-visit-china-to-solve-euro-zone-debt-crisis/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/angela-markel-visit-china-to-solve-euro-zone-debt-crisis/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 08:07:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนฟื้นฟูถาวร จีน เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[จีนช่วยเศรษฐกิจยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[อังเกลา มาร์เคิล หู จิ่นเทา เวิน เจียเป่า]]></category>
		<category><![CDATA[อังเกลา มาร์เคิล เยือนจีน]]></category>
		<category><![CDATA[อังเกลา มาร์เคิล เวิน เจียเป่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23942</guid>
		<description><![CDATA[การเติบโตของจีนมีศักยภาพสูงมากจนสามารถเป็นตลาดส่งออกของเยอรมันอันดับ 5 และนำเข้าสินค้าเยอรมันอันดับ 2 จึงไม่น่าแปลกที่จะถูกดึงให้มาช่วยฟื้นฟูวิกฤตหนี้ยุโรป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายกรัฐมนตรีอังเกลา มาร์เคิล แห่งเยอรมันเยือนจีนเพื่อล็อบบี้ให้เชื่อมั่นในยูโรโซนที่กำลังเร่งแก้ไขปัญหาจากวิกฤตหนี้ โดยผลสรุปจากการประชุมสุดยอดผู้นำแห่งสหภาพยุโรปนั้น เห็นพ้องว่าจะทำความตกลงโดยกำหนดเป้าหมายว่าจะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ในยูโรโซนให้ได้<br />
<span id="more-23942"></span></p>
<p>&#8220;จีนคงจะสนใจผลลัพธ์จากการประชุมดังกล่าวแน่นอน&#8221; &#8220;นายกรัฐมนตรีจะล็อบบี้ให้เชื่อมั่นในยุโรปมากขึ้น โดยเธอจะเข้าพบกับนักลงทุนด้านการเงินด้วย&#8221; ในระหว่างการเยือนจีนของนางมาร์เคิลในวันพฤหัสบดีนี้จะพบปะกับนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ตามที่ผู้นำจากยุโรป 25 ประเทศได้เห็นพ้องกันเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เห็นพ้องว่าจะต้องสร้างสนธิสัญญาแห่งประวัติศาสตร์ ที่จะช่วยก้าวไปสู่การรวมตัวทางการคลัง (fiscal union) และสามารถลงนามในกองทุนฟื้นฟูถาวรเพื่อยูโรโซนซึ่งมีมูลค่าราว 5 แสนล้านยูโร (หรือ 6.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และน่าจะปฏิบัติการได้ในช่วงกลางปี</p>
<div id="attachment_23943" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://english.peopledaily.com.cn/90001/90776/90883/7069582.html"><img class="size-full wp-image-23943" title="นางอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมัน เยือนจีน หู จิ่นเทา" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/นางอังเกลา-แมร์เคิลแห่งเยอรมัน-เยือนจีน-หู-จิ่นเทา.jpg" alt="" width="600" height="506" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก People&#39;s Daily Online</p></div>
<p>ภารกิจของนางมาร์เคิลไม่ใช่แค่เพียงชักชวนให้วาณิชธนกิจในจีนและโน้มน้าวให้จีนมาสร้างกองทุนฟื้นฟูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ร่วมกันที่จะต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อยุโรป ว่าเป็นสถานที่ประกอบการทางธุรกิจที่จะสามารถเติบโตขึ้นได้อีก แต่จีนยังคงมีท่าทีคัดค้านอยู่และต้องการให้ยูโรโซนแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่</p>
<p>ด้านนางมาร์เคิลอาจจะกล่าวถึงประเด็นที่สหภาพยุโรปกักกันเรือขนส่งน้ำมันของอิหร่าน และเรียกร้องให้จีนลดการนำเข้า เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายสำคัญของอิหร่าน คงจะเป็นเรื่องดีหากจีนร่วมกักกันเรือขนส่งน้ำมันและลดการขนส่งสินค้าด้วย</p>
<p>ระหว่างการเยือนจีนนี้ นางมาร์เคิลจะพูดถึงประเด็นค่าเงินหยวนของจีนที่มีการลดค่าเงินที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งมีท่าทีต่อต้านเงินดอลลาร์ เงินยูโร และการขาดดุลของโลก ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา อัตราแลกเปลี่ยนเคยเป็นประเด็นใหญ่ระหว่างสหรัฐและยูโรโซนมาแล้ว โดยที่จีนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงนั้น ส่งผลให้สินค้าของจีนอยู่ในสถานะที่ไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขัน ซึ่งจีนไม่ประทับใจนักกับการโดนกดดันเรื่องค่าเงิน</p>
<div id="attachment_23948" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/angela-markel-visit-china-to-solve-euro-zone-debt-crisis/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8-2/" rel="attachment wp-att-23948"><img class="size-medium wp-image-23948" title="อังเกลา มาร์เคิล เยอรมัน -- กับ เวิน เจียเป่า จีน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/อังเกลา-มาร์เคิล-เยอรมัน-กับ-เวิน-เจียเป่า-จีน1-620x490.jpg" alt="" width="620" height="490" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก China Embassy</p></div>
