<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; การเมือง</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/politics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; การเมือง</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-report/politics/</link>
	</image>
		<item>
		<title>ครม.เห็นชอบ ตั้ง &#8220;คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)&#8221; ดูแลปัญหาน้ำเบ็ดเสร็จ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 16:02:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กนอช.]]></category>
		<category><![CDATA[กบอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กยน.]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[มติ ครม.]]></category>
		<category><![CDATA[มติคณะรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[สนอช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[อุทกภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24468</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งองค์กรบริหารจัดการปัญหาน้ำแบบบูรณาการ 'คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)' โดยมี สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) เป็นสำนักงานปฏิบัติการ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติของ กยน. ให้ตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยลำดับต่อไปจะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>สำหรับ &#8220;องค์กรบริหารจัดการน้ำ&#8221; จะมีการทำงาน 3 ระดับ</p>
<ol>
<li><strong>ระดับนโยบาย</strong> คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) มีหน้าที่มอบหมายนโยบายให้ กบอ.</li>
<li><strong>ระดับคณะทำงาน</strong> คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)</li>
<li><strong>ระดับสำนักงานปฏิบัติงาน</strong> สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) มีหน้าที่เป็นสำนักงานปฏิบัติหน้าที่ให้ กบอ.</li>
</ol>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23370" title="โฆษกคณะรัฐมนตรีแถลงข่าว" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/12/cabinet-spokeman.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p>เนื้อหาจาก <a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=2027&amp;contents=64710">ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล</a></p>
<blockquote><p>คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้</p>
<ol>
<li>เห็นชอบรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Single Command Authority) และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย (1) <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.)</span> ซึ่งมีหน้าที่ระดับนโยบายการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการน้ำ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เป็นที่ปรึกษา (2) <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)</span> ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ และดำเนินการอื่น ๆ ตามนโยบายของ กนอช. สั่งการให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผน กำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และ (3) <span style="text-decoration: underline;">สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.)</span> เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้กับ กบอ.</li>
<li>มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) สามารถแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li>
</ol>
<p><strong>สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. ….</strong></p>
<p>หลักการสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดให้มีองค์กรหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะศูนย์กลางหลักในการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับอุทกภัยทั้งระบบ เพื่อให้การกำหนดแนวทางการทำงาน การสั่งการ และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วมีความสอดคล้องในการอำนวยการและบริหารจัดการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งนำไปปฏิบัติในทุกพื้นที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน</p>
<p>ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ จึงกำหนดการจัดตั้งองค์กรขึ้นประกอบด้วยคณะกรรมการและสำนักงาน และกำหนดวิธีการบริหารงานที่ทำให้มีความคล่องตัวที่จะปฏิบัติงานได้โดยรวดเร็ว นอกจากนี้ได้กำหนดวิธีปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นที่จะต้องปฏิบัติงานตามแนวทางที่องค์กรนี้กำหนดเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปอย่างสอดคล้องกันและสามารถผลักดันให้มีการดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดขึ้นไว้</p></blockquote>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนวิน ชิดชอบกับโอกาส &#8216;คัมแบ็ค&#8217; บนถนนการเมือง และภารกิจ &#8216;บอลไทยไปบอลโลก&#8217;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 08:45:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[บุรีรัมย์ พีอีเอ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอลโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เนวิน ชิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอฟซี]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพรีเมียร์ลีก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23679</guid>
		<description><![CDATA[จับตาการคัมแบ็คบนถนนการเมืองของ 'เนวิน ชิดชอบ' อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าหากเนวินซื้อใจคนไทย ผ่านความสำเร็จในเชิงบริหารทีมฟุตบอล ทั้งสโมสรและทีมชาติ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชื่อของ &#8216;<strong>เนวิน ชิดชอบ</strong>&#8216; กับวงการการเมืองไทย ย่อมเป็นที่คุ้นหูกันดี และตัว &#8216;เนวิน&#8217; ก็มีเส้นทางชีวิตบนถนนการเมืองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><img class="aligncenter" title="เนวิน ชิดชอบ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/newin.jpg" alt="" width="536" height="290" /></p>
<h2>เนวิน กับ &#8216;การเมือง&#8217;</h2>
<p>เนวินเติบโตมาในฐานะลูกชายของนักการเมืองท้องถิ่นอย่าง &#8216;ชัย ชิดชอบ&#8217; และค่อยๆ ไต่เต้าบนเส้นทางการเมืองในฐานะ ส.ส. จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในรัฐบาลบรรหาร แล้วเว้นวรรคไปหนึ่งช่วงระหว่างรัฐบาลชวลิต ก่อนจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งในรัฐบาลชวน 2 และยิงยาวครองเก้าอี้ตลอดในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 ตราบจนวาระสุดท้ายที่ต้องหลบหนีคณะทหารใน &#8216;คืนวันยะเยือก&#8217;</p>
<p>หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน เนวินยังจงรักภักดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง &#8216;มวลชนเสื้อแดง&#8217; ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์มาพลิกผันเมื่อเนวินตัดสินใจ &#8216;สลับขั้วทางการเมือง&#8217; เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยตัวเอง จับมือกับสุเทพ โอบกอดอภิสิทธิ์ หนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจนสำเร็จ</p>
<p>แต่แน่นอนว่าความสำเร็จนี้แลกมาด้วยภาพลักษณ์ &#8216;คนหักหลัง&#8217; ทั้งในสายตากลุ่มคนเสื้อแดงและ &#8216;นายใหญ่&#8217; ที่ประกาศตัวว่าจะไม่มีวันร่วมงานกันได้อีกแล้ว</p>
<p>พรรคภูมิใจไทยของเนวินเรืองอำนาจเต็มที่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่งานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เมื่อแผนการสู้ศึกเลือกตั้ง 2554 ผิดพลาด พรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งได้อย่างถล่มทลาย ขั้วอำนาจของฝั่งประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย จึงจำใจต้องเป็นฝ่ายค้าน</p>
<p>พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ได้เป็นพันธมิตรเหนียวแน่นหรือเพื่อนร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ และแสดงออกอย่างเต็มที่ว่ายินดีร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะปีกของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ &#8216;นายใหญ่&#8217; อย่างไรก็ตาม อุปสรรคประการสำคัญย่อมเป็นบาดแผลเก่าระหว่างเนวินกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำให้ภูมิใจไทยยังไม่สามารถประสานรอยร้าวกับพรรคเพื่อไทยได้</p>
<p>ในส่วนของตัวเนวินเอง ถึงแม้จะเป็นนักการเมืองคนสำคัญของพื้นที่ และยึดครองฐานเสียงอีสานใต้อย่างเหนียวแน่นยาวนาน แต่ภาพลักษณ์ของตัวเขาต่อสาธารณชนกลับไม่ค่อยดีนัก ตั้งแต่คดี &#8216;ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ&#8217; ในอดีต สไตล์การทำงานแบบถึงลูกถึงคนที่อาจดูสกปรกไปบ้างในสายตาของหลายๆ คน จนมาถึง &#8216;กบฎงูเห่ารอบสอง&#8217; ที่ผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์เองก็อาจจะไม่ชอบ แต่ก็ต้องจำใจยอมรับ</p>
<h2>เนวิน กับ &#8216;ฟุตบอล&#8217;</h2>
<p>ด้วยเหตุผลทั้งเรื่อง &#8216;ภาพลักษณ์&#8217; และ &#8216;คดีกับนายใหญ่&#8217; ทำให้เส้นทางทางการเมืองในอนาคตของเนวินอาจเริ่มดูไม่สดใส (ซึ่งในอดีตมีคนเคยพูดว่าเขาอาจไปได้ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย) ตัวของเนวินเองก็รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เขาจึงใช้โอกาสที่ว่างเว้นจากตำแหน่งทางการเมืองเพราะคดีบ้านเลขที่ 111 หันไปทำงานด้านอื่นที่เขาสนใจ ซึ่งก็คือ &#8216;ฟุตบอล&#8217;</p>
<div id="attachment_23681" class="wp-caption aligncenter" style="width: 614px"><img class="size-full wp-image-23681" title="เนวิน ชิดชอบ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/newin-coach.jpg" alt="" width="604" height="483" /><p class="wp-caption-text">เนวิน ชิดชอบ (ภาพจากเว็บไซต์บุรีรัมย์ PEA)</p></div>
<p>ฝีมือการบริหารงานแบบถึงลูกถึงคน เน้นผลลัพธ์ของเนวินนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อ และติดอกติดใจของนายกรัฐมนตรีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็เรียกใช้เนวินไปทำงานสำคัญๆ อยู่เสมอ</p>
<p>ดังนั้นเมื่อเนวินมาบริหารทีมฟุตบอลด้วยตัวเอง เขาจึงใช้สไตล์การบริหารแบบเดียวกัน ปั้น &#8216;บุรีรัมย์ พีอีเอ&#8217; ทีมฟุตบอลใหม่ถอดด้ามที่สร้างขึ้นจากการดึงทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายมาเป็นยอดทีมในไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ</p>
<p>บุรีรัมย์พีอีเอ ใต้การบริหารของ &#8216;เนวิน&#8217; เข้าแข่งในไทยลีกครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2553 ซึ่งในฤดูกาลก่อนหน้า ทีมการไฟฟ้าจบฤดูกาลด้วยอันดับ 9 แต่ภายใต้การบริหารจัดการของ &#8216;เนวิน&#8217; ทำให้กระแสฟุตบอลบูมในบุรีรัมย์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และด้วยการทุ่มงบประมาณจ้างนักเตะฝีมือดี ทีมสต๊าฟโค้ช ระบบการฝึกซ้อม รวมถึงการจัดการทีม บุรีรัมย์พีอีเอจบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 เป็นรองเพียงแค่แชมป์เก่า &#8216;เมืองทอง-หนอกจอก&#8217; ของกลุ่มสยามกีฬาเท่านั้น</p>
<h2>ปี 2554 กับ &#8217;3 แชมป์&#8217; ของบุรีรัมย์</h2>
<p>และในฤดูกาล 2554 ความฝันของเนวินก็สำเร็จลุล่วง เมื่อบุรีรัมย์สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่างเมืองทอง และทีมอันดับสองอย่างชลบุรีได้แบบทิ้งห่าง คว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมได้โควต้าไปตะลุยเอเชียในศึกเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก</p>
<p>หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ บุรีรัมย์ก็สามารถคว้าแชมป์ที่สอง มูลนิธิไทยคม เอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 โดยเฉือนคู่ปรับอย่างเมืองทอง 1-0 แบบต่อเวลา ช่วยให้เนวินก้าวขึ้นไปรับถ้วยแชมป์จาก &#8220;คนตระกูลชินวัตร&#8221; อย่างนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาครอบครองได้อย่างภาคภูมิ</p>
<p>สุดท้ายเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 บุรีรัมย์พีอีเอก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ &#8220;ทริปเปิลแชมป์&#8221; ได้สำเร็จ โดยพิชิตการท่าเรือเอฟซี ในรอบชิงชนะเลิศของโตโยต้าลีกคัพด้วยสกอร์ 2-0 ปิดฤดูกาลด้วยสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีทีมใดของประเทศไทยเคยทำได้ พร้อมรับเงินรางวัล 5 ล้านบาทไปครอง</p>
<div id="attachment_24275" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.burirampea.com/th/images_content/gallery/20120205142315_JOK_8682_resize.JPG"><img class="size-medium wp-image-24275" title="เนวิน ชิดชอบ หลังคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/newin-toyota-cup-620x412.jpg" alt="" width="620" height="412" /></a><p class="wp-caption-text">เนวิน ชิดชอบ หลังคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพ (ภาพจากเว็บไซต์บุรีรัมย์พีอีเอ)</p></div>
<p>ความมั่นใจของเนวินในการคว้า 3 แชมป์ สามารถย้อนดูได้จากบทความของประธานสโมสร ที่<a href="http://www.burirampea.com/content.php?ID=1452">เผยแพร่บนเว็บไซต์บุรีรัมย์พีอีเอ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2554</a></p>
<blockquote><p>แชมป์แรก ไทยพรีเมียร์ลีก ผมให้ความมั่นใจกับแฟนๆ ทุกคนได้เลยว่า เราจะได้ฉลองกันภายในปี 2554 ไม่ต้องรอจนจบฤดูกาล</p>
<p>แชมป์ที่สอง โตโยต้า ลีกคัพ ผมบอกได้แต่เพียงว่า กรรมการจัดการแข่งขันกำหนดวันไหน วันนั้นเราก็จะได้ฉลองแชมป์ที่สอง</p>
<p>แชมป์ที่สาม ไทยคม เอฟเอคัพ แม้จะยังเหลืออีกหลายนัด แต่ผมจะไม่ทำให้แฟนทุกคนผิดหวัง</p>
<p>จนถึงนาทีนี้ ผมยังมั่นใจ และ ยังกล้าพูดว่า เรายังอยู่บนเส้นทาง 3 แชมป์ และ เราต้องเป็น 3 แชมป์ ให้ได้ เพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุน ให้ความรัก และเสียสละให้กับทีมของเรา มาโดยตลอด</p></blockquote>
<div id="attachment_23683" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23683" title="ความสำเร็จของเนวิน ชิดชอบ กับบุรีรัมย์ พีอีเอ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/A25V4562-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /><p class="wp-caption-text">ความสำเร็จของเนวิน ชิดชอบ กับบุรีรัมย์ พีอีเอ</p></div>
<h2>ป้ายหน้าของเนวิน &#8216;บุกเอเชีย&#8217;</h2>
<p>ความสำเร็จของบุรีรัมย์พีอีเอ ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มีเบื้องหลังมาจากกำลังเงิน กำลังแรง กำลังสมอง ของชายที่ชื่อเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานสโมสร</p>
<p>เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์การทำทีมของเนวินนั้น สร้างทีมให้ประสบความสำเร็จได้จริง</p>
<p>ในปี 2555 ภารกิจหลักของบุรีรัมย์พีอีเอ (ในชื่อใหม่ชื่อ &#8220;บุรีรัมย์ยูไนเต็ด&#8221;) คือการสู้ศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ลีกฟุตบอลสูงสุดของทวีปเอเชีย ที่เทียบได้กับยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกของทวีปยุโรป</p>
<p>ถ้านับเฉพาะเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีกยุคปรับปรุงใหม่ในปี 2002-2003 ที่ยกระดับมาตรฐานขึ้นมาอีกมากแล้ว ประเทศไทยยังไม่เคยสัมผัสกับถ้วยแชมป์ถ้วยนี้ มีใกล้เคียงที่สุดคือ บีอีซี เทโรศาสน ที่ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศในฤดูกาล 2002-2003 และหลังจากนั้นมาทีมของประเทศไทยยังไม่เคยเข้ารอบลึกๆ อีกเลย</p>
