<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; Practical Utopia</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/practical-utopia/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 06:32:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; Practical Utopia</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-utopia/</link>
	</image>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร &#8220;ประเทศไทยต้องหนีให้พ้น Middle-Income Trap&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/kirida-bhaopichitr-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/kirida-bhaopichitr-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 06:11:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[middle-income trap]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กิริฎา เภาพิจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=22933</guid>
		<description><![CDATA[สัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย ว่าด้วย "กับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง" หรือ Middle Income Trap]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ธนาคารโลก (World Bank) ได้เลื่อนชั้นรายได้เฉลี่ยของคนไทย จากเดิมที่อยู่ในกลุ่ม “รายได้ระดับกลาง-ล่าง” (lower-middle income) ขึ้นมาเป็น “รายได้ระดับกลาง-บน” (upper-middle income) โดยพิจารณาจากรายได้ประชาชาติต่อจำนวนประชากร (gross national income per captita) ของประเทศไทย ซึ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (<a href="http://web.worldbank.org/WBSITE/EXTERNAL/COUNTRIES/EASTASIAPACIFICEXT/THAILANDINTHAIEXTN/0,,contentMDK:22979726~pagePK:1497618~piPK:217854~theSitePK:486697,00.html">อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารโลก</a>)</p>
<p>การเลื่อนชั้นครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในตลอดสิบปีนี้ และความยากจนในประเทศไทยก็ลดลงไปอย่างมาก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังถือว่าอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” และยังไม่สามารถเลื่อนชั้นไปสู่กลุ่มประเทศที่มีระดับรายได้สูงได้ ซึ่งทางออกคือการรักษาการเติบโตให้ยั่งยืน และเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจทุกภาคส่วนในสังคม</p>
<p>SIU จึงเข้าไปคุยกับ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย เพื่อสนทนาในประเด็นนี้อย่างละเอียด และดูว่าองค์กรนานาชาติอย่าง “ธนาคารโลก” มีมุมมองอย่างไรต่อพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/6EZwYm6MWnI?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>คำถามหลักที่ทาง SIU </strong><strong>อยากขอถามมีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือ กับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) </strong><strong>เรื่องที่สองคือเรื่องของประเทศไทยที่ยังพึ่งการส่งออกค่อนข้างมาก ยังไม่ได้สร้างตลาดภายในที่แข็งแกร่ง และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อยากทราบถึงมุมมองในระดับโลกอย่างธนาคารโลก</strong></p>
<p>ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าทางธนาคารโลกในประเทศไทย เราไม่ได้ทำงานองค์กรเดียวโดยส่วนใหญ่เราจะทำงานโดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานราชการต่างๆ ตอนนี้เรากำลังเขียนรายงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ว่าถ้าเรามองประเทศไทยไปยัง 20 ปีในอนาคต ถ้าเราจะไม่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง และสามารถกระจายรายได้ไปทุกภาคส่วน เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเราก็มีการคอนเฟอเรนซ์กับตัวแทนธนาคารโลกจากที่วอชิงตัน ดีซี เขาก็จะช่วยคอมเมนต์เรา</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ในอาเซียนเราก็มีมาเลเซียที่ประสบปัญหาเรื่องกับดักรายได้ปานกลางเหมือนประเทศไทย ถ้ามองถึงศักยภาพเขาอาจะขึ้นชั้นไปได้ก่อนเรา เท่าที่เราเคยศึกษามาเกาหลีใต้เขาสามารถก้าวข้ามไปได้ แท้จริงแล้วอะไรคือกับดักรายได้ปานกลาง</strong></p>
<p>มาเลเซียเองมีจีดีพีต่อคนเฉลี่ย สูงกว่าเราเกือบสองเท่า แต่ถ้ามองย้อนไปจริงๆ มีไม่กี่ประเทศในรอบ 30-40 ปีที่สามารถก้าวข้ามไปได้ ไม่นับรวมพวกประเทศพัฒนาแล้วที่เขาพัฒนามา 100-200 ปี อย่างอังกฤษซึ่งประเทศแบบนี้ใช้เวลานานกว่าจะปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ แต่ใน 30-40 ปี ก็จะมีแค่ประเทศในแถบเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงไต้หวัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวผ่านเพราะโลกปัจจุบันความรู้และเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก มีการแข่งขันสูง ไม่เหมือนกับช่วงอังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรม ความรู้ต่างๆกว่าจะมาถึงประเทศอื่นใช้เวลานาน เขาจึงมีโอกาสใช้เวลาเจริญเติบโต</p>
<p>สำหรับธนาคารโลกให้นิยามเกี่ยวกับกับดักรายได้ปานกลางว่า ประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางที่อยากก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง จะติดกับดักเพราะถูกบีบทั้งด้านบนและด้านล่าง ทางด้านล่างจะถูกประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราแต่มีค่าแรงที่ถูกกว่าเรา ทำให้อุตสาหกรรมและภาคบริการเราก็ต้องแข่งขันมากขึ้น ส่วนข้างบนเขาก็หนีเราไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำให้เราถูกแรงกดดันทั้งสองด้าน</p>
<p>ดังนั้นเราควรจะวางแผนว่าในอนาคต 15-20 ปีข้างหน้า หากเราต้องการก้าวขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง เราจะต้องพัฒนารายได้ไปทุกภาคส่วน แต่ปัญหาของพวกประเทศเอเชียตะวันออกแบบเราก็คือ ประเทศพวกนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ดี แต่ไม่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ดูได้จากตัว Genie Coefficient หรือ ลองไปดูว่าคนที่รวย 10 เปอร์เซนต์ของประเทศถือครองทรัพย์สินเป็นสัดส่วนเท่าไหร่จากทั้งหมด</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ในปัจจุบัน ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องของระดับความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะไม่ไปขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์เองที่ต้องการให้เกิดตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่หรือเปล่า ไม่ได้สนใจคามเท่าเทียม?</strong></p>
<p>อเมริกากำลังเจอความไม่เท่าเทียมค่อนข้างสูง คนที่มีโอกาสก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มาก จริงๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำกับตลาดเสรี สองสิ่งนี้ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราต้องเริ่มมาตั้งคำถามว่าทำไมคนที่มีศักยภาพน้อยในประเทศเหล่านั้นจึงมีค่อนข้างมาก ตรงนี้ต้องมาดูว่าเกิดจากอะไร คุณภาพการศึกษาหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องคุณภาพสาธารณสุข หรือเป็นเรื่องที่คนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรจากคนบางกลุ่ม ถ้าทุกคนเข้าได้อย่างเท่าเทียมเราก็สามารถแข่งขันกันได้ แต่ถ้าเรามีแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เข้าถึงโอกาสเหล่านี้ เข้าถึงบริการสาธารณะ เราก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม</p>
<p>ถ้าเราจะออกจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะฝีมือ การศึกษาของเราไปมองแค่การศึกษาในระบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ทักษะเป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่เด็กๆ หรืออีกเรื่องคือสาธารณสุขเด็กที่สุขภาพดีมีโอกาสไปเรียนมากกว่าเด็กสุขภาพไม่ดี ตรงนี้ถ้าเรายังอ่อนแอ เราจะมองไปว่าเราจะมีระบบอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือการเกษตรที่ดีขึ้นมีประสิทธิภาพ ก็คงจะยากเพราะเรื่องแบบนี้เป็นพื้นฐานในการพัฒนา</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-22934" title="Kirida Bhaopichitr" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/11/kirida_1.jpg" alt="" width="620" height="374" /></p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ด้วยปัญหาแบบนี้ เราจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง นโยบายการให้การศึกษาฟรีของรัฐบาล จริงๆ แล้วมันช่วยแก้ปัญหาเรื่องการศึกษารึเปล่า</strong></p>
<p>จริงๆ เรื่องปริมาณไม่น่าเป็นห่วงทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ไม่เป็นปัญหาของประเทศไทยเรามีเด็กที่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับประถมถึง 99 เปอร์เซนต์ และระดับมัธยม 80 เปอร์เซนต์ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นเราไม่ถือว่าด้อยกว่า</p>
