<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; Leader</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/leader/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; Leader</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-report/leader/</link>
	</image>
		<item>
		<title>&#8220;ไม่มีอะไรมาก่อนกาล&#8221; รำลึก 184 ปี จูลส์ เวิร์น มองสังคมไทยผ่านประชาธิปไตยของคณะราษฎร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 05:58:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[กบฏ ร.ศ.130]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[จูลส์ เวิร์น]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24288</guid>
		<description><![CDATA[184 ปี จูลส์ เวิร์น 100 ปี กบฎร.ศ. 130 และ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 มองวิวัฒนาการสังคมผ่านวาทกรรม "ผู้มาก่อนกาล"]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในบรรดานักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลกชื่อของ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจะเป็นหนึ่งชื่อที่ไม่สามารถตกสำรวจได้ เนื่องจากเวิร์นได้มีอิทธิพลต่อนักเขียน นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ในยุคหลังเขาเป็นอย่างมาก รวมไปถึงตัวผู้เขียนเองที่ได้ยึดเวิร์นเป็นต้นแบบที่ดี เนื่องในครบรอบโอกาส 184 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ SIU ขออุทิศบทความนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้</p>
<p>ประวัติย่อๆ ของเวิร์น เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1828 ที่เมืองน็องตส์ ประเทศฝรั่งเศส ผลงานของเวิร์นนั้นเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างมากเป็นนักเขียนที่มีผลงานแปลเป็นอันดับสองรองจาก อกาธา คริสตี้ ผลงานที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยก็ได้แก่ &#8220;ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์&#8221; (20,000 leagues under the sea) , &#8220;80 วันรอบโลก&#8221; (Around the world in 80 days), A journey to the center of the earth ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ From the earth to the moon  ที่ว่าด้วยการเดินทางไปดวงจันทร์</p>
<p>เอกลักษณ์ของงานเวิร์นก็คือเรื่องของ &#8220;จินตนาการ&#8221; ที่ล้ำสมัยเป็นอย่างมาก หลายอย่างก้าวจากกรอบของจินตนาการไปสู่โลกแห่งความจริง มรดกของความคิดของเวิร์นนั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ใครจะจินตนาการว่ามนุษย์นั้นคิดเรื่องการเดินทางไปยังดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 1865 ก่อนที่ยานอพอลโล่ 11 จะนำพา นีล อาร์มสตรอง พาไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 ได้สำเร็จ</p>
<div id="attachment_24291" class="wp-caption aligncenter" style="width: 293px"><img class="size-full wp-image-24291" title="Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/JulesVerne.jpg" alt="Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์" width="283" height="385" /><p class="wp-caption-text">Jules Verne บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์</p></div>
<p>ใครจะคิดภาพออกเรือดำน้ำจะมีหน้าตาอย่างไรในปี 1870 แต่เรือดำน้ำนอติลุส ของกัปตันนีโม ออกโลดแล่นมากว่า 150 ปีแล้ว หรือในสมัยที่ยังไม่ระบบการบินพาณิชย์มนุษย์จะสามารถเดินทางรอบโลกได้ใน 80 วัน ในปี 1873 กับนิยาย &#8220;80 วันรอบโลก&#8221;  มีข่าวที่ว่า จอร์จ เรมี หรือ &#8220;แอร์เซ&#8221; ผู้ประพันธ์นิยายอมตะอีกเรื่องหนึ่ง &#8220;ตินติน ผจญภัย&#8221; (The adventures of TinTin) ได้รับแรงบันดาลใจจากลูกเสือชาวเดนมาร์ก &#8220;ปาลเล ฮัลด์&#8221; (Palle Huld) ที่ชนะการประกวดของหนังสือพิมพ์ Politiken ได้จัดการประกวดหาผู้เดินทางรอบโลก โดยเป็นการฉลอง 100 ปีของ จูลส์ เวิร์น ในปี 1928 ซึ่งเขาใช้ทักษะของลูกเสือและเดินทางรอบโลกในเวลาเพียง 46 วัน</p>
<p>หลายคนๆ มักจะพูดว่าเวิร์นนั้น &#8220;มาก่อนกาล&#8221; เขาคิดอะไรในสิ่งที่คนในยุคเดียวกันมองไม่เห็น หรือที่ไม่กล้าจินตนาการว่าเรื่องเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจของผู้คนในยุคหลัง สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการมี &#8220;ผู้สืบทอดเจตนารมณ์&#8221; ที่จะทำให้ส่งที่มีอยู่ในแต่จินตนาการนั้นสัมฤทธิ์ขึ้นมาจริง มิฉะนั้นสิ่งที่ถูกคิดนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นิยายธรรมดาๆ</p>
<div id="attachment_24292" class="wp-caption aligncenter" style="width: 485px"><img class="size-full wp-image-24292" title="กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/1297751945.jpg" alt="กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง" width="475" height="346" /><p class="wp-caption-text">กบฏ ร.ศ.130 เมื่อประชาชนคิดจะปกครองตนเอง</p></div>
<p>มองย้อนกลับมายังสังคมไทยปีนี้เป็นปีที่ครอบรอบ 100 ปีของเหตุการณ์ <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8E_%E0%B8%A3.%E0%B8%A8._130">กบฏร.ศ. 130</a> เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แผนการแตกเสียก่อน จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการซึ่งเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง</p>
<p>และต่อมาเมื่อปี 2475 คณะราษฏรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยสำเร็จภายหลังการยึดอำนาจแล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เชิญผู้นำการกบฏ ร.ศ. 130 ไปพบและกล่าวกับ ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่า &#8220;ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีคณะผม&#8221; และหลวงประดิษมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ก็ได้กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า &#8220;พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130&#8243;</p>
<p>การเกิดขึ้นของร.ศ. 130 ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่อาจจะเป็นเพียงแค่ &#8220;ผู้มาก่อนกาล&#8221; หากคณะราษฎรไม่ได้รับมรดกทางความคิดและแรงบันดาลใจที่เห็นว่ามีผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมก่อนหน้านี้ คณะราษฎรนั้นพยายามจะวางรากฐานประชาธิปไตยต่อมาเป็นช่วงระยะเวลาอีก 15 ปีก่อนที่จะถูกตัดตอนโดนการก่อรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่นำประเทศไปสู่ระบบอเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่งและเป็นการฟื้นฟูพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม</p>
<p>เชื่อได้ว่าก่อนที่โลกของเราจะมียานอพอลโล 11 ของนาซ่าส่งนักบินอวกาศขึ้นไปดวงจันทร์ย่อมมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า การพยายามในหลายๆครั้งเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดถึงแม้จะล้มเหลวเผชิญอุปสรรคและคำคัดค้านบ้าง เพียงแต่ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจในการที่จะกระทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย หากเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการประชาธิปไตยนั้นเรื่องเหล่านี้มีพัฒนาการและส่งต่อมรดกทางความคิด ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย เพียงแต่เจตจำนงค์ของคณะราษฎรนั้นอาจจะถูกลดทอนลงไปบ้าง</p>
<p>สิ่งที่สำคัญก็คือการฟื้นฟูเจตจำนงค์ของคณะราษฎร ในการนำพาประชาธิปไตยสมบูรณ์ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรกลับสู่สังคมไทยจะต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะประสบกับภาวะยากลำบากเพียงใด หรือวาทกรรมคำค่อนขอดที่ว่า &#8220;ประเทศไทยไม่เหมาะกับการปกครองประบอบประชาธิปไตย&#8221;ท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์ได้เดินทางออกไปในอวกาศ เมื่อปี 2550 มีการรำลึกถึงผู้เป็นบิดานิยายวิทยศาสตร์อย่างเวิร์น โดยการส่งผลงานเขียนของเขาขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะมรดกที่จูลส์ เวิร์น ได้ทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงนิยายแต่เป็นจินตนาการ แต่เป็นที่น่าเสียดายก็คือประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรนั้นกลับถูกพยายามทำลายพร้อมกับเจตจำนงค์ของคณะราษฎรแม้กระทั่งในประวัติศาสตร์ของตำราเรียนในประเทศ</p>
<div id="attachment_24293" class="wp-caption aligncenter" style="width: 363px"><img class="size-full wp-image-24293" title="มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/2475brass-pin.jpg" alt="มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร" width="353" height="350" /><p class="wp-caption-text">มรดกของคณะราษฎร มีมากกว่าหมุดคณะราษฎร</p></div>
<p>หากคุณเป็นผู้เชื่อมั่นในระบอบบประชาธิปไตยสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการปกป้องเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เชื่อว่า &#8220;อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนทุกคน&#8221; ถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งที่คณะราษฎรเสียสละลงมือทำก็อาจจะเป็นแค่ &#8220;ผู้มาก่อนกาล&#8221; ในแบบที่ผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าไว้ก็เป็นได้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/184-anniversary-verne/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนวิน ชิดชอบกับโอกาส &#8216;คัมแบ็ค&#8217; บนถนนการเมือง และภารกิจ &#8216;บอลไทยไปบอลโลก&#8217;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 08:45:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[บุรีรัมย์ พีอีเอ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอลโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เนวิน ชิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอฟซี]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพรีเมียร์ลีก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23679</guid>
		<description><![CDATA[จับตาการคัมแบ็คบนถนนการเมืองของ 'เนวิน ชิดชอบ' อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าหากเนวินซื้อใจคนไทย ผ่านความสำเร็จในเชิงบริหารทีมฟุตบอล ทั้งสโมสรและทีมชาติ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชื่อของ &#8216;<strong>เนวิน ชิดชอบ</strong>&#8216; กับวงการการเมืองไทย ย่อมเป็นที่คุ้นหูกันดี และตัว &#8216;เนวิน&#8217; ก็มีเส้นทางชีวิตบนถนนการเมืองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><img class="aligncenter" title="เนวิน ชิดชอบ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/newin.jpg" alt="" width="536" height="290" /></p>
<h2>เนวิน กับ &#8216;การเมือง&#8217;</h2>
<p>เนวินเติบโตมาในฐานะลูกชายของนักการเมืองท้องถิ่นอย่าง &#8216;ชัย ชิดชอบ&#8217; และค่อยๆ ไต่เต้าบนเส้นทางการเมืองในฐานะ ส.ส. จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในรัฐบาลบรรหาร แล้วเว้นวรรคไปหนึ่งช่วงระหว่างรัฐบาลชวลิต ก่อนจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งในรัฐบาลชวน 2 และยิงยาวครองเก้าอี้ตลอดในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 ตราบจนวาระสุดท้ายที่ต้องหลบหนีคณะทหารใน &#8216;คืนวันยะเยือก&#8217;</p>
<p>หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน เนวินยังจงรักภักดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &#8216;มวลชนเสื้อแดง&#8217; ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์มาพลิกผันเมื่อเนวินตัดสินใจ &#8216;สลับขั้วทางการเมือง&#8217; เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยตัวเอง จับมือกับสุเทพ โอบกอดอภิสิทธิ์ หนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจนสำเร็จ</p>
<p>แต่แน่นอนว่าความสำเร็จนี้แลกมาด้วยภาพลักษณ์ &#8216;คนหักหลัง&#8217; ทั้งในสายตากลุ่มคนเสื้อแดงและ &#8216;นายใหญ่&#8217; ที่ประกาศตัวว่าจะไม่มีวันร่วมงานกันได้อีกแล้ว</p>
<p>พรรคภูมิใจไทยของเนวินเรืองอำนาจเต็มที่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่งานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เมื่อแผนการสู้ศึกเลือกตั้ง 2554 ผิดพลาด พรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งได้อย่างถล่มทลาย ขั้วอำนาจของฝั่งประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย จึงจำใจต้องเป็นฝ่ายค้าน</p>
<p>พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ได้เป็นพันธมิตรเหนียวแน่นหรือเพื่อนร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ และแสดงออกอย่างเต็มที่ว่ายินดีร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะปีกของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ &#8216;นายใหญ่&#8217; อย่างไรก็ตาม อุปสรรคประการสำคัญย่อมเป็นบาดแผลเก่าระหว่างเนวินกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำให้ภูมิใจไทยยังไม่สามารถประสานรอยร้าวกับพรรคเพื่อไทยได้</p>
<p>ในส่วนของตัวเนวินเอง ถึงแม้จะเป็นนักการเมืองคนสำคัญของพื้นที่ และยึดครองฐานเสียงอีสานใต้อย่างเหนียวแน่นยาวนาน แต่ภาพลักษณ์ของตัวเขาต่อสาธารณชนกลับไม่ค่อยดีนัก ตั้งแต่คดี &#8216;ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ&#8217; ในอดีต สไตล์การทำงานแบบถึงลูกถึงคนที่อาจดูสกปรกไปบ้างในสายตาของหลายๆ คน จนมาถึง &#8216;กบฎงูเห่ารอบสอง&#8217; ที่ผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์เองก็อาจจะไม่ชอบ แต่ก็ต้องจำใจยอมรับ</p>
<h2>เนวิน กับ &#8216;ฟุตบอล&#8217;</h2>
<p>ด้วยเหตุผลทั้งเรื่อง &#8216;ภาพลักษณ์&#8217; และ &#8216;คดีกับนายใหญ่&#8217; ทำให้เส้นทางทางการเมืองในอนาคตของเนวินอาจเริ่มดูไม่สดใส (ซึ่งในอดีตมีคนเคยพูดว่าเขาอาจไปได้ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย) ตัวของเนวินเองก็รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เขาจึงใช้โอกาสที่ว่างเว้นจากตำแหน่งทางการเมืองเพราะคดีบ้านเลขที่ 111 หันไปทำงานด้านอื่นที่เขาสนใจ ซึ่งก็คือ &#8216;ฟุตบอล&#8217;</p>