<p>หลังจากพิชิตการแข่งขันในประเทศไทยได้แล้ว เนวิน ชิดชอบ ย่อมกระหายต่อเกียรติยศระดับเอเชียรายการนี้ และอาจต้องให้เวลาเขาอีกสักพักหนึ่งในการพิชิตเอเชีย</p>
<p>และถ้าเนวินในฐานะตัวแทนประเทศไทยทำได้สำเร็จ ความนิยมในตัวเขาย่อมพุ่งสูงขึ้นมาอย่างแน่นอน คนที่เคยไม่ชอบเนวินด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ย่อมจะหันกลับมาใหม่และยอมรับเนวินมากขึ้นมาก</p>
<p>ไม่ว่าเนวินจะพิชิตเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกได้หรือไม่ เราเชื่อว่าสไตล์การทำงานของเขาในทีมฟุตบอล จะส่งผลให้เกิดเสียงเรียกร้อง &#8216;เนวินคุมทีมชาติ&#8217; ในอนาคตอันใกล้</p>
<p>และถ้าหากเนวินสามารถทำความฝัน &#8216;บอลไทยไปบอลโลก&#8217; ให้เป็นจริงได้</p>
<p>เส้นทางการคัมแบ็คสู่ถนนทางการเมือง ต่อให้ &#8216;นายใหญ่&#8217; ไม่ยอมรับ</p>
<p>ก็ไม่ใช่อุปสรรคเท่าไรแล้ว</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/newin-thailand-football-manager/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วีระ ธีรภัทร จัดหนัก! &#8220;คนที่จะโต้นิติราษฏร์&#8221; อ่านเนื้อหาหรือยัง? SIU รวมสรุปข้อเสนอ &#8220;นิติราษฎร์&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/nitirassadorn-infographic-weera/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/nitirassadorn-infographic-weera/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 07:23:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คณะนิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรา 112]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[แก้รัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขรัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24094</guid>
		<description><![CDATA[ตกลงนิติราษฎร์เสนออะไรกันแน่ แผนภาพสรุป 4 ประเด็นข้อเสนอของ "คณะนิติราษฎร์" ช่วยทำความเข้าใจกับข้อเสนอในเบื้องต้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากกลายเป็นที่ฮือฮามีผู้ฟังจากทางบ้านโทรเข้าไปแสดงความเห็นในรายการของ วีระ ธีรภัทร นัดจัดรายการฝีปากกล้าแห่งคลื่น 96.5 F.M. คลื่นความคิด และแสดงความคิดเห็นที่ยั่วยุจนถึงกับการขู่ทำร้ายร่างกาย (hate speech) ว่าจะจะ &#8220;ตัดคอนิติราษฎร์ทิ้ง&#8221; ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่ความเกลียดชัง วีระ ธีรภัทร จึงยอนกลับไปถามผู้ฟังว่าคนที่ออกมาโจมตีหรือขู่ที่จะทำร้ายนักวิชาการนิติราษฎร์นั้นได้อ่านข้อเสนออย่างถี่ถ้วนหรือยัง? หรือเคลื่อนไหวตามกระแส? SIU ในฐานะสื่อจึงเรียบเรียงข้อเสนอให้สามารถเข้าใจในทุกประเด็นที่นิติราษฎร์เสนอเพื่อความเข้าใจที่ดีก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ให้สังคมเดินหน้าไปสู่ความเกลียดชัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><iframe width="640" height="480" src="http://www.youtube.com/embed/sZf-OQzYKL4?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประเด็นข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยมาติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านออกมาแสดงตัว และเรื่องราวยิ่งขยายประเด็นในวงกว้างมากขึ้น หลัง ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาให้ข่าวว่าไม่อนุญาตให้ใช้เวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคลื่อนไหวในมาตรา 112 จนเกิดการอภิปรายเรื่อง &#8220;เสรีภาพในธรรมศาสตร์&#8221; อย่างกว้างขวาง</p>
<p>แต่ถ้ามองดูข้อถกเถียงใน &#8220;กิจกรรมและความเคลื่อนไหว&#8221; ที่รายล้อม ม.112 และกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ปรากฎตามหน้าสื่อชั้นนำทั่วไทย เรากลับไม่เห็นการถกเถียงในประเด็นเรื่อง &#8220;เนื้อหา&#8221; ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์มากนัก ทั้งที่การถกเถียงในเชิงวิชาการเหล่านี้ย่อมจะเกิดประโยชน์ต่อทิศทางเชิงนโยบายโดยรวม มากกว่ากิจกรรมระยะสั้นที่ผ่านพ้นวันก็จบกันไป</p>
<p>SIU จึงขอ &#8220;ย้อนทวน&#8221; ดูประเด็นข้อเสนอต่างๆ ของคณะนิติราษฎร์ในอดีตที่ผ่านมา ว่าตกลงแล้ว กลุ่มนิติราษฎร์ที่คนทั้งรักและเกลียด มีข้อเสนออะไรต่อสังคมไทยกันแน่?</p>
<h2>ย้อนอดีต &#8220;นิติราษฎร์&#8221;</h2>
<p>คณะนิติราษฎร์ออกมาส่งข้อเสนอต่อสังคมในวันที่ 18 กันยายน 2554 เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และครบรอบ 1 ปีของการก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ (ก่อนหน้านั้น กลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวในชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า &#8220;5 อาจารย์ธรรมศาสตร์&#8221;)</p>
<p>ข้อเสนอของนิติราษฎร์มี 4 ประการสำคัญ ได้แก่</p>
<ol>
<li>การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</li>
<li>การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112</li>
<li>กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</li>
<li>การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่</li>
</ol>
<p>รายละเอียดสามารถอ่านได้จาก <a href="http://www.siamintelligence.com/nitiras-announcement-to-roll-back-19-sept-2006-coup/">แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำรธน.ใหม่</a></p>
<p>ในห้วงเวลานั้นข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกจับตามองอย่างยิ่งในประเด็นแรก คือ &#8220;ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร&#8221; (ซึ่งเป็น<span style="text-decoration: underline;">ประเด็นที่ 1 ในข้อเสนอ</span>) และถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรหรือไม่ จนสัปดาห์ถัดมา 25 กันยายน 2554 ทางคณะนิติราษฎร์ต้องออกมาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง และตอบคำถามและข้อสงสัยจากสาธารณะ (รายละเอียดอ่านที่ <a href="http://www.siamintelligence.com/nitirat-25-sep-event-2/">คณะนิติราษฎร์ชี้แจง: การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา 2549</a>)</p>
<ul>
<li>ข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์นิติราษฎร์: <a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/60">สารถึงผู้อ่าน &#8211; มีคนถาม : นิติราษฎร์ตอบ (ว่าด้วยลบล้างผลพวงรัฐประหาร)</a></li>
</ul>
<p>หลังจากนั้น กลุ่มนิติราษฎร์ได้เงียบหายไปช่วงหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของปี 2554 ก่อนจะกลับมาอีก 2 ครั้งติดกันในเดือนมกราคม 2555</p>
<p>เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกมายื่นข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ซึ่งเป็น<span style="text-decoration: underline;">ประเด็นที่ 2 ในข้อเสนอเดิม</span>) ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์ได้ลงรายละเอียดจากข้อเสนอเดิมมากขึ้น (รายละเอียดอ่านที่ <a href="http://www.siamintelligence.com/nitirat-article112/">อ่านและชมคลิป! ข้อเสนอนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112</a>)</p>
<ul>
<li>ข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์นิติราษฎร์: <a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/61">สารถึงผู้อ่าน &#8211; ข้อเสนอฯ ของนิติราษฏร์ยืนอยู่บนหลักการแห่งกฎหมาย</a></li>
</ul>
<p>จากนั้นสัปดาห์ถัดมา 22 มกราคม 2555 นิติราษฎร์ออกมาขยายความข้อเสนอเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ซึ่งเป็น<span style="text-decoration: underline;">ประเด็นที่ 4 ในข้อเสนอเดิม</span>) โดยเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญ จำนวน 25 คน โดยให้รัฐสภาเป็นคนเลือก (รายละเอียดอ่านที่ <a href="http://www.siamintelligence.com/nitirat-constitution-roadmap/">‘นิติราษฎร์’ เสนอโรดแมปร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการร่าง 25 คน ใช้เวลา 9-10 เดือน</a>)</p>
<ul>
<li>ข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์นิติราษฎร์: <a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/59">สารถึงผู้อ่าน &#8211; ข้อเสนอนิติราษฎร์ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่</a></li>
</ul>
<h2>ข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์</h2>
<p>กล่าวโดยสรุปแล้ว ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยังยืนอยู่บนข้อเสนอ 4 ข้อในวันที่ 18 กันยายน 2554 แต่ขยายความและลงรายละเอียดใน 3 ประเด็นคือ ประเด็นที่ 1-2-4</p>
<p>ดังนั้นในการ &#8220;วิพากษ์&#8221; ข้อเสนอของนิติราษฎร์แล้ว จำเป็นต้องเข้าใจ &#8220;ภาพรวม&#8221; ของข้อเสนอนิติราษฎร์ว่าทั้ง 4 ประการมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และจะนำไปสู่เป้าหมายอะไร (ซึ่งจะเป็นเรื่องการสนับสนุนความเข้มแข็งของสถาบันฯ หรือเป็นการล้มล้างสถาบันฯ ก็ขึ้นกับมุมมองทางวิชาการ)</p>
<p>ในโอกาสนี้ SIU จึงขอสรุปประเด็นในข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 และเพิ่มรายละเอียดจากการขยายความของนิติราษฎร์ในช่วงหลัง เพื่อเป็น &#8220;จุดตั้งต้น&#8221; ให้ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเอกสารฉบับเต็มของนิติราษฎร์ (ซึ่งมีความยาวและมีความซับซ้อนสูง) ได้สะดวกมากขึ้น</p>
<div id="attachment_24119" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nitirat-infographic.png"><img class="size-large wp-image-24119" title="nitirat-infographic" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nitirat-infographic-776x1024.png" alt="" width="620" /></a><p class="wp-caption-text">ข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์ (คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)</p></div>
<p>สำหรับผู้อ่านที่สนใจข้อเสนอของนิติราษฎร์ทั้งหมด สามารถติดตามได้จาก <a href="http://www.enlightened-jurists.com/">เว็บไซต์ของคณะนิติราษฎร์</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/nitirassadorn-infographic-weera/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>39</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักกับ &#8216;กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ&#8217; ให้งบจังหวัดละ 100 ล้านบาท</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/woman-development-fund/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/woman-development-fund/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 03:05:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สตรี]]></category>
		<category><![CDATA[สภาสตรีแห่งชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23924</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนดู "กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี" อีกหนึ่งนโยบายหาเสียงของเพื่อไทย จะเดินตามรอยความสำเร็จของกองทุนหมู่บ้านในอดีตได้หรือไม่?]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลายเป็นข่าวข้ามประเทศเมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเวที World Economic Forum ที่ดาวอส ในหัวข้อ  &#8221;Women as the Way Forward&#8221; ในฐานะผู้นำประเทศที่เป็นผู้หญิง และพูดถึงโครงการ &#8220;กองทุนพัฒนาสตรี&#8221; ของรัฐบาลไทยบนเวทีด้วย (จาก<a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=1779&amp;contents=64432">ทำเนียบรัฐบาล</a>)</p>
<blockquote><p>&#8220;รัฐบาลจึงได้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งหวังว่าจะสนับสนุนและส่งเสริมให้สตรีไทยเป็นพลังสำคัญและการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ กองทุนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของสตรี รวมทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำต่อสตรีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการพัฒนาศักยภาพของสตรีไทย (Empowerment) และรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งและการพัฒนาเครือข่าย (Partnership) ให้สตรีไทยได้มีบทบาทอย่างมากในการร่วมแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป&#8221;</p></blockquote>
<p>ถึงแม้จะเป็นประเด็นเล็กๆ ท่ามกลาง &#8220;วาระใหญ่ๆ&#8221; มากมายที่ดาวอส (โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่ลุล่วง) แต่โดยเนื้อหาแล้ว &#8220;กองทุนพัฒนาสตรี&#8221; ก็น่าสนใจในตัวของมันเอง</p>
<div id="attachment_23925" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-23925" title="ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชุมร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/yingluck-women.jpg" alt="" width="400" height="269" /><p class="wp-caption-text">ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชุมร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติ</p></div>
<h2>จุดกำเนิดจากนโยบายหาเสียงเพื่อไทย</h2>
<p>กองทุนพัฒนาสตรี หรือชื่อเต็มๆ คือ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ” มีที่มาจากนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 โดย<a href="http://www.ptp.or.th/news/m-hot.aspx?news_id=2521">เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย</a>ได้ให้ข้อมูลของนโยบายด้านสตรีไว้ 6 ประการ ดังนี้</p>
<blockquote><p>นโยบายเพื่อพัฒนาสตรีของพรรคเพื่อไทย</p>
<p>1. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายส่งเสริมสตรีทั้งในเรื่องของสิทธิ บทบาทความเท่าเทียมในสังคม และศักดิ์ศรี</p>
<p><strong>2. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่จะตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี โดยจะตั้งงบเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของรายได้และเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้กับสตรี ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลก็จะทำงานร่วมกับสภาสตรีฯ และกลุ่มแม่บ้านในแต่ละจังหวัดควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้โอท็อปถือเป็นการแสดงถึงความสามารถของสตรี ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมอาชีพให้กับผู้หญิง และเพื่อให้องค์กรสตรีสามารถขับเคลื่อนได้ มีความคล่องตัวในการตอบโจทย์และวัตถุประสงค์ของสตรีอย่างแท้จริง</strong></p>
<p>3. พรรคเพื่อไทยจะเทียบโอนหน่วยกิตให้กลุ่มแม่บ้านที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับ ม.6 ?แต่มีความรู้ความสามารถ สามารถสอบซ่อมและเชื่อมหน่วยกิตที่เคยเรียนในอดีตเพื่อเป็นการยกระดับให้กับกลุ่มแม่บ้านภายใน 1 ปี เพื่อจะได้มีวุฒิไปใช้สมัครงานได้</p>
<p>4. เพิ่มและพัฒนาศักยภาพของศูนย์พึ่งได้ OSCC (One Stop Crisis Center) 24 ชั่วโมง</p>
<p>5. 1 อำเภอ 1 Day care Center สถานที่ดูแลเด็กในที่ทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมไปถึงในชุมชน</p>
<p>6. การประยุกต์กฎหมายการละเมิดสตรีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยังเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาป้องกัน ด้วยการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความรุนแรงในครอบครัว พัฒนาสตรีให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากับชาย โดยการได้รับความคุ้มครองจากรัฐในการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการถูกกระทำรุนแรง และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p></blockquote>
<p>ส่วนตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเอง ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ในขณะที่พบกับตัวแทนจากสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ไว้ดังนี้ (จาก<a href="http://www.ptp.or.th/news/m-detail.aspx?news_id=2510">เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย</a>)</p>