<p>แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคุณภาพการศึกษา อย่างเราใช้ระบบการทดสอบระดับนานาชาติ หรือ พีซ่า (Programme for International Student Assessment &#8211; PISA) ผลปรากฏว่าคะแนนของเราน้อย ถ้าเทียบกับเด็กญี่ปุ่นเขาจะมีคะแนนสูงกว่าระดับพื้นฐานค่อนข้างมาก แต่เด็กไทยเราอยู่ในระดับพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ ทั้งด้านภาษา หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งตอนนี้จะเป็นตัวสะท้อนคุณภาพได้</p>
<p>การเรียนฟรีนั้นเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้คนฐานะยากจนให้สามารถเข้าไปเรียนได้ แต่ก็ต้องมีการปรับปรงคุณภาพของโรงเรียนด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นถึงเด็กจบออกมาก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ ปัญหาดังกล่าวมันมีหลายมิติไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ของครูต่ำเพียงอย่างเดียว มันมีทั้งเรื่องระบบการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ เรื่องของการบริหารจัดการโรงเรียน ถ้าจะแก้ไขต้องแก้ทั้งระบบ</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ประเทศไทยยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้เราไปติดกับกับดักรายได้ปานกลางอีกหรือไม่ นอกจากด้านการศึกษา</strong></p>
<p>ถ้าเรามีคนที่มีความสามารถ เราจะผลักดันเรื่องรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราอยากให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมของทุกภาคส่วน อาจจะต้องมาดูเรื่องของการปรับโครงสร้างของประเทศ</p>
<p>การปรับโครงสร้างหลายอย่างขึ้นอยู่กับกฏระเบียบและวิธีการทำงานของภาครัฐ ส่วนใหญ่เราไปมองเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการ ว่าจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเราปรับทั้งสามภาคส่วนให้มีความสมดุล การขยายตัวจะมีผลกับทุกภาคส่วน</p>
<p>เรื่องส่งออกเราก็คงไม่ทิ้งเพราะตลาดภายในประเทศมีแค่ 65ล้าน แต่ตลาดส่งออกนำไปสู่คนนับ2-3พันล้านในโลก นอกจากนั้นเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากขึ้นควบคู่กันไปด้วย เราต้องย้อนกลับมาดูว่าโครงสร้างในแต่ละภาคส่วนเรามีอะไรต้องปรับปรุง</p>
<p>ปัจจัยในการที่ทำให้ประเทศหนึ่งพัฒนาจากประเทศรายได้ปานกลางขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงก็คือเรื่อง ประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะถูกบีบจากข้างล่างที่เขาแข่งกับเราด้วยค่าแรง แต่ถ้าเราผลิตของที่ดีกว่าเราก็สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่า อย่างสินค้าของญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้เองก็ไม่ได้มีราคาที่ถูกแต่ก็สามารถขายได้ เรานำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ซึ่งก็มีทั้งการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ใครๆก็ซื้อได้ ถ้าเราอยากมีเอกลักษณ์เราต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อเพิ่มมูลค่า ถ้าเราทำได้จากการต่อยอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีไซน์หรือการใช้สอย เราก็จะสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นได้</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ถ้าสมมติเราเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรม ถ้าสมมุติว่าค่าแรงของเราไม่ได้สูงมาก แต่ผมไปลงทุนในการใช้สิ่งที่ยังไม่เห็นกำไรเฉพาะหน้า เราก็พร้อมที่จะกดค่าแรงต่อไปหรือเปล่า? </strong><strong>แล้วรัฐจะช่วยได้อย่างไรได้บ้าง</strong></p>
<p>ใช่ สุดท้ายเราก็วนกลับมาติดกับดักเดิมอีก ถ้าเรามองว่าทำแบบนี้ต่อไปรับจ้างผลิตของโหลหรือไปนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา ถ้าเราเป็นนักธุรกิจที่คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะอยู่รอดไปอีก 20 ปี ก็ถือเป็นความคิดที่อันตราย เพราะถ้ามองประเทศที่มีค่าแรงถูกและประชากรจำนวนมาก เช่น อินเดีย หรือเวียดนามเอง เขาก็ทำแบบเราได้ โลกของการแข่งขันที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดแค่ตรงนี้ไม่ได้ เราต้องพยายามฉีกตัวจากประเทศที่ตามเรามา เราต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น คนที่เราจ้างเข้ามาทำงานอาจะเป็นคนที่มีทักษะมากขึ้น ซึ่งก็ให้ผลผลิตที่ดีขึ้น</p>
<p>เรื่องนี้ยังจะไปเชื่อมโยงด้านการศึกษาและทักษะ เพราะเขาเห็นว่าจะมีรายได้ที่สูงขึ้นจากทักษะที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเราเอาคนงานในญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ไปเปรียบเทียบกับคนงานในอินเดีย ทำไมเขาถึงมีรายได้สูง? ก็เพราะเขามีทักษะและสร้างผลผลิตที่มีประสิทธิภาพที่มากกว่า โลกไม่ได้เป็นแบบเมื่อ 20ปีก่อนแล้ว เมื่อมีอินเทอร์เน็ตทุกอย่างถูกเชื่อมโยงให้เร็วมากขึ้น</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>อีกเรื่องที่สำคัญคือระบบโครงข่ายในการขนส่ง (logistics) </strong><strong>และ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (infrastructure) </strong><strong>เราจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง?</strong></p>
<p>หลายประเทศก็ให้ความเห็นว่าค่าใช้จ่ายในระบบการขนส่งของเราค่อนข้างสูง รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐของเราไม่ค่อยลงทุนมากนัก ทั้งด้านถนนและระบบรถ ราง เรือ ถ้าดูตัวเลขการลงทุนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 8 ปีต่อมา ภาครัฐแทบไม่ลงทุนเพิ่มเลย อัตราการเจริญเติบโตติดลบ ซึ่งถ้าเรามองว่าในอนาคตเราอยากค้าขายมากขึ้น ก็ต้องปรับปรุงเรื่องพวกนี้</p>
<p>อีกเรื่องที่ต้องปรับปรุงคือกฏระเบียบของภาครัฐที่ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขัน การปกป้องภาคธุรกิจของภาครัฐอย่างในปัจจุบันทำให้ภาคธุรกิจไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง ไม่อยากพัฒนาตัวเอง นี่หมายถึงทั้งภาคอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตร ไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดพร้อมๆ กันทุกภาค แต่ตอนนี้มันควรจะเริ่มเปิดแล้ว ไม่งั้นอีก 20 ปีต่อไป เราก็ยังผลิตแต่ของเดิมๆ วันนั้นคนอื่นเขาพัฒนาไปไกลแล้ว ถ้าภาครัฐไม่มีนโยบายและงบประมาณที่สนับสนุนแล้วเราจะไปได้อย่างไรกัน</p>
<p>ประเทศไทยก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาประเทศอื่นๆ ที่เราจะเปิดภาคสินค้าอุตสาหกรรมก่อน ตรงนี้มีข้อตกลงนานาชาติหลายอย่าง เช่น การลดภาษีนำเข้า แต่ภาคบริการมักจะได้รับการปกป้องจากรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องยอมลดการปกป้องลงเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาได้ ในประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นว่าภาคบริการเขาแข็งแกร่ง</p>
<p>ปัญหาคือเราเปิดทันทีไม่ได้เพระเรายังไม่พร้อม แต่เราก็ปล่อยให้อยู่แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะปัจจุบันการบริการผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยิ่งทำได้ง่าย เรื่องนี้สำคัญเพราะภาคบริการไทยนี่ถือว่าเป็น 45 เปอร์เซนต์จองจีดีพี ซึ่งประกอบด้วยภาคการเงิน ภาคโรงแรมและการท่องเที่ยว</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ขอแสดงความเห็นต่างนิดนึงว่าภาคบริการของเรา ก็มีคนต่างชาติรอดรั้วเข้ามา ทั้งในภาคการธนาคารและภาคการสื่อสาร มันกลายเป็นว่าตกลงเราเปิดแล้วหรือยัง และปัญหาจริงๆ มันคือเรื่องของการผูกขาดหรือเปล่า?</strong></p>
<p>ไม่ใช่แค่ต้องเปิดให้มาถือหุ้นได้เท่าไหร่ แต่ปัญหาที่สำคัญคือถ้าภาครัฐให้สิทธิประโยชน์บริษัทหนึ่งมากกว่าอีกบริษัทหนึ่ง สุดท้ายจะเกิดการผูกขาดขึ้น คนที่ผูกขาดก็ไม่ยอมพัฒนา เพราะไม่ว่าอย่างไรฉันก็ได้สิทธิประโยชน์อยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้รับการผูกขาดก็จะคิดว่า ฉันไม่มีทางเอาชนะพวกคนเหล่านั้นได้ ได้กำไรนิดๆหน่อยๆก็โอเคแล้ว</p>
<p>แต่ถ้าเราเปิดให้มีการแข่งขันจริงๆ ยกตัวอย่างธุรกิจธนาคารก็ได้ เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาแข่งขัน การบริการก็ดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเยอะ บางทีการเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาเราอาจได้เทคโนโลยีและการพัฒนาใหม่ๆ มากขึ้น ตรงนี้เราค่อยๆ เปิดรับก็ได้ ภาคการเงินเป็นภาคพิเศษที่ต้องช่วยพัฒนาธนาคารที่อ่อนแอของเราให้เข้มแข็งขึ้น</p>
<p>ในภาพรวมแล้ว ภาคบริการของไทยยังค่อนข้างปิด แต่ก็มีการแอบเข้ามาแบบซ่อนเงื่อนอยู่บ้าง เช่น การไปตั้งผู้ถือหุ้นซ้อนผู้ถือหุ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องเทคนิค แต่ถ้าเราเปิดจากตัวพื้นฐานอย่างถูกกฏหมายเมื่อไร ก็อาจมีบริษัทต่างชาติที่อยากเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กฏระเบียบเรื่องการเคลื่อนย้ายคนเราก็ค่อนข้างจำกัด เช่น กฏหมายแรงงานคนต่างด้าวหรือกฏว่าด้วยอาชีพสงวน เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก กฏหมายไทยจะเขียนว่าคุณต้องเป็นคนไทยสถาปนิกต่างชาติที่มาทำงานในไทย ไม่สามารถเซ็นรับแบบได้ ต้องให้คนไทยเซ็นให้ ทำให้สถาปนิกเก่งๆ เขาไม่อยากมาทำงานในประเทศไทย</p>