<div id="attachment_23681" class="wp-caption aligncenter" style="width: 614px"><img class="size-full wp-image-23681" title="เนวิน ชิดชอบ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/newin-coach.jpg" alt="" width="604" height="483" /><p class="wp-caption-text">เนวิน ชิดชอบ (ภาพจากเว็บไซต์บุรีรัมย์ PEA)</p></div>
<p>ฝีมือการบริหารงานแบบถึงลูกถึงคน เน้นผลลัพธ์ของเนวินนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อ และติดอกติดใจของนายกรัฐมนตรีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็เรียกใช้เนวินไปทำงานสำคัญๆ อยู่เสมอ</p>
<p>ดังนั้นเมื่อเนวินมาบริหารทีมฟุตบอลด้วยตัวเอง เขาจึงใช้สไตล์การบริหารแบบเดียวกัน ปั้น &#8216;บุรีรัมย์ พีอีเอ&#8217; ทีมฟุตบอลใหม่ถอดด้ามที่สร้างขึ้นจากการดึงทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายมาเป็นยอดทีมในไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ</p>
<p>บุรีรัมย์พีอีเอ ใต้การบริหารของ &#8216;เนวิน&#8217; เข้าแข่งในไทยลีกครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2553 ซึ่งในฤดูกาลก่อนหน้า ทีมการไฟฟ้าจบฤดูกาลด้วยอันดับ 9 แต่ภายใต้การบริหารจัดการของ &#8216;เนวิน&#8217; ทำให้กระแสฟุตบอลบูมในบุรีรัมย์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และด้วยการทุ่มงบประมาณจ้างนักเตะฝีมือดี ทีมสต๊าฟโค้ช ระบบการฝึกซ้อม รวมถึงการจัดการทีม บุรีรัมย์พีอีเอจบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 เป็นรองเพียงแค่แชมป์เก่า &#8216;เมืองทอง-หนอกจอก&#8217; ของกลุ่มสยามกีฬาเท่านั้น</p>
<h2>ปี 2554 กับ &#8217;3 แชมป์&#8217; ของบุรีรัมย์</h2>
<p>และในฤดูกาล 2554 ความฝันของเนวินก็สำเร็จลุล่วง เมื่อบุรีรัมย์สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่างเมืองทอง และทีมอันดับสองอย่างชลบุรีได้แบบทิ้งห่าง คว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมได้โควต้าไปตะลุยเอเชียในศึกเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก</p>
<p>หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ บุรีรัมย์ก็สามารถคว้าแชมป์ที่สอง มูลนิธิไทยคม เอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 โดยเฉือนคู่ปรับอย่างเมืองทอง 1-0 แบบต่อเวลา ช่วยให้เนวินก้าวขึ้นไปรับถ้วยแชมป์จาก &#8220;คนตระกูลชินวัตร&#8221; อย่างนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาครอบครองได้อย่างภาคภูมิ</p>
<p>สุดท้ายเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 บุรีรัมย์พีอีเอก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ &#8220;ทริปเปิลแชมป์&#8221; ได้สำเร็จ โดยพิชิตการท่าเรือเอฟซี ในรอบชิงชนะเลิศของโตโยต้าลีกคัพด้วยสกอร์ 2-0 ปิดฤดูกาลด้วยสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีทีมใดของประเทศไทยเคยทำได้ พร้อมรับเงินรางวัล 5 ล้านบาทไปครอง</p>
<div id="attachment_24275" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.burirampea.com/th/images_content/gallery/20120205142315_JOK_8682_resize.JPG"><img class="size-medium wp-image-24275" title="เนวิน ชิดชอบ หลังคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/newin-toyota-cup-620x412.jpg" alt="" width="620" height="412" /></a><p class="wp-caption-text">เนวิน ชิดชอบ หลังคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพ (ภาพจากเว็บไซต์บุรีรัมย์พีอีเอ)</p></div>
<p>ความมั่นใจของเนวินในการคว้า 3 แชมป์ สามารถย้อนดูได้จากบทความของประธานสโมสร ที่<a href="http://www.burirampea.com/content.php?ID=1452">เผยแพร่บนเว็บไซต์บุรีรัมย์พีอีเอ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2554</a></p>
<blockquote><p>แชมป์แรก ไทยพรีเมียร์ลีก ผมให้ความมั่นใจกับแฟนๆ ทุกคนได้เลยว่า เราจะได้ฉลองกันภายในปี 2554 ไม่ต้องรอจนจบฤดูกาล</p>
<p>แชมป์ที่สอง โตโยต้า ลีกคัพ ผมบอกได้แต่เพียงว่า กรรมการจัดการแข่งขันกำหนดวันไหน วันนั้นเราก็จะได้ฉลองแชมป์ที่สอง</p>
<p>แชมป์ที่สาม ไทยคม เอฟเอคัพ แม้จะยังเหลืออีกหลายนัด แต่ผมจะไม่ทำให้แฟนทุกคนผิดหวัง</p>
<p>จนถึงนาทีนี้ ผมยังมั่นใจ และ ยังกล้าพูดว่า เรายังอยู่บนเส้นทาง 3 แชมป์ และ เราต้องเป็น 3 แชมป์ ให้ได้ เพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุน ให้ความรัก และเสียสละให้กับทีมของเรา มาโดยตลอด</p></blockquote>
<div id="attachment_23683" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23683" title="ความสำเร็จของเนวิน ชิดชอบ กับบุรีรัมย์ พีอีเอ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/A25V4562-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /><p class="wp-caption-text">ความสำเร็จของเนวิน ชิดชอบ กับบุรีรัมย์ พีอีเอ</p></div>
<h2>ป้ายหน้าของเนวิน &#8216;บุกเอเชีย&#8217;</h2>
<p>ความสำเร็จของบุรีรัมย์พีอีเอ ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มีเบื้องหลังมาจากกำลังเงิน กำลังแรง กำลังสมอง ของชายที่ชื่อเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานสโมสร</p>
<p>เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์การทำทีมของเนวินนั้น สร้างทีมให้ประสบความสำเร็จได้จริง</p>
<p>ในปี 2555 ภารกิจหลักของบุรีรัมย์พีอีเอ (ในชื่อใหม่ชื่อ &#8220;บุรีรัมย์ยูไนเต็ด&#8221;) คือการสู้ศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ลีกฟุตบอลสูงสุดของทวีปเอเชีย ที่เทียบได้กับยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกของทวีปยุโรป</p>
<p>ถ้านับเฉพาะเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีกยุคปรับปรุงใหม่ในปี 2002-2003 ที่ยกระดับมาตรฐานขึ้นมาอีกมากแล้ว ประเทศไทยยังไม่เคยสัมผัสกับถ้วยแชมป์ถ้วยนี้ มีใกล้เคียงที่สุดคือ บีอีซี เทโรศาสน ที่ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศในฤดูกาล 2002-2003 และหลังจากนั้นมาทีมของประเทศไทยยังไม่เคยเข้ารอบลึกๆ อีกเลย</p>
<p>หลังจากพิชิตการแข่งขันในประเทศไทยได้แล้ว เนวิน ชิดชอบ ย่อมกระหายต่อเกียรติยศระดับเอเชียรายการนี้ และอาจต้องให้เวลาเขาอีกสักพักหนึ่งในการพิชิตเอเชีย</p>
<p>และถ้าเนวินในฐานะตัวแทนประเทศไทยทำได้สำเร็จ ความนิยมในตัวเขาย่อมพุ่งสูงขึ้นมาอย่างแน่นอน คนที่เคยไม่ชอบเนวินด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ย่อมจะหันกลับมาใหม่และยอมรับเนวินมากขึ้นมาก</p>
<p>ไม่ว่าเนวินจะพิชิตเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกได้หรือไม่ เราเชื่อว่าสไตล์การทำงานของเขาในทีมฟุตบอล จะส่งผลให้เกิดเสียงเรียกร้อง &#8216;เนวินคุมทีมชาติ&#8217; ในอนาคตอันใกล้</p>
<p>และถ้าหากเนวินสามารถทำความฝัน &#8216;บอลไทยไปบอลโลก&#8217; ให้เป็นจริงได้</p>
<p>เส้นทางการคัมแบ็คสู่ถนนทางการเมือง ต่อให้ &#8216;นายใหญ่&#8217; ไม่ยอมรับ</p>
<p>ก็ไม่ใช่อุปสรรคเท่าไรแล้ว</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21: บทเรียนจากงานสัมมนา “บูรพาภิวัตน์”</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 11:57:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[life skill]]></category>
		<category><![CDATA[บูรพาภิวัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[โลกาภิวัตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24022</guid>
		<description><![CDATA[ระบบการศึกษาไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นเอกเทศ หากมีส่วนเกี่ยวพันกับสังคมมนุษย์และประเทศชาติอย่างแยกไม่ออก ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ไม่ใช่สร้างนโยบายที่คิดว่าดีที่สุด แต่ไม่สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระบบการศึกษาไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นเอกเทศ หากมีส่วนเกี่ยวพันกับสังคมมนุษย์และประเทศชาติอย่างแยกไม่ออก ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ไม่ใช่สร้างนโยบายที่คิดว่าดีที่สุด แต่ไม่สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง</p>
<p>ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากในศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่เข้ามาช่วงชิงตลาดและความเป็นผู้นำจากโลกตะวันตก จึงอาจเรียกว่าเป็นยุคสมัยบูรพาภิวัตน์ ซึ่งกลุ่มประเทศทางตะวันออกจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของโลกมากขึ้น</p>
<div id="attachment_24033" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-24033" title="ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กับมุมมองด้านการศึกษายุคบูรพาภิวัฒน์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/AjVicharnPanich.jpg" alt="ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กับมุมมองด้านการศึกษายุคบูรพาภิวัฒน์" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กับมุมมองด้านการศึกษายุคบูรพาภิวัฒน์</p></div>
<p>ระบบการศึกษาไทยที่ไม่เคยแยกขาดจากบริบทความเป็นไปของโลก ก็จำต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถาวะการณ์ใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในงานสัมมนาเรื่อง &#8220;บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ&#8221; ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  เมื่อวันที่ 31มกราคม 2555 ได้มีการพูดถึงทิศทางการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะต้องมีการปรับตัวยกใหญ่</p>
<p>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่เป็นหนึ่งในวิทยากรได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการศึกษาไทยที่ควรจะเดินไปข้างหน้าไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งพอจะสรุปและตีความเพิ่มเติมได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. เนื้อวิชา (Subject Matter)</strong></p>
<p>การศึกษาอาจมีการเปลี่ยนรูปโฉมไปมากมายจากในอดีต หากสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ ความเข้มข้นของเนื้อหา เพราะถ้านักเรียนมีพื้นฐานความรู้ที่ดี จะไปศึกษาต่อในเรื่องใดก็ย่อมทำได้ง่าย แต่หากความรู้ไม่ดีแล้ว ถึงแม้จะมีเครื่องมือช่วยสอนที่ทันสมัยเพียงใด นักเรียนก็จะเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายท้อแท้ ไม่อาจซึมซับความรู้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการสอนเนื้อหาจะต้องมีความแตกต่างจากในอดีต ซึ่งเน้นให้ครูเป็นผู้สอนเท่านั้น หากทว่าในศตวรรษที่ 21 จะต้องเน้นไปที่ผู้เรียน โดยเฉพาะการให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ยิ่งถ้าเป็นผลงานที่ใช้ได้จริง ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย<br />
<strong><br />
2. ทักษะชีวิต (Life and Professional Skill)</strong></p>
<p>ในศตวรรษที่ 20 โลกได้เดินหน้าเข้าสู่ยุคโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น ทักษะความเป็นผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญมากกว่าทักษะชีวิต (Life Skill) หากทว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกได้เดินทางเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration Skill) จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการผสมผสานอัตลักษณ์และความสร้างสรรค์ของตัวเราและผู้อื่นเข้าด้วยกัน ไม่ใช่การร่วมมือแบบสายพานการผลิตที่ไร้รสชาติอีกต่อไป</p>
<p><strong>3. ทักษะและความรักในการเรียนรู้</strong></p>
<p>การศึกษาในอดีต เน้นที่การท่องจำเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิด เพราะในสมัยก่อนเครื่องมือบันทึกยังไม่ดีเหมือนในปัจจุบัน ยังไม่นับว่าเศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรมต้องการเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเน้นไปที่การแสวงหาความรู้ซึ่งนอกเหนือไปจากที่บอกไว้</p>
<p>ในศตวรรษที่ 21 การผลิตผลงานทั้งในแวดวงธุรกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ล้วนแต่ต้องการความคิดริเริ่ม (Initiatives) ดังนั้น การท่องจำและทำตามกันไปจึงไม่สอดคล้องอีกต่อไป ความรักที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จะหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามผู้รู้ การค้นหาจาก Google หรือการระดมสมองจากกลุ่มคนที่หลากหลาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้เชื่อมโยงและต่อยอดความรู้ที่มาจากหลายหลายสาขาให้กลายเป็นผลงานใหม่ที่มีคุณค่าสูงยิ่งเป็นที่ต้องการของทุกคน</p>
<p><strong>4. ทักษะด้านสารสนเทศ (ICT Skill)</strong></p>
<p>โลกนี้กำลังเข้าสู่ยุคสมัยของ ICT อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เฉพาะแต่ Google หากยังมี Facebook และ Twitter ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนกระทั่งถึงการเมืองการปกครอง โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์ในโลกตะวันออกกลางที่เกิดการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในรอบหลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>เด็กรุ่นใหม่ล้วนแต่มีทักษะด้าน ICT ติดตัวกันมาทุกคน หากทว่า การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยังต้องมีการฝึกฝนพัฒนากันอีกมากทีเดียว เพราะเครื่องมือยิ่งทันสมัยมีประสิทธิภาพ หากไม่รู้จักใช้อย่างถูกวิธีก็ย่อมเป็นอันตรายได้มหาศาลไม่สิ้นสุด</p>
<p>สิ่งที่อยากจะต่อยอดเพิ่มเติมก็คือ ทักษะทั้ง 4 ด้านที่กล่าวไปนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น พ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้ดิบได้ดีในชีวิตจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือรอให้แต่ภาครัฐปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น ผู้ปกครองก็ต้องมีความตื่นตัวและหาวิธีให้ลูกได้รับทักษะทั้ง 4 อย่างดีที่สุด และยังต้องเข้าใจถึงปรัชญาในเชิงลึกด้วย</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ทักษะชีวิต (Life Skill) ก็ไม่ใช่หมายความเพียงศิลปะการเข้าสังคมหรูหรา หรือการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ไม่ให้ใครเอารัดเอาเปรียบ หากยังต้องเป็นศิลปะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งบางครั้งต้องเล่นบทเป็นผู้นำ หากบางจังหวะก็ต้องรู้จักเป็นผู้ตามที่ดี แน่นอนว่า ทุกคนอยากเป็นผู้นำในทุกเรื่อง อยากได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่หากตัวเรามีพฤติกรรมแบบนี้ ก็ย่อมไม่มีใครอยากทำงานด้วย สุดท้ายโครงการยิ่งใหญ่ที่คิดฝันไว้ก็ย่อมต้องล่มสลายอย่างแน่นอน</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ทักษะด้าน ICT ก็ไม่ใช่เพียงใช้ Facebook และอัพโหลดรูปเป็นเท่านั้น หากยังต้องรู้จักบริหารเวลาในการใช้ให้ดี ไม่หมกมุ่นจนเสียการเรียน หรือใส่ใจกับคำพูดไร้สาระของเพื่อนมากไป ยิ่งกว่านั้นยังต้องรู้จักที่จะเป็น “เพื่อน” กับบุคคลที่น่าสนใจ ที่มีสาระความรู้ให้เก็บเกี่ยว ซึ่งในชีวิตจริงเราอาจไม่เคยรู้จัก หรือมีต้นทุนในการทำความรู้จักสูงเกินไป</p>