<blockquote><p> ในฐานะที่เป็นสตรี อยากเห็นผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันในสังคม และเชื่อว่า ประเทศไทยเองมีผู้หญิงเก่ง ที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ซึ่งเข้าใจผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่และภรรยา หรือผู้ตามของครอบครัว โดยนโยบายของพรรคเพื่อไทย มีแนวนโยบายในการส่งเสริมสตรีในเรื่องของสิทธิ บทบาทเพื่อให้เกิดความทัดเทียมในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ความเป็นผู้หญิงต่อครอบครัว รวมทั้งการส่งเสริมรายได้และอาชีพของสตรี คุณภาพแรงงาน ของสตรี เรื่องงบประมาณต่างที่จะช่วยให้องค์กรสตรีได้ขับเคลื่อนและตอบโจทย์ของสตรีอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคมีนโนบายตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี และหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะมีการตั้งโดยเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอาชีพสตรี โดยจะทำงานร่วมกับสภาสตรีและจังหวัดทุกจังหวัด</p></blockquote>
<p>โดยแนวคิดแล้ว &#8220;กองทุนสตรี&#8221; ของพรรคเพื่อไทย มีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนหมู่บ้านของพรรคไทยรักไทยในอดีต นั่นคือจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง และให้ส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่บริหารจัดการกันเอง ซึ่งในกรณีของกองทุนหมู่บ้านให้งบหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท แต่ของกองทุนสตรีจะให้งบประมาณจังหวัดละ 100 ล้านบาทแทน</p>
<h2>ความคืบหน้าของนโยบาย</h2>
<p>เมื่อวันที่ 30 พ.ย. น.ส.อรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย, ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับกลุ่มคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด (กพส.จ.) พะเยาว่ากองทุนสตรีน่าจะเริ่มได้ในปี 2555 โดยมอบเป็นหน้าที่ของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นผู้รับผิดชอบ (จาก <a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000152554">ผู้จัดการ</a>)</p>
<blockquote><p>กพส.จ.พะเยา และเครือข่ายแม่ญิงฯ ได้สอบถามถึงความคืบหน้าเรื่องนโยบายกองทุนพัฒนาสตรี 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่หาเสียงไว้ด้วย</p>
<p>ประธาน กมธ.กล่าวอีกว่า จากเดิมหากไม่มีวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่การเดินหน้านโยบายกองทุนฯ จะเริ่มต้นได้แล้ว แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติน้ำท่วม คาดว่าจะเริ่มต้นได้ปี 2555 โดยการดำเนินนโยบายกองทุนฯ จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ล่าสุดทราบว่าร่างระเบียบที่จะมีผลในทางปฏิบัติของกองทุนฯ สำเร็จประมาณร้อยละ 95 ซึ่งคงจะคล้ายคลึงกับระเบียบของกองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) เพราะรัฐบาลต้องการให้กองทุนฯ มีความยั่งยืน ไม่สูญหาย</p></blockquote>
<p>เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 รมว.พัฒนาสังคมฯ ให้ข่าวว่าเริ่มประชุม &#8220;คณะกรรมการขับเคลื่อน&#8221; ตั้งกองทุนพัฒนาสตรีฯ ไปครั้งแรกแล้ว โดยบทบาทของกองทุนจะแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ เงินกู้สำหรับพัฒนาอาชีพ และเงินจ่ายให้กับสตรีที่ตกทุกข์ได้ยาก กำหนดเสร็จวันที่ 8 มีนาคม &#8220;วันสตรีแห่งชาติ&#8221; (จาก<a href="http://www.m-society.go.th/news_detail.php?newsid=6313&amp;groupid=001">เว็บไซต์ พ.ม.</a>)</p>
<blockquote><p>นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยภายหลัง การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ ว่า“กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ”เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนในการพัฒนาอาชีพ การสร้างงาน สร้างรายได้ การพัฒนาศักยภาพสตรีและเครือข่ายสตรี การเพิ่มบทบาทและสร้างภาวะผู้นำ การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การสร้างสวัสดิภาพและสวัสดิการให้แก่สตรีในหมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาสตรีแห่งชาติ ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ดูแลและจัดสรรงบประมาณกว่า ๗,๗๐๐ ล้านบาท ให้จังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาสตรีในหมู่บ้าน มีคณะกรรมการของหมู่บ้านควบคุมดูแล <strong>แบ่งวงเงินออกเป็น ๒ ส่วน คือ ร้อยละ ๖๐-๘๐ เป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนพัฒนาอาชีพ และอีกร้อยละ ๒๐-๔๐ เป็นเงินจ่ายขาดให้สตรีที่ตกทุกข์ได้ยาก</strong></p>
<p>นายสันติ กล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นความหวังของสตรีทั่วประเทศกว่า ๓๓ ล้านคน ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ กำหนดเปิดตัวโครงการและทำการอนุมัติวงเงินให้แต่ละจังหวัด ใน วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕ นี้ ซึ่งเป็น “วันสตรีสากล” โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานสั่งจ่าย และหากโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อาจเสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และจากภาษีอบายมุข เพิ่มเติมให้อีกด้วย</p></blockquote>
<p>ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 31 มกราคม 2555 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรี โดยเป็นวาระเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2555 (ข้อมูลจาก<a href="http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;directory=1779&amp;contents=64519">ทำเนียบรัฐบาล</a>)</p>
<blockquote><p>31 ม.ค.55 นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติตามนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2555 ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาสตรีประกอบด้วย</p>
<p>1. การสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนพัฒนาสตรีแบบดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ย</p>
<p>2. การพัฒนาโอกาสในการงานและอาชีพการพัฒนาศักยภาพ การเพิ่มบทบาท และการสร้างภาวะผู้นำ</p>
<p>3. การเฝ้าระวังและดูแลปัญหาของสตรีช่วยเหลือเยียวยาสตรี</p>
<p>4. การรณรงค์ให้สังคมเข้าใจปัญหาสตรีในทุกมิติ ภายใต้วิสัยทัศน์ &#8220;สร้างสรรค์พลังงานสตรี ให้เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ&#8221;</p></blockquote>
<h2>เครือข่ายสตรีสนับสนุน-ติงอย่าใช้เป็นนโยบายการเมือง</h2>
<p>ด้านเครือข่ายสตรีออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาล พร้อมเร่งรัดให้ดำเนินการออก พ.ร.บ.ให้แล้วเสร็จใน 90 วัน และตั้งเป้าไม่ให้เป็นนโยบายตอบสนองฝ่ายการเมือง (ข้อมูลจาก <a href="http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/322421.html">MCOT</a>)</p>
<blockquote><p>เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายสตรีหลายองค์กรทั่วประเทศ ระดมความคิดเห็นต่อ &#8220;กองทุนพัฒนาสตรี&#8221; เพื่อแสดงจุดยืนและระดมข้อเสนอเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดให้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ (ฉบับประชาชน) และร่าง พ.ร.บ.กองทุนส่งเสริมการพัฒนาบทบาทและคุณภาพชีวิตสตรีแห่งชาติ เป็นกฎหมายใน 90 วัน นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนนี้ต้องนำมาใช้เพื่อให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากวงจร “โง่ จน เจ็บ” ไม่ใช่กองทุนที่หวังผลทางการหาเสียงหรือการเมือง และมีการบริหารกองทุนอยู่บนหลักการกระจายอำนาจโปร่งใส</p></blockquote>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/woman-development-fund/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กยอ. บอก &#8220;กระทรวงน้ำ&#8221; เอาไม่อยู่ เสนอตั้งองค์การมหาชน-ออก พ.ร.บ. จัดการน้ำทั้งระบบ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/water-public-organization/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/water-public-organization/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 10:26:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กยอ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ฎ.]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชกฤษฎีกา]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิษณุ เครืองาม]]></category>
		<category><![CDATA[วีรพงษ์ รามางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การมหาชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23921</guid>
		<description><![CDATA[ดร.โกร่ง เผย กยอ. มอบหมาย "วิษณุ เครืองาม" ร่าง พ.ร.ฎ. จัดตั้ง "องค์การมหาชน" ดูแลด้านภัยพิบัติของประเทศเป็นการเร่งด่วน และในระยะยาวจะออก พ.ร.บ. ให้อำนาจเต็มอีกครั้งหนึ่ง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.โกร่ง เผย กยอ. มอบหมาย &#8220;วิษณุ เครืองาม&#8221; ร่าง พ.ร.ฎ. จัดตั้ง &#8220;องค์การมหาชน&#8221; ดูแลด้านภัยพิบัติของประเทศเป็นการเร่งด่วน และในระยะยาวจะออก พ.ร.บ. ให้อำนาจเต็มอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะขยายวงเงินของ &#8220;กองทุนประกันภัย&#8221; จาก 5 หมื่นล้านบาทเป็น 1 แสนล้านบาท</p>
<p>ด้านวิษณุ เครืองาม หนึ่งในกรรมการ กยอ. ให้สัมภาษณ์ว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณเคยคิดจะตั้งกระทรวงน้ำแต่ไม่ได้ทำ ส่วนคราวนี้ควรเป็น &#8220;องค์การมหาชน&#8221; เพื่อความคล่องตัวและปราศจากการเมืองแทรกแซง ให้ทำงานเชิงวิชาการ มีอำนาจตัดสินใจและประสานงาน</p>
<div id="attachment_22811" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-22811" title="ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/11/weerapong.jpg" alt="ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" width="620" height="435" /><p class="wp-caption-text">ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ร่วมแถลงข่าวแต่งตั้ง กยอ. (ภาพจากทำเนียบรัฐบาล)</p></div>
<h2>&#8216;ดร.โกร่ง&#8217; เผยแผนเก็บข้อมูลน้ำ-ซ้อมใหญ่เตือนภัยเดือนสิงหาคม</h2>
<p>นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธ ศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องกลยุทธ์การบริหารจัดการแหล่งน้ำของไทย จัดโดยสมาคมไทยญี่ปุ่น ร่วมกับหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ</p>
<p>ขณะเดียวกันในระยะสั้น ต้องมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเตือนภัยให้เสร็จทันภายในปีนี้ ต้องมีการสำรวจคู คลอง หนองบึง ให้ข้อมูลถูกต้องทั้งความกว้างและระดับความลึก เพราะที่ผ่านมาคูคลองในกทม.และปริมณฑล ระบุว่ากว้าง 20 เมตร วัดจริงกว้างแค่ 10-12 เมตรเท่านั้น การวางแผนตัดสินใจจึงผิดหมด และหลังปรับข้อมูลให้ทันสมัย จะต้องมีพิธีซ้อมใหญ่ นำข้อมูลที่ถูกต้องมาป้อนในแบบจำลองในคอมพิวเตอร์เพื่อจะได้รู้ระดับน้ำ สามารถเช็กเครื่องมือ อุปกรณ์ การสั่งการ ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากที่จะจัดให้มีการซ้อมใหญ่แล้ว คาดว่าในเดือน ส.ค.นี้</p>
<p>นอกจากนี้ กยอ.ได้มอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในคณะกรรมการ กยอ. ร่างพ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การบริหารภัยพิบัติชาติ มีการบริหารงานในรูปแบบองค์การมหาชน เบื้องต้นมีนายกฯ เป็นประธาน</p>
<p>จาก <a href="http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVE14TURFMU5RPT0=&amp;sectionid=TURNd05RPT0=&amp;day=TWpBeE1pMHdNUzB6TVE9PQ==">ข่าวสด</a></p>
<h2>&#8216;วิษณุ&#8217; เผยแผนขั้นแรกตั้ง &#8220;องค์การมหาชน&#8221; เป็นตัวกลางประสานงานก่อน</h2>
<p>นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในกรรมการ กยอ. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการตั้งองค์การมหาชนกับกรุงเทพธุรกิจ มีใจความสำคัญดังนี้</p>
<p>&#8220;ความจริงเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงการปฏิรูประบบราชการ เราเคยมีความคิดที่จะมีกระทรวงน้ำ เพื่อนำหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอยู่รวมกัน แต่เอาเข้าจริงมันก็ทำได้ไม่เท่าไร เพราะบางกระทรวงก็อยากเอาภารกิจไว้ในในกิจการของกระทรวงตัวเอง ในเวลานั้นจึงมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งกระทรวงน้ำ เรื่องนี้จึงต้องพับไป&#8221;</p>
<p>ในเวลานี้เมื่อมีการเสนอให้มีการฟื้นกระทรวงน้ำขึ้นมาใหม่ ในเชิงนโยบายหากจะมีกระทรวงที่ 21 ขึ้นมาดูแลเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งน้ำท่วม หรือว่าน้ำจืดหรือน้ำเค็ม คงไม่มีอะไรขัดข้องที่จะให้มีกระทรวงนี้ขึ้นมาจัดการน้ำภาวะปกติ เหมือนกับการจัดการปัญหาของ 20 กระทรวงที่มีอยู่</p>
<p>แต่วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรากำลังพูดถึงเรื่องอุทกภัย ซึ่งเป็นวิกฤติ เวลาเกิดวิกฤติ กระทรวงน้ำก็เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดอีกแบบหนึ่งว่า นอกเหนือไปจากกระทรวงน้ำแล้ว จะต้องคิดถึงองค์กรขึ้นมาเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆและการบริหารจัดการน้ำรวมทั้งระบบ รวมไปถึงการแก้ปัญหาข้อขัดข้องทางกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะวันนี้ใครจะทำฟลัดเวย์ ก็จะต้องไปทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งแค่นี้ก็ติดแล้ว</p>
<p>นอกจากนี้หากเราคิดว่าจะลงทุนแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ แต่ไม่มีเงิน แล้วจะไปร่วมทุนกับเอกชน โดยรัฐให้ที่ดินแก่เอกชน แล้วเอกชนออกเงินก่อสร้าง ก็จะติดพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะโครงการใดที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1 พันล้าน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ถึงตรงนี้ 1 ปีคงไม่มีทางจะสร้างอะไรได้ หรือแม้แต่รัฐบาลจะก่อสร้างฟลัดเวย์ 60-70 กิโลเมตร แต่เมื่อผ่านท้องถิ่นไหนก็จะมีปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอำนาจขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาลเหล่านั้นทำให้ติดปัญหาของท้องถิ่นอีก รวมไปถึงการขุดลอกคูคลองก็จะมีปัญหาอีก</p>
<p>ดังนั้นจึงคิดว่าอาจจะต้องมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรพิเศษ ซึ่งเท่าที่ได้มีการหารือกันมีความเห็นว่า การจัดตั้งองคต์กรในระยะแรกสามารถจัดตั้งได้เร็ว ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาอีกองค์การหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อจัดการกับวิกฤติการณ์ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำ ถ้าทำได้แค่นี้มันก็จะมีอำนาจรัฐขึ้นมาในการประสานกับอบจ. อบต.เทศบาล หรือกรุงเทพมหานครฯ (กทม.) ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำมันอาจจะเบาลง หรือหมดไปได้</p>
<h2>ระยะยาวออก พ.ร.บ. ให้อำนาจเต็ม</h2>
<p>แต่ความที่เป็นองค์การมหาชน ก็สามารถจัดการปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง คงจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะไปเวณคืนที่ดินเพื่อ มาทำฟลัดเวย์ คงทำไม่ได้ หรือจะไปลบล้างอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ต่างๆก็ไม่ได้ จึงต้องคิดไปถึงอีกระยะหนึ่ง ระยะที่ 2 ที่จะต้องออกพ.ร.บ.ให้มีอำนาจเท่ากับพ.ร.บ.ที่มีอยู่ทั้งหลาย ที่ให้อำนาจในการขุดลอกคูคลอง เอาอำนาจของท้องถิ่นมาใช้ในเวลาเกิดวิกฤติ</p>