<p>ถ้าเราอยากพัฒนาไปถึงส่วนบนของห่วงโซ่ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ แต่เรากลับกีดกันคนเก่งๆไม่ให้เข้ามา มันก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราไปได้ช้า ซึ่งในทางตรงกันข้าม ประเทศอื่นไม่กีดกัน คนเก่งๆ ของเราก็ไปทำงานต่างประเทศทั้งในอเมริกาและสิงคโปร์แทน ตรงนี้เราก็ต้องกลับมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้คนเก่งๆ เขาอยากมาทำงานในประเทศไทย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-22937" title="Kirida Bhaopichitr" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/11/kirida_2.jpg" alt="" width="620" height="465" /></p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เหมือนว่าเขาเป็นประเทศที่ไม่สมดุลสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ และประเทศเอเชียกลายเป็นผู้ให้กู้ มีวิธีแก้ปัญหาหรือไม่ แล้วประเทศเอเชียจะต้องทำอย่างไรต่อไป?</strong></p>
<p>ปัญหานี้ใหญ่มาก ที่เราคุยกันภายในธนาคารโลกคือ ดูว่าหลังจากนี้โลกจะเป็นอย่างไร เพราะมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โลกจะไปสู่จุดที่เรียกว่า “The New Normal” หรือความปรกติแบบใหม่ จากที่เราเคยคิดว่าบางประเทศจะเป็นผู้นำโลก ก็อาจจะไม่ได้นำมากอย่างที่เคยเป็น ส่วนประเทศในแถบเอเชีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองจะมีบทบาทมากขึ้น ความสมดุลของสองภูมิภาคก็อาจจะเขยิบมาใกล้กันกว่าเดิม</p>
<p>วิกฤตครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าผู้บริโภคในยุโรปเขาไม่สามารถบริโภคได้เท่าเดิม เพราะยิ่งบริโภคเยอะก็ยิ่งก่อหนี้เยอะตามมาด้วย เหมือนตอนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยก็เรียนรู้ว่าต้องลดการใช้จ่ายที่เกินตัว ในระยะยาวประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่อยู่ แต่อาจจะมีขนาดไม่เท่าเดิม ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อการค้าขายของฝั่งเราด้วย มันจะเกิดวงจร (loop) ในการเปลี่ยนแปลงประมาณ 15ปี ขนาดประเทศไทยกว่าจะผ่านต้มยำกุ้งมาได้ก็ตั้ง 5 ปี กว่าที่เราจะกลับมายืนที่จุดเดิมได้</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ตอนที่เราต้องเป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) </strong><strong>ไม่แน่ใจว่าวิธีการรัดเข็มขัดการควบคุมการใช้จ่าย หรืออีกวิธีหนึ่งคือการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมากๆ อันไหนผิดหรือถูก และถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกจะส่งผลต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร</strong></p>
<p>มันขึ้นอยู่กับว่าปัญหาคืออะไร และต้องใช้วิธีไหนแก้</p>
<p>วิกฤตของเราไม่ได้มาจากรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว รัฐบาลส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ใช้นโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทั้งนั้น ไม่ชอบเห็นงบประมาณขาดดุล หรืออย่างเกงก็ไม่เกิน 1-3 เปอร์เซนต์ของจีดีพี ปัญหาตอนนั้นมาจากภาคเอกชนก่อหนี้ข้ามสกุลเงิน นำมาลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เพื่อชดเชยกับหนี้ที่ก่อไว้ ในสถานการณ์แบบนั้นก็ไม่ควรบอกให้ภาครัฐรัดเข็มขัด แต่ต้องใช้ภาครัฐในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ตอนนั้น IMF ให้เราขึ้นดอกเบี้ยสูงๆเราก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม</p>
<p>แต่ปัญหาของกรีซต่างออกไป เขาจำเป็นต้องรัดเข็มขัด ทำให้บริการสาธารณะไม่ดีเท่าเดิม ตำรวจกรีซไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือน และไม่ได้ใช้รถเพราะไม่มีงบ ก็ต้องดูว่าปัญหาต่างกันอย่างไร</p>
<p>สิ่งที่ต้องดูต่อคืออนาคตเราจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเรามองเรื่องการรวมกลุ่มทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ อาเซียน+3 จะเห็นว่าเรื่องนี้มาได้ถูกจังหวะพอดี เพราะเราอาจไม่สามารถค้าขายกับภูมิภาคที่พัฒนาแล้วได้เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ในเมื่อเราเองเป็นภูมิภาคที่มีการขยายตัวมากที่สุดในโลก เราก็หันมาค้าขายกันเองทั้งสินค้าและบริการ จะไปค้าขายกับจีนหรืออินเดียด้วยก็ได้</p>
<p>ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าปี 2015 มาถึงจริง ตอนนั้นอาจยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงทันที แต่พอมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอาจทำให้เราต้องพัฒนากันเร็วมากขึ้น พอเกิดวิกฤตเราก็เริ่มมองเรื่องการรวมตัวเพื่อการอยู่รอดโดยพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและยุโรปให้น้อยลง ภาคธุรกิจก็ควรเริ่มเตรียมตัวแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเวลาเพียง 2-3 ปีเอง</p>
<p><strong>SIU: </strong><strong>ปัญหาการเงินของโลกก็คือเรื่องการเก็งกำไร ทั้งน้ำมันและทอง ทางธนาคารโลกมองปัญหาแบบนี้อย่างไร ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ หรือต้องเข้าไปควบคุมดูแลอย่างไร?</strong></p>
<p>เราไม่ได้มีบทบาทเข้าไปดูตลาดโภคภัณฑ์ (commodity market) แต่กลไกตลาดมันก็ทำงานของมันได้ ตอนนี้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น คนกลัววิกฤตการณ์สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็นำเงินไปซื้อทอง สัปดาห์ต่อมานักลงทุนก็เกิดความรู้สึกเปลี่ยนไปว่ากองทุนและพันธบัตรของสหรัฐอเมริกาก็ยังมีความปลอดภัยอยู่ เลยถอนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกไปถือดอลลาร์เหมือนเดิม</p>
<p>เริ่องจิตใจของนักลงทุนนี่อธิบายยาก ถ้าอธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็เป็นการเคลื่อนไหวแบบตามฝูง นักลงทุนในตลาดใหญ่ๆ ของโลกมักจะสะสมเงินสด ในช่วง 2-3ปีนี้ตลาดทุนภายในอาจจะมีความผันผวนตามสถานการณ์และความตื่นตระหนก   การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก</p>
<p>แต่ถ้ามองจริงๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกก็ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน ทั้งในการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ หรือการลงทุนภาคเศรษฐกิจจริงๆ แถมยังให้ผลตอบแทนที่สูง มีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้นอย่างไรเสีย เขาก็จะกลับมาลงทุนแถวนี้อีก ช่วงนี้เป็โอกาสที่เราจะชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยปรับตัวกฏและระเบียบในการค้าการลงทุนเพิ่มเติม  เราน่าจะอาศัยโอกาสนี้ในการปรับตัว</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/kirida-bhaopichitr-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร &#8220;ประเทศไทยไม่ยอมปรับตัวจากค่าจ้างต่ำ-ค่าเงินต่ำ&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/nipon-poapongsakorn-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/nipon-poapongsakorn-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 03:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[practical utopia]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[นิพนธ์ พัวพงศกร]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=22083</guid>
		<description><![CDATA[สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คลังสมองหลักที่ให้คำแนะนำด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศไทยมาโดยตลอด</p>
<p>ดร.นิพนธ์ จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาวาย มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรและชนบท เศรษฐศาสตร์แรงงานและทรัพยากรมนุษย์ นโยบายการค้าและอุตสาหกรรม</p>
<p>ในโอกาสที่ให้สัมภาษณ์กับ SIU ดร.นิพนธ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจหลายเรื่องต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบจากการรวมประชาคมอาเซียนในปี 2015</p>
<p><object width="640" height="360"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/ZdeG30NWKH8?version=3"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/ZdeG30NWKH8?version=3" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>บทถอดเทปคำสัมภาษณ์</p>
<p><strong>SIU: เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานที่จะตามมาหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 อาจารย์มองอย่างไรครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์ : เวลาเราพูดเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้นเราไปพูดถึงแต่แรงงานมีฝีมือ แต่เราไม่เคยพูดถึงแรงงานไร้ฝีมือที่เคลื่อนย้ายกันในอาเซียนซึ่งมีการเคลื่อนย้ายจำนวนมากเรื่องนี้ไม่ค่อยพูดกัน  สิงคโปร์กับมาเลเซียเขาพยายามโปรโมทเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือบางประเภท พอเป็นแบบนี้ประเทศอื่นๆ เขาก็ไม่อยากเปิด เพราะจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงและเรื่องสวัสดิการตามมา</p>