<p>ถึงที่สุดแล้ว ทักษะด้าน ICT จึงต้องเชื่อมโยงกับทักษะชีวิต ทักษะวิชา และทักษะการค้นหาข้อมูล เพราะหากเราไม่มีทักษะชีวิตที่ดีพอจะควบคุมสมาธิและจิตใจของตัวเราได้ การมีเครื่องมือ ICT ที่ดีก็ย่อมเป็นโทษมากกว่าคุณ</p>
<p>หากพ่อแม่และผู้ปกครองมีความเข้าใจถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ก็จะเป็นผู้ริเริ่มในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสุดท้ายย่อมจะกดดันให้ภาครัฐต้องปรับปรุงระบบการศึกษาตามมา แต่หากผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังวางเฉยปล่อยให้ลูกเร่งเรียนแต่ความรู้แบบสำเร็จรูปจากระบบโรงเรียน แล้วนำเวลาที่เหลือไปให้ลูกเรียนกวดวิชา เล่นเปียโน ตีกอล์ฟ ยูโด และเต้นรำ ลูกหลานก็จะมีแต่ทักษะเฉพาะทางเต็มไปหมด หากไม่มีทักษะชีวิตและทักษะการหาความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นไป</p>
<p>ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขในระบบราชการเท่านั้น หากยังสามารถสร้างเครือข่าย (Education Network) กับผู้ปกครอง ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงรอบด้าน (Talent War) กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของโลก ดังนั้น องค์กรทั้งหลายที่มีความจำเป็นต้องใช้คนเก่งทักษะสูงรอบด้าน ก็ย่อมมีแรงจูงใจแรงกล้าที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเจ้าภาพและองค์กรที่เป็นหลักในการประสานงาน</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p><strong>ขอขอบคุณ </strong>คุณหมอวิจารณ์ พานิช ที่ให้กำลังใจและความรู้กับผู้เขียนตลอดมา โดยเฉพาะในงานสัมมนาบูรพาภิวัตน์ครั้งนี้ ก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงแรงบันดาลใจมากมายในการปฏิรูปการศึกษา จึงขออุทิศบทความนี้ให้คุณหมอ ที่บอกผู้เขียนก่อนเข้างานสัมมนาว่า &#8220;อย่าลืมฟังและวิจารณ์ด้วยนะ&#8221;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก่อนก้าวสู่อาเซียน 2015 เราควร &#8220;เรียน&#8221; และ &#8220;รู้&#8221; อะไร?</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asean2015-start-from-here/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asean2015-start-from-here/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 03:23:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[asean]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[มลายู]]></category>
		<category><![CDATA[วีระศักดิ์ โควสุรัตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23725</guid>
		<description><![CDATA[SIU ขอนับหนึ่ง ASEAN อย่างเป็นทางการ โดยในตลอดปีนี้จะเพิ่มเนื้อหาในส่วนของอาเซียนและกิจกรรมให้ความรู้มากยิ่งขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในวันที่ 1 มกราคม 2558 กลับคำถามที่ว่าเรามีความพร้อมเท่าไหนในวันที่จะเริ่มต้นไปพร้อมๆกับอีก 9 ชาติสมาชิก หากมองในแง่ความเป็นจริงนอกจากจะเป็นประชาคมแห่งความร่วมมือแล้ว ในทางกลับกันก็ยังเป็นการแข่งขันระหว่างกันและกันด้วย ในทางเศรษฐศาสตร์มักจะมีการพูดถึงการรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ซึ่งปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ &#8220;ประสิทธิภาพ&#8221; (efficiency) ของประชาชนในประเทศนั้นๆ</p>
<p>เมื่อมีการทำสำรวจ 3 ปีที่แล้ว คนไทยมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนเป็นอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 10 ประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจเป็นอย่างมากในขณะที่ประเทศลาวกับเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวมากที่สุด นี่คือสิ่งที่อาจจะทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันได้ แล้วเราจะมีการเตรียมความพร้อมได้อย่างไร?</p>
<p>ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  เคยแสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าปัญหาหนึ่งก็คือคนไทยชอบมีทัศนคติว่าเราเป็นผู้นำอาเซียนและประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ความคิดแบบนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะมันจะทำให้เรารู้สึกทะนงจนไม่เกิดการพัฒนาเพราะคิดว่าอย่างไรประเทศไทยก็ย่อมเป็นชาติที่ได้เปรียบชาติอื่นๆในอาเซียน หรือแม้กระทั่งการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาตินิยมของไทยที่อยู่ในกรอบความคิดว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่เคยเสียเอกราช ดังนั้นจึงดำรงสถานะที่สูงกว่าประเทศอื่นๆอย่างกัมพูชา ลาว มาเลเซีย ที่เคยถูกไทยยึดครอง ซึ่งเป็นมายาคติที่อันตราย</p>
<p>การตัดสินใจปรับวันเปิดเทอมในระดับอุดมศึกษาให้ตรงกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ในปีการศึกษา 2557 นั้นถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกแม้จะช้าไปบ้าง ข้อดีที่ได้ก็คือเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับตลาดแรงงานที่เปิดรับตำแหน่งงานพร้อมกับชาติอื่นๆ เพราะเมื่อเข้าถึงประชาคมอาเซียนการเคลื่อนย้ายแรงงานก็จะเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่วายมีบางภาคส่วนที่วิสัยทัศน์สั้นที่ออกมาคัดค้านประเด็นดังกล่าว โดยกลัวว่าเด็กที่ศึกษาในปีการศึกษานั้นจะจบช้า ซึ่งถ้ามองให้ยาวนี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน</p>
<p>ด้านความพร้อมเรื่องการศึกษานั้นหลายๆมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดตัวสถาบันที่ทำหน้าที่ศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มากขึ้น โดยหากย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อนจะเห็นเพียงหลักสูตรคณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น สาขาวิชาที่น่าจะมีโอกาสในอนาคตสำหรับตลาดแรงงานก็คือ ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) สาขาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษาจะได้เปรียบ รวมไปถึงสาขานิติศาสตร์กฏหมายแพ่งและกฏหมายระหว่างประเทศเพราะเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การทำธุรกรรมต่างๆจำต้องเข้าใจกฏระเบียบของแต่ละประเทศ</p>
<p>เรื่องภาษาก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ก่อนหน้านี้มีผลวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาว่าภาษาไทยจะกลายเป็นภาษากลางของอาเซียน (ดู <a href="http://news.mthai.com/hot-news/149809.html">ที่นี่</a>) ซึ่ง SIU วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และเหลวไหล หากมองในแง่ความเป็นจริงนอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษามลายู ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก หรือแค่ประเทศอินโดนีเซียประเทศเดียวก็มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกแล้วไม่มีทางที่จะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสื่อสารแน่นอนยังไม่รวมถึงประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่าง จีน ญี่ปุ่่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สิ่งที่อยากแนะนำคือ ต่อไปนี้จะเริ่มหมดยุคของการศึกษาแบบสองภาษาแล้ว และภายในปี 2020 การศึกษาแบบ 3 ภาษา (ภาษาประจำชาติ,ภาษาอังกฤษ และ ภาษาทางเลือก เช่น ภาษาจีน หรือ ภาษาอาเซียน) จะเข้ามาแทนที่</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23729" title="22" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/22.jpg" alt="" width="460" height="268" /></p>
<p>ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนส่วนใหญ่ในแง่ของเศรษฐกิจเท่านั้น จริงๆยังมีอีกสองเสาหลักคือ เสาด้านความมั่นคง และเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจก็คือบทบาทส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ที่ภาคส่วนราชการและรัฐบาลเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่เป็นผู้ได้รับส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมีความตื่นตัว สามารถปรับตัวได้และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง นี่คือสิ่งที่รัฐจะต้องสนับสนุนไม่ใช่เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>ภาพฝันของทุกคนมักจะมองไปว่าพอถึงปี 2015 ทุกอย่างจะมีความพร้อม แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ความจริงของอาเซียนอาจไม่ได้หอมหวานอย่างที่เราจินตนาการ เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันและสามารถปรับตัวได้ โดยตลอดปีนี้ SIU จะมีบทความเกี่ยวกับอาเซียนให้ติดตามเป็นระยะๆ รวมถึงการจัดเสวนาเกี่ยวกับอาเซียนเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asean2015-start-from-here/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>75</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พันศักดิ์ วิญญรัตน์: จุดประกายขายฝันอนาคตประเทศ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-future-planning-of-thailand/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-future-planning-of-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Jan 2012 07:49:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ขายฝันอนาคตประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์ คณะกรรมการ กยอ]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์ วิญญรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์ อุทยานการเรียนรู้ TK Park]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23520</guid>
		<description><![CDATA[สร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมในทุกด้าน ไม่ใช่เพียงให้ผ่านวิกฤติน้ำท่วมให้ได้ แต่เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่ง การเมืองดี ประชาชนมีรายได้เพียงพอจะหาความสุขตามสมควร ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีคนที่หวังดีกับประเทศจำนวนไม่น้อย เสนอแนวคิดและวิธีการหลากหลายในการแก้ไขปัญหาประเทศไทย เพื่อให้ก้าวพ้นกับดัก และอุปสรรคที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆไปได้ ตั้งแต่ข้อเสนอให้ “ยกเครื่องประเทศไทย” ของ ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ นักวิชาการที่รับผิดชอบการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรโลกจากสถาบันศศินทร์</p>
<p><span id="more-23520"></span>กระทั่ง ถึงข้อเสนอของ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ที่ให้ “จัดระเบียบประเทศไทยในปี 2555 ใหม่” หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ร้ายๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ จนถึงวิกฤตการณ์ล่าสุด “มหาอุทกภัยในปี 2554” ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ประเทศต้องสูญเสียความมั่งคั่งไปเป็นมูลค่ามหาศาล ขณะเดียวกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศเดินถอยหลังกลับไปอีกหลายปี</p>
<p>แต่ ก็อีกนั่นแหละที่หลายครั้ง ข้อเสนอ และแนวคิดดีๆเหล่านี้ ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือถูกนำมาเป็นมาตรการในการแก้ปัญหาประเทศอย่างที่ควรจะเป็น และนี่เป็นอีกข้อเสนอของ <strong>ดร.พันศักดิ์ วิญญรัตน์</strong> ประธานคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ และ ต่างประเทศ หนึ่งใน คณะกรรมการยุทธศาสตร์การฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)ที่ ทีมเศรษฐกิจ นำมาถ่ายทอด</p>
<p><img src="http://farm5.static.flickr.com/4106/5097158936_d0af1c80f3.jpg" alt="Pansak" /></p>
<p>ที่ผ่านมาแนวคิดของ ดร.พันศักดิ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อาจออกนอกกรอบความรู้ความเข้าใจปกติในหมู่คนไทยทั่วไป</p>
<p>แต่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) พิพิธภัณฑ์ และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) รวมถึงงานสร้างสรรค์จากโครงการ “1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์” ที่เขาเป็นผู้จุดประกายภายใต้แนวคิดของงานสร้างนวัตกรรมการผลิต และออกแบบสินค้าที่เรียกว่า Value Creation นั้น ประสบความสำเร็จสูงจนสิงคโปร์ลอกเลียนแบบไปใช้</p>
<p>มาครั้งนี้ เขาเสนอแนวคิดนอกกรอบอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศ และคนไทยที่กำลังหวั่นวิตกกับอนาคต ตั้งสติให้ดี แล้วหันกลับมามองดูตัวเองอย่างแตกฉานเพื่อหาจุดแข็งของประเทศเป็นหลักในการ สร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ผ่านวิกฤติน้ำท่วมไปให้ได้ แต่เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่ง การเมืองดี ประชาชนมีรายได้เพียงพอจะหาความสุขตามสมควร ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมใหม่ๆของโลก</p>
<h2>เปลี่ยนกรอบความคิดเศรษฐกิจแบบเดิม</h2>
<p>การเริ่มต้นบทสนทนา เขาขอให้ทุกคนเปลี่ยนวิธีการคิดกันใหม่ ด้วยถ้อยคำที่ว่า“ความคิดเรื่องเศรษฐกิจวันนี้ จะยังอยู่ในกรอบของความคิดและการจำกัดความแบบเก่าๆไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การกังวลถึงโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยที่อยู่ใน “กับดักของรายได้ระดับกลาง” ซึ่งเมื่อก่อนอาจพูดได้ว่า “น่าเป็นห่วงมาก” ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลง”</p>
<p>แต่ปัจจุบัน “การมีรายได้ระดับกลางดีกว่าระดับรายได้สูง” แต่มีข้อแม้ว่าการอยู่ระดับกลาง ว่าจะต้อง “มีการจ้างงานและรายได้ที่คนอยู่ได้อย่างมีความสุขพอประมาณ” และ “มีการดูแลโดยรัฐที่สามารถปรับการดูแลตามความเป็นจริงของรายได้รัฐ”</p>