<p>อย่างไรก็ตามคำว่า&#8221;วิกฤติ&#8221; ไม่ใช่บอกว่าเป็นก็เป็น แต่เหมือนกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่ปกติกระทรวงต่างๆจะมีอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินหน่วยงานที่ตั้งขึ้นสามารถใช้อำนาจของกระทรวงต่างๆได้ทันที จึงคิดว่าองค์การที่บริหารจัดการเรื่องน้ำควรมีอำนาจเช่นนี้ เช่น อาจจะมีอำนาจในการเวณคืนที่ดิน อำนาจในการจัดการผังเมือง กำหนดให้สร้างหรือไม่ให้สร้างอะไรในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันจะขวางลำน้ำ รวมทั้งอำนาจในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำ</p>
<p>&#8220;ขณะที่บางเรื่องอาจไม่ถึงกับต้องลงไปจัดการเอง เพียงแต่ประสานให้หน่วยงานนั้นๆใช้อำนาจของหน่วยงานที่มีอยู่ หรือบางเรื่องที่มีปัญหาหนักขึ้น องค์กรนี้ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานต่างๆทำ เมื่อเห็นว่าหน่วยงานต่างๆแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ผล สั่งไปแล้วไม่ทำอะไร องค์การนี้อาจจะมีอำนาจพิเศษดึงอำนาจของหน่วยงานนั้นๆมาดำเนินการเอง เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งคืนกลับไปสู่ภาวะปกติ&#8221;</p>
<p>โครงสร้างองค์กรมหาชนเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จะเหมือนกับองค์การมหาชนธรรมดาที่มีอยู่ 20 กว่าองค์การ ที่จะมี กรรมการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ ซึ่งอำนาจไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่เมื่อพัฒนาไปเป็นระยะที่ 2 ซึ่งจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ องค์กรนี้ก็จะมีอำนาจเยอะขึ้น จึงคิดว่าต้องเป็นองค์กรที่สังกัดผ่ายบริหาร แต่เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระมากที่สุด คนที่จะเข้ามาบริหารจัดการ จะต้องมีวิธีการสรรหาเข้ามา โดยกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาวุ่นวายเพราะต้องทำงานแบบวิชาการ และต้องตัดสินใจเด็ดขาด รวมทั้งไม่ต้องเกรงผลกระทบในทางการเมือง</p>
<p>โดยสรุปการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำจะมี 2 ระยะ คือระยะเฉพาะหน้า คือการจัดตั้งองค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน เฉพาะหน้า โดยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกได้เร็วไม่เสียเวลามากนัก เพราะไม่ต้องเข้าสภา แต่มีอำนาจไม่เต็ม</p>
<p>อีกระยะหนึ่งคือออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องผ่านสภา 2 สภา องค์กรนี้จะมีอำนาจเต็ม และบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบของการบริหารจัดการภัยธรรมชาติของแต่ละประเทศ โดยพยายามทำให้เข้ากับสังคมไทยมากที่สุด เพราะระบบราชการของไทยไม่เหมือนกับที่อื่น เมื่อเราตั้งองค์กดรใหม่ขึ้นมาแล้วมันก็ยังอยู่ในระบบราการ</p>
<p>อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้จาก <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20120131/433143/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88.html">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/water-public-organization/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“พ.ร.ก. โอนหนี้” กับ “มาตรฐานที่พึงมี” ของศาลรัฐธรรมนูญ โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/public-debt-thai/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/public-debt-thai/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 04:12:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลรัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สาธารณะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23813</guid>
		<description><![CDATA[วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ขอเสนอข้อคิดเห็นต่อมาตรการหนีสาธารณะประเด็นร้อนและบทบาทของศาลในกรณีดังกล่าว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: right;"> วีรพัฒน์ ปริยวงศ์</h4>
<h4 style="text-align: right;">นักกฎหมายอิสระ</h4>
<h4 style="text-align: right;">http://www.facebook.com/verapat.pariyawong</h4>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้ใดที่เชื่อว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตัดสินคดีสองมาตรฐาน โปรดจับตาให้ดีอีกครั้ง!</p>
<p>ล่าสุด “พรรคประชาธิปัตย์” ประกาศจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด หรือ “พ.ร.ก.” (กฎหมายฉุกเฉินที่ตราโดยฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภา) ที่ “รัฐบาลเพื่อไทย” ตราขึ้นหลังวิกฤตน้ำท่วมนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่</p>
<p>พ.ร.ก. ที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นให้ศาลพิจารณา ตามข่าว มีสองฉบับ คือ</p>
<p>- พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (กรณีวงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท); และ</p>
<p>- พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (กรณี “โอนหนี้” กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาทให้ธนาคารแห่งประเทศไทย)</p>
<p>ข้อสังเกตคือ เมื่อไม่นานมานี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยคดีที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว</p>
<p>คดีที่ว่าเกิดขึ้นใน สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552) โดยไม่ผ่านสภา</p>
<p>ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย “พรรคเพื่อไทย” ในเวลานั้น ก็ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มี คำวินิจฉัยที่ 11/2552 (โดยมติเอกฉันท์) ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ดำเนินการตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” โดยถูกต้องแล้ว จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (http://bit.ly/xO4XOu)<br />
มาวันนี้เมื่อ “รัฐบาลเพื่อไทย” เป็นผู้ตรา พ.ร.ก. และ “ประชาธิปัตย์” เป็นฝ่ายค้าน สถานการณ์จึงกลับกัน (ในขณะที่ตุลาการผู้พิจารณาคดีทั้ง 9 ท่านนั้นยังเป็นชุดเดิม แม้จะมีการสลับตำแหน่งประธานศาลกันได้อย่างน่าลึกลับยิ่งนักก็ตาม)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23816" title="21173" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/21173.jpg" alt="" width="500" height="351" /></p>
<p>หากมองกรณีการฟ้องคดี พ.ร.ก. ทั้งสองกรณี จะพบว่า สิ่งที่เหมือนกัน ก็คือ “บริบทในทางกฎหมาย” แต่สิ่งที่ต่างกัน ก็คือ “บริบท ในทางข้อเท็จจริง”</p>
<p>“บริบทในทางกฎหมาย” ซึ่งศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาเหมือนกัน ก็คือ หลักเกณฑ์ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 ซึ่งใน คำวินิจฉัยที่ 11/2552 ศาลได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยเป็นสองประเด็นด้วยกัน คือ:<br />
- ประเด็นที่หนึ่ง: พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?<br />
- ประเด็นที่สอง: พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ ?</p>
<p>ส่วน “บริบทในทางข้อเท็จจริง” ที่แตกต่างกัน ก็คือ สภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและรายละเอียดของมาตรการที่กำหนดโดยสองรัฐบาล คือ:<br />
- รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อ้างเหตุสภาพวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำ จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย<br />
- รัฐบาลเพื่อไทย ได้อ้างถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังมหาวิกฤตอุทกภัย โดยการกู้เงินและโอนหนี้จำนวนมหาศาลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ</p>
<p>ผู้เขียนเห็นว่า แม้ “ข้อเท็จจริง” จะต่างกัน แต่ศาลย่อมต้องวินิจฉัยโดยอาศัย “ข้อกฎหมาย” มาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 กรณี “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์นั้น ถือเป็นคำวินิจฉัยที่มีมาตรฐานดีในระดับหนึ่ง ซึ่งศาลพึงรักษาและพัฒนาเป็นแนววินิจฉัยที่หลักแหลม ลึกซึ้ง และแยบยลได้ต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้</p>
<p>1. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่าตนไม่ใช่ “ฝ่ายบริหาร”</p>
<p>“มาตรฐานที่ดี” ที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 นั้น คือการที่ศาลได้วางหลักวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 โดยศาลพึงใช้อำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกและดุลคานแห่งอำนาจเป็นสำคัญ (คำวินิจฉัยหน้าที่ 30)</p>
<p>แต่สิ่งศาลอาจไม่ได้กล่าวไว้ชัด ก็คือ การที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้ “ฝ่ายตุลาการ” ตรวจสอบการใช้อำนาจตรา พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ได้นั้น เป็นกรณีที่ “ฝ่ายตุลาการ” พึงใช้อำนาจอย่างระมัดระวังและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะอำนาจตุลาการเป็น “อำนาจเชิงวินิจฉัยตรวจสอบ” ไม่ใช่ “อำนาจเชิงวางแผน ปฎิบัติ จัดการ” กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของปากท้องที่ได้รับผลจากสภาพเศรษฐกิจเป็นผู้คัดเลือกรัฐบาลมาเป็นผู้นับเงิน หาเงิน จ่ายเงินและรับผิดชอบใช้หนี้ โดยธรรมชาติ รัฐบาลย่อมต้องเข้าใจการเงินของประเทศดีกว่าตุลาการที่มาจากการสรรหาแต่งตั้งซึ่งไม่ได้รับผิดชอบหรือเชี่ยวชาญเรื่องการเงินการคลังของประเทศ</p>
<p>ความแตกต่างอันละเอียดอ่อนดังกล่าวเห็นได้จาก การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสี่ มิได้วางใจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี พ.ร.ก. โดยมติเสียงข้างมากเท่านั้น แต่กำหนดว่า หากศาบจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม กล่าวคือ ตุลาการอย่างน้อย 6 คนจาก 9 คน ต้องเห็นตรงกันว่า พ.ร.ก. นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ</p>
<p>ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจคำนึงเพียงว่าตนมีอำนาจปกป้องรักษาหลักการแบ่งแยกและดุลคานแห่งอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจโดยไม่ชอบแล้วหรือไม่ แต่ศาลยังจะต้องระลึกถึงความละเอียดอ่อนของอำนาจตุลาการที่แตกต่างจากอำนาจบริหารด้วยเช่นกัน</p>
<p>กล่าวให้ชัดก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญพึงไม่ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางว่า พ.ร.ก. นั้น มีเหตุผลหรือเหมาะสมในสายตาของศาลเพียงใด แต่ศาลพึงวินิจฉัยอย่าจำกัดและเคร่งครัดว่า พ.ร.ก. ที่ว่า “ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ ?” และ “ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?” เท่านั้น</p>
<p>มิฉะนั้น หากศาลนึกว่าตนกลายเป็นฝ่ายบริหารที่สวมบทบริหารประเทศเสียเอง ศาลย่อมกลับกลายเป็นผู้ทำลายการแบ่งแยกและดุลคานอำนาจแห่งอำนาจที่ตนพร่ำจะรักษาในที่สุด</p>
<p>2. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่าตนไม่ใช่ “ผู้ผูกขาดการตรวจสอบ” เรื่อง พ.ร.ก.</p>
<p>“มาตรฐานที่ดี” อีกประการที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 นั้น ก็คือการวางหลักวินิจฉัยโดยคำนึงถึง “องค์กรอื่น” ที่มีบทบาทตรวจสอบฝ่ายบริหารในการที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ “รัฐสภา” สามารถพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ได้ “ฝ่ายองค์กรอิสระ” เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งสามารถตรวจสอบการใช้เงินหรือปฎิบัติตาม พ.ร.ก. ได้โดยอ้อมอีกทางเช่นกัน (คำวินิจฉัยหน้าที่ 30-31)</p>
<p>แต่สิ่งศาลอาจไม่ได้กล่าวไว้ชัด ก็คือ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีผู้ร่วมตรวจสอบ พ.ร.ก. ไว้หลายองค์กร ก็ด้วยเหตุว่า ธรรมชาติและภารกิจขององค์กรที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นปัจจัยทางกฎหมายที่กำหนดให้องค์กรดังกล่าวมี “รูปแบบ” หรือ “วิธีการ” ตรวจสอบฝ่ายบริหารที่แตกต่างกันและไม่ควรก้าวล่วงซึ่งกันละกัน</p>
<p>กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ มุ่งหมายให้รัฐสภาในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ พ.ร.ก. เป็นการทั่วไปว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ (ดังที่ศาลใช้คำว่า “ตรวจสอบโดยทางการเมือง”) แน่นอนว่าฐานทางเหตุผลของฝ่ายนิติบัญญัติย่อมคำนึงถึงทั้งหลักประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นเร่งด่วนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 แต่รัฐธรรมนูญก็มิได้บัญญัติถ้อยคำที่แคบเหมือนกรณีการตรวจสอบโดยตุลาการตาม มาตรา 185 แต่อย่างใด สมาชิกรัฐสภาจึงชอบที่จะอภิปรายหลักความถูกต้องเหมาะสมของ พ.ร.ก. ไม่ว่าจะตามหลักการเงิน การคลัง การค้า การเกษตร การต่างประเทศ หรือการอื่นใดที่ผู้แทนประชาชนอันหลากหลายพึงจะอภิปรายลงมติกัน</p>
<p>ส่วน “องค์กรอิสระ” อื่นก็มีรูปแบบหน้าที่การตรวจสอบเป็นการเฉพาะ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ย่อมอาศัยความชำนาญในทางบัญชีและการตรวจสอบการเงิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ย่อมมีอำนาจสืบสวนสอบสวนการทุจริตประพฤติมิชอบตามกระบวนการของกฎหมาย เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น การตรวจสอบโดยศาล ย่อมพึงกระทำในกรอบที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสาม กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และศาลจะใช้อำนาจประหนึ่งว่าตนควรคิดคำนึงพิจารณาตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ทุกลักษณะ ทุกรูปแบบ ย่อมหาสมควรไม่</p>
<p>3. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่า “ความน่าศรัทธาในมาตรฐาน” คือฐานแห่งอำนาจตุลาการ</p>
<p>“มาตรฐานที่ดี” อีกข้อที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 คือ การที่ศาลวางหลักว่าการตรวจสอบ พ.ร.ก. นั้น “ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นแต่ละกรณีไป” (คำวินิจฉัยหน้าที่ 31)</p>
<p>คำถามที่สำคัญ คือ เมื่อข้อเท็จจริงแต่ละกรณีย่อมต่างกัน ศาลจะรักษามาตรฐานความเป็นธรรมได้อย่างไร?</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสาม ประกอบกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 สองวรรคแรก ได้กำหนดกรอบอำนาจให้ศาลตรวจสอบ พ.ร.ก. ตามหลัก “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ไว้เป็นการทั่วไป อีกทั้งไม่ได้บัญญัติเจาะจงรายละเอียดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลควรจะต้องตีความรัฐธรรมนูญอย่างไร จึงจะไม่ละเมิดหลักที่อธิบายมาสองข้อแรก คือ ไม่ใช้ดุลพินิจกว้างจนกลายฝ่ายบริหาร หรือ ผูกขาดการตรวจสอบเสียเอง ?</p>
<p>เรื่องนี้ตอบได้ว่า แม้หลักเกณฑ์ “เชิงเนื้อหาสาระ” ที่นำมาตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 184 สองวรรคแรกหรือไม่อาจหยืดหยุ่นได้ตามกรณี แต่กระนั้นก็ดี ศาลพึงรักษามาตรฐาน “เชิงนิติวิธี” เพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัย พ.ร.ก. ในทุกคดีให้เสมอกัน</p>
<p>กล่าวคือ ศาลไม่อาจตีความ มาตรา 184 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ “เนื้อหาสาระ” ที่สมบูรณ์และครอบคลุมทุกกรณีได้ว่า พ.ร.ก. ฉบับใดต้องมีเนื้อหาสาระแบบใดจึงจะเข้าลักษณะ “จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” หรือ “รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ” และหากศาลจะนำเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มาเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อจะอ้างว่า เมื่อ พ.ร.ก. เนื้อหาต่างกัน ผลการวินิจฉัยย่อมต้องต่างกัน ย่อมเป็นการป่วยการ</p>
<p>แต่มาตรฐานที่ศาลพึงมี คือ มาตรฐาน “เชิงนิติวิธี” ที่วางระดับขั้นตอนว่า ไม่ว่าเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. ในแต่ละคดีจะเป็นแบบใด ศาลนั้นจะใช้ “แนววิธี” หรือระดับความเข้มงวดในการพิจารณาเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. อย่างไร</p>