<p>นางมาร์เคิลมีกำหนดการจะกล่าวสุนทรพจน์ ว่าด้วยเรื่องนโยบายทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนในวันพฤหัสบดีที่กรุงปักกิ่ง หลังจากประชุมร่วมกับผู้นำจีนแล้ว คำกล่าวสุนทรพจน์นั้นจะถูกส่งไปยัง Chinese Academy for Social Science ของจีน หลังจากประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า และประธานาธิบดีหู จิ่นเทา</p>
<p>นางมาร์เคิลและเวิน เจียเป่าจะเยือนจังหวัดทางตอนใต้ของมณฑลกว่างโจว รวมทั้งเยือนบรรดาบริษัทที่อยู่ในแถบนี้ร่วมกัน พร้อมทั้งพบปะกับนักธุรกิจทั้งชาวเยอรมันและชาวจีน</p>
<p>จีนเป็นนักลงทุนรายสำคัญของเยอรมัน และยังมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 หรือ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าอาจจะกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นเพราะจีนคือตลาดส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเยอรมัน และยังนำเข้าสินค้าเป็นอันดับ 2 ของเยอรมันด้วย นอกจากนี้ ประเด็นสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นเรื่องที่มาร์เคิลจะนำมากล่าวเพื่อหวังผลกดดันจีนเช่นเคย</p>
<p><a href="http://online.wsj.com/article/SB10001424052970204740904577194502168331274.html?mod=WSJAsia_hpp_LEFTTopStories">The Wall Street Journal</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/angela-markel-visit-china-to-solve-euro-zone-debt-crisis/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิงคโปร์ปรับโหมดพม่าสู่ความทันสมัย ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/singapore-support-burma-modernize-economy/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/singapore-support-burma-modernize-economy/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 02:27:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ความตกลงพม่า สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[พม่า สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[พม่าปรับเศรษฐกิจทันสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[เตียน เส่ง โทนี่ ทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เต็ง เส่ง โทนี่ทาน สิงคโปร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23832</guid>
		<description><![CDATA[พม่ากำลังก้าวข้ามจากสถานะเดิมที่ตะวันตกรุมคว่ำบาตร ด้วยการปรับโฟกัสมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเมืองใหม่ ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สิงคโปร์เตรียมเสนอครอสเทรนนิ่งให้กับพม่าเพื่อช่วยปรับเศรษฐกิจให้มีความทันสมัยมากขึ้น ให้พม่าสามารถเปิดกว้างเพื่อต้อนรับในการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาระหว่างทั้ง 2 ชาติที่ร่วมลงนามกันในวันจันทร์ที่ผ่านมาได้</p>
<p><span id="more-23832"></span>ครอสเทรนนิ่งดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงเรื่องการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การท่องเที่ยว และธนาคารกลาง นอกจากนี้ ยังรวมถึงความตกลงเพื่อความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างสิงคโปร์กับพม่าด้วยซึ่งลงนามไปในช่วงการเยือนของพม่า</p>
<p><iframe width="640" height="480" src="http://www.youtube.com/embed/xPPkcPv0i9E?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ประธานาธิบดีเตียน เส่ง มีทริปเยือนสิงคโปร์เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรก หลังจากที่เขาได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อปีที่ผ่านมา และเริ่มปฏิรูปทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในต่างประเทศมากขึ้น ก่อนหน้านี้พม่าปกครองด้วยระบอบทหารและโดนวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างมาก จนนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก บริษัทของสหรัฐส่วนใหญ่ก็คว่ำบาตรการลงทุนในพม่าเช่นกัน</p>