<p>เขา บอกว่าสองข้อแม้นี้ มีให้กับประเทศพวกรายได้ระดับสูงด้วย เพราะปัญหาในปัจจุบันนี้ คือ ปัญหา High Income Trap คือ รายได้ของประชาชน สวัสดิการของประชาชนเคยสูง แต่รายได้ของประเทศหยุดชะงัก ไม่ขยายตัว หรือมีหนี้สาธารณะสูงกว่ารายได้ ที่จะมาทำให้ “รายได้ของประชาชนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะรายได้ทางการดูแลสวัสดิการของรัฐที่เคยอยู่ในระดับสูงมีปัญหา”</p>
<p>ประเทศ ในยุโรปตะวันตก และสหรัฐฯ กำลังอยู่ในประเทศกลุ่มรายได้สูง (High Income) แบบที่มีปัญหาให้กับโลกมาก เหตุผลเพราะว่าการพัฒนารายได้ระดับสูงนั้น มาจากการพัฒนาของคนกลุ่มน้อยที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี และคนกลุ่มนี้ยังเกิดจากสังคมที่พัฒนาทางอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใหญ่มานานหรือ แก่แล้ว ท่ีสำคัญคนกลุ่มนี้กำลังมีจำนวนลดลง กลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อยในประเทศกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถ และเป็นบุคคลที่มีรายได้สูงจากการจ้างงานในประเทศน้อย</p>
<h2><img src="http://farm5.static.flickr.com/4129/5096573295_a65d1c88ed.jpg" alt="" /></h2>
<h2>เลือกรายได้ปานกลางแบบมีสุข</h2>
<p>ฉะนั้น เวลาคนถามว่าโลกมีปัญหาเศรษฐกิจ? “ใครบอก” โลกไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจ แต่โลกมีปัญหา 2 อย่าง คือ 1.เล่นเงินซะจนฉิบหาย 2.โลกมีอาการปัญญาต่ำ คิดไม่ออก เพราะมัวแต่ไปคิดเรื่อง Middle Income Tax หรือการจัดเก็บภาษีรายได้ของคนชั้นกลาง</p>
<p>“ปัญญาตกต่ำคิดไม่ออกระหว่าง ความร่ำรวย การมีสินทรัพย์มาก แต่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับการจ้างงานและสร้างงานในสังคม หรือทำให้คนส่วนใหญ่มีรายได้ที่แท้จริงเพิ่มจากการทำมาหากิน ที่ไม่ได้มาจากการเล่นตลาดหุ้น หรือเล่นกระดาษได้”</p>
<p>เขาย้ำว่า โลกมีอาการปัญญาตกต่ำ ในกลุ่มที่จะต้องใช้ความคิดระหว่างการสร้างรายได้กับการจ้างงาน และการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน สิ่งนี้ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณไม่คิด และคุณไม่มีทางที่จะตอบสนองความเคยชินของสังคมที่หวังสวัสดิการที่สูงขึ้น โดยที่ไม่มีคนจ่ายภาษีให้คุณ เพราะคนจ่ายภาษีรวยขึ้น แต่จำนวนคนจ่ายน้อยลง</p>
<p>“คน อเมริกัน 120 ล้านคนจ่ายภาษี ในอัตราที่ต่ำกว่านายสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งค่ายแอปเปิ้ล ที่เพิ่งวายชนม์ ตั้งเยอะ แต่รวมแล้วเม็ดเงินที่คนอเมริกันเหล่านั้นจ่ายภาษีมากกว่าที่นายสตีฟ จ็อบส์จ่ายไม่รู้กี่พันเท่า”</p>
<p>เพราะฉะนั้น นโยบายพรรคการเมืองบางพรรคในประเทศไทย ซึ่งไม่ต้องเอ่ยชื่อในที่นี้ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จึงมีนโยบายที่สำคัญ คือ Empower ให้พลัง สร้างความสามารถ ประสิทธิภาพแก่มวลชนที่เสียภาษี</p>
<p>“ฉะนั้น อย่าพูดอะไรโอเว่อร์ เพราะ Middle Income นั้นอยู่ที่ว่าสิ่งแวดล้อมของความเป็นจริงอยู่ที่อะไร เราควรจะอยู่ในกลุ่มคนมีรายได้ปานกลางอย่างมีความสุข เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่อนิจจัง ไม่อยู่กับที่ มันเคลื่อนไปเรื่อยๆ เหมือนประเทศไทย 23-25 ปีที่ผ่านมา รายได้ของคนจนที่สุดของประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น 220% และประเทศที่มีรายได้คนจนที่สุดต่ำกว่าไทยก็เคลื่อนขึ้นมาเช่นกัน” แต่ประเด็นปัญหา คือ กลุ่มคนมีรายได้สูงของประเทศร่ำรวยกลับหยุด เพราะมันแก่แล้ว มันคิดไม่ออกว่าจะจ้างงานในประเทศตัวเองอย่างไร</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-future-planning-of-thailand/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81/" rel="attachment wp-att-23521"><img class="aligncenter size-full wp-image-23521" title="กาฝาก" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/กาฝาก.jpg" alt="" width="600" height="450" /></a></p>
<h2>แนะคนไทยเป็น “กาฝากที่มีคุณภาพ”</h2>
<p>เขาบอกต่อไปว่า จากทุกอย่างที่เล่าให้ฟัง เมืองไทยในสถานการณ์โลกอย่างนี้ “เราจะอยู่อย่างไร?” วิธีการคือ</p>
<ol>
<li>อย่ากระแดะ</li>
<li>อย่าสำคัญตัวผิด</li>
<li>และถ้าเกาะความต้องการ (Demand) ของใคร หรือทำตัวเป็น “กาฝาก” ก็ต้องเลือก เพราะ “กาฝาก” มี 2 ชนิด คือ แบบจีน วันๆ ไม่ต้องคิดอะไร ดูคนอื่นอีกที ดูเขาเฉยๆ แต่กาฝากอีกแบบขอเกาะเขาเฉยๆ และดูเพื่อสร้างตัวเอง มีพลังงานของตัวเอง</li>
</ol>
<p>อย่างไร ก็ตาม ในเศรษฐกิจโลกไม่มีใครที่จะยอมให้คุณเป็นกาฝากเฉยๆ ก็ต้องดูดอะไรจากคุณด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 ซึ่งจีนคือมหาอำนาจในการผลิต แต่ยังไม่ใช่มหาอำนาจในการสร้างคุณค่า มีกระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตและออกแบบสินค้า หรือ Value Creation</p>
<p>มหาอำนาจในการสร้างคุณค่ายังอยู่ในโลกตะวันตก ส่วนในเอเชียมีมหาอำนาจที่สร้าง Value Creation คือ ญี่ปุ่น หรืออาจมีบางประเทศบ้างที่ทำได้เล็กๆ น้อยๆ เหตุผลที่ทำให้เราโง่ ขี้เกียจ สันหลังยาว คือ พวกที่ประดิษฐ์เครื่องจักรและทำให้ง่ายขึ้นๆ มาขายให้เรา ให้เราเป็นผู้รับจ้างผลิต ส่งงานเข้าเครื่อง จ้างลูกจ้างต่ำกว่า 300 บาท</p>
<p>ซึ่ง ชีวิตแบบนี้ “เราจะอยู่ต่อไปไม่ได้ เราต้องทำ Value Creation ไม่ใช่ Value Added หรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่อย่ากระแดะ อย่าโอเว่อร์ ต้องรู้จักตัวเองให้มีส่วนต่าง</p>
<p>เพิ่มขึ้น โดยที่รู้ว่าดีมานด์กับสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้คืออะไร และเกาะดีมานด์ที่มีศักยภาพ เช่น โรงสีของซีพีเอาเทคโนโลยีใช้เลเซอร์ยิงเพื่อเลือกข้าวคุณภาพดีทีละเมล็ด”</p>
<p>คนญี่ปุ่นถือเป็นชาติที่รู้จักทักษะของคนไทยดีที่สุด 60 ปี ที่คนญี่ปุ่นลงทุนในเมืองไทยรู้ว่าเอาคนไทยไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งมี 2 ทางคือ การให้บริการในส่วนที่คนไทยมีทักษะ ซึ่งใช้การบริหารเพียงนิดเดียว ทักษะนั้นก็เพิ่มขึ้นและรู้ด้วยว่าจะเกาะดีมานด์อะไร ได้แก่ ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก เป็นการคิดแบบ “Think Local Act Global” คือ เอาสินทรัพย์ที่เป็นทักษะท้องถิ่นขยายไปทั่วโลก</p>
<p>“ประเทศไทยมาคิด ทำครัวโลก ญี่ปุ่นคิดทำครัวโลกมาตั้งนานแล้ว เอาคนอีสานที่ทำปลาสดเก่งไปฝึกตัดปลาซูชิ ส่งไปอยู่สถานทูตและร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก เท่ากับประเทศไทยเป็นครัวโลกมาตั้งนานแล้ว โดยคนญี่ปุ่น”</p>
<p>ทักษะของคน ไทยอีกอย่างที่ญี่ปุ่นเห็นคือ คนไทยรู้จักวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีวิธีการแก้ไขปัญหา ที่แปลกๆ ญี่ปุ่นจึงลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทยยิ่งใหญ่มาก เพราะเห็นทักษะของคนไทยที่เก่งจึงมาลงทุนพร้อมกับมาฝึกทักษะเพิ่มให้ด้วย ฉะนั้น เราไม่สามารถปฏิเสธประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของไทยและอุตสาหกรรมรถยนต์กับ ญี่ปุ่นได้ และอุตสาหกรรมนี้ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพราะชาติเอเชียมีรายได้มากขึ้น</p>
<p>“ญี่ปุ่น ก็จะเอาไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต ทั้งๆที่น้ำท่วม แต่บริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ไม่หนีออกจากเมืองไทย ด้วยเหตุผลเพราะทักษะของคนงานไทยมีคุณค่ามากสำหรับญี่ปุ่น”</p>
<p>เหล่านี้ ต้องให้ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมทั้งหลาย ไปนั่งคิดดูและจัดการให้สำเร็จ ว่า การผลิตในระยะ 15-20 ปีข้างหน้า มีงานในส่วนใดบ้างที่จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องจักรและทักษะของคนงาน ไทย</p>
<p>มีงานในส่วนใดที่หนีจากการใช้ทักษะของคนงานไทยไม่ได้ บวกด้วยการเป็น “กาฝากที่มีคุณภาพ” ฉะนั้น กาฝากแบบไทยที่พึ่งต้นไม้อยู่นั้น ต้นไม้ก็คือ “อุตสาหกรรมญี่ปุ่นในเมืองไทย”</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-biography/img_3987/" rel="attachment wp-att-9891"><img class="aligncenter size-medium wp-image-9891" title="พันศักดิ์ วิญญรัตน์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/IMG_3987-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a></p>
<h2>สร้างโลจิสติกส์ใหม่เปลี่ยนวิถีชีวิตคน</h2>
<p>อีก ส่วนหนึ่งของอนาคตเศรษฐกิจไทย เขาบอกว่า ความต้องการของจีน ยุโรป และสหรัฐฯ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกก็ยังมีอยู่ ขณะที่รายได้ต่อหัวของยุโรปและสหรัฐฯก็ยังสูงกว่าคนไทย และคนที่มีรายได้ต่อหัวสูงตลอดจนคนชั้นต่ำและชั้นกลางของเขาก็คือ “ผู้ต้องการสินค้าและบริการของไทยที่มีศักยภาพ”</p>
<p>ขณะเดียวกัน แม้ว่ารายได้ของคนยุโรปจะลดลง และรายได้ต่อหัวของคนจีนรุ่นใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ต่อหัวของคนยุโรปก็ยังสูงกว่าคนจีน ดังนั้น จีนไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะไม่หิ้วยุโรปและสหรัฐฯ</p>
<p>แต่ที่คิดไม่ออกใน เชิงยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้งคือ ถ้าจะปล่อยให้ยุโรปและสหรัฐฯเจ๊ง ทำไมต้องหิ้วในส่วนของคนไทยก็ต้องจัดการตัวเองว่า จะผลิตสินค้าและบริการใดที่ป้อนให้กับความต้องการเหล่านั้น ในส่วนที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมรถยนต์ และหน้าที่ของรัฐบาล คือ ต้องสร้างโอกาส ในการสร้างโครงสร้าง ให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ และต้องหาที่ใหม่ให้อุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลคนงานไทยได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด</p>
<p>ฉะนั้น ก็ต้องหาพื้นที่ดอนในประเทศ หาน้ำ หารถไฟความเร็วสูง ที่เป็นโลจิสติกส์ที่สำคัญที่จะเชื่อมจากทางเหนือลงทางใต้ จากปักกิ่ง-กรุงเทพฯ และจะต้องใช้เชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจหมายเลข 9 East-West Economic Corridor เพื่อไปสู่ท่าเรือทวายของประเทศพม่า ที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นโลจิสติกส์ที่จะลดต้นทุนของประเทศไทยและสร้าง กระบวนการบริโภคใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม</p>
<p>หมายความว่า คนในเขตกรุงเทพฯก็จะใช้เงินจากสินค้าแปลกๆ จากต่างจังหวัด โดยใช้เวลาขนส่งน้อยลง จะสามารถกินอาหารสดๆ ได้ เช่น ปลาแปลกๆ จากแม่น้ำโขง ผักต่างๆ ของภาคอีสาน หรือเส้นขนมจีนพิเศษจากอีสาน ซึ่งคนอาจลืมไปว่า การบริโภคอาหารมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้จากความหลากหลายและจากกระบวนการโลจิสติ กส์ที่รวดเร็ว</p>
<p>ส่วนประกอบของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใหม่ จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางโลจิสติกส์ ต่อไปวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ พอตกเย็นนัดครอบครัวขึ้นรถไฟความเร็วสูง 200 กม./ชั่วโมง ไปกิน เที่ยว นอนในต่างจังหวัด พอคนกรุงเทพฯไปอยู่ต่างจังหวัดมากขึ้น คอนโดมิเนียมในกรุงเทพจะกลายเป็นคอนโดห้องเล็กๆ แต่หรูหราเกิดสไตล์ใหม่ขึ้น</p>
<p>ฉะนั้น อนาคตของประเทศไทยคือ จัดการโครงสร้างเหล่านี้ จากนั้น “สิ่งที่จะตามมา ก็จะตามมาเอง”</p>
<p>“เมือง ไทยคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรที่จะส่งออกเงินออมของคนกรุงเทพฯไปต่างจังหวัด อินเตอร์เน็ตอีก 5 ปีข้างหน้า ควรจะเป็น 4 จี การไปมีบ้านอยู่ในระยะ 150 กม.จากกรุงเทพฯ ดีกว่ามาพักที่กรุงเทพฯ เรื่องอะไรจะไปสร้างบ้านอยู่ในพื้นที่น้ำอาจจะท่วม กับการนั่งรถไฟ 200 กม.ต่อชั่วโมง อยู่ห่างกรุงเทพฯ 100 กม. ก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง”</p>
<p>การพัฒนาโลจิสติกส์จะทำให้คนไทยได้มีบ้านที่มีสวน มีแม่บ้านที่ไม่ต้องจากบ้านมาไกลๆ เพื่อมาทำงานให้ จะช่วยลดการเคลื่อนย้ายของคนเข้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังเอาคนในกรุงเทพฯไปอยู่นอกเมือง จะเกิดการสร้างงานต่อเนื่อง และเมื่อมีโลจิสติกส์แบบนี้ ก็จะเกิดธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะบริการคนนอกกรุงเทพฯเกิน 150 กม.ในระดับมหาศาล</p>
<p>ขณะ เดียวกัน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ใหม่ๆ จะยิ่งดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่น ที่ต้องการการลงทุนใหม่ผ่านไทยไปอินเดีย จึงต้องเร่งทำพิธีกรรมทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสำหรับเส้นทา งอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ และนอร์ท-เซาท์ ผ่านลาวออกไปจีนควบคู่กันไป เรียกว่า Reverse cross strategy หรือกลยุทธ์ย้อนกลับข้าม</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-future-planning-of-thailand/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2-2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2/" rel="attachment wp-att-23522"><img class="aligncenter size-full wp-image-23522" title="นิติธรรม นิติรัฐ เลิก 2 มาตรฐาน" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/นิติธรรม-นิติรัฐ-อย่า-2-มาตรฐาน.jpg" alt="" width="375" height="500" /></a></p>
<h2>เรียกหาระบบ “นิติธรรม” เลิก “สองมาตรฐาน”</h2>
<p>แต่ ทั้งหมดทั้งปวง เขาบอกว่า จะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้อย่างผิดเพี้ยน หากเราไม่มี “ระบบนิติธรรม” ที่ชัดเจนและนิ่ง ไม่ใช่ “สองมาตรฐาน” เช่นปัจจุบัน คำว่า “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่ เสื้อเหลือง เสื้อแดง ด่ากันเอง นักธุรกิจก็ด่า ฉะนั้น ถ้าระบบนิติธรรมที่ยังเป็นสองมาตรฐาน จะไปได้ไม่ไกล</p>
<p>พร้อม กันนั้น ต้องจัดหากระบวนการให้คนทะเลาะกันทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยทุกอำนาจในสังคมไทย ต้องยอมรับระบอบประชาธิปไตย คือ “การยอมให้คนทำผิดและล้มเหลวและหลีกไปให้อีกคนขึ้นมาแทน ถ้าหากไม่เอาระบอบประชาธิปไตย คนที่ทำผิดและล้มเหลวจะไม่ยอมไป”</p>
<p>โดยที่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดในการจัดการสร้างความน่าเชื่อถือของ ประเทศ ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการเมือง และโครงสร้างระบบนิติธรรม ถือเป็นเรื่องระดับความมั่นคงของประเทศ ฉะนั้น ใครที่อยู่ในคุก ออกมาให้หมด ที่ทะเลาะกันให้เลิก ไม่เช่นนั้นไม่ทันกาล)</p>