<p>เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ จะพบว่า ศาลได้วางหลัก “เชิงนิติวิธี” เกี่ยวกับการตรวจสอบ พ.ร.ก. ไว้ ก็คือ “หลักเหตุผลที่เพียงพอ” กล่าวคือ ศาลใช้วิธีจัดวางระดับการตรวจสอบดุลพินิจและเหตุผลของฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก. ไว้เป็นการเบื้องต้นอย่างไม่เข้มงวดเคร่งครัด โดยหากฝ่ายบริหารสามารถชี้แจงและอธิบายเหตุผลที่เพียงพอให้ศาลเห็นถึง “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามมาตรา 184 สองวรรคแรกได้แล้ว ศาลย่อมพึงอาศัยเหตุผลดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลหรือผู้อื่นอาจเห็นเหตุผลหรืองุมุมอื่นที่แตกต่างก็ตาม (นิติวิธีนี้อาจใกล้เคียงกับหลัก rational basis หรือ deferential rule ที่ใช้โดยศาลต่างประเทศ)</p>
<p>“หลักเหตุผลที่เพียงพอ” ซึ่งเป็นหลัก “เชิงนิติวิธี” ดังกล่าว ปรากฏชัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 เช่น<br />
- ในหน้า 27-28 ศาลได้ยกเหตุผลของรัฐบาลประชาธิปัตย์เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาพิจารณาและสรุปว่า “จึงมีเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะตราพระราชกำหนดดังกล่าว” โดยมิได้เข้าไปพิจารณาถึงรายละเอียดข้อโต้แย้งที่ฝ่ายค้านพยายามชี้แจงคัดค้าน</p>
<p>- ในหน้า 28-29 ศาลได้ยกสาระสำคัญห้าประการของ พ.ร.ก มาพิจารณาและสรุปว่า “ย่อมเห็นได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนด&#8230;.ก็เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ&#8230;” กล่าวคือ ศาลพิจารณาที่สาระของกฎหมายว่ามีเหตุผลสอดคล้องกับที่รัฐบาลประชาธิปัตย์กล่าวอ้างหรือไม่ โดยไม่ได้นำข้อพิจารณาภายนอกมาเป็นสาระสำคัญในการหักล้างคัดค้านเหตุผลของรัฐบาล แม้ฝ่ายค้านที่ยื่นเรื่องตต่อศาลจะได้อธิบายชี้แจงไว้ก็ตาม</p>
<p>- ในหน้า 32 ศาลก็ได้ยกเหตุผลตามสถานการณ์เป็นการทั่วไป เพื่อสรุปว่า “ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉิน” และตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นการทั่วไปว่า “ยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ”</p>
<p>ดังนั้น หาก “ศาลรัฐธรรมนูญชุดเดียวกัน” จะรักษา “มาตรฐาน” ที่ได้วางหลักไว้ในสมัย “รัฐบาลประชาธิปัตย์” วันก่อน ให้สม่ำเสมอและน่าศรัทธาในสมัย “รัฐบาลเพื่อไทย” วันนี้แล้วไซร้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ย่อมต้องไม่ทำตนเป็น “ศาลการคลัง” หรือ “ศาลเศรฐศาสตร์” อีกทั้งย่อมต้องไม่สำคัญตนผิดว่าเป็นฝ่ายบริหาร หรือผูกขาดการตรวจสอบความเหมาะสมของ พ.ร.ก. ที่รัฐบาลตราขึ้นไปทุกเรื่องทุกกรณี</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม “ศาลรัฐธรรมนูญ” พึงอาศัย “นิติวิธี” ในการตรวจสอบว่า รัฐบาลเพื่อไทยนั้นมี “เหตุผลที่เพียงพอ” เพื่ออธิบายได้ว่า พ.ร.ก. นั้นเป็นไปเพื่อ “รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ “จำเป็นเร่งด่วน” หรือไม่ ส่วนจะเหมาะสมในทุกแง่ทุกประการอย่างไรย่อมไม่เป็นประเด็นวินิจฉัย และหากไม่ใช่กรณีที่รัฐบาลเพื่อไทยใช้อำนาจโดยไม่สุจริตเพื่อบิดเบือนรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ ศาลย่อมชอบที่จะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ</p>
<p>เมื่อ “ความน่าศรัทธาในมาตรฐาน” คือฐานแห่งอำนาจตุลาการ ผู้เขียนก็ขอส่งกำลังใจให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดี พ.ร.ก. ของรัฐบาลชุดนี้ โดยคำนึงถึงหลักวินิจฉัยในคดีรัฐบาลชุดก่อนให้สมกับ “มาตรฐานที่พึงมี” เพื่อให้อำนาจตุลาการเป็นอำนาจแห่งกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์โดยแท้</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/public-debt-thai/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดเนื้อหา “อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ: คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?” ฉบับเต็ม!</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2012 15:36:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jirayu</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติ สิงหาปัด]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ]]></category>
		<category><![CDATA[นายจรูญ สุขแป้น]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23786</guid>
		<description><![CDATA[อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ: คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?มีอะไรบ้างในเวทีนี้ได้เชิญผู้เชียวชาญต่างๆร่วมแสดงความเห็นถอดบทเรียนกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันพุธที่ 25 มกราคม 2555 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า จัดโดยนักศึกษาหลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 3 สถาบันพระปกเกล้า จัดงานเวที อาทรเสวนา &#8220;อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ: คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?&#8221; และเปิดตัวเว็บไซต์ <a href="http://peacetalk.in.th/">Peacetalk.in.th</a> ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้</p>
<p><span id="more-23786"></span></p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/p5/" rel="attachment wp-att-23788"><img class="alignnone  wp-image-23788" title="อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ_ 1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/p5-1024x764.jpg" alt="" width="588" height="414" /></a></p>
<h2>ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ</h2>
<p>ผมเชื่อว่าหากไม่มีการจัดการและรับมือในการจัดการน้ำอย่างดีเมื่อปัญหาเกิดขึ้นอีกคาดการณ์ว่าปัญหาจะหนักขึ้นอีก เป็นที่ชัดเจนว่าข้อผิดพลาดส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารงานผิดพลาดของรัฐอันเป็นที่มาของอุทกภัย  ประชาชนได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่สามารถใช้กำลังอำนาจปิดถนนได้ ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ก็จะอนุโลมตามนั้น การที่สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดการเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้ไปสู่ข้างนอก ผมคิดว่าการจัดเวทีแบบนี้สำคัญภาคสังคมต้องจัดแบบนี้มากๆ</p>
<p>มิฉะนั้นแล้วก็จะมีความรู้สึกว่าการบริหาจัดการน้ำเป็นเรื่องของรัฐบาลซึ่งจริงๆไม่ใช่ เพราะการบริหารน้ำนั้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ประชาชนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม แต่มีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม คำว่าเหมาะสมนี้ ผู้จัดวันนี้ต้องพูด เพราะส่วนร่วมที่ไม่เหมาะสมก็นำมาซึ่งหายนะได้เช่นกัน</p>
<h2>วิเคราะห์มหาอุทกภัยและภัยพิบัติประเทศไทย：รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์</h2>
<p>ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังรอ official report เพื่อให้ศาลตัดสินและนำสืบไปตามกระบวนการทางรัฐบาลก็ให้ กยน. ค้นหา FACT fielding ซึ่งผมก็เป็นกรรมการในนั้น ขอยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุ 2 เดือน FACT fielding ออกมาทันที รัฐบาลญี่ปุ่นขอรับผิดชอบในข้อผิดพลาดที่ตั้งสมมุติฐานผิดพลาดในการรับมือ และการเตือนภัยที่ผิดพลาด โดยเตือนภัยคลื่นสูงผิดพลาด ไว้ 4-5 เมตร แต่ท่วมจริง 50 เมตร ซึ่งเราควรนำมาเป็นบทเรียนว่าเราจะทำอย่างไร</p>
<p><strong>ความเสี่ยงเป็นอย่างไร</strong><br />
ในปี 2555 ปริมาณน้ำฝนในปีนี้หลายแบบจำลองบอกว่าฝนจะตกภายในมีนาคมนี้และตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ประด็นที่ทำให้น้ำท่วมหรือไม่ต้องดูพายุซึ่งเรายังบอกไมได้ แต่ถ้าน้ำมาเหมือนปีที่แล้วท่วมแน่ๆ เพราะมาตรการที่ทำไว้ยังพึ่งเริ่มต้นต้องใช้เวลา ขณะนี้เขื่อนทั้งเขื่อนภูมิพลและสิริกิตต์ก็มีปริมาตรน้ำ 2 หมื่นล้าน ลูกบาศก์เมตรก็ประมาณ 88-90% เดือนมีนาคมน้ำจะมาเร็วขึ้น</p>
<p>รัฐบาลและกระทรวงเกษตรคุยไว้ว่าจะต้องเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน ภายใน 2 เดือนจะปล่อยน้ำหนึ่งหมื่นพันล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อทำนาปรัง 10 ล้านไร่ หลังจากนั้นจะเริ่มทำนาปีเดือน เมษายน พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม โดย ปรกติ เราจะเริ่มทำนาเริ่มหว่านข้าว เดือนสิงหาคม แต่ได้เลื่อนเข้ามา  เพราะหลังจากสิงหาคมเขื่อนจะไม่ปล่อยน้ำ</p>
<p>ตอนนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเยอะแล้ว เพราะถ้าปล่อยช้าเขื่อนจะมีปัญหา ฉะนั้นปีนี้และปีหน้านักวิทยาศาสตร์ก็คาดการณ์ว่าจะได้รับอิทธิพลจากลานิญญาจะลดน้อยลงเรื่อยและปลายปีจะแล้งฉะนั้นเราก็ต้องดูเรื่องการจัดการน้ำให้ดีมิเช่นนั้นจะเกิดการขาดแคลนได้ เราคาดการณ์ว่าภาคเหนือภาคกลางฝนจะตกน้อยนั่นก็คือกรุงเทพน้ำจะเสี่ยงน้ำท่วมน้อยในปีนี้ แต่จะอยู่ที่พายุจะเข้าในพื้นที่ใดบ้างซึ่งเราจะสามารถคาดการณ์ได้แค่ 7 วันล่วงหน้า</p>
<p><strong>บทเรียนครั้งนี้<br />
</strong>ผมมองว่าคนไทยไม่ค่อยได้รับข่าวสารเรื่องนี้ โดยขาดการเผยแพร่ คนไทยไม่รู้ไม่ตระหนัก ไม่ปรับตัว รัฐบาลให้ความสำคัญเฉพาะการประชุมโลกร้อนมากเกินไปรัฐบาลนิ่งคนไทยนิ่ง ไมได้ไปสนใจคูคลองและศักยภาพระบายน้ำ ขาดระบบการตัดสินใจเราทำไปทดลองไปแต่พอเกิดการมีส่วนได้ส่วนเสียเราไม่สามารถอธิบายได้ ขาดการประเมินส่วนได้ส่วนเสีย</p>
<p>เราควรจะมีการทำ Blue print เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุน นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในส่วนของชุมชนจะเห็นความเข้มแข็งและมีส่วนร่วม แต่บางส่วนก็แตกแยก ในเรื่องกาอพยพของรัฐจะพบว่าศูนย์อพยพของ กทม และรัฐบาลอยู่ในจุดน้ำท่วม ซึ่งขาดการวิเคราะห์ว่าศูนย์อพยพน้ำไม่ควรจะท่วมเกิน 30 ซม</p>
<p><strong>ทางออกประเทศไทย<br />
</strong>ทุกวันนี้มีแค่ 4 จังหวัดที่บังคับใช้ผังเมือง ซึ่งยังค้างที่กฤษฎีกา ตราบใดยังไม่มีผังเมืองเราก็จะตามแก้ปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรามีกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งดีมากมีแผนแม่บทตามมาในปี 2552 บังคับให้เสนอแผนภายใน 2 ปี แต่น้ำท่วมเสียก่อนเลยไม่รู้ว่าไปถึงไหนกันแล้ว โดยกฎหมายมอบอำนาจให้ผู้ว่าทั้งหมดโดยปัญหา ที่เกิดขึ้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้รับผิดชอบและต้องฟ้องผู้ว่าหากเกิดความเสียหายแต่ผมเห็นคนไปฟ้องแต่กรมชลประทานกัน</p>
<p>คุณจะพบว่าในยามปกติจะไม่เคยเห็นข่าวผู้ว่าในจังหวัดใกล้เคียงคุยกันเลยซึ่งในกฎหมายมีแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ต่างๆไม่เคยคุยกันแล้วการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมาเชื่อมต่อ ในส่วนของเรื่องการปล่อยน้ำคุณต้องคำนึงถึงปลายน้ำด้วย กฟผ นั้นหากจะปล่อยน้ำคุณต้องคำนึงด้วย</p>
<h2>ประสบการณ์ภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤติอุทกภัย: แบงค์ งามอรุณโชติ นักวิจัยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี</h2>
<p>ได้นำเสนอข้อมูล หัวข้อ “ความขัดแย้งทางกระสอบทราย” โดยธรรมชาติน้ำก็จะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ คนอยู่พื้นที่ต่ำก็ไม่อยากโดนน้ำท่วมก็จะวางกระสอบทราบซึ่งก็เป็นเรื่องเหตุและผลอยากมาก การวางกระสอบทรายก็จะทำให้คนต้นน้ำจมน้ำนานขึ้น คนที่ไม่ควรโดนน้ำท่วมก็อาจจะรับน้ำมากขึ้น ในเกมส์แบบนี้ จะมีคนได้และคนเสียเกิดขึ้น</p>
<p>เกมส์วางกระสอบทรายก็จะออกเป็น 3 หน้า   หน้าแรกทุกคนวางกระสอบทราย น้ำก็ไม่ไปไหนน้ำก็ท่วมนานขึ้น ทุกคนก็ท่วมอยู่ดี     หน้าที่สองถ้ามีคนวางและอีกคนไม่วางคนที่วางก็จะไม่ท่วม ส่วนคนที่ไม่วางน้ำก็จะท่วมเยอะแต่น้ำก็จะมีที่ไป  หน้าที่สามไม่วางกระสอบทรายเลยทุกคนก็จะท่วมถึงกันต่างกันที่ความสูงความต่ำของแต่ละพื้นที่แต่น้ำก็จะไหลได้ดีและไม่ขังนาน</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/b3/" rel="attachment wp-att-23790"><img class="alignnone size-medium wp-image-23790" title="อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ_2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/b3-620x463.jpg" alt="" width="620" height="463" /></a></p>
<p><strong>จุดดุลยภาพอยู่ตรงไหน?</strong></p>
<p>คือต้องมีคนวางกระสอบทรายและอีกคนไม่วางก็จะช่วยอีกฝ่ายโดยที่ไม้เจ็บตัวทั้งคู่ ปัญหาก็คือ กลไกการต่อรองจะต้องเกิดขึ้นไม่งั้นก็จะมีคนวางกระสอบทรายกันขึ้นมามาก แต่ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้มีแค่สองฝ่ายเท่านั้นมันมีคนอยู่มากในระบบ สุดท้ายต้องมีการเจรจาว่าใครจะอยู่ใน flood way ซึ่งยากแต่เป็นไปได้ ซึ่งก็มีต้นทุนสูง แต่หากการเจรจาล้มเหลว เราจะเรียกภาวะแบบนี้ว่า ภาวะตลาดล้มเหลว เมื่อการเจราจาล้มเหลว คือไม่สามารถจะเจราจาได้เมื่อล้มเหลวไม่สามารถหาจุดดุลยภาพก็จะเหลือจุดเดียว คือจุดที่ใครก็ตามที่เป็นคนจนในบริเวณนั้นจะเป็นคนที่วางกระสอบทรายที่ต่ำกว่าและรับน้ำไป</p>
<p>เกมส์วางกระสอบทรายเป็นเกมส์ต่อเนื่องเพราะคุณไม่ได้วางทีเดียวแล้วจบ คือถ้าข้างบ้านวางเท่าคุณดุลยภาพก็จะเท่ากันน้ำก็จะท่วมเท่ากันเสียหายทั้งคู่ แต่ท้ายที่สุดคนที่มีกำลังมากกว่าคือมีงบในการวางกระสอบทรายก็จะรับความเสียหายน้อยกว่า ท้ายที่สุดคนที่ถูกน้ำท่วมก็จะรับความเสียหายไปทั้งน้ำที่ท่วมและต้นทุนในการวางกระสอบทรายทีวางไปแล้ว</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/b1/" rel="attachment wp-att-23791"><img class="alignnone size-medium wp-image-23791" title="อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ_3" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/b1-620x463.jpg" alt="" width="620" height="463" /></a></p>
<p>ดังนั้นรัฐควรจะเข้ามีส่วนร่วมมีบทบาท คือเข้ามาในสภาวะตลาดล้มเหลวให้สามารถคลี่ตัวไป อย่างแรกคือการสร้างระบบชดเชย คือจ่ายเงินชดเชย ให้กับคนที่ท่วมทั้งที่เขาไม่ควรท่วม เก็บเงินจากคนพื้นที่แห้งทั้งที่ไม่ควรแห้ง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของความเป็นธรรมเพราะตอนนี้คนที่ถูกน้ำท่วมจ่ายภาษีส่วนเพิ่มเยอะกว่าคนที่น้ำแห้งอีกเพราะเขาต้องซื้อของใหม่ทั้งหมดเช่นปัจจัย 4 ซึ่งเขาต้องจ่ายภาษีเยอะกว่าคนที่น้ำแห้งทั้งที่เราผันน้ำไปท่วมเขา</p>
<p>แต่เขาก็ยังต้องแบกรับภาระจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นกว่าคนที่แห้งอีกคือเขาโดนสองต่อนั่นเอง หากกลไกล้มเหลวซึ่งมีเครื่องมือคือรัฐสามารถทำได้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐให้เงินเท่ากัน แต่ชาวบ้านไม่พอใจเพราะท่วมไม่เท่ากัน ประเด็นคือการท่วมนานท่วมเยอะรัฐต้องชดเชยให้สมกับสิ่งที่เกิดขึ้น</p>
<p>ในความเป็นจริงความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับ รัฐ หรือ ประชาชน กับ ประชาชน กันเอง ตัว ประชาชน เขาก็ไม่ได้อยากแห้งโดยสิ้นเชิง แต่ประเด็นคือเมื่อให้เขาท่วมแล้ว บางที่ท่วมนานบางที่ท่วมเยอะทำไมชดเชยให้เขาแบบ flat Late คือจ่ายเท่ากัน มันสมคุ้มค่ากับสถาการณ์ที่เขาเผชิญแล้วหรือ? ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน?</p>
<p>ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าข้อเรียกร้องที่ขอให้น้ำไม่ท่วมเสียอีกเพราะในสถานการณ์วิกฤติทุกคนก็อย่างจะช่วยกันแบ่งเบา ด้านความขัดแย้งในการทุบบิ๊กแบ๊ก เป็นพฤติกรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ ตามที่ Mushtaq Khan บอกว่า อำนาจต่อรองหมายถึงความสามรถในการสร้างต้นทุนให้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายตรงข้าม กรณีชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะไปต่อรอง การสร้างอำนาจการต่อรองโดยทุบบิ๊กแบ๊ก ก็มีความเสี่ยงทุกอย่างมี่ต้นมีต้นทุน ผมมองว่าการชดเชยที่เป็นธรรมของรัฐจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ประชาชน กับรัฐ หรือ ประชาชน กับ ประชาชนเอง</p>
<h2>ประสบการณ์ภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤติอุทกภัย: สมบัติ บุญงามอนงค์</h2>