<p>เราไม่เคยคุยกันว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร ส่วนเรื่องแรงงานมีฝีมือที่น่าจะเปิดก็ไม่ได้คุยรายละเอียด ส่วนภาคที่มันเปิดอยู่แล้วมันก็เปิดเท่าเดิม เช่น ภาคบริการ ประเภทอื่นๆ ไม่อยากเปิดรับ แต่ในอาเซียนเองไม่เคยคุยร่วมกันว่ากับแรงงานไร้ฝีมือเราจะทำอย่างไร? ผมว่าดี-ไม่ดี อยู่ที่ผู้นำอาเซียนแต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ</p>
<p><strong>SIU: เห็นหลายๆ คนพยายามจะนำอาเซียนไปเรียบเทียบกับสหภาพยุโรปนั้น เป็นไปได้หรือไม่ครับ</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: ยุโรปเขามีมาตรการที่ชัดเจนในการให้คุณ-ให้โทษ มีขั้นตอนการพัฒนาที่ชัดเจน หากประเทศสมาชิกไม่ยอมปฏิบัติตาม  ส่วนอาเซียนเราใช้สิ่งที่เรียกว่า &#8220;ASEAN way &#8211; วิถีอาเซียน&#8221; เรามักจะเซ็นสัญญากันก่อนแล้วค่อยมาตกลงกันทีหลัง อย่าง AFTA เลยกลายเป็น Agree First Talk After เป็นต้น</p>
<p>ทีนี้มันเป็นเรื่องสำคัญว่า ตอนเริ่มต้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยความคิดของสิงคโปร์ เกิดจากการมองว่าในประเทศสมาชิกต่างคนต่างอยู่ไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เงินลงทุนมักจะไหลเข้ามายังอาเซียน แต่เมื่อมหาอำนาจในเอเชียเกิดขึ้น จีนเริ่มเปิดประเทศ อินเดียเริ่มขึ้นมาเงินลงทุนเริ่มไหลไปทางนั้น เราก็เริ่มตระหนักว่าเราจำเป็นต้องร่วมมือการแข่งขัน</p>
<p>ตอนที่เปิดประตูเรื่องการค้านั้นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จก็เพราะผู้นำไทยสมัยนั้น คือ คุณ อานันท์ ปันยารชุน มีวิสัยทัศน์ว่าจำเป็นต้องเปิดเสรีการค้า ปัจจัยสำคัญที่หลายคนไม่ทราบก็คือญี่ปุ่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันให้เกิด เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นนั้นลงทุนในอาเซียนจำนวนมากสาเหตุจากค่าแรงการผลิตในญี่ปุ่นแพงมากจึงย้ายฐานการผลิต จริงๆ ถึงไม่มีการเปิดเสรีระบบการค้ามันก็มีอยู่แล้วเพราะญี่ปุ่นได้มาวางฐานการผลิตในหมู่ประเทศอาเซียน เช่น เรื่องการวางฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามประเทศต่างๆ ตอนนั้นก็เริ่มไต่เต้ามาจากเขตการค้าเสรี AFTA</p>
<p>แต่หลังจากนั้นนักลงทุนบางส่วนก็ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนและอินเดีย เลยทำให้เราต้องยิ่งผนึกกันแน่น ต้องสร้างตลาดขนาดใหญ่และรวมกลุ่มกัน จนกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบที่เราเห็น เช่น จะมีตลาดเดียว จะต้องมีนโยบายในการพัฒนาประเทศที่มีความแตกต่างกันให้เท่าเทียมกัน จะมีการเปิดการค้าเสรี จะต้องมีข้อตกลงด้านการลงทุน วิสัยทัศน์แบบนี้ถูกต้อง จำเป็นต้องเคลื่อนไป</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-22086" title="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/09/niphon-1.jpg" alt="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" width="400" height="462" /></p>
<p><strong>SIU: ฟังดูโดยรวมแล้วเหมือนทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทำไมเราถึงยังรู้สึกว่ามันมีปัญหาอยู่?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์:  ปัญหาก็คือพอกลับมาสู่โต๊ะเจรจาชาติสมาชิกไปติดกรอบแนวคิดแบบพาณิชย์นิยม เรื่องการคุ้มครองธุรกิจของภายในชาตินั้นๆ ชาตินิยม ยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก สะท้อนออกมาอย่างที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ จะเห็นว่าทุกคนรักษาผลประโยชน์กันเอง ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของอาเซียนเลย แต่ละชาติก็มีมาตรการคุ้มครองตัวเองตลอดเวลา</p>
<p>ทุกชาติคิดว่าเราต้องการจะส่งออกแต่เราไม่อยากนำเข้า เราชอบคิดว่านำเข้าเป็นเรื่องเลวร้าย-การส่งออกเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เป็นความคิดผิดๆ ที่ส่งต่อกันมา ประเทศคู่ค้าที่ไหนจะเอาเงินมาซื้อสินค้าเรา หากเขาขายสินค้าให้เราไม่ได้</p>
<p><strong>SIU: ธุรกิจภาคไหนที่อาจารย์รู้สึกว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: ภาคบริการ เป็นภาคที่อ่อนแอมาก ที่ผมพูดว่าอ่อนแอนี้ ผมยกกรณีประเทศไทยโดยเทียบกับภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>ผมยกกรณีประเทศไทย สองภาคนี้เป็นภาคที่เราออกไปแข่งในตลาดโลก ซึ่งผู้ผลิตของเราได้ปรับตัวรองรับการแข่งขันได้ตลอดเวลา เกษตรกรไทยปรับตัวเก่งมาก อย่างเกษตรนี่เรามีการส่งออกตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริง บริษัทที่ทำการส่งออกสินค้าเกษตรจึงปรับตัวได้ เช่น ตลาดโลกต้องการอะไรเราสามารถส่งออกได้หมด จะเห็นว่าสินค้าจากภาคเกษตร เช่น ยางพารารา มันลำปะหลัง กุ้ง ฯลฯ เราติดอันดับผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก  กุ้งกุลาดำเราเคยเป็นอันดับที่หนึ่งของโลก แต่พอประสบปัญหาโรคระบาดก็ลดความสำคัญ เราก็หันมาเลี้ยงกุ้งขาวแทน ซึ่งก็สามารถติดอันดับโลกได้อีก ภาคอุตสาหกรรมที่ส่งออกก็เช่นกัน</p>
<p>แต่ภาคบริการ เราลองไปดูผลิตภาพทางการผลิตเท่าเดิมไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย ทั้งที่เป็นภาคที่มีการจ้างงานมากที่สุด ทั้งธนาคาร คมนาคม การเงิน บริการส่วนตัว การท่องเที่ยว เป็น 40% ของแรงงานทั้งหมด แรงงานส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาแค่มัธยม อัตราเพิ่มของรายได้ต่ำ เป็นการใช้แรงงานเข้มข้นมาก ทำงานนานและไม่คุ้ม อย่างภาคก่อสร้างเขาเราก็มีประสิทธิภาพต่ำ สาเหตุหนึ่งคือมันไม่มีการแข่งขันเราก็เลยไม่ต้องพัฒนาตัวเอง</p>
<p>ภาคที่เด่นชัดที่สุดคือภาคการให้บริการของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน คนกลุ่มนี้แข่งขันไม่เป็น เน้นผูกขาด และคอยคัดค้านการเปิดประตู หรือทางวิชาชีพเฉพาะ เช่น การแพทย์ ถ้าหมอต่างประเทศจะมาประเทศไทยจะต้องสอบใบประกาศเป็นภาษาไทย นี่คือลักษณะการกีดกันที่ชัดเจน วิศวกรก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้อาจจะดีขึ้นคือมีให้สอบเป็นภาษาอังกฤษ พอเราไม่แข่งประสิทธิภาพเราก็ไม่ดีขึ้น หลายอย่างเราดีแล้วแต่เราไม่แข่ง</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-22087" title="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/09/nipon-2-620x429.jpg" alt="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" width="620" height="429" /><strong></strong></p>
<p><strong>SIU: แล้วถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ ผู้นำของไทยจะต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาในภาคการบริการได้อย่างไร?</strong></p>
<p>ดร. นิพนธ์: ผู้นำไทยต้องมีความกล้าหาญ เวลาไปเจรจาระดับภูมิภาคก็ต้องพร้อมที่จะเปิดการแข่งขันภาคนี้ และทำการสื่อสารกับผู้ที่อยู่ในภาคบริการต่างๆ ว่าจะต้องรับมือกับการแข่งขัน ไม่ใช่ให้กลุ่มวิชาชีพต่างๆ หมอ ทนาย พยาบาล รวมตัวกันเป็นสมาคมโดยมีเป้าหมายเพื่อกีดกันการแข่งขัน เพราะจริงๆ แล้วคนไทยมีความสามารถมาก เช่น มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของไทยมีระบบคอมพิวเตอร์ในการตรวจรักษาที่ดีมากจนบริษัท ไมโครซอฟท์ ต้องมาขอซื้อลิขสิทธิ์</p>
<p>ตอนหน่วยงานราชการไปเจรจากันก็บอกว่าจะเปิด แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เปิดซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ ผู้นำไทยต้องมีความกล้าหาญ ถ้าจะเปิดก็ต้องเปิดจริงๆ ถ้าเรื่องไหนไม่พร้อม อาจจะเปิดทีหลัง ค่อยๆ พัฒนาตัวเองก่อน ไม่ใช่แบบปากว่าตาขยิบในปัจจุบัน ดีกว่าให้เกิดการคอร์รัปชั่นหรือนอมินีซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่งก็ต้องทำให้โปร่งใส เช่น พวกมาเฟียต่างๆ ใช้คนไทยเป็นนอมินีในภาคการท่องเที่ยวในการถือครองที่ดิน กลายเป็นระบบอิทธิพลเป็นทุจริตไป ลองไปดูร้านอาหาร เราจะเห็นคนจีนเข้ามาทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ เต็มไปหมดเลย ของแบบนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาเลย</p>
<p>เราต้องยอมรับว่าอันไหนเราไม่เก่งเราอาจต้องซื้อจากต่างประเทศ  และต้องการบังคับใช้กฏหมายต้องมีความชัดเจนและอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ ตัวอย่างเรื่องของการปากว่าตาขยิบก็เช่น เรื่องของที่ดินป่าวังน้ำเขียว เราบอกว่าเป็นป่าอนุรักษ์ แต่ก็มีคนไปซื้อที่ทำรีสอร์ท แล้ววันดีคืนดีเกิดน้ำท่วม เรื่องมันแดงจึงหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้เป็นต้น ผู้นำต้องกล้าหาญไปเจรจากับผู้นำอาเซียนว่า ต่อไปนี้ถ้าจะเจรจาอะไรก็ขอให้เปิดจริงๆ แล้วนะเหมือนกับตอนเปิดเสรีภาคการค้าเป็นหลักการเดียวกัน</p>