<p>ยุทธศาสตร์ในขณะนี้ ประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญกับประเทศไทย และไทยก็มีความสำคัญกับเพื่อนบ้านมาก ฉะนั้น ต้องมาคิดว่า จะทำอย่างไรกับญี่ปุ่น? จะทำอย่างไรกับอินเดีย? และจะทำอย่างไรกับตัวเอง?</p>
<p>“อย่า เผาบ้านตัวเอง วิธีการคือเอาประชาธิปไตย เอามาตรฐานเดียวของระบบนิติธรรม เพราะเวลาประชาชนล้มเหลว ประชาชนต้องจ่ายเอง ไม่ใช่ให้รัฐมาจ่าย ขณะที่ทุกความล้มเหลว คือบ่อเกิด Creativity หรือการสร้างสรรค์”</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/chuvit-flood/corat8/" rel="attachment wp-att-22622"><img class="aligncenter size-medium wp-image-22622" title="น้ำท่วม" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/10/corat8-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a></p>
<h2>เปลี่ยนระบบบริหารจัดการน้ำประเทศ</h2>
<p>ภายหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ เขาเสนอแนะว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งหมด ให้มีองค์กรดูแลชัดเจน เพราะไม่ว่าประเทศไทยมีงบประมาณหลายแสนล้านบาทเพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้น ฐาน จะทำฟลัดเวย์แบบใด แต่ถ้าไม่เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการน้ำก็ไม่มีประโยชน์</p>
<p>“จะเลือกฟ ลัดเวย์แบบไหนว่าไปเลย แต่ต้องมีคนรับผิดชอบที่ชัดเจน เป็นองค์กรๆ เดียวทำหน้าที่ 24 ชั่วโมง เพราะตอนนี้ใครบริหารบ้างไม่รู้ และนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มีหน้าที่บริหารน้ำ”</p>
<p>โดยการทำฟลัดเวย์ ต้องจัดการคุยกับประชาชน โดยเห็นด้วยอย่างมาก ที่จะบอกชาวนาเพื่อขอใช้พื้นที่ของเขา 3 เดือน และรัฐจ่ายให้เอาน้ำลงนา ชะลอน้ำไว้ แต่คลองในกรุงเทพฯต้องลึก กว้าง ห้ามมีจอกแหน ต้องมีการตรวจเครื่องสูบน้ำและสตาร์ทเครื่องสัปดาห์ละครั้ง</p>
<p>ขณะเดียวกัน ต้อง “คิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจากฟลัดเวย์ โดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ถูกทำเป็นฟลัดเวย์เพื่อให้น้ำไหลผ่าน ให้ช่วยกันคิดว่าจะเอาประโยชน์ที่น้ำผ่านได้อย่างไร เช่น ถ้ามี 5-10 อบต.ที่น้ำผ่าน สมมตินาน 3 เดือน ก็ร่วมมือกันจัดเทศกาลตกปลา หรือจัดทำเป็นเขตการท่องเที่ยว</p>
<p>“การห้ามคนไทยไม่ทำผิดกฎหมายผังเมือง ถือเป็นเรื่องยาก นอกจากสร้างแรงจูงใจให้คนไทยไม่อยากทำผิดกฎหมายผังเมือง และได้มากกว่า สิ่งเหล่านั้นคือ การสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจไทยให้เกิดขึ้น”</p>
<p>ความเสียหายต่อทรัพย์สินคนไทยที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยในครั้งนี้มากมายมหาศาลถึง 1.4 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่เสียหายมากยิ่งขึ้นไปอีก คือความมั่นใจของนักลงทุนและคนไทยเอง จึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง</p>
<p>เป้าหมายอนาคตประเทศไทยตามแผนทั้งหมดนี้ ดร.พันศักดิ์ สรุปว่า ครึ่งหนึ่งต้องเสร็จภายในไม่เกิน 4 ปี อีกครึ่งควรต้องเสร็จภายในไม่เกิน 10 ปีนับจากห้วงเวลานี้ และถ้าไม่ทำ “อนาคตของประเทศไทย” ก็จะลำบากอย่างแน่นอน.</p>
<p><a href="http://www.24society.com/forum.php?mod=viewthread&amp;tid=12216&amp;extra=page%3D1"> 24 Society</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-future-planning-of-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปี 2555 โฟกัสหลักอยู่ที่ &#8220;แก้รัฐธรรมนูญ&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/2012-year-of-constitution-amendment/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/2012-year-of-constitution-amendment/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Jan 2012 06:26:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายอาญามาตรา 112]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มนิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรา 112]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรรมนูญ 2550]]></category>
		<category><![CDATA[แก้รัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23513</guid>
		<description><![CDATA[บทวิเคราะห์ SIU การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประเด็นใหญ่ประจำปี 2555 ที่สังคมไทยทุกส่วนต้องช่วยกันผลักดันให้เดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา เกิดการ &#8220;ความไม่สมดุลย์&#8221; ของอำนาจทางการเมืองการปกครอง การจัดสรรทรัพยากร การกระจายรายได้ การแบ่งส่วนอำนาจบริหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางรัฐศาสตร์ที่ส่งผลไปยังมิติทางเศรษฐกิจและสังคม</p>
<p>ตามรูปแบบของ &#8220;รัฐ&#8221; สมัยใหม่ที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศ ความไม่สมดุลย์ของอำนาจย่อมสะท้อนอยู่ในตัวบทกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดอ่อนหลายประการ ซึ่งภายหลังเป็นเหตุให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนำไปใช้ประโยชน์ จนเกิดแรงต่อต้านจากส่วนอื่นๆ ในสังคม ส่งผลไปถึงเหตุการณ์รัฐประหาร 2549</p>
<p>แต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เองก็กลับสร้างปัญหาใหม่อีกหลายประการ ทั้งตัวที่มาเองที่ถูกวิจารณ์ว่า &#8220;ไม่ชอบธรรม&#8221; และประเด็นอื่นๆ ที่ระบุในตัวรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รูปแบบการเลือกตั้ง และกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระอื่นๆ</p>
<p>ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ไปบางมาตราในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหาอีกหลายประเด็นเหลืออยู่</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-23518" title="อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/democracy-momument-620x465.jpg" alt="Democracy Monument" width="620" height="465" /></p>
<p>นอกจากตัวรัฐธรรมนูญเองแล้ว ก็ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นปัญหา สร้างความขัดแย้งในสังคม ที่เห็นชัดเจนในรอบ 3-4 ปีให้หลังคือ พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกใช้โดยดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในวาระโอกาสต่างๆ</p>
<p>ความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่า &#8220;กฎหมาย&#8221; หลายๆ ฉบับเหล่านี้ (รวมถึงกฎหมายอื่นๆ นอกจากที่เอ่ยนามมา) มีปัญหา และจำเป็นต้องถูกแก้ไข</p>
<p>ในปี 2554 ที่ผ่านมา เราก็เริ่มเห็น &#8220;ข้อเสนอ&#8221; ให้แก้ไขกฎหมายกลุ่มนี้จากหลายๆ ภาคส่วนของสังคมบ้างแล้ว</p>
<p>ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ <a href="http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/">ข้อเสนอ 4 ประเด็นของกลุ่มนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554</a> อันประกอบด้วย</p>
<ol>
<li><strong>การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</strong> ซึ่งเป็นการแก้ไขผลของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</li>
<li><strong>การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112</strong></li>
<li><strong>กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร</strong></li>
<li><strong>การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่</strong></li>
</ol>
<p>ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขตัวบทกฎหมาย คงเป็นประเด็นที่ 2 และ 4 เป็นหลัก โดยมีประเด็นที่ 1 มาเกี่ยวข้องในฐานะผลของรัฐธรรมนูญ 2549 และคำวินิจฉัยของศาลหลังรัฐประหารด้วย ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของผู้ต้องหา-ผู้เสียหายมากกว่าเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายโดยตรง</p>
<p>ถ้าอิงจากข้อเสนอของนิติราษฎร์เป็นหลักแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายที่สำคัญมี 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2550 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112</p>
<p>กฎหมายอาญามาตรา 112 กลายมาเป็นศูนย์กลางความสนใจหลักของสังคมไทย โดยระยะหลังๆ มานี้จะมีการสนทนา ถกเถียง ในประเด็นการแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 จากหลายส่วนในสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น</p>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/trct-propose-article-112-changes/">ข้อเสนอของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องคดี และลดโทษสูงสุดเหลือ 7 ปี</a></li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/ohch-watch-article112/">ข้อเสนอของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่ง UN เตือนไทยในกรณีการใช้กฏหมายมาตรา 112</a></li>
<li><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20111208/423504/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A1.%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2112-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9B.html">นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พูดถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่ามีบทลงโทษรุนแรงเกินไป</a></li>
<li><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20111230/427174/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%99.%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89112%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%97.%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%AD-.html">นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ค้านการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112</a></li>
</ul>
<p>แต่กฎหมายมาตรานี้มีความละเอียดอ่อนสูง และเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง สังคมไทยจึงต้องใช้เวลาถกเถียง ใคร่ครวญ นำเสนอข้อดีข้อเสียกันอีกสักระยะหนึ่ง สภาพสังคมจึงจะ &#8220;สุกงอม&#8221; พอที่จะตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะมีมติอย่างไรต่อมาตรา 112 นี้</p>
<p>พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้นำของรัฐบาลและรัฐสภา ก็ประกาศตัวชัดผ่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่าจะ &#8220;ไม่แตะต้อง&#8221; มาตรา 112 อย่างแน่นอน ทำให้โอกาสที่จะเห็นความพยายามจากรัฐบาลและรัฐสภาต่อการแก้ไขมาตรา 112 ในระยะอันใกล้นี้แทบจะไม่มีเลย</p>
<p>หมายเหตุ: รายละเอียดของการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ดูได้จากบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/lese-majeste-an-icebergs-event/">ปรากฏการณ์ยอดภูเขาน้ำแข็ง “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”</a></p>
<p>ถึงแม้มาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จะสร้างความขัดแย้งในสังคมได้เยอะกว่า แต่สุดท้ายแล้ว กฎหมายหลักที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเมืองในระยะสั้นย่อมเป็น &#8220;รัฐธรรมนูญ 2550&#8243; ที่ทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์การแบ่งสรรอำนาจในสังคมไทยต่างหาก</p>
<p>สังคมไทยค่อนข้างมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นปัญหาและจำเป็นต้องถูกแก้ไข คำถามอยู่เพียงว่าจะแก้ไขอย่างไรและเมื่อไรเท่านั้น เพราะฝั่งพรรคเพื่อไทยเองก็ชูธงมาตั้งแต่การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรามาแล้วด้วยซ้ำในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์</p>
<p>รูปแบบการแก้รัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ได้ข้อยุติ มีตั้งแต่การแก้ไขเป็นบางมาตรา และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับผ่านการตั้ง สสร.3 แต่นอกจากนี้ก็ยังมี<a href="http://www.siamintelligence.com/ukrit-blame/">ข้อเสนอแปลกใหม่จากคณะกรรมการอิสระอย่าง คอ.นธ. (คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ) ชุดของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ที่ออกมาเสนอให้ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 34 คน</a> ที่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายอื่นๆ ในสังคมมากนัก</p>
<p>รูปแบบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตั้ง สสร.3 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมีข้อดีคือให้ภาพลักษณ์ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยอิงกับกระบวนการเดิมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และช่วยค้ำยันรัฐบาล-รัฐสภาว่าไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองเพื่อประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคำถามถึงที่มาของ สสร.3 ว่าจะมาอย่างไร จะมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งกันแน่ และคุณสมบัติของสมาชิก สสร.3 จะต้องเป็นอย่างไรบ้าง</p>
<p>ประเด็นถัดมาที่ต้องพิจารณาก็คือช่วงเวลาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นเมื่อไร ซึ่งหลายฝ่ายอยากให้แก้ไขกันในปี 2555 นี้ แต่บางฝ่ายในพรรคเพื่อไทยก็เสนอประเด็นว่าให้เลื่อนออกไป เพื่อให้รัฐบาลแสดงฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้เสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เสียก่อน ประเด็นนี้พรรคเพื่อไทยเคยมีบทเรียนแล้วสมัยพรรคพลังประชาชนในอดีต ที่เลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญออกไปแต่สุดท้ายรัฐบาลก็ล่มลงเสียก่อน</p>