<p>เราคงได้มีชีวิตร่วมกับภัยพิบัติตลอดคืออย่าไปคิดว่าเราจะไม่เจอภัยพิบัติอีก มันเป็นไปไม่ได้ ประเด็นคือยุคสมัยของเรา เราจะอยู่กับมันอย่างไร     ประเทศมีความรู้เกี่ยวกับน้ำท่า แต่พอเป็นน้ำทุ่งเราไม่เคยเรียนรู้ยังไม่เคยมีข้อเสนอแบบนี้เลยในสังคมไทย ผมมองว่าเรามาถูกทางแล้วกับ   พรบ. ป้องกันสาธารณภัย องค์กรท้องถิ่นก็เขาไปจัดการ</p>
<p>กรณีเขาหลักเหตุการณ์สึนามิที่ รพ. ตะกั่วป่า ผมถอดบทเรียนเลยนะครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่เขาหลัก ซึ่งมีขีดความสามารถแค่ 100 แต่ทุกอย่างวิ่งมา ถามว่ารับมืออย่างไร ทันทีที่เกิดเหตุ ตัวช่วยสำคัญเลยคือ รพ. ชุมพร ซึ่งเคยเจอเหตุการณ์พายุถล่มมาก่อนแล้วเขาถอดบทเรียนมา พอเกิดเหตุ รพ ชุมพร วิ่งเข้ามาเลยโดยไม่ต้องสั่งคือเขามีประสบการณ์จับจุดได้ ส่วน รพ ตะกั่วป่า พอได้ รพ ชุมพรมาค้ำและกลุ่มแพทย์ต่างๆที่ตามมาจากกรุงเทพช่วยกันยันระบบอาสาไว้</p>
<p>ผมเรียกระบบนี้ว่าการ กระจุก ดังนั้นต้องเข้าไปกระจุกค้ำระบบก่อน เพื่อไปยันไว้ก่อนหลังจากนั้นพอมีผู้ป่วยมา เขาก็ กระจาย ส่งไปตาม รพ ที่ต่างๆ มันเป็นสองระบบ คือแข็งแกร่งและยืดหยุ่น มีระบบและดุเหมือนว่าไม่มีระบบ แต่พอที่เราวิจารณ์กันในภาวะวิกฤติ อย่าเช่นทำงานกันไม่มีระบบเลย แต่พอมีระบบก็บอกว่าแข็งไป เพราะการมีระบบกับการไม่มีระบบเป็นข้อแข็งและข้อด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าเราเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติ เราเราต้องทำทุกอย่าง นี่คือหลักการกระจุกก่อนคือไปยันเขา อย่าให้พัง<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>การเคลื่อนแบบภาคประชาชน ทำอย่างไร?</strong></p>
<p>ต้องเล่นกันแบบ Jazz ครับ คือจะมาสั่งให้แต่ละคนมาทำโน้นทำนี่อย่างนั้นทำไม่ได้หรอก การเล่น Jazz แต่ละคนต้องรู้ว่าตนเองทำอะไรเป็นบ้างได้ สามารถช่วยอะไรได้ แล้วค่อยๆเคาะกันไป มันเหมาะกับคนไทย คือมีเพลงเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แล้วบรรเลงไปพร้อมกัน</p>
<p>ผมให้เครดิตกับ Rescue คือหน่วยที่เผชิญมาตั้งแต่แรกจนปิดงาน เป็นกลุ่มคนที่พูดถึงน้อยที่สุดผมยอมรับว่าเวลาเกิดเหตุเขาเข้าถึงก่อนเสนอ แต่การลงทุนกับองค์กรเหล่านี้ต่ำ หรือไม่ลงทุนเลย คือเขาอยู่ได้ต้องมีศาลเจ้า กรณี สุราษฎร์ น่าจะเป็นทีมที่แข็งที่สุดแล้วในกรณีนี้ ปัญหาที่พบคือเรือติดที่ตื้น การยกเรือข้ามที่ตื้นทำให้หมดแรง</p>
<p>ตอนหลังมาผมเลยดัดแปลงเอาล้อมาติดท้องเรือ ผมไม่ได้จะยกตัวเองนะครับ  แต่ผมจะให้ key คือเราต้องยืดหยุ่น และคุณจะยืดหยุ่นได้ก็ต่อเมื่อคุณเรียนรู้ มันไม่จริงที่จะบอกว่าใครจะมีความรู้ในเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจริงๆผมไม่เชื่อว่าความรู้จะมีสมบูรณ์ขนาดนั้น แต่มันมีบางครั้งที่เราต้องทำแต่เราไม่มีความรู้ แต่คุณต้องทำนี่ แต่จะทำอย่างไร กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานภัยพิบัติ</p>
<p>การทำงานสำหรับผมที่ถูกคือต้องเอาคนไปช่วยงาน เหตุการณ์สึนามิมีแพทย์บินมาจากอเมริกาที่วัดย่านยาวจะมาช่วยชันสูตรศพแต่ทางวัดปฏิเสธ เพราะอาสาสมัครมีเพียงพอแล้ว สุดท้ายแพทย์เหล่านี้ต้องไปขนไม้แบกไม้ ก็มีการพูดถึงว่าเราใช้คนผิดงานรึปล่าวตรงนี้ต้องถกเกียงกัน ผมมองว่าเราต้องรู้ยืดหยุ่น เอาภารกิจเป็นตัวตั้งหลังจากนั้นเราต้องดัดแปลงตัวเองให้เข้ากับงานที่มี และถ้างานนั้นมีคนทำเยอะแยะแล้ว ผมถามว่าคุณจะไปทำอีก ขณะเดียวกันมีงานอื่นอีกมากแต่ไม่มีคนไปทำ</p>
<p>ตอนน้ำท่วมมีบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งโทรมาบอกว่าสามารถส่งคนให้ผมได้วันละ 100 คน แต่ผมขอแค่ 2 คน ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์เชื่อไหมคือสุดท้ายไม่มีใครสามารถส่งมาได้ ผมเองก็เรียกร้องผ่านสื่อ หลักของผมคือผมคิดว่าเราต้องเรียนรู้ก่อนอย่างคุณมาวันแรกคุณอาจต้องตะเกียกตะกายก่อนต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน วันต่อมาคุณจีงจะดีขึ้น และสามารถช่วยคนอื่นได้ ประเด็นคือการทำงานภัยพิบัติต้องการคนที่เข้าใจ และมีเวลาในการเรียนรู้</p>
<p><strong>คิดว่าอะไร ทำให้ ศภป. ล้มเหลว</strong></p>
<p>นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าว เรื่องแรก รัฐไม่เข้าใจในการใช้ภาคประชาสังคม ไทยเป็นประเทศที่มีองค์กรหน่วยกู้ภัยใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ว่าได้ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ นโยบายในการทำงานกับภาคประชาสังคมขาดการมีส่วนร่วมเลย ขาดการหนุนเสริม ควรจะบูรณาการทำงานกระจายแบ่งกันไปเมื่อเกิดเหตุสามารถเรียกไปตามจุดต่างๆได้เลยไม่ใช่เกิดเหตุแล้วต้องโยกคนจากอีกฝั่งไปอีกฝั่ง</p>
<p>ผมมองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่โลกร้อน แต่เป็นน้ำหลาก มันไม่ใช่โลกร้อนมันเป็นเรื่องการเก็บน้ำ กรปลูกต้นไม้ควรมีนิเวศน์ที่หลากหลายไม่ใช่ปลุกแต่ต้นสักผมไม่เข้าใจว่าเราเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนว่าเราต้องปลูกสักก็เลยปลุกกันเต็มไปหมด ป่าไม้ด่าชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย แต่ชาวบ้านสวนกลับว่าคุณก็ทำไร่ป่าไม้เช่นกัน</p>
<p><strong>การที่รัฐใช้เงินมหาศาลเราคิดเห็นอย่างไร</strong></p>
<p>นายแบงค์ งามอรุณโชติ ผมว่ายังเร็วไปที่จะประเมินแผนเพราะเรายังไม่เห็นไส้ใน ปัญหาที่อยากจะเสนอ จากประสบการณ์ กับทีม rescue ทำงานยากและซับซ้อน แทนที่ต้องย้ายออกก่อนเพราะต้องท่วม แต่รอให้ท่วมทีม Rescue เข้าไปช่วย ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสในการไปช่วยคนอื่นๆ</p>
<h3><a href="http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/image2/" rel="attachment wp-att-23792"><img class="alignnone size-medium wp-image-23792" title="อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ_4" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/image2-620x413.png" alt="" width="620" height="413" /></a></h3>
<h2>แนวทางพระราชดำริ และการบริหารจัดการน้ำ: ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน</h2>
<p>นาย ปราโมทย์ ไม้กลัด ได้เสนอพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานคร ในปี 2523 เป็นครั้งแรก ที่ได้พระราชทานหลักคิด หลักเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฝั่งตะวันออก ซึ่งทรงรับสั่งว่าตามหลักต้องระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองต่างๆ ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ต้องมีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ที่เป็นพื้นที่นาให้แปรสภาพรับน้ำได้และเมื่อมีน้ำมาก็เป็นทางระบายน้ำ และขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ</p>
<p>ส่วนน้ำที่ล้นตลิ่งให้ไหลไปตาม flood way เมื่อมี flood way ก็ต้องดูว่าจะลดผลกระทบหว่างกลุ่มประชาชนหน้าและหลังคันกั้นน้ำหรือไม่  และเราต้องเรียนรู้ธรรมชาติและใช้ภัยธรรมชาติเป็นครูที่สอนเรานี่คือพระราชดำรัสที่ตรัสไว้ แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็พอน้ำไม่ท่วมก็ผ่านไปสบายไป</p>
<h2>การบริหารจัดการความขัดแย้งในภาวะวิกฤติ: นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป</h2>
<p>ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำสื่อสาธารณะก็เห็นความขัดแย้งมาบ้าง ที่ไทยพีบีเอสน้ำท่วมบ้านพนักงานไป 400 จาก 900 ก็อพยพมาออกมาอากาศที่จุฬา 1 เดือนเศษ การที่ไทยพีเบสเอสได้ปรับผังรายการทันทีก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนประชาชนได้รับฟังข่าวสารก็โชคดีไป แต่บางคนรับสื่อแต่ก็ยังประมาท แต่สื่อเมื่อเกิดเหตุแบบนี้ พอมาถึงจุดหนึ่งก็ทุกคนก็เอาตัวรอด ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้าน ชุมชน ที่ผ่านมาก็เกิดการแก้ไขกันตามยถากรรม ช่อง3 คุณสรยุทธ์ก็ถ่ายทอดเหตุการณ์ความขัดแย้ง ผู้ขัดแย้งก็ต้องปรับตัวเพราะว่าสื่อจับจ้องสื่อก็ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและข่าวสารได้บ้างโดยบังเอิญ</p>
<p><strong>ประการแรก</strong>เลยต้องดูที่คู่ขัดแย้ง ธรรมชาติของแต่ละฝ่ายเป็นแบบไหน เช่นความขัดแย้งระหว่าง ใคร ชุมชนกับชุมชน คือเราต้องเข้าใจชุมชน บางทีก็รัฐกับประชาชน ธรรมชาติของรัฐกับประชาชน คนละแบบ เรียกว่ารัฐเหนือกว่า ประชาชน ก็ต้องมีการจัดการอีกรูปแบบ อันนี้ก็คู่ขัดแย้งก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา บางทีก็ขัดแย้งกันหลายคู่ เป็นมวยหมู่ บางทีเข้าใจธรรมชาติจัดการกันได้ ข้อสังเกต เมื่อขัดแย้งจะเกิดผู้นำทางธรรมชาติขึ้นมา โดยจะมีคุณสมบัติ เช่นเข้าใจปัญหามากกว่าเพื่อน ฉลาดกว่า สามารถสื่อสารกับคนเหล่านั้นนั้นได้ง่าย และมักเสียสละและขันอาสามากกว่าเพื่อน เมื่อเป็นแบบนี้คนก็จะยอมรับเขา อันนี้คือประการแรกต้องวิเคราะห์คู่ขัดแย้ง</p>
<p><strong>ประการที่สอง</strong>เมื่อเกิดความขัดแย้งต้องมีกรรมการ ผมเรียกว่านักจัดการความขัดแย้งเรียกว่านักสันติวิธี และนักสันติวิธีจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะคนที่มีความเชี่ยวชาญต้องเชี่ยวชาญอย่างน้อย 10 ปี ประมาณว่า 10 ปี ถึงจะเชี่ยวชาญทะลุปุโปล่งในสิ่งนั้นๆ นักสันติวิธีการจัดการความขัดแย้งบางทีเราไม่เรียนในครอบครัวอย่างลูกทะเลาะกับแม่ พ่อจะกลายเป็นผู้จัดการความขัดแย้ง ดังนั้นการทาง ประชาชนการที่จะมีข้อมูลการสื่อสารควรจะมีแนวคิดการจัดการความขัดแย้งไว้บ้างก็ดี จะได้พกไว้เป็นอาวุธ</p>
<p><strong>ประการที่สาม</strong> ควรจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามามีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้ง คือควรจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยส่วนเรื่องทำโทษเอาไว้เป็นวิธีสุดท้าย เท่าที่ผมมีประสบการณ์กรณีคู่ขัดแย้งมีสถานภาพเสมอกันก็จะหาทางต่อรองยื่นข้อเสนอ แต่หากอีกฝ่ายมีความเหนือกว่า การเจราจาต่อรองจะประสบความสำเร็จถ้าคนที่แข็งกว่ายอมให้ก่อนถึงจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าให้ฝ่ายที่ด้อยกว่ายอมก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ</p>
<p>แบบนี้ต้องมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลาง ตำรวจสามารถเจราจาได้เพราะตำรวจเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย ถ้าไม่มีตำรวจก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำนัล ผู้ใหญ่บ้าน กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดความขัดแย้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการรวมอำนาจไว้เป็นศูนย์กลางแต่ก็ทำให้เรารอดพ้นจากาการล่าอาณานิคมมาได้ แต่สมัยก่อนเราจะเอาข้าราชการที่ไม่ดีไปชายแดนเพื่อลงโทษ  คนเหล่านั้นก็ไปทำไม่ดีไว้เยอะ ทำให้เขาก็แค้น คู่กรณีชายแดนคือใคร คือชุมชนท้องถิ่นกับอำนาจรัฐส่วนกลาง ถามว่าทำอย่างไร หากฝ่ายรัฐยอมก่อนก็น่าจะจบแต่ทุกวันนี้ไม่มีใครยอม</p>
<p><strong>ประการที่สี่</strong> เรื่องของความรู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง คือเราต้องมีความสามารถในการประมวลข้อมูลเอามาให้ได้ ผมกับไทยพีบีเอส ได้ทำการคำนวณพบว่ามนุษย์เราทำการคำนวณออกมาเป็นภาพ ตรงนี้สามารถเอามานำเสนอเพื่อเจราจานำมาอธิบายสื่อสารในการเจราต่อรอง</p>
<p>เรื่องต่อมาคือเรื่องสื่อที่มีบทบาทเข้าไปช่วย สื่อมีบทบาทสองแบบ คือบทบาทแรกเป็นกระจกส่องไม่มีวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต้องให้แง่คิดกับสังคม บทบาทที่สองแต่ก็มองว่าสื่อต้องเป็นตะเกียงคือให้บทบาทความรู้ แรงบันดาลใจ เมื่อก่อนเราจะมีนักข่าวมีดาราเป็นนักสื่อสารข้อมูล แต่พอทุกวันนี้ทุกคนเป็นนักข่าวหมด เป็นนักข่าวพลเมือง ต่อไปบทบาทของนักข่างพลเมืองจะกระจายออกไปเพราะทุกคนมีมือถือถ่ายภาพได้ซึ่งตรงนี้เป็นมิติที่สำคัญหากทำดีๆสามารถสร้างนักข่าวเหล่านี้ได้</p>
<p>แต่หากทำไม่ดีก็มีด้านลบเพราะนักข่าวพลเมืองก็อยู่ในสถานะเป็นคู่ขัดแย้งได้ข้อมูลที่ได้ก็จะถูกบิดเบียนได้ เรื่องการป้องกันความขัดแย้งที่เกิดจากภัยต่างๆตรงนี้หากมีการซ้อมแผนบ่อยๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์จริงก็สามารถจัดการความขัดแย้งได้ และอย่างชุมชนจำเป็นอย่างยิ่งต้องอบรมบุคคลากรให้มีการสร้างนักสันติวิธีเมื่อเกิดความขัดแย้งก็จะสามารถบรรเทาความขัดแย้งได้</p>
<h3>ประเด็นมุมมองด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาด้านสาธารณภัย: ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ</h3>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/image3-3/" rel="attachment wp-att-23796"><img class="alignnone size-medium wp-image-23796" title="อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ_8" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/image32-620x413.png" alt="" width="620" height="413" /></a></p>
<h3>พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย: หลักสำคัญที่ถูกลืม</h3>
<p>คำถามเบื้องต้น น้ำท่วมครั้งนี้มันเป็นอุบิตเหตุ หรือ เหลือวิสัยที่เกินเราจะรับมือได้หรือไม่ หรือจริงๆคือเราป้องก้อนได้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเนื้อปัญหาของสังคมไทยเรา น้ำท่วมเป็นแต่เพียงเครื่องกระตุ้นให้โรคร้ายที่มันมีอยู่ในสังคมไทยให้แสดงตัวออกมา ? ถ้าเรามองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ เป็นโรคก็ต้องถามว่าโรคอะไร มันอยู่ที่เราจะมองว่ามันเป็นโรคอะไรก็ขึ้นอยู่กับสังคมว่าจะมองว่าเป็นโรคอะไร ต้องใช้วิธีใดในการรักษา</p>
<p>ส่วนวิธีที่เรารักษามันเราคิดว่ามันเป็นวิธีการที่ดีแล้ว เพียงพอแล้วรึยัง เราเต็มที่แล้ว และเราเป็นธรรมแล้วหรือไม่ ปัญหาทั้งในแง่ของน้ำท่วมก็ดีหรือเรามองว่าเป็นเรื่องของขาดการจัดการที่เรามองว่าบกพร่อง มันเป็นเพราะเรื่องการขาดความรู้ ธรรมดา หรือความรู้เราก็พอมีซึ่งท่านทำงานก็พอจะทราบดีว่าเรามีแผนป้องกันสาธารณภัยประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายนในปี 53 มีการฝึกฝนกันมาก่อนนั้นในการเตรียมพร้อม ความรู้? ถ้าบอกว่าไม่มีคงยาก</p>
<p>ถามว่าที่เกิดเหตุเพราะอะไร รู้แล้วแต่ขาดความใส่ใจ ประมาท หรือหนักกว่านั้นคือ จงใจ ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงวิปริต ซึ่งเห็นแก่ตัว เพื่อหาผลประโยชน์ทางการเมือง หาคะแนนในฐานเสียงของตน แต่ในการช่วยเหลือ ปล่อยให้ท่วมเขตคนอื่นเขตเราไม่ท่วม ให้การช่วยเหลือคนของเราก่อน เอาชื่อของเรามาแปะในสิ่งของ คือเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่ามันคืออะไรกันแน่ บ้างก็ว่าเกิดการสับสนเพราะสังคมเรามีแต่คนใหญ่ เพราะสามารถโทรหานายใหญ่ได้ นายใหญ่ไม่รู้เพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์เกิดความสับสนเพราะอ่านแต่รายงาน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆสังคมเรานอกจากจะเป็นโรคยังถูกผีสิงอีกด้วย</p>
<p>ในการรับมือเรื่องน้ำท่วมเรามีโครงสร้างที่เตรียมรับมือน้ำท่วมไว้อยู่มาก สังคมไทยเป็นสังคมที่มีชีวิตกับน้ำ เดิมทีน้ำเป็นสิ่งมีคุณนะ กรมที่ใช้เงินมากที่สุดคือ กรมชลประทาน โดยพรรคประชาธิปัตย์ทำข้อผูกพันไว้หลายปีเป็นเงินผูกพันไว้ สองล้านล้านบาท เฉพาะงบสำรวจยัง 700 ล้านบาทเลย ท่านทั้งหลายต้องติดตามดูนะครับ</p>
<p>เราใช้เงินไม่พอหรือว่ามีคนเอาไปใช้ในทางที่ผิด หรือจริงๆแล้วไม่ได้ใช้โรงสร้างที่เราเตรียมไว้หรือใช้ความต้องการอย่างอื่นทำให้น้ำมันไหลไปผิดที่ในที่ที่มันควรจะเป็น ในทางวิชาการหากใช้ความรู้ความสามรถเต็มที่เรายังผันน้ำขึ้นไปเหนือยังได้เลยเพียงแต่เราต้องเตรียมการเท่านั้น เรามีความรู้เกี่ยวกับน้ำแต่คนที่มีความรู้เขาได้มีโอกาสถูกใช้หรือไม่</p>
<p>กรณีหลังน้ำท่วมมีผู้นำตามชุมชน ผู้นำต่างๆชาวบ้าน อบต. อบจ. อ้างว่าไม่มีสามารถทำอะไรได้เลย เพราะไม่มีงบประมาณจากทางราชการไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งท่านทั้งหลายตั้งข้อสังเกตุว่าเมื่อเรื่องเกิดมันต้องรองบประมาณรึปล่าว? แต่ความเชื่อของผู้นำเหล่านี้คือถ้าไม่มีงบประมาณก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ปัญหาคือมันเป็นอย่างนั้นรึ ปล่าว? ซึ่งถ้าไปรวบรวมมาเราก็จะเห็นผมก็จะสามารถอธิบายว่ามันผิดกฏหมายชัดเจน</p>