<p>เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลของพลเอกเตียน เส่ง ได้ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองกว่า 100 ราย และลดข้อบังคับทางอินเตอร์เน็ต และเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกหลายด้าน ส่วนสหรัฐเองก็ยินดีที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับพม่า ขณะที่สหภาพยุโรปก็เริ่มระงับการแบนวีซ่าเพื่อต่อต้านผู้นำระดับอาวุโสของพม่า รวมถึงลดโทษที่เคยคว่ำบาตรพม่าก่อนหน้านี้ การส่งสัญญาณดังกล่าวของทั้งยุโรปและสหรัฐ คืออีกก้าวหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นมิตรกับพม่ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากแผนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนเมษายนนี้จะเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตะวันตกจะยกเลิกการคว่ำบาตร นักวิเคราะห์และผู้บริหารระดับสูงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากพม่าอยากให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่านี้ พม่าจะต้องเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น ต้องพัฒนาระบบการเงินของธนาคารใหม่ และปรับปรุงระบบเงินตราที่มีความสลับซับซ้อนเพราะต้องเกี่ยวพันกับอัตราแลกเปลี่ยนอีกหลายสกุล ผู้นำพม่าน่าจะสามารถปรับแก้ความซับซ้อนเชิงเทคนิคได้หลังจากโดดเดี่ยวตัวเองมาหลายปี</p>
<div id="attachment_23901" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/singapore-support-burma-modernize-economy/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%9e/" rel="attachment wp-att-23901"><img class="size-medium wp-image-23901 " title="ประธานาธิบดีเตียน เส่ง พม่า และประธานาธิบดีโทนี่ ทาน สิงคโปร์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ประธานาธิบดีเตียน-เส่ง-พม่า-และประธานาธิบดีโทนี่-ทาน-สิงคโปร์-620x388.jpg" alt="" width="620" height="388" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก AP</p></div>
<p>การทำงานร่วมกับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินหลักของเอเชีย สามารถช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากผู้นำพม่าตัดสินใจที่จะเลียนแบบความมั่งคั่งจากสถาบันทางการเงินนี้ และเป็นไปได้ว่าบริษัทพม่าก็อาจเตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อยู่</p>
<p>ภายใต้เงื่อนไขความตกลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สิงคโปร์คงจะเสนอให้มีความช่วยเหลือในการอบรมด้านภาษาอังกฤษแก่พม่า ซึ่งมีประชากรกว่า 55 ล้านราย เพื่อช่วยสร้างทักษะพื้นฐานแก่แรงงานได้ แรงงานในประเทศจากเอเชียส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการโดดเดี่ยวตัวเองก่อนหน้าและการลงทุนในด้านการศึกษาที่มีงบประมาณต่ำกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p><a href="http://online.wsj.com/article/SB10001424052970204652904577192080994977736.html">The Wall Street Journal</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/singapore-support-burma-modernize-economy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ เร่งรับมือประชาคมอาเซียน 2015 ปรับหลักสูตรวิศวะใหม่</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/chulalongkorn-university-ready-to-adapt-for-aec/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/chulalongkorn-university-ready-to-adapt-for-aec/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 09:57:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[AEC 2015]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ เร่งรับมือประชาคมอาเซียน 2015 ปรับหลักสูตรวิศวะใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับหลักสูตร]]></category>
		<category><![CDATA[วิศวะจุฬา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23822</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชามคมอาเซียนในปี 2015 จุฬา ฯ เริ่มปรับหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยใดยังไม่ได้ทำต้องเริ่มแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>จุฬา ปรับหลักสูตรวิศวะรับมือ AEC ปี ค.ศ. 2015</h2>
<p>คณะวิศวกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย จะปรับหลักสูตรให้ตอบวัตถุประสงค์ของผู้เรียนให้รับกับโอกาสที่จะมาพร้อมกับการเปิดตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายใน 3 ปีข้างหน้า รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย  ให้สัมภาษณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรทั้งหมด 17 หลักสูตรปริญญาตรีของ วิศวกรรม รวมทั้ง 4 หลักสูตรนานาชาติ ได้แก่ <a href="http://www.ise.eng.chula.ac.th/" target="_blank">สาขาวิชาการออกแบบและการผลิตยานยนต์ (หลักสูตรนานาชาติ)</a>, <a href="http://www.ise.eng.chula.ac.th/" target="_blank">สาขาวิชาวิศวกรรมนาโน(หลักสูตรนานาชาติ)</a>, <a href="http://www.ise.eng.chula.ac.th/" target="_blank">สาขาวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร (หลักสูตรนานาชาติ)</a><a href="http://www.ise.eng.chula.ac.th/" target="_blank">สาขาวิศวกรรมอากาศยาน(หลักสูตรนานาชาติ)</a></p>