<p>สิ่งสุดท้ายที่ควรพิจารณาก็คือเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะมีอะไรบ้าง เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่มีประเด็นย่อยแทรกอยู่มาก เพราะประเด็นทางการเมืองที่เคยเป็นปัญหาตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากต้องถูกยกขึ้นมาอภิปราย และนำเสนอวิธีแก้ไข ต้องใช้เวลากับมันในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียอีกมากพอสมควร ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สังคมไทยต้องร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>เพราะที่สุดแล้ว ยังไงเสียประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย มีที่มาอย่างชอบธรรม เพื่อให้สังคมโดยรวมยุติความขัดแย้งและเดินหน้าต่อไปได้ และปี 2555 นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มคุยกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ (สักที)</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/2012-year-of-constitution-amendment/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากคนขายผักถึงอากง จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของปรากฏการณ์ใหญ่ๆ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/from-tunia-merchant-to-arkong/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/from-tunia-merchant-to-arkong/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Dec 2011 10:00:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[112]]></category>
		<category><![CDATA[Arab Spring]]></category>
		<category><![CDATA[การประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คดีอากง]]></category>
		<category><![CDATA[คดีอากง SMS]]></category>
		<category><![CDATA[ตูนิเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประท้วง]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรา 112]]></category>
		<category><![CDATA[เผาตัวเองประท้วง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23407</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนดูปรากฏการณ์ Arab Spring แล้วหันมาดูความเคลื่อนไหวแก้ 112 ล้วนมาจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ไม่มีใครคาดฝัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โมฮัมเหม็ด โบอัวซิซิ (Mohamed Bouazizi) เป็นชื่อที่เอ่ยออกมาแล้วไม่น่าจะมีใครรู้จัก เขาเป็นชาวตูนิเซียที่เกิดในเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกล ไม่ได้รับการศึกษาตามระบบด้วยเหตุผลเรื่องฐานะ เขาต้องทำงานเต็มเวลาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวแทนพ่อเลี้ยงที่สุขภาพย่ำแย่ เขาหาเลี้ยงแม่และน้องด้วยอาชีพตั้งแผงขายผักและผลไม้เล็กๆ</p>
<p>อาชีพของโมฮัมเหม็ดไม่ราบรื่นเท่าใดนัก เขาถูกกลั่นแกล้งจากตำรวจท้องถิ่นเป็นระยะ และวันหนึ่งในเดือนธันวาคม 2010 เขาก็ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาไม่มีใบอนุญาตขายสินค้า เขาโดนยึดผลไม้ที่ซื้อมาด้วยเครดิตล่วงหน้า และไม่มีเงินไปเสียค่าปรับต่อทางการ ในขณะเดียวกันเขาก็มีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู</p>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ โมฮัมเหม็ดถูกกลั่นแกล้งโดยเจ้าหน้าที่หญิงของเมืองที่เขาอยู่อาศัย ตามรายงานระบุว่าเธอตบหน้าเขา ถ่มน้ำลายใส่ ยึดตาชั่งซึ่งเป็นเครื่องมือหากินของเขา และถ่นด่าบิดาของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว</p>
<p>โมฮัมเหม็ดโกรธมากและไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการในเรื่องนี้ แต่ผู้ว่ากลับไม่ให้เขาเข้าพบ เรื่องก็ควรจะจบด้วยชะตาชีวิตอันน่าสงสารของโมฮัมเหม็ด เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวคล้ายๆ กันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทั่วโลก</p>
<p>แต่โมฮัมเหม็ดที่โกรธแค้นอย่างสุดตัว ประกาศว่าถ้าผู้ว่าไม่ให้เขาเข้าพบ เขาจะเผาตัวเอง จากนั้นเขาก็นำน้ำมันจากปั๊มที่อยู่ใกล้เคียงมาราดบนตัว ร้องตะโกนว่า &#8220;จะให้ผมทำอะไรกิน&#8221; จากนั้นก็จุดไฟเผาตัวเอง</p>
<div id="attachment_23408" class="wp-caption aligncenter" style="width: 495px"><a href="http://www.nydailynews.com/news/world/street-peddler-mohammed-bouazizi-sparks-tunisia-article-1.998734?localLinksEnabled=false"><img class="size-full wp-image-23408" title="mohammed-bouazizi" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/mohammed-bouazizi.jpg" alt="" width="485" height="315" /></a><p class="wp-caption-text">กลุ่มผู้ประท้วงชาวตูนิเซีย กับภาพของ Mohammed Bouazizi (ภาพ AP)</p></div>
<p>โมฮัมเหม็ดบาดเจ็บสาหัส เขาถูกนำส่งโรงพยาบาล เรื่องราวของโมฮัมเหม็ดกลายเป็นข่าวใหญ่ของตูนิเซีย ถึงขนาดว่าประธานาธิบดีเบนอาลีต้องมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม อีก 18 วันถัดมา โมฮัมเหม็ดก็เสียชีวิตลง ด้วยอายุรวมเพียง 26 ปี</p>
<p>งานศพของเขามีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน และระหว่างพิธีก็มีหลายคนตะโกนขึ้นว่า &#8220;ลาก่อนโมฮัมเหม็ด เราจะแก้แค้นให้นาย&#8221;</p>
<p>จากนั้นเหตุการณ์ Arab Spring ก็เริ่มต้นขึ้นในตูนิเซีย ฝูงชนที่ไม่พอใจและคับแค้นกับสภาพชีวิตที่ย่ำแย่ต่างลุกฮือขึ้นขับไล่รัฐบาล ประธานาธิบดีเบนอาลีต้องออกจากตำแหน่ง และเหตุการณ์ก็ลุกลามไปยังอียิปต์ ลิเบีย ซีเรียส เยเมน ซาอุดีอาระเบีย โมร็อคโค และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก</p>
<p>ประมุขของหลายประเทศต้องลงจากตำแหน่งที่ปกครองมายาวนาน ในขณะที่ประมุขของหลายประเทศสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยนโยบายการปฏิรูปการเมืองที่แบ่งอำนาจให้กับประชาชนมากขึ้น</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/time-person-of-the-year-2011-protester/">นิตยสาร TIME ของสหรัฐได้ยกให้ &#8220;ผู้ประท้วง&#8221; (The Protester) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็น &#8220;บุคคลแห่งปี&#8221; ประจำปี 2011</a> ที่กำลังจะผ่านไป ในขณะที่<a href="http://uk.reuters.com/article/2011/12/28/uk-times-bouazizi-idUKTRE7BR0CE20111228">หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษ ยกให้โมฮัมเหม็ดเป็น &#8220;บุคคลแห่งปี&#8221;</a> ในฐานะที่เป็นแรงบันดาลใจของเหตุการณ์ Arab Spring</p>
<p>เหตุการณ์เผาตัวเองของโมฮัมเหม็ด เปรียบเสมือน &#8220;ประกายไฟ&#8221; ที่เป็นเชื้อให้ความขัดแย้งที่สะสมและครุกรุ่นมานาน ระหว่างประชาชนชาวแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง กับเหล่าชนชั้นปกครองในประเทศของตัวเอง ลุกไหม้ขึ้นมาและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าการกระทำของโมฮัมเหม็ดเพียงลำพัง ย่อมไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ ถ้าหากว่า &#8220;โครงสร้างสังคม&#8221; ของแอฟริกาเหนือไม่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าอธิบายด้วยหลักทางสังคมศาสตร์สมัยใหม่ มันเปรียบเสมือนจุด tipping point ของพลังที่สะสมบ่มมาจนได้ที่แล้ว จะเริ่มแสดงพลังของมันออกมานั่นเอง</p>
<p>ย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทย เหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันคือคดีของ &#8220;อากง&#8221; หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ชายไทยเชื้อสายจีนอายุ 61 ปี ที่ถูกพิพากษาจำคุกรวม 20 ปี จากการส่ง SMS ที่มีเนื้อหา &#8220;หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&#8221; ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112</p>
<p>&#8220;คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&#8221; ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ที่ผ่านมาเราเห็นคดีคล้ายๆ กันมานับไม่ถ้วน ประเทศไทยเคยผ่านประสบการณ์กับคดีที่มีชื่อเสียงอย่างกรณีของ ส.ศิวรักษ์ หรือ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในอดีต แต่เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ปะทุขึ้น จำนวนของคดี 112 ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะจำเลยที่มาจาก &#8220;กลุ่มคนเสื้อแดง&#8221; ซึ่งถูกสังคมมองว่า &#8220;หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&#8221; อย่างจงใจ</p>
<p>มุมมองของสังคมในภาพรวมต่อคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงออกไปในทิศทางที่แตกต่างและกระจัดกระจาย ในขณะที่คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นคดีกลั่นแกล้งทางการเมือง คนอีกกลุ่มกลับมองว่าจำเลยของคดีเหล่านี้ &#8220;สมควรแล้ว&#8221; เพราะละเมิดสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของสังคมไทย</p>
<p>แต่กรณีของคดี &#8220;อากง&#8221; นั้นแตกต่างออกไป เพราะภาพลักษณ์ของตัว &#8220;อากง&#8221; เองที่เป็นชายแก่ ไม่เคยมีบทบาทด้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชัดเจนนัก บวกกับหลักฐานในการพิจารณาคดีที่ถูกตั้งคำถามอย่างมาก ทำให้เสียงของคนกลางๆ ที่เคยรู้สึก &#8220;เฉยๆ&#8221; กับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ และเริ่มไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่</p>
<p>ช่วงหลังการตัดสินคดีอากง เราจึงเริ่มเห็นปรากฎการณ์เคลื่อนไหวในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่แต่เพียงความเคลื่อนไหวจากฝั่งกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น ความเคลื่อนไหวจากคนที่ไม่เคยแสดงออกทางการเมืองก็เริ่มเด่นชัดขึ้น และมิหนำซ้ำ เรายังเห็นความเคลื่อนไหวจากฝั่งคนที่มีภาพลักษณ์ใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัติรย์ อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าโทษของมาตรา 112 นั้น &#8220;รุนแรงเกินไป&#8221; อีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้เรายังเห็นความเคลื่อนไหวจากฝ่ายอื่นๆ ในสังคมไทยที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องมาตรา 112 ทั้งที่เห็นด้วยและสนับสนุน เช่น <a href="http://www.siamintelligence.com/thai-internet-users-to-protest-the-us-embassy-facebook-on-lese-majeste-abolition/">ปรากฏการณ์ใน Facebook ของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย</a> <a href="http://www.siamintelligence.com/court-spokeman/">การออกมาชี้แจงของโฆษกศาลยุติธรรมต่อการตัดสินคดีอากง</a> และล่าสุดกับ<a href="http://www.siamintelligence.com/trct-propose-article-112-changes/">ข้อเสนอของหน่วยงานอิสระอย่าง คอป. ที่เสนอให้แก้เงื่อนไขบางส่วนของมาตรา 112 </a></p>
<p>มาตรา 112 เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และสังคมไทยยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อหาจุดยืนร่วมกัน (consensus) ว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างไร สังคมไทยแต่ละขั้วแต่ละฝ่ายยังต้องผ่านการถกเถียง ใคร่ครวญ ต่อรอง และเจรจากันอีกมาก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และน่าจะแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นในปี 2555 ที่กำลังจะมาถึง</p>
<p>ทั้งนี้เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า คดีที่ไม่ใหญ่โตนักอย่าง &#8220;อากง SMS&#8221; เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปรากฏการณ์พูดคุยเรื่องมาตรา 112 กลายมาเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจอย่างมาก ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของปรากฏกาณ์ใหญ่ๆ เช่นเดียวกับการเผาตัวเองของโมฮัมเหม็ด พ่อค้าผลไม้ที่ไม่มีใครรู้จักในตูนิเซียนั่นเอง</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/from-tunia-merchant-to-arkong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปี 2554 กับโจทย์เดิมที่ยังค้างคา &#8220;สถานภาพของทักษิณ&#8221; ที่ยังคลุมเครือ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thaksin-status-consensus/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thaksin-status-consensus/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2011 02:10:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การคืนพาสปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งทางการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[หนีคดี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23360</guid>
		<description><![CDATA[การเมืองไทยในปี 2554 มีความเคลื่อนไหวมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือ "สถานภาพ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สังคมไทยเองก็ยังไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2554 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เป็นปีที่ประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นับจากเหตุการณ์ชุมนุมครั้งใหญ่ในปี 2553 สุดท้ายก็นำมาสู่การยุบสภาของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตามด้วยการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม อันเป็น &#8216;จุดเปลี่ยนขั้วการเมือง&#8217; สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ &#8216;กบฎงูเห่าเนวิน&#8217; ในปี 2551</p>
<p>ถึงแม้รัฐบาลที่ปกครองประเทศจะพลิกขั้วจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคเพื่อไทยที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงนับจากเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา (และคาดว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงในระยะอันใกล้) ก็คือ &#8220;สถานภาพ&#8221; ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี</p>
<div id="attachment_23379" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23379" title="ทักษิณ ชินวัตร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/thaksin-red-tulip-620x348.jpg" alt="" width="620" height="348" /><p class="wp-caption-text">ทักษิณ ชินวัตร ในเนเธอร์แลนด์</p></div>
<p>ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ คือ &#8220;นักโทษหนีคดี&#8221; ที่ขาดความชอบธรรมใดๆ ในทางการเมืองและกฎหมายอาญา ดังนั้นจึงต้องตามล่า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาชดเชยความผิดที่ได้ก่อเอาไว้ (ซึ่งความผิดที่เป็นรูปธรรมมีเพียงข้อเดียวคือคดีที่ดินรัชดา แต่ความผิดอื่นที่กล่าวหามีอีกมาก) ให้ถึงที่สุด เราจึงเห็นมาตรการไล่จับ พ.ต.ท.ทักษิณ รอบโลกอย่างหนักในช่วงที่นายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว. ต่างประเทศในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทางการทูต การเพิกถอนพาสปอร์ต และการขอให้ตำรวจสากล (อินเตอร์โปล) ช่วยจับกุม</p>