<p><strong>SIU: แล้วภาคบริการการธนาคาร ที่ตอนนี้เราเห็นธนาคารต่างชาติเข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย หรือควบรวมกิจการในประเทศไทย นี่ถือว่าเราเปิดเสรีแล้วหรือเปล่าครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์:  สำหรับธนาคารนั้นเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตอนนั้นเราบอกว่าเปิดชั่วคราว แต่ก็ไม่ถือว่าเราเปิดจริงๆ ตอนนั้นเป็นการถอยห่างของรัฐบาลไทย แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง</p>
<p>การเปิดเสรีไม่ได้แปลว่าจะให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อน อาจเปิดให้นักลงทุนไทยเข้าถือครองกิจการของรัฐก่อนก็ได้ ในส่วนภาคโทรคมนาคมไทยที่เป็นปัญหาอยู่ นี่คือปัญหาของความนิยามของการเป็นเจ้าของ ก่อนอื่นต้องย้อนกลับมาถามว่าเราควรจะเปิดเสรีภาคโทรคมนาคมไหม? ถ้าต่างชาติเขาทำได้ดีกว่าเราอาจจะเปิดให้เขาเข้ามาลงทุนได้ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีความชัดเจนในแต่ละภาคบริการว่าจะเปิดภาคใด หรือบางสาขาเราขอพัฒนาศักยภาพแล้วค่อยทยอยๆ เปิดก็ไม่เสียหาย</p>
<p>ถ้าพูดเทียบกับประวัติศาสตร์ก็เหมือนตอนที่เราเปิดเสรีภาคเกษตรสมัยสนธิสัญญาบาวริ่ง เราเตรียมโครงสร้างต่างๆ มีการขุดคลองเพื่อเตรียมพร้อม ฉะนั้นเราต้องรู้ให้เท่าทันว่าเราเปิดอันไหนแล้วเราจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์</p>
<p><strong>SIU: ในสมัยก่อนประเทศเรามักจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้นำอาเซียน แต่หลังๆ เราจะเห็นสิงคโปร์มีบทบาทที่เด่นมากขึ้น ตอนนี้ไทยยังเป็นผู้นำอาเซียนอยู่หรือเปล่าครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: ประเทศไทยมีโอกาสเป็นผู้นำอาเซียน คือจริงๆ สิงคโปร์ต้องยอมรับว่าเขาก้าวไปไกลมาก เขาพร้อมจะเปิดเสรีในทุกภาคธุรกิจ แต่ปัญหาก็คือประเทศในอาเซียนเขาไม่เชื่อสิงคโปร์</p>
<p>ประเทศที่มีอำนาจมากในอาเซียนจริงควรๆ จะเป็นอินโดนีเซียเพราะมีประชากรมากที่สุด แต่รายได้เฉลี่ยเขาน้อย แต่ถ้าหากย้อนไปดูประเทศที่มีรายได้อันดับสองของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ก็คือไทย และไทยมีประชากรมากพอสมควรในเรื่องฐานะการเป็นผู้นำเราต้องจับมือกับอินโดนีเซียเราจะเป็นผู้นำอาเซียน เราก็ฝากความหวังกับรัฐบาลว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-22088" title="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/09/niphon-3-620x413.jpg" alt="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" width="620" height="413" /></p>
<p><strong>SIU: โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีประเทศไทยเน้นเรื่องของการผลิตเพื่อส่งออกมาโดยตลอด อาจารย์มองว่าต่อจากนี้ทิศทางของมันจะเป็นอย่างไรบ้างครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: การส่งออกไม่ใช่เรื่องผิด นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ในการยืนบนเวทีโลกและสามารถปรับตัวได้ เพียงแต่กลยุทธ์ที่ผิดพลาดในการส่งออกอาจเป็นสาเหตุของการเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การส่งออกเราทำได้ดี มีตลาดที่ใหญ่เมื่อผลิตได้จำนวนมากๆ ก็จะเกิด &#8220;การประหยัดจากขนาดการผลิต&#8221;  (economy of scale)  ทำให้เราสามารถแข่งขันได้  แต่กลยุทธ์ที่ผิดพลาดมาจาก 2 สิ่งซึ่งใช้มา 40 ปีไม่ยอมปรับตัว คือ <span style="text-decoration: underline;">กดค่าจ้างให้มันต่ำ</span> ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะใช้ได้แต่ไม่สามารถทำได้ตลอดชาติอื่นที่เขาเคยแข่งเรื่องค่าจ้างเขาไปแข่งเรื่องประสิทธิภาพกันหมดแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็ยังสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไทยช่วยกดค่าจ้างให้มันต่ำลงไปอีก ต้องอาศัยรัฐเข้ามาแทรกแซง</p>
<p>อีกปัญหาคือเรื่อง<span style="text-decoration: underline;">การกดค่าเงินให้ต่ำ</span> ซึ่งมันทำให้เราขายของราคาถูกแต่ขายด้วยจำนวนมาก พอเราจะขายของถูกเราก็ต้องไปกดค่าแรงให้ต่ำ ซึ่งสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำคือสินค้าใช้แรงงานไม่ใช่ความรู้และเทคโนโลยี พอแรงงานไทยอยู่ไม่ได้นายจ้างก็ไปกดดันให้ไปเอาแรงงานต่างด้าว  มันก็เลยกลายเป็นวงจรแบบนี้</p>
<p>ตอนนี้ต้องดูว่าอัตราการเกิดของประเทศไทยต่ำมากแล้วเราจะเอาแรงงานที่ไหนมาทำงาน ถ้าไม่มีการนำเข้าแรงงานจากต่างด้าวมาป่านนี้ค่าจ้างคนไทยขึ้นไปถึง 300-400 บาทแล้วเพราะเราขาดแคลนแรงงาน นี่คือปัญหาที่เอกชนเข้ามากดดันรัฐบาลอยู่เสมอ</p>
<p><strong>SIU: แต่พอสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องค่าจ้าง</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: คุณยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์เรื่องอยากจะปรับค่าเงินให้แข็งขึ้น และจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ 300บาท จริงๆ ก่อนหน้านั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเสนอแนวทางแบบนี้เช่นกัน มันอาจจะเกิดการช็อกทางการตลาด</p>
<p>ในระยะสั้นมันจะเพิ่มอำนาจในการซื้อให้กับแรงงาน สิ่งที่ตามมาก็คือเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และถ้าทำแบบรวดเดียวหากผลิตภาพแรงงานไม่เพิ่มตาม ต้นทุนการผลิตก็จะถีบตัวสูงขึ้น ถึงแม้เราจะมีอำนาจซื้อในระยะสั้นแต่ก็ไม่ยั่งยืน</p>
<p>ดังนั้นเราต้องปรับให้ประสิทธิภาพแรงงานให้สอดคล้องกับความจ้าง ด้านนายจ้างก็ต้องเปลี่ยนสินค้าที่เป็นสินค้าราคาถูก ไม่ใช่ไปแข่งเรื่องค่าแรงกับเวียดนามและลาว ภาคการผลิตเราต้องไปแข่งกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิ่งที่จะมาเสริมตรงนี้คือเรื่องของการวิจัยพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีทางการผลิต เราต้องผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ ถ้าแบบนี้ต่อให้ค่าเงินแข็งขึ้น เราก็ไม่ต้องกลัวเพราะเราขายสินค้าที่มีราคาแพง</p>
<p>ของแบบนี้ต้องทำทั้งระบบ เราจะยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเราต้องสลัดกับดักผลิตสินค้าราคาถูกและแรงงานราคาถูก ซึ่งแก้ได้โดยต้องเพิ่มคุณภาพคน ประชากรต้องมีความรู้ และเพิ่มคุณภาพของสินค้า</p>
<p><strong>SIU: ถ้าอาจารย์เสนอแผนในการปรับโครงสร้างการผลิตและการจ้างงานทั้งระบบอย่างเป็นขั้นตอน อาจารย์คิดว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไรครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: ตอนนี้เหมือนมาถูกทาง การปรับค่าแรงนั้นเป็นบันไดขั้นที่ 1 เลย แต่อาจจะมีปัญหาตามมาเรื่องเงินเฟ้อ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำต่อไปก็คือการลดค่าครองชีพแล้วก็ทำค่าเงินให้ค่อยๆ แข็งขึ้น สินค้านำเข้าจะมีราคาถูกลง วัตถุดิบก็จะถูกลงจะสามารถบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อในระยะสั้น</p>
<p>ก้าวต่อไปที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพแรงงานสูงขึ้น ส่วนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งรัฐบาลและเอกชน รัฐบาลอาจจะเกี่ยวข้องกับการจัดระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ พอเข้าสู่ตลาดแรงงานภาคเอกชนก็จะต้องมีการฝึกทักษะต่างๆ หากติดขัดอะไรรัฐบาลก็จะต้องเข้ามาช่วยให้ทุกอย่างมันราบรื่นขึ้น</p>
<p>สิ่งที่สำคัญคือเราจะต้องส่งเสริมให้นายจ้างกับลูกจ้าง เกิดความร่วมมือกันให้เป็นหุ้นส่วนกัน เหมือนเป็นคนที่อยู่ครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่ว่าตั้งป้อมจะให้สหภาพมากดดันนายจ้างโดยไม่เพิ่มผลิตภาพ  รัฐบาลก็ต้องไปดูนโยบายด้านแรงงานสัมพันธ์ให้มีความสอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว</p>
<p>ผมยกตัวอย่างในญี่ปุ่นนายจ้างและลูกจ้างร่วมมือกันเต็มที่ ค่าจ้างระหว่างผู้บริหารกับแรงงานนั้นต่างกันประมาณแค่ 10 เท่า แต่ของไทยนี่ห่างกัน 100  เท่า แบบนี้ก็ยิ่งเหลื่อมล้ำ</p>
<p>สิ่งที่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญก็คือเงินโบนัสตรงนี้จะได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเงินโบนัสที่มากก็เกิดจากการที่ทุกฝ่ายตั้งใจกันทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ  กำไรที่ได้แบ่งเฉลี่ยอย่างยุติธรรม คุณต้องทำความเข้าใจว่าบริษัทจะก้าวหน้าได้ แรงงานมีส่วนสำคัญมาก ญี่ปุ่นเขาเปิดโอกาสให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มเพื่อรวมตัวถกเถียงกันเพื่อหาวิธีการเพิ่มผลผลิต เช่น พอเลิกงานแรงงานมานั่งคุยกันว่าจะผลิตอย่างไรให้เหลือเศษที่จะทิ้งน้อยที่สุด เมื่อบริษัทประหยัดได้ก็จะแบ่งส่วนนี้คืนกลับให้แรงงาน ไม่ใช่ส่วนใหญ่เอาไปให้ผู้บริหาร ถ้าทำแบบนั้นมันก็จะเหลื่อมล้ำ นี่คือรูปแบบของสังคมแรงงานแบบสมานฉันท์และมีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ร่วมกันสร้างรายได้และกำไร เราต้องสร้างระบบแบบนี้</p>