<p>ในทางการเมือง มีหน่วยงานชื่อกรมป้องกันสาธารณภัย เรามีรัฐธรรมนูญ ที่เน้นหลักในการมีส่วนร่วม สิทธิชุมชน ส่วนภูมิภาคต้องตั้งการรับมือ และส่วนกลางส่งเครื่องมือไปช่วย ภัยที่เกิดขึ้นทำให้ผู้มีอำนาจสามารถรวบอำนาจได้มีสองกรณีคือยามเกิดพิบัติภัยและภาวะสงคราม ปรากฏการที่เกิดขึ้นส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำงานได้เพราะถูกรวบอำนาจไว้ คนที่เสียชีวิต 700 คนเขาควรจะได้รับการดูแลขนาดไหน ขนาดนิคมอุตสาหกรรมโรงงานยังมีการคุ้มครองเลย ในแง่ของกฎหมายเราให้อำนาจเบ็ดเสร็จต่อเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้เต็มที่กรณีสงคามและภัยพิบัติ แต่ผู้ใช้อำนาจไม่สามารถใช้ได้จะด้วยเหตุใดก็ตาม</p>
<p>การช่วยน้ำท่วมครั้งนี้ร่วม ประชาชน ช่วยกันอย่างโกลาหลแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ความสามารถที่จะจัดการความช่วยเหลือได้ เกิดการขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน แง่กฎหมายปกครองเรามีพระราชบัญญัติป้องกันสาธารณะภัยกำหนดบทบาทเจ้าหน้าที่ คือ รมต. มหาดไทยซึ่งไมได้ลงมาช่วยเลย การป้องกันสาธารณภัยมีประธานคือนายกรัฐมนตรี แต่ผมก็เห็นใจท่าน รมต. มหาดไทยที่ต้องไปถ่ายภาพร่วมกับนายกตอนแจกของ นอกนั้นยังมีนายก อบจ. อบต. สามารถที่จะร้องไปยังท้องถิ่น แต่ท่านพบว่านายก อบต. ได้มาร้องเรียนว่าตนเองไม่มีอำนาจอะไร แต่อีกทางกลับพบว่านายกเทศมนตรี ปากเกร็ด นนทบุรี มีบทบาทในครั้งนี้อย่างมาก  การใช้ไปรษณีย์ในการช่วยนำทางไม่ใช่คนที่อยากออกทีวีก็เป็นวิธีที่ดีแต่ไม่มีใครพูดถึงเลย  อีกคนที่ควรใช้ คือเจ้าหน้าที่ป้องกันสาธารณภัย</p>
<h2>ช่วงเวทีเสวนาดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด จากครอบครัวข่าว 3</h2>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> เราจะมุ่งไปว่าเราควรจะทำอย่างไรบ้าง?</p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: </strong>เรื่องการตั้งรับประเด็นภัยพิบัติที่ผ่านมาก็ไม่มีใครคิดว่าว่าจะเกิดจนพายุเข้าจนไหหม่ามาและลูกอื่นๆตามมาเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเขาก็ยังไม่มีประสบการณ์ว่าจำทำอย่างไร เรารู้หมด แต่ก็คิดว่าเป็นปกติเหมือนๆที่ผ่านมา เขาไม่เคยจะวางแผนเพื่ออนาคต ปี 54 จึงเป็นบทเรียนของคุณผู้ปฏิบัติการ จนมาถึงต้นเดือนกันยายนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ยังปกติไม่เฉลียวใจว่าจะมีภัยตามมา</p>
<p>หากพูดถึงรัฐบาลไม่ต้องพูดถึง บางระกำโมเดลก็ไปตรวจเยี่ยมกันเมื่อ เดือนกันยายน แต่ธรรมชาติก็ไม่หยุดเท่านั้นหลังจากนั้นน้ำล้นไปเรื่อยๆ เป็นเหตุการณ์ที่เรายังไม่มีประสบการณ์ สุดท้ายมันเกิดเรื่องตามมาเกิดความโกลาหล ธรรมชาติก็เป็นแบบนี้เราไม่สามารถหยั่งถึง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพวกเรา</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> ถ้าเราต้องทำปีนี้ เรามีจุด่อนตรงไหน เราต้องทำอย่างไร ถ้าเกิด ศปภ.2 เกิดขึ้น</p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด:</strong> ผมมองว่าบทเรียนในปี 54 ทำให้รู้ว่าอะไรคือจุดบกพร่อง เราต้องบริหารข้อมูลข่าวสาร อุทกภัยเกิดจากน้ำท่า ข้อมูลข่าวสารมี คนที่เกี่ยวข้องต้องตื่นตัว แจ้งข่าวสารกับผู้คน และกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่มีเครื่องมือ/ อุปกรณ์</p>
<p>เราต้องตั้งสติ เมื่อน้ำล้นตลิ่ง การกระจายน้ำ ผันน้ำเข้าไปในทุ่ง เราต้องทำเฉลี่ยน้ำเข้าไปในทุ่ง เพราะเราไม่มีอุปกรณ์แก้ได้ ต้องเฉลี่ยปริมาณน้ำในทุ่งเข้าไป เพื่อให้ปริมาณน้ำในเจ้าพระยาลดระดับลง การเฉลี่ยน้ำเข้าไปในพื้นที่สำคัญที่สุด ต้องให้องค์กรท้องถิ่นรู้ หน้าที่ของแกนกลางคือรัฐบาลต้องตระหนักตรงนี้ ผู้ว่าราชการก็ต้องรู้ การถกเถียงเรื่องอาณาบริเวณจังหวัดไม่ควรเกิดขึ้น</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> การพร่องน้ำของ 2 เขื่อนหลัก น้ำเท่าไหร่ปีนี้ถึงจะพอดีและปีนี้น้ำค้างทุ่งอยู่เยอะ ถ้าน้ำมาใหม่จะรีดลงมาเร็ว การพร่องน้ำจะทำอย่างไร?</p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด<strong>:</strong></strong> เรื่องบริหารน้ำไม่เหมือนบริหารธุรกิจ เวลานี้ที่จะเป็นอุปกรณ์ช่วยได้ คือเขื่อน ถ้าเขื่อนเต็มนั้น เราอย่าเพิ่งวิตก หน้าแล้งก็สามารถนำไปทำนาปรังได้ 6-7 ล้านไร่ ทางราชการเขาวางแผนการใช้น้ำ ต้นเดือนมิถุนายน น้ำต้องอยู่ในระดับต่ำ นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของผู้บริหารเขื่อน เพราะไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์วิกฤตเลยกลายเป็นประเด็น ต้องกระจายน้ำไปพื้นที่ต่างๆ ส่วนน้ำจะไปทางไหน จะกั้นอย่างไร เป็นเรื่องที่พูดลำบาก</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> น้ำมาตั้งแต่วัดสิงห์อุทัย ไปจนถึงบางโสมสี จนมาถึงกรุงเทพฯ และมาถึงเรื่องกั้นน้ำด้วยบิ๊กแบ๊ก มีการถกเถียง และรู้สึกไม่เป็นธรรม ปีใหม่ควรแก้ปัญหาอย่างไร?</p>
<p><strong>ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ประสานงานการแก้ปัญหาอุทกภัยเหนือแนวบิ๊กแบ๊ก)<strong>:</strong></strong> ในภาพใหญ่ของรัฐบาลมันคือปัญหาของเรื่องภัยพิบัติเกินจะรับได้ จึงเพ่งไปที่เรื่องการบริหารจัดการของรัฐ ถ้าตั้ง ศปภ. 2 ในวันนี้ คือการแสดงความเข้าใจผิดซ้ำสอง มีเอกสารตั้งอยู่ ศปภ คำสั่งพบแต่งตั้ง ศปภ 1 ตุลาคม ท่วมเรื่อยมาจนถึงนวนคร หลายคนคิดว่า ศปภ เข้ามาบริหาร ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> เวลาที่เราบริหารในภาวะวิกฤต ถ้าไม่ใช่ ศปภ ควรจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มี war room</p>
<p><strong>ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ<strong>:</strong></strong> รัฐบาลต้องจัดการระบบ รัฐบาลกลาง ผมรู้ว่าเรื่องยังไม่เข้า ครม. ประเด็นคือเราต้องรู้เขารู้เรา รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ ปชช รับทราบ เป็นประเด็นที่ทำเกิดการวิจารณ์อย่างมาก และการให้ข้อมูลน้ำเป็นตัวเลขควรจะให้ ปชช ทำให้เข้าใจได้ง่าย</p>
<p>เรื่องบิ๊กแบ๊ก การวางบิ๊กแบ๊กของ กทม ที่ติดแนวเขตปทุม ตรงเขตสายไหม ตอนนั้นท่าน ผู้ว่า กทม. บอกว่ามีอำนาจทำอะไรก็ได้เพื่อปกป้องกทม แต่ผมก็ว่าท่านไม่มีอำนาจในการทำให้ ชาว ปทุมเดือดร้อนเช่นกัน แต่ผมก็เข้าใจว่าทำแล้วก็มีความเดือดร้อน ตรงนี้ก็ต้องไปดูเรื่องการชดเชยแต่ก็ยังมีปัญหาว่าจะชดเชยเท่าไหร่ให้เหมาะสม การเผชิญภัยกับการหนี เราต้องประเมินว่าแค่ไหนอย่างผมทำล่วงหน้าก่อนเป็นเดือนขนของทยอยออกมาความเสียหายจึงน้อยกว่าท่านอื่นๆ</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> ข้อเสนอให้ชาวบ้านเข้ามามาส่วนร่วมจริงๆได้อย่างไร</p>
<p><strong>นายจรูญ สุขแป้น<strong>:</strong></strong> ผู้นำเครือข่ายท่อทองแดง ต้องจัดการคนก่อน ทำเวทีหมู่บ้านตำบลอำเภอ และต่อไปจังหวัดต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำปลายน้ำ เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม เมื่อเราเชื่อมโยงกันได้เรามีเวทีคุยกันกับชาวบ้าน เช่นต้นน้ำมีน้ำเยอะเท่าไหร่จะมีการรายงานกันมา</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> มันเป็นกระบวนตั้งแต่ต้นใช่ไหม ไม่ใช่พึ่งทำกัน</p>
<p><strong>คุณจรูญ เครือข่ายท่อทองแดง<strong>:</strong></strong> มันก็เกิดการเรียนรู้น้ำตอนแล้งไม่มีน้ำใช้ ก็ทะเลาะกัน พอเกิดเครือข่ายเสร็จก็เข้าไปดูต้นน้ำมีกรมชลประทานเป็นพี่เลี้ยงให้ ทุกวันนี้กุญแจประตูน้ำไม่ได้อยู่ที่กรมชลแต่อยู่ที่เรา เราไม่ได้ล็อคกุญแจด้วยซ้ำ เรามีการเก็บนาไร่ละ 5 บาท 4 บาทเอาไว้จัดการน้ำอีก 1 บาทเอาไว้ซื้อปุ๋ยใส่ผืนดิน เมื่อก่อนที่ดินเราแห้งแล้ง ตั้งแต่ปี 48 เป็นต้นมาเราก็เริ่มทำและเริ่มการบริหารจัดการน้ำและได้ปลูกพืชหมุนเวียนปลอดสารพิษ</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> อาจารย์มองอย่างไรบ้างในฐานะคนกรุงเทพ</p>
<p><strong>ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ<strong>:</strong></strong> ก็มีกรณีที่เกิดแบบนี้ที่ยอมให้หมู่บ้านอีกฝั่งท่วมและช่วยแหลือกันแต่ภาครัฐยังไม่คุ้นเคย</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด:</strong> หากก่อกำแพงน้ำก็จะสูงขึ้นอาจารย์มองอย่างไรครับถ้าเกิดขึ้นอีก</p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด<strong>:</strong></strong> หากปีหน้าเกิดขึ้นอีกในขณะนี้ของรัฐบาลอย่าไปหวัง ผมสนับสนุน และต้องทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อยับยั้งการต่อต้าน ควรจะทำระบบปิดขอให้ได้แบบมาตรฐานแข็งแรง กระสอบทรายเลิกเถอะ ทำคันกั้นน้ำขอให้บดถนนกดอัดแน่นทำทุกชุมชนหมู่บ้านตกลงกันระหว่างพื้นที่นาพื้นที่หมู่บ้าน</p>
<p>เน้นการมีส่วนร่วม และ อบต ต้องเข้ามามีส่วนร่วม มองว่าขวางทางน้ำไหม ไม่ขวาง นิคมอุตสาหกรรม เขาก็สามารถปกป้องอาณาจักรเขาได้ คันกั้นน้ำผิดโอบล้อม เขามีอยู่พันไร่ทำไมไม่คิดทำหากทำถนนกั้นไว้ก็สิ้นเรื่อง</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด<strong>:</strong></strong> หลักการที่ใช้คือปกป้องเขตเศรษฐกิจและให้ท่วมทีอื่นๆ แต่เขาก็แย่งว่าของเขาไม่ใช่เศรษฐกิจรองแล้วเพราะเขตเศรษฐกิจของเขาก็มีมูลค่า คิดว่าต้องทำอย่างไรในปีนี้<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด<strong>:</strong></strong> ก็ทำให้น้ำออกสู่ทะเลทั้งสองด้านอย่างเร็วต้องทำตั้งแต่นครสวรรค์ไล่มาเลยเอาภาพถ่ายทางอากาศมาเลยเปิดดู</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด<strong>:</strong></strong> เห็นด้วยกับ Motorway น้ำไหม</p>
<p><strong>อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด<strong>:</strong></strong> อย่าพึ่งไปพูดให้เป็นศัพท์หรูหราเลยจะรูปแบบไหนก็ต้องมาศึกษากันต้องจ้างผู้มีประสบการณ์ว่าเราต้องการอะไรแบบไหนหาข้อยุติก่อน รวมถึงจัดการความขัดแย้ง</p>
<p><strong>กิตติ สิงหาปัด<strong>:</strong></strong> ผมคงไม่สรุปอะไรเพราะท่านเองก็รับฟังข้อมูลกันไว้แล้วก็อยู่ที่ดุลยพินิจของทุกท่านขอปิดรายการแต่เพียงเท่านี้ครับ</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thailand-s-magaproject-water-management/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;นิติราษฎร์&#8217; เสนอโรดแมปร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการร่าง 25 คน ใช้เวลา 9-10 เดือน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/nitirat-constitution-roadmap/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/nitirat-constitution-roadmap/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 13:09:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มนิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะนิติราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิติราษฏร์]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างรัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23730</guid>
		<description><![CDATA[กลุ่มนิติราษฎร์ เสนอโมเดลการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สภาเลือก "คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย" จำนวน 25 คนเพื่อความคล่องตัว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ตัวแทนนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอโมเดลการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหา 2 ประเด็น คือ หนึ่ง วิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสอง คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมีหน้าตาอย่างไร</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-21720" title="นิติราษฎร์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/09/nitirat.png" alt="นิติราษฎร์" width="500" height="250" /></p>
<h2>วิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญ</h2>
<p><strong>คณะกรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญ</strong></p>
<p>แก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งองค์กรที่จัดทำรัฐธรรมนูญ เรียกว่า &#8220;คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย&#8221; มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ</p>
<p>&#8220;คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย&#8221; ประกอบด้วยกรรมการ 25 คน</p>
<p>คุณสมบัติของกรรมการคือต้องไม่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือข้าราชการการเมือง</p>
<p>วิธีการเลือกรรมการ ให้สภาผู้แทนเลือก 20 คน วุฒิสภาเลือก 5 คน</p>
<ul type="disc">
<li>สภาผู้แทนราษฎร เลือกกรรมการ  20 คน โดยแบ่งตามอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองและ กลุ่มพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร</li>
<li>วุฒิสภา เลือกกรรมการ 5 คน โดย 3 คนมาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และ 2 คนมาจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา</li>
<li>การแบ่งให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเลือกกรรมการตามสัดส่วนจำนวนดัง กล่าว คำนวณจากฐานจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 150 คน โดยให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าวุฒิสภา และให้ความสำคัญสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา</li>
</ul>
<p>หลังจากออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตยพ้นจากตำแหน่ง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23731" title="คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/nitirat-committee.png" alt="คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย" width="464" height="321" /></p>
<p>ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ให้ข้อมูลว่า รูปแบบที่นิติราษฎร์เสนออาจจะไม่ถูกใจคนที่คาดหวังเรื่องการมีส่วนร่วมขนาดใหญ่ หรือรูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 แต่รูปแบบที่นิติราษฎร์เสนอนั้น เป็นการศึกษาจากการร่างฯ ทั่วโลกซึ่งยอมรับว่า คณะกรรมการขนาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการร่างฯ รัฐธรรมนูญได้สัมฤทธิ์ผล ถึงที่สุดก็ต้องมีการจัดทำโดยคณะทำงานที่เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีก</p>
<p>“ไอเดียสภาร่างฯ แบบไทยเกิดขึ้นเพราะรังเกียจนักการเมือง เป็นมายาคติที่เกลียดนักการเมือง บอกว่าเดี๋ยวเขียนเองก็เข้าข้างนักการเมือง และอีกประการหนึ่งคือ ต้องการถ่วงเวลา”  ปิยบุตรกล่าวและว่าเขาเห็นว่าโมเดลแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีจุดอ่อนคือความล่าช้า ถูกเตะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>กระบวนการยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ </strong></p>
<p>การยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตยดำเนินการตามกระบวนการและขั้น ตอนภายในระยะเวลา ดังต่อไปนี้</p>
<ul type="disc">
<li>กำหนดกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ &#8211; 30 วัน</li>
<li>รับฟังความคิดเห็น &#8211; 60 วัน</li>
<li>ยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา &#8211; 60 วัน</li>
<li>นำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาเพื่อรับฟังความเห็นและอภิปรายรายมาตรา แต่ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภา &#8211; 60 วัน</li>
<li>นำความเห็นของรัฐสภากลับไปพิจารณาแก้ไข &#8211; 30 วัน</li>
<li>นำร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนศึกษาและรณรงค์ก่อนออกเสียงประชามติ &#8211; 30 วัน</li>
<li>ประชาชนออกเสียงประชามติ ในฐานะประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผลการออกเสียงประชามติให้ถือเป็นเด็ดขาด</li>
<li>พระมหากษัตริย์ทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ</li>