<p>แต่ยุทธการเหล่านี้ยังไม่เป็นผล เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ประพฤติตัวราวกับภาพยนตร์เรื่อง Catch Me If You Can ใช้อิทธิพล คอนเนคชัน กำลังทรัพย์ ช่วยให้อยู่ในต่างประเทศได้อย่างปกติสุข (ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์พร้อมนัก) ถึงจะถูกเพิกเถอนพาสปอร์ต ก็หาพาสปอร์ตจากชาติอื่นใช้ได้ ถึงจะถูกกดดันไม่ให้เข้าบางประเทศ แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่พร้อมจะอ้าแขนรับ</p>
<p>ในอีกด้าน ในสายตาของคนอีกกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณคือ &#8220;เหยื่อ&#8221; ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 2549 และต้องโทษหลายอย่างที่กระบวนการไม่ได้มีความชอบธรรม เช่น คดีที่ฟ้องร้องโดย ค.ต.ส. ซึ่งเป็นศัตรูเก่าที่มีความขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน</p>
<p>ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยขึ้นมาครองอำนาจ เราจึงเห็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กลับมารับสิทธิที่พึงจะได้หลายๆ เรื่อง และกรณีของ &#8220;พาสปอร์ต&#8221; ที่ผลักดันสุดตัวโดย รมว. ต่างประเทศคนปัจจุบัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด</p>
<p>แต่เมื่อสังคมยังแบ่งเป็นสองข้างอย่างชัดเจนในประเด็นเรื่องสถานภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าตกลงแล้วเป็น &#8220;นักโทษหนีคดี&#8221; หรือ &#8220;เหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้ง&#8221; กันแน่ ทำให้ท่าทีใดๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดไหน ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม-ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องเผชิญกับแรงต้านจากฝั่งตรงข้ามมาโดยตลอด และกลายเป็น &#8220;ชนวน&#8221; ของความขัดแย้งทางการเมืองอื่นๆ อยู่เรื่อยมา</p>
<p>ถ้าเราไม่สามารถถอดชนวนว่า ตกลงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ มีสถานะเป็นอย่างไรกันแน่ในสังคมไทย การจะถอดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองไทยก็เป็นไปได้ยากยิ่ง</p>
<p>ทุกวันนี้การมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น &#8220;นักโทษหนีคดี&#8221; คงพิสูจน์แล้วว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ล้มเหลว เพราะรัฐบาลไทยไม่มีความสามารถในการล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษได้เพียงลำพัง</p>
<p>แต่การจะมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น &#8220;เหยื่อ&#8221; ที่ปราศจากความผิด ก็ยังไม่ใช่คำตอบของสังคมไทยทั้งหมด เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเหล่านี้</p>
<p>ถ้าอยากยุติความขัดแย้งทางการเมือง ปี 2555 อาจเป็นปีที่คนไทยต้องมานั่งคิดใคร่ครวญ และหาฉันทามติร่วมกันว่า ตกลงแล้ว สถานภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสังคมไทยคืออะไร</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thaksin-status-consensus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก้าวสำคัญของภาคธุรกิจ และ SMEs ไทย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Dec 2011 02:19:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[FTA อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[SME อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[กำแพงภาษี อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิต หลิมสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23241</guid>
		<description><![CDATA[อาเซียนกำลังจะขยับเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน วันนี้คุณรู้จักเส้นทางนี้ดีเพียงใด ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะฉายฉากทัศน์ครั้งนี้ให้คุณเข้าใจชัดเจนขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">ก่อนหน้านี้ ไทยยังไม่มีการเตรียมตัวเรื่องประชาคมอาเซียนมากนัก แต่ปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีลักษณะผิวเผิน ยังไม่ลงลึกพอที่จะทำให้คนเห็นภาพว่า “อาเซียน” ไม่ใช่แค่เรื่องเขตการค้าเสรี แต่เป็นการ Restructure การผลิต ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครลงลึกในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ</p>
<p><span id="more-23241"></span></p>
<p>SIU ได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับ<strong>อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาคณะผู้แทนไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา และนักการทูตชำนาญการพิเศษ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ คุณบัณฑิต หลิมสกุล</strong> จะเล่าให้เราฟังว่า ความสำคัญของย่างก้าวในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีความสำคัญอย่างไร ผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่ ทั้ง SMEs จะต้องเตรียมตัวแค่ไหน ภาครัฐ และฝ่ายวิชาการจำเป็นต้องมีบทบาทในการให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือแก่ภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยอย่างไรบ้าง..</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-3/" rel="attachment wp-att-23246"><img class="aligncenter size-full wp-image-23246" title="บัณฑิต  หลิมสกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/บัณฑิต-หลิมสกุล2.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p>ความใกล้ชิดระหว่างอาเซียนที่จะมีมากขึ้นในประชาคมอาเซียน เมื่อมองความสัมพันธ์แล้วความกระทบกระทั่งกันก็อาจจะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาเปลี่ยน concept เปลี่ยนความคิดกันใหม่ ที่น่ากลัวที่สุดก็คือว่า การเปิดตัวของอาเซียนในประเทศไทยมีทั้งผู้ที่ได้รับผลดีและผู้ที่ได้รับผลกระทบ พูดง่ายๆ ก็คือในประเทศเรามีผู้ประกอบการทั้งที่เป็นปลาทองและปลาปิรันย่า เพราะฉะนั้นคนที่เป็นปลาปิรันย่าพวกนี้พร้อมและกระตือรือร้นที่จะออกไปแสวงหาโอกาสที่มันมีอยู่แล้ว เพราะในขณะนี้เราไม่ได้ทำเพื่อตลาด 67 ล้านคนนะ แต่ทำเพื่อ 650 ล้านคน</p>
<p>ในขณะเดียวกัน พวกที่เป็นปลาทองต้องเจอปลาปิรันย่าตัวใหม่ๆ ที่เข้ามา ผมเปรียบเทียบประชาคมอาเซียน จริงๆ ก็เหมือนองค์การการค้าโลก หรือโลกาภิวัตน์นะครับ ว่าโลกในขณะนี้ พรมแดนระหว่างประเทศมันค่อยๆ ลดความสำคัญลง โดยเฉพาะพรมแดนทางด้านเศรษฐกิจ คุณไม่มีโควตาภาษี กำแพงภาษี <strong>คำถามก็คือว่า</strong> เมื่อก่อนนี้พวกปลาทองจะมีกำแพงคอยบัง ทั้งโควตาภาษี กำแพงภาษีคอยช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นปลาทองพวกนี้จึงอยู่ได้ ตอนนี้พวกนี้ไม่มีสิทธิแล้วนะครับ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะไม่มีอีกแล้วทางด้านเศรษฐกิจ ทุกอย่างจะโอนไปอยู่ตรงส่วนกลาง ในกรณีของอาเซียนจะเลือนหายไปหมด</p>
<p>ในขณะนี้ เมื่ออาเซียนรวมตัวเป็นประชาคม มันไม่ได้เปิดเฉพาะเรื่องของ Demand Size มันเข้าไปถึง Supply Size เราต้องเอา Supply Chain Management มาจับ เพื่อที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม ว่าคุณจะสามารถสร้างผลผลิตอย่างไรจาก Supply Chain Management หมายความว่าเราต้องรู้จักใช้ผลผลิต วัตถุดิบ แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือบางครั้งคุณอาจต้องไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างโรงงาน และคุณไปอาศัยฐาน GSP จากประเทศของเขาเพราะเขายังได้รับ GSP อยู่ เพราะฉะนั้นคุณต้อง rethink revision ใหม่หมด</p>
<p>เมื่อก่อนเรามองอะไรเป็น Zero-Sum Game ไทยได้-อินโดนีเซียเสีย ฟิลิปปินส์ได้-อินโดนีเซียเสีย ต่อไปไม่ใช่แล้วนะ เราต้องได้ด้วยกัน แล้วถ้าเสีย เราต้องเสียด้วยกัน เหมือนตอนเกิด Financial Crisis ผมคิดว่านั่นคือ จุดสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติ อดีตที่ผ่านมา ผู้นำอาเซียนไม่เคยมองเห็นภาพว่า อาเซียนจะต้องมีอนาคตร่วม แต่พอเกิด Financial Crisis ทุกคนรู้เลยว่า เขามองอาเซียนไม่ได้มองในฐานะประเทศ แต่มองในฐานะภูมิภาค เพราะฉะนั้นเมื่อเราล่ม มันจะล่มทั้งภูมิภาค</p>
<p><strong>SIU: ในฐานะ SMEs ถ้าเป็นปลาปิรันย่าที่กำลังจะเตรียมออก และอาจไม่ได้มีไซส์ใหญ่มาก ควรมีจุดเริ่มต้นอย่างไร</strong></p>
<p>สิ่งแรกคุณต้องหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะขณะนี้เราออกช้าไปนะครับ เพราะเราไม่สามารถอยู่ในประเทศและหวังว่าจะมีกำแพงบังเหมือนในสมัยก่อน คิดใกล้ไม่ได้ ต้อง Think Globally, Strategic Regionally, Act Locally ตอนนี้ต้อง Act Regionally ด้วยเพราะไม่ได้มีแค่ไทย สิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ต้องคิดมีพันธมิตรทางธุรกิจ ในแง่ที่หากว่าคุณกำลังจะเป็นปลาปิรันย่า หรือพร้อมที่จะขยับให้เป็นปลาทองที่ว่ายน้ำให้เร็วขึ้น มันมีโอกาสเยอะมากเลย เพราะทำธุรกิจขณะนี้ต้อง serve คน 650 ล้านคน คุณต้องหา Supply Size Management ใหม่ ต้องดูว่าคุณจะเข้าไปเป็นส่วนไหนของภูมิภาค คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ต้องอยู่ในห่วงโซ่ทางธุรกิจ นี่คือปัญหา ถ้าเราเริ่มทำ Business Model ใหม่ ผมคิดว่าทางมหาวิทยาลัยคงจะเริ่มทำในส่วนนี้ เอกชนขนาดเล็กไม่มี In House ที่คอยวางแผนให้ ตอนนี้ต้องมี 3 ขา คือเอกชน + รัฐ + มหาวิทยาลัย</p>
<p>ฝ่ายวิชาการเข้ามาดูในแง่ความช่วยเหลือของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการของบริษัท ฝ่ายรัฐบาลก็จะสนับสนุนว่าคุณจะให้ Finance อย่างไร คุณจะ Explore Possibility อย่างไร สถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างไร ในขณะนี้ มันต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ ซึ่งมันยังไม่เกิดขึ้น นี่คือปัญหาสำคัญ ถ้าเราจะดูตัวอย่างการทำงานที่ดีที่สุด ไม่ต้องดูไกล ดูสถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เขาจะดูว่าผลประโยชน์ในประเทศไทย ถึงเวลาแล้วเขาจะเข้ามา handle อย่างไร</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5/" rel="attachment wp-att-23244"><img class="size-full wp-image-23244  aligncenter" title="บัณฑิต-หลิมสกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/บัณฑิต-หลิมสกุล.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU: มีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องเครือข่ายโลจิสติกส์ที่จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น</strong></p>
<p>การให้ความสำคัญเรื่อง connectivity เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่เรากำลังพยายามผลักดันเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ แต่อย่าลืมว่าเรื่อง connectivity มันไม่ได้บอกว่าใครจะได้เปรียบ-เสียเปรียบ คุณจะเอาอะไรไปใส่ใน connectivity สินค้า บริการ คน การท่องเที่ยว ถ้าเราไม่มีความพร้อม การไปเชื่อมประโยชน์จาก connectivity</p>
<p>คนก็จะมองว่า connectivity คือที่ระบายสินค้าของจีนลงมาด้านล่าง จากข้างล่างขึ้นบนข้ามประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราก็จะเป็นแหล่งขยะ หรือแหล่ง pollution ให้คนอื่นวิ่งผ่าน คุณจะมี connectivity ก็จริง โดยมองไทยเป็นศูนย์กลางแต่ขอประทานโทษคุณจะเป็นแค่ไฟเขียว-ไฟแดง โดยที่ไม่คิดจะแวะ</p>
<p>เราเชื่อมโยงเส้นทางอำนวยความสะดวกจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวา แต่เราไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มที่เขาอยากจะมาแวะประเทศไทย ในที่สุด เราก็จะเหมือนกับสิ่งที่สวิสเซอร์แลนด์กลัว คือใช้ประเทศเป็นทางผ่าน และมา dump pollution ทิ้งไว้ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น คุณอย่ามอง connectivity ในแง่ logistics อย่างเดียว เพราะมันมีแง่ในด้านของการ support การค้า ซึ่งตรงนี้ยังไม่ค่อยมีใครเห็น</p>
<p><strong>SIU: เราจะเห็นว่าธุรกิจระดับโลกเข้ามาตั้ง regional headquarter ในสิงคโปร์ ถ้าอย่างนั้นความสนใจทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ยังมีเหลือมากน้อยเพียงใด</strong></p>
<p>ผมมองว่า อาเซียน นี่มันแตกต่าง ทั้งรวย-จน ทั้งพัฒนา-ด้อยพัฒนา ทั้งไม่มีภาษีอากรและมี สิ่งที่อาเซียนเป็นอาเซียนได้เพราะ 650 ล้านคนแห่งอาเซียนมันแตกต่างก็จริง แต่มัน compliment กัน เหมือนหนังเจมส์บอนด์ World is not enough เป็น World were not enough ถ้าคุณมองให้ดี ASEAN 650 ล้านคน เราค้าขายไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าจะไปแย่งกับคนอื่น คำถามที่ผมพยายามถามคือ คุณต้องเชื่อมกับพันธมิตร คุณต้อง positioning ประเทศไทยใหม่ ต้องยอมปล่อยบางส่วนให้สิงคโปร์เขาทำ เราอยากทำบางส่วนแต่เห็นว่ามาเลเซียเขาทำได้ดีกว่า</p>
<p>อุตสาหกรรมหลายอย่างที่ไม่ควรอยู่ในประเทศไทยหรือย้ายฐานออกไปข้างนอก เรายังผลิตสินค้าที่เป็น low-tech การเอาแรงงานเข้ามายังนำพาปัญหาสังคมเข้ามาด้วย ประเทศไทยกลายเป็นขยะ พัทยาก็มีแหล่งสะสมมาเฟียทุกชาติอยู่ในไทย เราอาจต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตใหม่</p>
<p>ขณะนี้เรามีจีน เวียดนามที่มีแรงงานราคาถูก ด้านบนของเรามีสิงคโปร์ มาเลเซีย เราอยู่ตรงกลางและไม่ยอมเปลี่ยนจึงถูกบีบทั้งข้างล่าง ข้างบน เราทำอุตสาหกรรมโดยไม่พัฒนา ไม่มีกำไร เราไม่มีเงินพอที่จะทำ R&amp;D เพื่อพัฒนาสินค้า เพื่อ Train แรงงานให้มีคุณภาพ นี่คือกับดัก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ปรับ เราไม่ควรมองผู้อื่นเป็นศัตรู ต้องมองว่าจะเชื่อมฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ อย่างไร ถ้าเราต้องการการลงทุนที่มาจากต่างประเทศที่เน้นคุณภาพ เน้นสมอง เราต้องยกฐานะ competitive ของเราขึ้นเอง</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5-2/" rel="attachment wp-att-23245"><img class="aligncenter size-full wp-image-23245" title="บัณฑิต หลิมสกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/บัณฑิต-หลิมสกุล1.jpg" alt="" width="620" height="465" /></a></p>
<p><strong>SIU: สาเหตุที่ไม่ใช้กลไกในการรับมือกับปัญหา เช่น การ anti-dumping การ subsidy นั่นเป็นเพราะรัฐไม่รู้จัก ภาคเอกชนละเลยหรือไม่รู้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ภาครัฐควรให้ความรู้แก่ระดับ SMEs มากน้อยเพียงใด เพราะถือเป็น</strong><strong>รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศ ควรสร้างกลไกรัฐเพื่อช่วย SMEs</strong></p>