<p>ดังนั้นรัฐบาลต้องอย่าลืมหน้าที่พัฒนาคุณภาพแรงงงาน ส่งเสริมการลงทุนของนายจ้าง และการที่จะทำให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมมือกัน ซึ่งมันจะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดมาในระดับที่เหมาะสม</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-22089" title="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/09/nipon-l-620x413.jpg" alt="ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร" width="620" height="413" /></p>
<p><strong>SIU: คนมักจะพูดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือ &#8220;ปัญหาความเหลื่อมล้ำ&#8221; ในฐานะที่ TDRI ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำมาค่อนข้างมาก อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรครับ?</strong></p>
<p>ดร.นิพนธ์: ความเหลื่อมล้ำมันมีทุกที่ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันเหลื่อมล้ำมาก ไม่มีสังคมไหนเท่ากันร้อยเปอร์เซนต์ เราเห็นชัดเจนว่าเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำมาก ปัญหาทางสังคมก็จะรุนแรงตามมา</p>
<p>ในละตินอเมริกาเราเห็นชัดเจนทั้งปัญหาทางสังคม ปัญหาการเมืองรุนแรง นักการเมืองที่เข้ามาจึงอัดฉีดนโยบายประชานิยมเข้าสู่คนยากคนจน โดยหวังคะแนนเสียงในระยะสั้น ก่อปัญหาทางการเมืองและการคลังตามมา ประชาชนก็จะออกมาประท้วงเมื่อรัฐออกมาตรการรัดเข็มขัด ประชาชนเดือดร้อนก็ออกมาประท้วง ซึ่งจะทำให้การเมืองก็ไม่มีเสถียรภาพเข้าไปสู่วงจรการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้</p>
<p>ถ้าลองไปดูประเทศตะวันตกญี่ปุ่นหรือสแกนดิเนเวีย ประเทศเหล่านี้จะมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำ แต่ตอนนี้อาจไม่จริงเสมอไป เราได้เห็นเหตุจลาจลในอังกฤษ สิ่งหนึ่งก็เกิดจากคนตกงานเกิดความเหลื่อมล้ำ อังกฤษเป็นประเทศที่มีการพัฒนาแล้วที่มีความเหลื่อมล้ำสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าไทย ผมเชื่อว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาแบบนี้ต้องคอยดูและปรับไป</p>
<p>การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่ามองแต่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เรื่องค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาทหรือประชานิยมอื่นๆ อย่างที่บอกมันต้องคิดเป็นระบบทั้งเรื่องยกระดับคุณภาพของคนและการร่วมกันวางแผนสร้างรายได้ ร่วมกันแบ่งปัน เพราะถ้าทำเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเราอาจจะเข้าสู่วงจรเดียวกับละตินอเมริกา</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/nipon-poapongsakorn-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ &#8220;เราจะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างไร&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/suvit-maesincee-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/suvit-maesincee-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 09:42:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[practical utopia]]></category>
		<category><![CDATA[SIGA]]></category>
		<category><![CDATA[การแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุวิทย์ เมษินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=20698</guid>
		<description><![CDATA[SIU สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ของศศินทร์ ในประเด็นด้านยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศไทยในระดับโลก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์</strong> จบการศึกษาปริญญาตรีด้านเภสัชกรรม แต่ภายหลังหันมาสนใจด้านบริหารธุรกิจ จึงเข้าไปเรียนที่ NIDA และเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ภายหลัง ดร.สมคิด พาเขาไปฝากเป็นลูกศิษย์ของ ศ.ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ศาตราจารย์ด้านการตลาดชื่อก้องโลกที่Kellog School of Management มหาวิทยาลัย Northwestern  จนจบปริญญาเอก</p>
<p>ดร.สุวิทย์ มีงานเขียนสำคัญคือ The Marketing of Nations ร่วมกับอาจารย์ของเขาทั้งสองคน มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทหลายแห่ง ก่อนที่ ดร.สมคิดจะดึงมาช่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจและการแข่งขันของรัฐบาลทักษิณ 1</p>
<p>หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ดร.สุวิทย์กลับมาทำงานเชิงวิชาการเต็มตัว โดยปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ของศศินทร์ มีภารกิจหลักคือเสนอแนวทางปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความท้าทายจากโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว</p>
<p>ผลงานเขียนล่าสุดของ ดร.สุวิทย์ คือหนังสือ <a href="http://www.siamintelligence.com/suvit-maesincee-book-new-world/">เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิม</a> อธิบายปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่ซับซ้อนกว่าโลกที่เราคุ้นเคย</p>
<p>SIU สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ ในประเด็นด้านยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศไทย และการวางนโยบายภาครัฐเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดนั้น</p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/gCb3a2Rxit0?version=3"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/gCb3a2Rxit0?version=3" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>อ่านประวัติของ ดร.สุวิทย์ ได้ที่ <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย</a> และติดตามความคิดของ ดร.สุวิทย์ ที่เว็บไซต์ส่วนตัว <a href="https://sites.google.com/site/drsuvitmaesincee/Home">Dr.Suvit Maesincee</a></p>
<h2>ถอดคำสัมภาษณ์</h2>
<p><strong>Q: ดร.สุวิทย์ มีความคิดเห็นกับการจัดทำนโยบายในปัจจุบันอย่างไร?</strong></p>
<p>ในแง่มุมของผม ผมดูใน 2 ระดับไปพร้อมๆ กัน ด้านแรกคือ เราต้องมอง<span style="text-decoration: underline;">ภาพใหญ่ (grand strategy)</span> ซึ่งตอนนี้เราอยู่ในยุคหลังสมัยใหม่ (post-modern) ปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เราต้องมองอีกส่วนคือมอง<span style="text-decoration: underline;">ภาพย่อย (ground strategy)</span> เราต้องมองนโยบายที่เป็นประชานิยมเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาในทันที</p>
<p>สองสิ่งนี้ต้องทำให้มันสมดุลกัน เพราะปัญหานั้นมันมีทั้งในระดับจากล่างขึ้นบน (bottom up) และจากบนลงล่าง (top down) เราต้องอาศัยคนที่มีความสามารถในการมองกรอบใหญ่ได้ว่าจะต้องรับมืออย่างไร</p>
<p><strong>Q: ในยุคปัจจุบันประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ประเทศเดียวโดดๆ ในโลก เราจะต้องมีการรับมือกับการเชื่อมต่อระกับภูมิภาคและระดับโลกอย่างไรบ้าง?</strong></p>
<p>ต้องแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ <span style="text-decoration: underline;">แบ่งตามอัตราส่วน</span> ตั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งแบบนี้จะต้องไปตัดกับอีกแบบคือ <span style="text-decoration: underline;">การมองแบบเชิงประเด็น</span> ทั้งประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>การเห็นภาพมิติแบบเมทริกซ์ตัดกันทำให้เราเห็นภาพรวม เห็นว่านโยบายต่างๆ กำลังตอบโจทย์ในระดับไหน บางเรื่องเป็นการตอบโจทย์ระดับโลก บางเรื่องเป็นการตอบโจทย์ระดับท้องถิ่น เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศกลายเป็นปัญหาในทุกระดับชั้น</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-20699" title="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/08/suvit1.jpg" alt="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" width="620" height="410" /></p>
<p><strong>Q: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังมาถึง อาจารย์มองว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015?</strong></p>
<p>ผมว่าบางทีเราไปโฟกัสแต่มิติด้านประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) จนลืมว่ามันยังมีพันธกิจอื่นๆ เช่น ประชาคมด้านความมั่นคง (ASC) และประชาคมด้านสังคมและวัฒนธรรมด้วย (ASCC)</p>
<p>สมมติถ้าเราจะไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ลาว เขาจะรับได้หรือเปล่า หรือถ้าเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างอิสระได้ มันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเช่น หากแรงงานเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย เราจะเอานโยบายแบบไหนไปรับมือ ดังนั้น อย่างที่ผมบอกไปเราต้องมองสองมิติที่ครอบคลุมทั้งในเชิงประเด็น และในเชิงระดับพื้นที่ เพื่อที่จะรองรับกับความเปลี่ยนแปลง</p>