<p>โดยจะมุ่งความสนใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับผลการเรียนรู้ของผู้เรียน  เช่น อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาออกแบบอาคารสูงได้  เราจะพิจารณาว่าสิ่งที่เขาต้องการเรียนรู้มีอะไรบ้าง  เพื่อให้มีทักษะที่จำเป็น นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องติดตามให้ความสนใจและมุ่งเน้นไปที่ผลแห่งการเรียนรู้ที่ออกมา  รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์กล่าว</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/chulalongkorn-university-ready-to-adapt-for-aec/b1-w150-2/" rel="attachment wp-att-23849"><img class="aligncenter size-full wp-image-23849" title="ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ " src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/b1-w1501.jpg" alt="" width="150" height="225" /></a></p>
<p>เราจำเป็นต้องเพิ่มจุดแข็งให้นักศึกษาของเรา ในเรื่องของทักษะด้านวิศวกรรมให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น ขณะเดียวกันเราต้องช่วยเขาในด้านที่เป็นจุดอ่อน เพื่อพัฒนาและเสริมศักยภาพให้ร่วมงานกับประเทศต่างๆ ได้</p>
<p><strong>ภาษาอังกฤษต้องดีขึ้น</strong> เพราะถือเป็นจุดอ่อนส่วนใหญ่ของบรรดานิสิตในหลักสูตรภาษาไทย ดังนั้นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรภาษาไทย จะต้องศึกษาภาษาอังกฤษ  อย่างน้อยหนึ่งวิชาต่อหนึ่งเทอม  โดยเขาเหล่านี้จะถูกสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษอย่างน้อย 100 ชม ด้วยตนเองที่มาหาลัย โดยทางคณะจะเป็นผู้จ่ายค่าทดสอบภาษาให้ฟรี สำหรับนิสิตที่ได้คะแนนอย่างน้อย TOEFL 550</p>
<p>การผลิตนักศึกษาให้มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคอาเซียนและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นภารกิจที่สำคัญของเราเช่นกัน มันเสมือนใบเบิกทางในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เราจะมอบให้เขาใช้เป็นแนวทางในการรับรู้เกี่ยวกับภูมิภาค สิ่งที่จะเกิดคือกิจกรรมที่จะทำให้ทั้งนิสิตนักศึกษาจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปร่วมเป็นอาสมาสมัครในการเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล  สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาเรียนรู้จากกันและกันมากขึ้นในเวลา 1-2สัปดาห์ หรืออาจะนานกว่านั้นก็ได้</p>
<p>ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ กล่าวว่าต้องการที่จะสร้างความร่วมมือกับคณะอื่นๆ โดยจะเริ่มต้นจากหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง เช่น biomedical engineering เพื่อตอบสนองปัญหาของสังคม โดยหลักสูตรนี้จะช่วยให้ประเทศไทยลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์</p>
<p>เราทำงานมาเป็นระยะเวลา 8 ปีในการปรับหลักสูตร ให้ผู้สำเร็จการศึกษาของเราได้รับการยอมรับภายในอาเซียนเมื่อ AEC มาถึงตอนนี้บริษัทในประเทศญี่ปุ่นและจีนเปิดรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาของเราในการทำงานโดยตรง  ส่วนมากพวกเขาได้ทำงานในสิงคโปร์ และเมื่อตลาดแรงงานเปิดกว้างและมีการแข่งขันมากขึ้นจากประเทศอื่น ๆ  พวกเราจึงต้องการให้ผู้ที่จบการศึกษาจากเรามีฝีมือพอที่จะเลือกงานเอง ไม่ได้ถูกเลือกเพื่อที่เขาสามารถที่จะได้รับรายได้สูงขึ้น  และ1ใน3ของ 900 คนของผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นในขณะที่เหลือเลือกที่จะประกอบอาชีพ ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ กล่าว</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.nationmultimedia.com/national/Chula-reorienting-engineering-curricula-for-AEC-30174371.html">The Nation</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/chulalongkorn-university-ready-to-adapt-for-aec/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดปมอิหร่าน: ยอมจำนนต่อการคว่ำบาตรจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/crisis-on-strait-of-hormuz-made-iran-leader-ready-for-nuclear-talks/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/crisis-on-strait-of-hormuz-made-iran-leader-ready-for-nuclear-talks/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2012 09:47:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่าน ตะวันตก]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรปคว่ำบาตรอิหร่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่าน]]></category>
		<category><![CDATA[อิหร่าน]]></category>