<p>เอกชนไม่เคยให้ความสนใจ หอการค้าก็มีหน่วยที่ศึกษากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังไม่กระจายไปยังเอกชน เราต้องเรียนรู้ว่า เมื่อกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำแพงภาษีก็จะหายไป เราสามารถใช้เครื่องมือ หรือกลไกอื่นที่มาช่วยเอกชนได้ เช่น safeguard หรือ anti-dumping หรือ subsidy เราต้องศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อจะใช้เครื่องมือให้เป็น</p>
<p>SMEs คือตัวหลักที่จะทำให้ประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืนด้วย แต่เราไปละเลยตรงนี้ ปัญหาภายในประเทศของเราคือไม่มี In house ไม่มีเงินพอ ไม่คุ้มด้วย SMEs ไม่มีนักกฎหมายประจำตัวพอ และยังไม่คุ้มอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างศูนย์กลางที่จะมาช่วยตรงนี้ นั่นคือเหตุผลที่ผมคิดว่าควรจะมีหน่วยงานที่เป็น Model สามเส้า คือ รัฐ เอกชน และภาควิชาการ คือหน่วยวิชาการไม่ได้ช่วยเฉพาะกฎหมายอย่างเดียว แต่รวมไปถึง R&amp;D การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การทำยุทธศาสตร์ต่างๆ ต่อไปนี้มหาวิทยาลัยต้องไม่ได้ลอยอยู่บนชั้นสุญญากาศ แต่ต้องให้ความรู้ให้ได้ ทั้งเรื่องเสาวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ นี่คือหน้าที่ของมหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>SIU: กฎเกณฑ์ ในฝั่งหนึ่งมีการทลายกฎเกณฑ์ทางภาษี อีกด้านหนึ่งก็มีกฎเกณฑ์เก่าๆ ของรัฐไทยที่ยังปิดกั้นความเป็นพลวัตรไทยอยู่ ในมุมมองของคุณ ถือเป็นปัญหาเยอะขนาดไหน</strong></p>
<p>เราคงต้องปรับตัวบางส่วน ในการเปิดมากขึ้นก็ต้องระมัดระวังและทำอย่างสัมพันธ์กันทั้งองคาพยพ ต้องดูความพร้อมของภาคเอกชนด้วยว่า เรามีการเปิดกรอบหลายด้านทั้งกรอบใหญ่ WTO ทั้งกรอบรองลงมาคือประชาคมอาเซียน ทั้งภายใต้กรอบ FTA อีก 20 กรอบ แค่ในปัจจุบันก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ควรจะมีคนทำวิจัยกลาง เพื่อจะให้เห็นภาพรวมว่า เราควรจะ positioning ประเทศไทยอย่างไรภายใต้กรอบต่างๆ เหล่านี้</p>
<p><strong>SIU: FTA ภาพรวมของประเทศไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน และอนาคต</strong></p>
<p>ดูแนวโน้มแล้วน่าจะพัฒนามากขึ้น ถ้าดูจากการสนับสนุนของรัฐบาลชุดนี้แล้ว ประจวบกับการชะงักงันของ WTO เราจะเห็นว่ามันยังไม่ไปถึงไหนเลยตั้งแต่เจรจา Doha เป็นต้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาชะงักงันนี้เราต้องทำ FTA ขึ้นมาเสริมเพื่อเอื้อให้กับประเทศที่ไปได้ก่อน เราต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้จาก FTA เราอาจต้องทำ Business Model ง่ายๆ ให้กับเขา เพื่อให้เขาเห็นภาพและเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ผมมองว่า FTA เป็นเรื่องของ Demand Size แต่ประชาคมอาเซียนนั้นเป็นเรื่องของ Supply Size มันไม่ใช่แค่ด้านการขายอย่างเดียว แต่รวมถึงด้านการผลิตด้วย</p>
<p><strong>SIU: คิดอย่างไรกับการพัฒนาเป็น AEC ที่กำลังจะซ้อนทับกับ ASEAN+3 และ ASEAN+6</strong></p>
<p>ผมมองว่าในด้านเศรษฐกิจนั้น ไม่ว่าจะเป็น ASEAN+ หรือ AEC ด้านไหนมันก็มีผลเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันมีการเรียกชื่อเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจมากกว่า เพราะคนที่สนับสนุนหรือคัดค้าน AEC เราก็รู้อยู่แล้วว่าคือใคร เพราะฉะนั้นในเมื่อความไม่พร้อมทางการเมือง ถ้าไปเรียกชื่อหรือเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งในขณะนี้ มันอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกหรือความไม่พอใจ แต่ในแง่ธุรกิจมันไปแล้ว เพราะทุกวันนี้ อาเซียนเป็นสนามหลังบ้านของญี่ปุ่นหรือเกาหลี ผมมองว่านี่คือ Yen Bloc ซะอีก ต้องไปคิดกันต่อว่า..คนอื่นจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ แล้วเราเองจะต่อยอดสิ่งเหล่านี้อย่างไร</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asean-economic-community-2015-for-smes-entrepreneur-private-sector-and-public-sector/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>107</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การให้นิยามและความเลื่อนไหลของ &#8220;ความเป็นกลาง&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/what-is-moderate/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/what-is-moderate/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Dec 2011 04:42:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[นาซี]]></category>
		<category><![CDATA[สปริงนิวส์]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23228</guid>
		<description><![CDATA["ความเป็นกลาง" นั้นมีวิวัฒนาการและความหมายที่แตกต่างไปตามบรรทัดฐานของแต่ละคน นี่อาจเป็นบางมุมที่จะสะท้อนให้เห็น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในรอบ 2 &#8211; 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาส พบปะพูดคุยและรับฟังจากผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชนของไทยหลายๆท่าน ทั้งในแบบพบปะพูดคุยซึ่งๆหน้า แลกเปลี่ยนทัศนคติผ่านวงเสวนาทางวิชาการ แบ่งปันความคิดเห็นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมไปถึงการได้ติดตามรายการต่่างๆผ่านทางสื่อ</p>
<p>สิ่งที่สำคัญและควรค่าที่จะเขียนถึงหลังจากพยายามตกผลึกและจับประเด็นของแต่ละท่านดูเหมือนจะมีจุดร่วมเดียวกันคือ &#8220;ความเป็นกลาง&#8221; หลายๆคนชวนตั้งคำถามว่าความเป็นกลางในสังคมที่กำลังมีความขัดแย้งอย่างประเทศไทยยังมีอยู่จริงหรือไม่? และถ้ามีอยู่เราจะนิยามมันว่าอย่างไร? และความเป็นกลางในอดีตและปัจจุบันความหมายของมันเลื่อนไหลไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด? อาจเลยเถิดไปถึงว่าถ้าโลกนี้ไม่มีความเป็นกลางจะเป็นเช่นไร?</p>
<p>โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร GM เล่าถึง &#8220;ความเป็นกลางแบบดั้งเดิม&#8221; ในวงเสวนาวงหนึ่งว่า ความเป็นกลางแบบดั้งเดิมถูกตั้งอยู่บนแนวคิด &#8220;การเมินเฉย&#8221; โตมรยกกรณีที่เมื่อครั้งหนึ่งชาวยิวได้พยายามล่องเรืออพยพหนีภัยสงครามไปยังสหรัฐอเมริกาซึ่งในครั้งนั้นสหรัฐฯยังไม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้รับการปฏิเสธให้ขึ้นฝั่ง สุดท้ายต้องล่องเรือกลับไป และบางส่วนถูกสังหารหมู่โดยน้ำมือของนาซี</p>
<p>ความเป็นกลางแบบนี้อาจจะเป็นลักษณะแบบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และเพิกเฉยต่อผลกระทบที่จะมาจากการไม่ตัดสินใจ น่าจะเป็นการสะท้อนสังคมที่ยังไม่มีความซับซ้อนมากในขณะนั้น</p>
<p>แต่เมื่อสังคมเกิดการพัฒนาและมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเผชิญกับภาวะสงครามเย็นที่เป็นสงครามแบบ &#8220;ตัวแทน&#8221; การแบ่งขั้วนั้นเกิดขึ้นแม้ในประเทศเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน และอาจรวมไปถึงหน่วยเล็กที่สุดอย่างครอบครัวเดียวกัน การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทั้ง โลกเสรีนิยมและโลกสังคมนิยมมีส่วนทำให้ความเป็นกลางแบบนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายเสียแล้ว</p>
<p>การที่ความสัมพันธ์ถูกต่างออกไปเรื่อยๆว่า ถ้าไม่ใช่พวกนั้นก็ต้องเป็นพวกนี้จึงเกิดขึ้นหลายๆครั้งก็ถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น &#8220;ลัทธิแม็คคาร์ธี&#8221; ในสหรัฐอเมริกา ที่นำโดย โจเซฟ แม็คคาร์ธี ที่มีส่วนการสร้างความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ในอเมริกา และจับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขารวมถึงฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยประนามว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกคอมมิวนิสต์  (ดูประวัติ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_McCarthy"> ที่นี่</a>) โดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการโจมตี</p>
<p>โลกยุคหลังสมัยใหม่เราเริ่มพูดถึง&#8221;การแย่งชิงนิยาม&#8221;ต่างๆที่เป็นนามธรรมเพื่อใช้เป็นประโยชน์ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เช่น การนิยามความดี ความถูกต้อง ความจงรักภักดี ฯลฯ และรวมไปถึงความเป็นกลางในสังคมด้วย</p>
<p>เราจะเห็นการผลิตวาทกรรมยกตัวอย่าง เช่น &#8220;เราทำสิ่งนี้ในนามแห่งความดี&#8221; ,&#8221;สิ่งที่ผมทำอยู่บนฐานของความถูกต้อง&#8221;,&#8221;ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างความถูกต้อง&#8221; ,&#8221;ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างในหลวง&#8221; หรือ &#8220;ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างประชาชน&#8221; ซึ่งประโยคเหล่านี้มันก็มีความย้อนแย้งอยู่ในตัว ด้านหนึ่งเป็นการผลักดันให้คนที่ไม่เห้นด้วยกันฝ่ายตนเองเป็น &#8220;ฝ่ายตรงข้าม&#8221; ในคติแบบ ดี-ชั่ว,ดำ-ขาว หรือ ถูก-ผิด  แต่การชิงนิยามที่อาศัยฐานความคิดแบบหลังสมัยใหม่เหล่านี้กลับมีปัญหาในตนเองอย่างหนึ่ง เพราะบนฐานของความคิดแบบหลังสมัยใหม่นั้นมีการปฏิเสธ &#8220;ความจริงสูงสุดที่เป็นแบบๆเดียว&#8221; อยู่โดยนัย แต่วาทกรรมเหล่านั้นกับอยู่บนฐานความคิดความจริงความถูกต้องและความดีงามเพียงหนึ่งเดียว (metaphysics)</p>
<p>แล้วความเป็นกลางในปัจจุบันล่ะมีลักษณะเช่นไร? ขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเมื่อ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปออกรายการทางสถานีไทยพีบีเอส มีการแสดงความคิดเห็นว่าที่น่าสนใจว่า เมื่อสมัยคุณทักษิณตัวอาจารย์ก็ถูกมองว่าเป็นสีหนึ่ง พอหลังรัฐประหารกลับถูกมองว่าเป็นอีกสีหนึ่ง ทั้งๆที่อาจารย์ยังอยู่ที่จุดเดิม บนฐานของหลักกฏหมายเหมือนเดิม</p>
<p>สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นอะไรในสังคมไทย? มันน่าจะสะท้อนถึงสังคมที่ไม่เปิดกว้างในการมองผ่านแว่นที่มีความหลากหลาย ประมาณว่าถ้าแตกต่างจากที่เราเชื่ออยู่นั้นย่อมไม่ใช่สิ่งดี แต่กลับไม่ใช้เหตุและผล มาคัดง้างกัน ประเทศไทยควรต้องมี &#8220;วัฒนธรรมแห่งการโต้แย้ง การตั้งคำถาม และการรับฟัง&#8221; ที่มากขึ้น นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร เครือเดอะ เนชั่น เคยให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า สังคมที่ไม่เปิดกว้างขนาดนี้จะทำให้คนมีลักษณะ &#8220;กลัวจะมีคนเกลียด หรือ กลัวจะไม่มีคนมารัก&#8221; เพราะการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเอง</p>
<p>ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถานีสปริงนิวส์ กล่าวกับผมว่า สื่อมักจะถูกคาดหวังให้มี &#8220;จรรยาบรรณ&#8221; และความเป็นกลาง โดยส่วนตัวคุณฉัตรชัยแล้วคิดว่าจรรยาบรรณนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสอนในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ตามสถาบันการศึกษาเท่านั้น พอเรียนจบมาเราต้องมาร่วมร่างแนวทางในการทำงานขององค์กรร่วมกัน โดยสปริงนิวส์นั้นถือคติว่าต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนได้นำเสนอข้อมูล</p>
<div id="attachment_23234" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/what-is-moderate/imgp4698-copy/" rel="attachment wp-att-23234"><img class="size-medium wp-image-23234" title="ความหมายของความเป็นกลางเลื่อนไหลดั่งสายน้ำ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/IMGP4698-copy-620x412.jpg" alt="ความหมายของความเป็นกลางเลื่อนไหลดั่งสายน้ำ" width="620" height="412" /></a><p class="wp-caption-text">ความหมายของความเป็นกลางเลื่อนไหลดั่งสายน้ำ</p></div>
<p>เขาเชื่อว่าลึกๆแล้วทุกคนมีสีมีฝ่าย แต่การเปิดโอกาสให้ชี้แจงและให้ประชาชนผู้รับสารเป็นคนตัดสินถือว่าเป็นสิ่งที่สื่อควรทำ ยกตัวอย่างกรณีที่มีภาพที่ถูกส่งต่อทางเฟซบุ๊ก ที่อ้างว่าภาพเหล่านั้นเป้นเจ้าหน้าที่ของฮอตไลน์ ศปภ. ยกหูโทรศัพท์ขึ้นและนั่งเล่นเกมส์ทำให้ประชาชนโทรไปร้องเรียนไม่ติด สปริงนิวส์จึงติดต่อขอสัภาษณ์ ดร.ธงทอง จันทรางศุ โฆษก ศปภ.ได้พาชมตึก energy complex และชี้แจงว่า จริงๆไม่ใช่ห้องฮอตไลน์แต่เป็นห้องปฏิบัติการ ซึ่งภาพที่เห็นนั้นเป็นช่วงเวลาพักทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยกหูขึ้นเพื่อต้องการพักผ่อน ฉัตรชัยได้กล่าวว่านี่คือสิ่งที่สื่อควรจะทำ ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล</p>
<div id="attachment_23235" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-23235" title="ภาพข่าว ศปภ. ที่มีปัญหา และต้องเปิดพื้นที่ให้ 2 ฝ่ายพูด" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/1_original.jpg" alt="ภาพข่าว ศปภ. ที่มีปัญหา และต้องเปิดพื้นที่ให้ 2 ฝ่ายพูด" width="500" height="375" /><p class="wp-caption-text">ภาพข่าว ศปภ. ที่มีปัญหา และต้องเปิดพื้นที่ให้ 2 ฝ่ายพูด</p></div>
<p>โตมร ยังสรุปว่าสังคมตอนนี้บางทีอาจจะอยู่ในสังคมที่มีแต่ &#8220;ความคิดเห็น&#8221; (opinion) มากกว่า &#8221; ความรู้&#8221; (knowledge) ซึ่งเป็นสังคมที่เพลโตชิงชัง  อาจกล่าวได้ว่าเมื่อสังคมมีการเลือกขัางมากขึ้นเรามักจะมองข้าม &#8220;การตรวจสอบ&#8221; ในส่วนลัทธิและฝักฝ่ายที่ตัวเองเชื่ออยู่ เป็นความเชื่อและความศรัทธาในรูปแบบ &#8220;ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ตนยึดมั่นอยู่&#8221; (belong to) เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็เหมือนกับการมีศรัทธาโดยการปราศจากการตั้งข้อสงสัยในศาสนจักรของคนที่อยู่ในยุคกลางของยุโรป</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณเป็นตั้งตนสีหนึ่งคุณจึงมุ่งมั่นในการตรวจสอบอีกสีหนึ่ง จนบางทีคุณเลือกมองข้างในการตรวสอบฝ่ายตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจสรุปได้ว่าความเป็นกลางในยุคสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าคุณไม่ฝักใฝ่ฝายใดและวางตัวอย่างเมินเฉย เพียงแต่คุณพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ได้พูด ได้ฟัง และได้ตั้งคำถามหรือไม่?</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงเวลานั้นบางทีเราอาจจะเลิกตั้งคำถามว่าความเป็นกลางคืออะไร? และความเป็นกลางมีอยู่จริงหรือไม่? ก็เป็นได้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/what-is-moderate/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