<p><strong>Q: นาซิม ทาเล็บ (Nasim Taleb) เคยเสนอทฤษฎีหงส์ดำ หรือ &#8216;blackswan&#8217; ซึ่งเกี่ยวกับ &#8220;ปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แต่ส่งผลกระทบไปในระดับวงกว้าง&#8221; ซึ่งหลังจากเหตุการผ่านพ้นไปแล้วเราถึงจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์นั้นได้ เราจะรับมือปัญหารูปแบบนี้ได้อย่างไร?</strong></p>
<p>เราต้องมองกรอบนโยบายที่ไม่หยุดนิ่งเป็นเส้นตรงหรือรวมศูนย์ เช่น เราไปเชื่อว่ารัฐไปร่วมมือกับฝ่ายทุนในการกดขี่ประชาชน แต่ก็ไม่ถึงกับใช้แนวทางกระจายศูนย์เสียทั้งหมด เราต้องมองว่ามันมีบางเรื่องที่จะต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องที่เชื่อมโยงกับระดับโลกและการปรับโครงสร้างภายในของเรา</p>
<p>ผมเชื่อว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายจะต้องเปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน อันแรกเลยคือคุณจะต้องไม่ติดกับการมองภาพใหญ่อย่างเดียวที่ใช้งานไม่ได้จริง อันที่สอง ก็ไม่ใช่มัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนไม่ได้ริเริ่มนโยบายใหม่ อย่างที่กล่าวไปแล้วคือการปรับความสมดุล</p>
<p>และเรื่องสุดท้ายคือเรา ต้องยอมรับว่าปัญหาปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อน ผมยกตัวอย่างเรื่องมาบตาพุด เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ลุกลามไปยังด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย เราไม่สามารถแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ รัฐเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ในทุกๆ เรื่องได้ ต้องมาคิดว่าเราจะเพิ่มศักยภาพในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชนได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>Q: ความร่วมมือในแต่ละภาคส่วนเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?</strong></p>
<p>ก่อนอื่นต้องกล้ายอมรับว่าไม่มีใครตอบโจทย์ทุกเรื่องได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งมันจะทำให้เราหันกลับมาถามว่าเรามีจุดยืนในแต่ละเรื่องอย่างไร เช่น ในเรื่องของผลประโยชน์ของชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนมองเห็นร่วมกัน</p>
<p>เรื่องนี้มีประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ <span style="text-decoration: underline;">ประเทศของเราปัจจุบันอยู่ในจุดที่ไม่สมดุล เราจะต้องปรับอย่างไร</span> เช่น การลงทุนภายในประเทศอาจช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ แต่ทำให้ภาคสังคมประสบปัญหา เราจะต้องปรับสมดุลอย่างไร ภาพสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสีนั้นก็เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำ</p>
<p>ประเด็นที่สองที่สำคัญมากแต่หลายๆ คนละเลยคือ <span style="text-decoration: underline;">เราจะพลิกโฉมประเทศไทยไปอย่างไร</span> มันเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศหลายๆ ประเทศยกระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง แต่เรากำลังติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง (middle-income) อธิบายยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เราไม่สามารถปรับตัวจากภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ให้กลายเป็นภาคการผลิตเชิงนวัตกรรมได้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-20700" title="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/08/suvit2.jpg" alt="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" width="620" height="370" /></p>
<p><strong>Q: อยากให้ช่วยยกตัวอย่าง ประเทศที่มีขั้นตอนการพัฒนาไปสู่ช่วงหลังการเปลี่ยนผ่านประเทศ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ</strong></p>
<p>เกาหลีใต้ตอนนี้เขากำลังไปถึงธุรกิจยุค 3.0 ที่เน้นเรื่องของนวัตกรรมสีเขียว (green innovation) และนวัตกรรมการสื่อสารแบบเชื่อมโยง (convergence technology) และผลิตออกมา ทำให้มันเป็นสินค้าแล้ว</p>
<p>หรืออย่างญี่ปุ่น ตอนนี้เขาเริ่มมองกลับมายังตลาดกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกัน และให้ความสำคัญกับปัญหาสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น</p>
<p>แต่เราจะเห็นว่าหลายๆ ประเทศจะมาจับจุดเดียวกันคือ &#8220;ภาคการท่องเที่ยว&#8221; ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเนื้อหาและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่เฉพาะมากๆ ให้กับบุคคลภายนอก</p>
<p>ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวสนใจ แต่เราไม่มีระบบการจัดการที่ดีพอ ประเทศเรานี่ใครอยากมาเที่ยวก็ยกขบวนกันมาเลย เราเน้นจำนวนมากเข้าไว้ก่อน จนทำให้ทรัพยากรที่มีเสื่อมโทรมเร็ว</p>
<p>ถ้าให้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการท่องเที่ยวที่ดีก็เช่น ประเทศมัลดีฟส์ หรือภูฎาน เขาจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับไฮเอนด์</p>
<p><strong>Q: แสดงว่าจริงๆ แล้วปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศไทยคือขาดการจัดการที่ดี?</strong></p>
<p>ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอิจฉานะครับ พระเจ้าให้ทรัพยากรธรรมชาติเรามาเยอะมาก แต่เราขาดการจัดการที่ดีทั้งในเรื่องการจัดการเชิงนโยบาย และการจัดการเชิงธุรกิจ บ้านเราแย่มาก</p>
<p>เราไม่มีรัฐบาลไหนพูดเรื่องนี้เลย การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยที่สำคัญนั้นมีหัวใจอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา เรื่องที่สองคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเรื่องสุดท้ายคือความซับซ้อนในการธุรกิจของคนไทย เรื่องหลังนี่สำคัญ คนไทยเราคิดเพียงว่าซื้อมาแล้วขายไปคอยกินกำไรส่วนต่าง แทนที่จะพัฒนานวัตกรรมหรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า</p>
<p><strong>Q: จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาภาคธุรกิจให้มีความซับซ้อน และก้าวทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปและหมุนเร็วขึ้นทุกๆ วัน</strong></p>
<p>แกนหลักของเรื่องนี้มี 2 ประการ เรื่องแรกคือ เราต้องส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ซึ่งนี่คือพื้นฐานสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องที่สองคือการคิดระดับโลก</p>
<p>ไม่ใช่เฉพาะในตลาดระดับประเทศ อย่างภาคธุรกิจของไทยตอนนี้ เก่งเต็มที่ก็สามารถยืนได้แค่ในตลาดระดับภูมิภาคเท่านั้น</p>
<p>ในขณะที่บริษัทใหญ่ระดับโลกในรอบ 10 ปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากเดิมมีอยู่ 4 หมื่นแห่งขึ้นมาเป็น 8 หมื่นแห่ง แต่แบรนด์ไทยในระดับโลกเรายังคงมีแค่ 2–3 รายเท่าเดิม</p>
<p>ผมมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่น เราจะเห็นว่าแบรนด์ระดับโลกล็อตแรกของเขาคือพวกแบรนด์ โซนี่ ฮอนด้า โตโยต้า ส่วนล็อตที่สองของเขาก็พวกธุรกิจ SMEs ที่ตอนนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ SET 100 ของไทยแล้ว</p>
<p><strong>Q: ปัญหาที่แท้จริงของเราอยู่ตรงไหน ในเรื่องการพัฒนาตัวเองสู่ระดับโลก?</strong></p>
<p>ปัญหาของเราผมคิดว่ามองได้หลากมิติ ข้อแรกเราไม่มีนักการเมืองที่เป็นนักการเมืองที่ทำหน้าที่เพียงประสานผลประโยชน์ และมักจะอยู่ไม่ยาวทำให้มีปัญหาในเรื่องการสานต่อนโยบายที่ต่อเนื่อง บางทีก็เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น</p>
<p>เราไม่มีพวกนักการเมืองชั้นหนึ่งหัวกะทิเลย (first tier) ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาพูดถึงประเทศสิงคโปร์ว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความมั่นคงเพราะต้องพึ่งพาประเทศอื่นๆ จำนวนมาก ดังนั้นในระดับการบริหารประเทศตั้งแต่อธิบดีถึงรัฐมนตรี เขาจึงพยายามคัดคนที่เก่งที่สุดมาบริหารประเทศ เขาพยายามสร้างคนขึ้นใหม่ๆ อาจจะให้เงินเดือนสูงๆ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น เขาไประดมคนสิงคโปร์ที่เก่งๆ จากทั่วทุกมุมโลกมาพัฒนาประเทศ เขาพูดแค่นี้ก็จบแล้ว จริงๆ เราทำได้แต่เราไม่ทำกัน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-20701" title="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/08/suvit3.jpg" alt="ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" width="620" height="405" /></p>
<p><strong>Q: การที่ประเทศไทยมีการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพส่งผลกระทบอย่างไร?</strong></p>
<p>เราจะเห็นได้ว่าการเมืองไทยนั้นมีการสวิงตัว แต่เดิมเคยอยู่ข้างหนึ่งก็พลิกไปอยู่อีกข้างหนึ่ง แล้วถามว่าคนที่มีอำนาจอยู่ในมือเขามองไปถึงการพลิกโฉมประเทศไหม ผมว่าอย่างเก่งแค่ปรับสมดุลประเทศก็ยากแล้ว</p>
<p>ประเทศไทยต้องการเบรกและคันเร่งในเวลาเดียวกัน เราเสียเวลาไปกับความขัดแย้งทางการเมืองไปมาก บางคนก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าขนาดการเมืองเราไม่ดีแต่เศรษฐกิจเรายังเติบโตได้ขนาดนี้ แทนที่จะมองว่าเรามองเสียโอกาสไปมากน้อยขนาดไหน</p>