		<category><![CDATA[อิหร่าน ฮอร์มุซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23784</guid>
		<description><![CDATA[หากอิหร่านยังฝืนที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป จะทำให้รายได้ของประเทศอิหร่าน ที่มาจากอุตสาหกรรมหลักคือการส่งออกน้ำมันลดลงถึง 60% ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ปมขัดแย้งของอิหร่านกับตะวันตก</h2>
<p>เดิมทีเดียว ในช่วงทศวรรษ 1950 สหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายชาติต่างให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในอิหร่าน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเสื่อมโทรมลงนับจากการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 นำไปสู่การต่อต้านอิหร่านโดยการงดให้ความช่วยเหลือและระงับการสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตามด้วยการบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ เป็นเวลา 444 วัน</p>
<p><span id="more-23784"></span>ต่อมา ผู้นำสหรัฐหรือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ยังตอกย้ำความขัดแย้งด้วยการประกาศว่า อิหร่านเป็น “Axis of Evil” หรือ &#8220;อิหร่านคือหนึ่งในแกนแห่งความชั่วร้าย&#8221; ในปี 2002 ตามด้วยการประกาศของอิหร่านที่ต้องการจะลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลก (อิสราเอลถือเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐ)  ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายก็เสื่อมโทรมลงตามลำดับ</p>
<p>จนในที่สุด อิหร่านประกาศจะพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อในปี 2011 แม้จะพยายามย้ำจุดยืนของเหตุผลในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่ามาจาก ความพยายามต้องการเพิ่มความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลายฝ่ายมองว่าอิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์</p>
<div id="attachment_23789" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.worldbulletin.net/?aType=haber&amp;ArticleID=84789"><img class="size-medium wp-image-23789" title="มาห์มูด อะมาดิเนจาด ผู้นำอิหร่าน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/มาห์มูด-อะมาดิเนจาด-ผู้นำอิหร่าน-620x416.jpg" alt="" width="620" height="416" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Wold Bulletin</p></div>
<p>สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซ มาจากความต้องการของอิหร่าน ที่อยากตอบโต้ตะวันตกที่ต้องการคว่ำบาตรอิหร่านทางด้านเศรษฐกิจ หลังจาก สหรัฐฯ เดินหน้าผ่านกฎหมายยืดระยะเวลาในการคว่ำบาตรอิหร่าน และร่อนจดหมายส่งตรงถึงอิหร่านเพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านกลับสู่วงเจรจาและยับยั้งโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็ไม่ได้มีท่าทีตอบรับกับจดหมายดังกล่าว</p>
<h2>ทวีแรงกดดันทุกช่องทาง: บีบเค้นให้อิหร่านกลับสู่วงเจรจา</h2>
<p>แนวทางกดดันอิหร่าน เริ่มจากการผนึกความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ในการนำเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งสู่ช่องแคบฮอร์มุซ และเข้าไปประจำการในอ่าวเปอร์เซียร่วมกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ตามด้วยการประกาศย้ำของสหรัฐฯ ที่จะคว่ำบาตรสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศทั้งหลาย ที่ทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารของอิหร่านอีกด้วย นอกจากนี้ ยุโรปยังประกาศจะกักกันเรือขนส่งน้ำมันของอิหร่าน และอายัดทรัพย์สินในธนาคารกลางของอิหร่าน เพื่อเป็นการกดดันและปิดช่องทางทำกินของอิหร่านทุกรูปแบบ</p>
<p>ประเด็นสำคัญก็คือ อิหร่านส่งออกน้ำมันไปยังยุโรปเป็นจำนวนมากถึง 90%  และช่องแคบฮอร์มุซ สามารถขนส่งน้ำมันได้ในปริมาณมากถึง 40% ของโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ โลกจะขาดน้ำมันไปเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้น้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้นแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรล หรือประมาณ 150 กว่าลิตร</p>
<p>ราคาน้ำมันสูงขึ้นหลังอิหร่านประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันค่าเงินของอิหร่านก็อ่อนตัวลงภายหลังตะวันตกประกาศจะคว่ำบาตร ทำให้อิหร่านที่ต้องการจะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ต้องประสบปัญหาซ้ำซากจากการถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก ส่งผลให้สภาพทางเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ มีความอ่อนแอ และพึ่งพาตนเองได้น้อยลง</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/BxsrWlqwCpw?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<h2>สาเหตุสำคัญที่อิหร่านยอมจำนนต่อการคว่ำบาตร</h2>
