GT200 ต้องไม่ให้เป็นเพียงเรื่องลูบหน้าปะจมูก
SIU เคยเตือนหลายครั้งแล้วว่า สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คำว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน เรามิได้มีความหมายพิเศษอื่นใด นอกเหนือไปจากการเติบโตของมวลชน “ชนชั้นกลาง” และ “ชนชั้นรากหญ้า” “ชนชั้นกลาง” กำลังเริ่มตระหนักถึงสิทธิหน้าที่และความเป็นพลเมือนของตนเอง การปกครองพลเมือนจะยกให้เป็นเรื่องผู้เชี่ยวชาญ เรื่องว่ากันไปเองของหน่วยงานราชการเหมือนสมัยก่อนๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำกระบวนการทำหน้าที่นั้นๆ ให้โปร่งใส เปิดเผย และสามารถตรวจสอบได้
ตรึง
สถานการณ์แทบพลิกกันแบบรายวันจริงๆ กับมุกการจัดตั้ง “กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หรือ “กปช.” ไอเดียร้อนของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี และลูกคู่อย่าง พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง เท่านั้นเอง ทั้งแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง “สามเกลอ” , พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต่างก็ออกมาประสานเสียงปฏิเสธไอเดียร้อนจนลวกมือนี้กันพัลวัน
เฟสสองของคนเสื้อแดง
“พรรณสิริ กุลนาถศิริ” เข้าป้ายขึ้นดำรงตำแหน่งรมช. สาธารณสุขในโควต้าของ “มัชฌิมา” เป็นคนสุดท้าย หลังจากก่อนหน้านี้ “ประศาสตร์ ทองปากน้ำ” ถูกโยนออกมาเป็นหินถามทาง ก่อนถูกเครือข่ายแพทย์ออกมาเคลื่อนไหวต้าน สมศักดิ์ เก็บไพ่ประศาสตร์ ดันพรรณสิริ น้องสาวตนเองขึ้นดำรงตำแหน่งขัดตาทัพ แบบเจ้าตัวยังงง และยังตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย ก็อย่างว่านักการเมืองเชิงสูงอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ศิษย์ก้นกุฎิของ “มนตรี พงษ์พานิช” รู้ลู่ทางลม และ “กระแส” ดี ว่ากระแสตรวจสอบกำลังโหมหนักเข้าตำรา “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”
ว่าด้วย “ที่ดินเขายายเที่ยง” และ “การทุจริตไทยเข้มแข็ง”
อย่าได้แปลกใจหากเห็น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาอัด คำนูณ สิทธิสมาน สว. ระบบสรรหา ที่มาออกรับแทน พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะคืนที่ดินเขายายเที่ยงให้กับรัฐในเร็วๆนี้ ว่าทำตัวเป็นข้ารับใช้ระบอบอำมาตย์ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงชักธงรบกับ ‘อำมาตย์’ มาตลอดตั้งแต่หลังวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยไล่มาแต่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์
สมัคร สุนทรเวช : สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
ในหนังสือ “การเมืองเรื่องตัณหา” ของนายสมัคร สุนทรเวช นั้น เขาได้เขียนเอาไว้ว่า ผมเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ เดือนมิถุนายน ปีกุน พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่บอกรายละเอียดเอาไว้ตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเอาไว้เท่านั้นว่าตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมอายุ ๔๓ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ผู้คนที่ชอบศึกษาวิชาโหรทั้งหลายเอาไปผูกดวงผูกดาวอะไรทั้งนั้น เพราะยังงั้นผมจึงไม่ได้บอกเวลาตกฟากของผมเอาไว้ด้วย
ทักษิณ ชินวัตร : เดินฝ่าพายุ
และแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็เดินทางถึงประเทศกัมพูชาตามคำเชิญของนายฮุนเซ็นในฐานะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศกัมพูชา และคงจะได้บรรยายสรุปผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจกัมพูชาที่ดูแลด้านเศรษฐกิจจำนวน 300 คน ฟังในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ เนื้อหาการบรรยายของเขา คงไม่พ้นสิ่งที่ถูกเรียบเรียงอยู่ในหนังสือ “Tackling Poverty : The policy that change Thailand, and how they can change the world” เขียนโดยนักเขียนชาวอินเดีย ที่ทำงานกับนิตยสาร CEO ในกลุ่มประเทศอาหรับ หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร : คนไทยหายจน (เสียดายถูกปล้นเสียก่อน)”
บิ๊กจิ๋ว : ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมบูรพา
หะแรกเมื่อพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธประกาศตนเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แวดวงการเมืองต่างแทบไม่ให้ราคาการหวนคืนการเมืองของบิ๊กจิ๋วเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาบิ๊กจิ๋วแสดงท่าทีไม่ชัดเจนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเป็นหนึ่งในนายทหารซึ่งติดตามพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ในเครื่องแบบนายพลทหารม้าสวมหมวกแบเร่ต์สีดำ ไปบรรยายพิเศษกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นร. จปร.) ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
การเมืองใหม่ได้ “สนธิ” นำทัพ
ภายหลังที่พรรคเพื่อไทยได้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือพี่จิ๋วของน้องๆกลับมานำทัพ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาร้าวภายในจากการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ต่อกรณีการเลือกผบ.ตร. แม้จนถึงปัจจุบันนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่อาจหาตัวแทนมาได้ แต่อีกด้านหนึ่งนั้นกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอันรุดหน้ากับพรรคการเมืองจากมวลชน ที่ว่ากันว่ามีฐานคะแนนเสียงทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์