<li>รวมระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 9-10 เดือน</li>
</ul>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23732" title="กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ นิติราษฎร์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/nitirat-constitution-timeline.png" alt="" width="530" height="455" /></p>
<h2>กรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์</h2>
<blockquote><p>กรอบเนื้อหาโดยสังเขปของรัฐธรรมนูญตามความคิดของคณะนิติราษฎร์ มีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>รัฐธรรมนูญและเอกสารทางการเมืองที่ใช้เป็นพื้นฐานของการจัดทำรัฐธรรมนูญ</strong></p>
<ul type="disc">
<li>พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 254๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัย</li>
<li>ประกาศคณะราษฎร</li>
<li>ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declarati0n 0f Human Rights) ลงวันที่ 1๐ ธันวาคม 1948 ของสหประชาชาติ</li>
</ul>
<p><strong>คำปรารภของรัฐธรรมนูญ</strong></p>
<ul type="disc">
<li>การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475</li>
<li>ความเลวร้ายของรัฐประหารอันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย</li>
<li>การหวนกลับไปหาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร</li>
<li>ประกาศหลักการพื้นฐานของราชอาณาจักรไทย</li>
</ul>
<p><strong>ประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ</strong></p>
<p>รัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูป “สถาบันกษัตริย์ – ศาล – กองทัพ –สถาบันการเมือง” ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ดังนี้</p>
<p>1. หลักราชอาณาจักร</p>
<ul type="disc">
<li>ประมุขของรัฐ คือ พระมหากษัตริย์</li>
<li>ปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์</li>
<li>จัดวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของรัฐกับองค์กรผู้ใช้อำนาจอื่นๆ</li>
</ul>
<p>2. หลักประชาธิปไตย</p>
<ul type="disc">
<li>อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน</li>
<li>อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นฐานแห่งอำนาจของระบบการปกครองประเทศและองค์กรผู้ใช้อำนาจทั้งหลาย</li>
<li>เจตจำนงของประชาชนแสดงออกโดยการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่กำหนดให้มีขึ้น ตามระยะเวลาที่แน่นอน โดยทั่วไป โดยเสมอภาค โดยเสรี และโดยลับ</li>
<li>เคารพเสียงข้างน้อย และเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยสามารถกลับมาเป็นเสียงข้างมาก</li>
</ul>
<p>3. หลักนิติรัฐ</p>
<ul type="disc">
<li>การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม</li>
<li> กฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศต้องมาจากความเห็นชอบของผู้แทนประชาชนหรือประชาชนโดยตรง</li>
<li>หลักการแบ่งแยกอำนาจ การประกันสิทธิเสรีภาพ</li>
</ul>
<p>4. ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ</p>
<ul type="disc">
<li>รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้</li>
<li>กำหนดให้มีองค์กรควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ</li>
<li>หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์</li>
<li>กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง</li>
</ul>
<p>5. ความเป็นรัฐเดี่ยวแบบกระจายอำนาจ</p>
<ul type="disc">
<li>ราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกมิได้</li>
<li>รัฐต้องเคารพหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น</li>
</ul>
<p>6. หลักประกันสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>
<ul type="disc">
<li>กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นมีผลโดยตรง และผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง</li>
<li>รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนที่รับรองไว้ในกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐ ภาคี</li>
</ul>
<p>7. การแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพระหว่างสถาบันการเมือง</p>
<ul type="disc">
<li>แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็น 3 องค์กร ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ</li>
<li>กำหนดให้วิธีการใช้อำนาจเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ</li>
<li>ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเป็นระบบรัฐสภา</li>
</ul>
<p>8.  โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ</p>
<ul type="disc">
<li>กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้ระบบเลือกตั้งที่มีความยุติธรรมและเสมอภาคแก่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือก ตั้งทั้งในแง่จำนวนคะแนนเสียงและค่าของคะแนนเสียง</li>
<li>กำหนดให้มีการปฏิรูปกฎหมายรัฐสภา</li>
<li>กำหนดให้มีพระราชบัญญัติรัฐมนตรี และข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรี</li>
<li>ยุบเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่ไม่มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหา</li>
<li>ประกันความเป็นสถาบันขององค์กรอิสระในทางปกครอง</li>
<li>กำหนดให้ใช้ระบบสภาเดี่ยว แต่หากต้องการให้ใช้ระบบสองสภา ที่มาของสภาทั้งสองต้องมาจากการเลือกตั้ง</li>
</ul>
<p>9. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ</p>
<ul type="disc">
<li>ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา</li>
<li>กำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบที่ได้รับการเลือกจากประชาชนหรือองค์ที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยในศาลระดับล่าง</li>
<li>การแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง และเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ</li>
<li>คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน</li>
<li>ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการและว่าด้วยหน่วยธุรการของศาล</li>
</ul>
<p>1๐. การยอมรับความเป็นสังคมพหุนิยม</p>
<ul type="disc">
<li>รับรองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ</li>
</ul>
<p>11. การตรวจสอบใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กรให้ได้ประสิทธิภาพและดุลยภาพ</p>
<ul type="disc">
<li>ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบอำนาจรัฐ</li>
</ul>
<p>12. หลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ</p>
<ul type="disc">
<li>เคารพหลักเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมโดยกลไกตลาด</li>
<li>ส่งเสริมให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และจัดให้มีระบบสวัสดิการอย่างทั่วถึง</li>
</ul>
<p>13. หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร</p>
<ul type="disc">
<li>กำหนดให้มีผู้ตรวจการกองทัพที่แต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร</li>
<li>รับรองสิทธิและหน้าที่ของทหารในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง</li>
<li>การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งระดับสูงในกองทัพเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี</li>
</ul>
<p>14. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย</p>
<ul type="disc">
<li>การเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารเท่านั้น</li>
<li>การพิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา</li>
<li>องค์กรอื่นใดไม่อาจเสนอหรือแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้</li>
</ul>
<p>15. การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน</p>
<ul type="disc">
<li>กำหนดให้มีบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย “การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” โดยมีเนื้อหาสาระตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์เรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</li>
<li>กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านโดยวิธีการใดๆต่อการแย่งชิง (usurpation) อำนาจสูงสุดของประชาชน</li>
<li>กำหนดให้การแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นความผิดอาญา ภายหลังการรื้อฟื้นอำนาจที่ชอบธรรมกลับมาได้แล้ว ก็ให้ดำเนินคดีต่อบุคคลที่แย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนดังกล่าว โดยให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นอำนาจอันชอบธรรมนั้น</li>
</ul>
<p>คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร</p>
<p>ท่าพระจันทร์, 22 มกราคม 2555</p></blockquote>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://prachatai.com/journal/2012/01/38874">ประชาไท (1)</a>, <a href="http://prachatai.com/journal/2012/01/38876">ประชาไท (2)</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/nitirat-constitution-roadmap/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นพดล ปัทมะ ยอมรับ &#8216;ทักษิณ&#8217; มาลาว ทำบุญหลวงพระบาง นอน 1 คืนก่อนกลับดูไบ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thaksin-in-laos/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thaksin-in-laos/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 03:09:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[นพดล ปัทมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาว]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพระบาง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23723</guid>
		<description><![CDATA[นายนพดล ปัทมะ โพสต์ Facebook ระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เดินทางมายังประเทศลาวเมื่อ 20-21 มกราคม 2555 โดยมาทำบุญไหว้พระที่หลวงพระบาง 1 คืน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์รูปภาพและข้อความใน Facebook ส่วนตัว ยอมรับว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เดินทางมายังประเทศลาวเมื่อ 20-21 มกราคม 2555 โดยมาทำบุญไหว้พระที่หลวงพร<wbr>ะบาง 1 คืนด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และมีเจ้าแขวงหลวงพระบางให้การต้อนรับ</wbr></p>
<p>นอกจากนี้นายนพดลยังได้โพสต์ภาพถ่ายคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่หลวงพระบางด้วย</p>
<div id="attachment_23724" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150505017536939&amp;set=a.10150505017251939.368812.263041501938&amp;type=1&amp;ref=nf"><img class="size-medium wp-image-23724" title="thaksin-laos" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/thaksin-laos-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a><p class="wp-caption-text">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ นายนพดล ปัทมะ ในประเทศลาว</p></div>
<p>ข้อความของนายนพดลมีดังนี้</p>
<blockquote><p>พตท ทักษิณ เดินทางมาทำบุญไหว้พระที่หลวงพระบาง 1 คืน โดยเจ้าแขวงหลวงพระบางได้ทำพิธีบายศรี ต้อนรับ วันแรกไปเดินตลาดมืด ซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน ตลาดแทบแตก มีนักท่องเที่ยวจากทั้งยุโรปและเอเชียมาขอถ่ายรูป พี่น้องชาวแพร่ น่าน และคนไทยต่างตื่นเต้นดีใจที่ได้พบคนที่เขารักโดยไม่คาดคิด ต่างเข้ามาโอบกอดขอถ่ายรูป ความนิยมนั้นมากจริงๆ หกโมงเช้าตักบาตรพระ 99 รูป ไหว้พระสองวัด วัดเชียงทอง และเดินขึ้นภูสี 400 กว่าขั้นบันได เพื่อสักการะพระธาตุภูสี ปล่อบนก ยกพระ ไม่ว่าจะไปที่ไหนผู้คนแห่ ห้อมล้อมขอถ่ายรูป ท่านได้แนะนำเมืองหลวงพระบางในการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยว หลังจาก รมต ลาวเลี้ยงอาหารกลางวัน ผมรอส่งท่านออกเดินทางกลับดูไบด้วยเรื่องบินเจ็ตส่วนตัวหางสีแดง จนเครื่องทะยานขึ้นจากหลวงพระบาง</p></blockquote>
<p>ที่มา &#8211; <a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=10150504942286939&amp;id=263041501938">Facebook นพดล ปัทมะ</a></p>
<p>การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ในระยะหลังได้เดินทางมาเยือนประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา พม่า สิงคโปร์ และล่าสุดคือประเทศลาว</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thaksin-in-laos/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดแผนแม่บทจัดการน้ำ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/yingluck-disclose-master-plan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/yingluck-disclose-master-plan/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 09:35:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กยน.]]></category>
		<category><![CDATA[บริหารจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บทจัดการน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23691</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นปรับปรุงและฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการน้ำลงสู่ทะเล]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายกรัฐมนตรี เปิดแผนยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นปรับปรุงและฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการน้ำลงสู่ทะเล</p>
<p><span id="more-23691"></span>น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดแถลงแนวทางการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล โดยยอมรับสาเหตุ และความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาว่า เนื่องจากขาดแผนงานหลัก และงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำระยะยาว ตลอดจนระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<div id="attachment_23692" class="wp-caption aligncenter" style="width: 579px"><a href="http://blogs.cfr.org/asia/category/southeast-asia/thailand/"><img class="size-full wp-image-23692" title="ยิ่งลักษณ์ สำรวจพื้นที่น้ำท่วม" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ยิ่งลักษณ์-สำรวจพื้นที่น้ำท่วม.jpg" alt="" width="569" height="401" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก CFR</p></div>
<p>อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ขึ้น เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ป้องกัน บรรเทา และลดผลกระทบจากอุทกภัยในอนาคต ตลอดจนสร้างความมั่นคงของประเทศ และภาคการประกันภัย โดยจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยวางแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้าน</p>
<ol>
<li>การปรับปรุงและฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์</li>
<li>การสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจ</li>
<li>บูรณาการการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ลงสู่ทะเลโดยเร็ว</li>
</ol>
<p>ทังนี้ แผนแม่บทจะแบ่งคณะการทำงาน กยน.เป็น 2 ส่วน คือ ฟื้นฟูระบบเดิมก่อน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์น้ำท่วมปี 2554 ระยะยาวจะวางระบบเชื่อมโยงแม่น้ำทั้งหมด เพื่อบูรณาการในภาพรวมทั้งหมด</p>
<p><a href="http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/50829/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.html">ครอบครัวข่าว 3</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/yingluck-disclose-master-plan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