<p>ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ทำให้อิหร่านจำเป็นต้องยอมอ่อนข้อให้กับตะวันตก เนื่องจาก หากอิหร่านยังฝืนที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป จะทำให้รายได้ของประเทศอิหร่าน ที่มาจากอุตสาหกรรมหลักคือการส่งออกน้ำมันลดลงถึง 60% และผลจากการคว่ำบาตรของยุโรปที่มาจากการงดซื้อน้ำมัน รวมทั้งการกักกันเรือขนส่งน้ำมัน และติดแบล็กลิสต์หรือขึ้นบัญชีดำแก่บริษัทขนส่งน้ำมันของอิหร่านกว่า 10 แห่ง ที่จะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ จะทำให้เศรษฐกิจอิหร่านตกต่ำลงกว่าเดิม</p>
<p>ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านคงไม่ยอมสูญเสียรายได้จากการถูกคว่ำบาตรดังกล่าว จึงนำไปสู่การประกาศเตือนชาติตะวันตกทั้งหลายว่า อิหร่านต้องการจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีก ขณะเดียวกัน ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติอาหรับทั้งหลายก็คงไม่ยอมให้อิหร่าน ปิดเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน</p>
<p>ดังนั้น การเปิดศึกหลายด้านย่อมทำให้อิหร่านอ่อนแอมากขึ้น หนำซ้ำพันธมิตรหลักที่สำคัญอย่างจีน และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะวิจารณ์กดดันยุโรปและสหรัฐไม่ให้คว่ำบาตรอิหร่านแล้วก็ตาม แต่ถ้าสหรัฐและยุโรปจริงจังกับการใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เป็นไปได้ว่า จีนอาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันของอิหร่านไปด้วย และแม้ฉากหน้าของจีนจะมีการกล่าวประณามทั้งสหรัฐและยุโรปว่าเป็นการลงโทษที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/7PrnP0NAfZs?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ในเบื้องหลัง จีนก็อาจใช้การทูตเพื่อโน้มน้าวอิหร่านอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ อิหร่านก็คงไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างจริงจัง แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกก็อาจทำให้เรื่องปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นขึ้นมาอีก เพื่อป้องปรามไม่ให้โดนคว่ำบาตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทสรุปสถานการณ์ล่าสุดก็คือ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาดห์ ยอมรับที่จะกลับเข้าสู่วงเจรจา P5+1 (อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย+เยอรมัน) โดยระบุว่า การคว่ำบาตรไม่สามารถยุติโครงการนิวเคลียร์ได้ &#8220;เราไม่ต้องการขายน้ำมันให้ยุโรป&#8221; ทุกวันนี้ EU สั่งซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน 20% โดยเฉพาะในกรีซกับอิตาลีที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านอย่างมาก</p>
<blockquote><p><a href="http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57366508/ahmadinejad-iran-ready-for-nuclear-talks/">ประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดห์ กล่าวว่า &#8220;เราไม่ได้ต่อต้านการเจรจา เราสามารถพูดคุยกันได้&#8221;</a></p>
<p><a href="http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57366508/ahmadinejad-iran-ready-for-nuclear-talks/">&#8220;อเมริกาไม่ได้ซื้อน้ำมันอิหร่านมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว และธนาคารกลางของเราก็ไม่ได้มีข้อตกลงอะไรกับสหรัฐอเมริกา&#8221;</a></p>
<p><a href="http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57366508/ahmadinejad-iran-ready-for-nuclear-talks/">&#8220;อิหร่านทำการค้าระหว่างประเทศมีมูลค่าโดยรวมถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีเพียง 2.4 หมื่นล้านเรียญสหรัฐเท่านั้นที่มาจากยุโรป แน่นอน ในอดีต 90% ของการค้าอิหร่านมาจากยุโรป แต่ปัจจุบันมีเพียง 10% เท่านั้น&#8221;</a></p>
<p><a href="http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57366508/ahmadinejad-iran-ready-for-nuclear-talks/">&#8220;มันชัดเจนอยู่แล้วว่า สหรัฐและพันธมิตรต้องการกดดันประชาชน ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านเอาชนะอุปสรรคมามากแล้ว ยิ่งมีอุปสรรคหนักหนาสาหัสกว่านี้ อิหร่านก็สามารถผ่านมันไปได้&#8221; </a></p></blockquote>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/crisis-on-strait-of-hormuz-made-iran-leader-ready-for-nuclear-talks/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