<p><strong>Q: เมื่อรู้ว่าเราต้องการทั้งเบรกและคันเร่งพร้อมๆ กัน การลงทุนภายในประเทศไทยควรจะมีการปรับตัวไปในทิศทางใด?</strong></p>
<p>ระบบการลงทุนของทุนต่างชาติที่มาลงทุนในเมืองไทยมันล้าหลังแล้ว มันมีแต่มลพิษ เรามัวแต่ไปแข่งเรื่องค่าแรงราคาถูก เราไม่เคยเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขายแรงงานราคาถูก คุณจะไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องนวัตกรรมใหม่หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี</p>
<p>การลงทุนในต่างประเทศเขาเริ่มมองถึงการลงทุนสีเขียว (green investment) แล้ว ผมเคยไปทำงานวิจัยเรื่องวิสัยทัศน์เกาหลีใต้ ช่วงที่เราไปพักผ่อนที่โรงแรม เขาแอบมาดูในรายงานเลยนะว่าเราคิดอะไร ประเทศพัฒนาแล้วเขาเล่นกันแบบนี้</p>
<p>หรืออีกตัวอย่างการเจราจาต่อรองเขตเสรีการค้าไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ข้าราชการไทยไปแล้วนั่งเงียบเฉยไม่กล้าต่อรอง ในขณะที่ข้าราชการญี่ปุ่นต่อรองกันเต็มที่ เขาถือว่านั่นคือผลประโยชน์ของชาติเขา นี่คือจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน</p>
<p><strong>Q: คนไทยบางส่วนชอบบอกว่าที่เราเป็นแบบนี้เพราะประเทศของเราสะดวกสบายเกินไป อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้?</strong></p>
<p>ผมว่าเราคิดตื้นเกินไปมากกว่า ไม่ใช่สบายมากไป ความคิดที่ตื้นไปมีต้นทุนมหาศาลในอนาคต เช่น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจนโยบายที่ตัวเองผลิตออกมาว่า บางนโยบายมันมีความซับซ้อน บางทีก็ตอบรับประชาชนไปมั่วๆ แต่ไม่สามารถทำได้ เมื่อประชาชนทนรอไม่ไหวก็มาไล่รัฐบาลออกไป</p>
<p>ยกตัวอย่าง เรายังส่งเสริมเรื่องกฏหมายการใช้แรงงานต่างด้าวอยู่เลย แทนที่จะพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานไทย</p>
<p>สิ่งที่น่ากลัวคือคนที่มีอำนาจแต่ไม่มีความรู้ อีกส่วนคือเราไม่เคยวิสัยทัศน์รวมของคนทั้งประเทศ เราจึงไปพึ่งแต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) มาช่วยวางแผน ซึ่งก็รู้ว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์</p>
<p>มันถึงเวลาแล้วที่นโยบายจะมาจากฐานของประชาชน ซึ่งต้องมองต่อว่าเราต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อให้ประชาชนของเราคิดได้ทำได้</p>
<p><strong>Q: แล้วอะไรคือจุดดีที่ยังพอจะเป็นความหวังของประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 ?</strong></p>
<p>แน่นอน จุดดีของเราคือ มีทรัพยากรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และศักยภาพทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ดีมาก</p>
<p>ถึงแม้อาเซียนในอนาคตจะมีส่วนทางเศรษฐกิจแค่ 2 เปอร์เซนต์ในเวทีโลก แต่มันเป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมันเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ทั้งจีน อินเดีย หรือญี่ปุ่นก็สนใจอาเซียน เราเพียงแค่ทำตัวให้มีเสน่ห์และก็คอยบริหารเสน่ห์ไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/suvit-maesincee-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล &#8211; &#8220;เราจะโตต่อไปแบบไหน&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/pridiyathorn-devakula-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/pridiyathorn-devakula-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Jul 2011 03:08:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[practical utopia]]></category>
		<category><![CDATA[การค้าระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีดิยาธร เทวกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=18423</guid>
		<description><![CDATA[สัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "หม่อมอุ๋ย" อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รายการ Practical Utopia สัมภาษณ์ <strong>หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล</strong> หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า &#8220;หม่อมอุ๋ย&#8221; อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย</p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/uHbKe3oPk2k?version=3"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/uHbKe3oPk2k?version=3" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>ในฐานะที่เคยผ่านงานนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ และมองอนาคตของประเทศไทยในภาพกว้าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ให้ความเห็นที่มีประโยชน์ต่อผู้ชมรายการ Practical Utopia ว่าประเทศไทยควรปรับตัวเตรียมรับมือ &#8220;ยุคหลังการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง&#8221; โดยใช้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ และสภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นจุดเด่นอยู่แล้ว</p>
<p>อ่าน<a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3_%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5">ประวัติของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้จากศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย</a></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-18425" title="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/07/pridiyathorn_1.jpg" alt="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" width="620" height="465" /></p>
<p><strong>ถาม: ในฐานะที่คุณชายเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากทราบมุมมองด้านเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</strong></p>
<p>ขอย้อนไปถึงปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐที่เกิดขึ้นและลามไปทั้งโลก ถามว่ากระทบกับเอเชียและไทยไหม ก็กระทบ แต่มันไม่แรงอย่างที่ทุกคนคิด</p>
<p>ในเรื่องของวิกฤตทางการเงินนี่เรียกว่ากระทบน้อยมาก เพราะผลจากวิกฤตในอดีตของเราทำให้ระวังตัวกันดี ไม่กระทบเรื่องการเงินเท่าไร มีกระทบบ้างเรื่องการส่งออกในช่วงปลายปี 2008-ต้นปี 2009 ทั้งเอเชียกระทบหมดเพราะผู้ซื้อรายใหญ่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรป แต่สุดท้ายก็ฟื้นตัวได้เร็ว เอเชียฟื้นตัวเร็วกว่ายุโรป เร็วกว่าสหรัฐ หลังจากฟื้นตัวแล้วเศรษฐกิจเราก็ดีขึ้นตามลำดับ</p>
<p>เมื่อส่งออกเริ่มกลับมา ประกอบกับประเทศไทยช่วงปี 2009-2011 พืชผลออกมาดี โดยเฉพาะพืชผล 5 ตัวใหญ่ ได้แก่ ข้าว อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม ทำให้ฐานะของคนในภาคเกษตรตั้งแต่ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าคนกลางดีหมด เศรษฐกิจชนบทเลยดีไปด้วย เลยเกิดภาวะที่เรียกว่า domestic demand ขึ้นมาชดเชยเรื่องการส่งออกที่ฟุบลงไป</p>
<p>เดิมทีเรามีแต่การส่งออกเป็นตัวหลัก แต่ตอนนี้ domestic demand เริ่มมาช่วย เป็นเศรษฐกิจที่ได้ดุลย์มากขึ้น นี่คือภาพกว้าง</p>
<p>อีกอย่างที่กระทบคือตลาดหุ้น กระทบทั้งโลก ในปี 2009 ตลาดหุ้นเราลงมาก แต่ปี 2010 ฟื้นกลับมาเต็มที่แถมโตกว่าเดิม สบายใจได้</p>
<p>ขณะนี้การส่งออกกลับมาแล้ว ตลาดหุ้นกลับมาแล้ว ตลาดการเงินไม่มีปัญหามาตั้งแต่แรก ในภาพรวมต้องบอกว่าไทยและเอเชียฟื้นกลับมาได้เร็วมาก</p>
<p>ทีนี้มาดูว่าเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจอะไรบ้าง มีแต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ปัญหาหลักมีแต่ปัญหาทางการเมืองเท่านั้น</p>
<p>มาดูในอนาคตกันบ้าง ในอดีตเราโตได้เร็ว ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เราไปได้เร็วเพราะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เรามี BOI ที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นมาเสริมภาคเกษตร (industrialization)</p>
<p>สมัยป๋าเปรมเกิด Eastern Seaboard พัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ไปอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมที่เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ มาเป็นอุตสาหกรรมที่มีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เต็มที่ไปเลย</p>
<p>ตอนนี้เรามาดู Eastern Seaboard เต็มแล้ว เต็มในแง่บรรยากาศเริ่มหนาแน่น เริ่มมีปัญหาสิ่งแวดล้อม คงขยายได้อีกไม่มาก ประการที่สองคือแรงงานเราไม่พอแล้ว ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ ภาวะสองอย่างนี้บอกได้ว่าการที่อุตสาหกรรมเราจะพุ่งแรงแบบในอดีตคงไม่มีอีกแล้ว แต่อุตสาหกรรมเราน่าจะปรับรูปแบบให้มี value added มากขึ้น ผลิตของคุณภาพสูงขึ้น ได้ราคาดีขึ้น ซึ่งเป็นพัฒนาของเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนามาแล้วระยะหนึ่ง</p>
<p>ประเด็นก็คือว่าเราจะโตต่อไปแบบไหน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-18428" title="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/07/pridiyathorn_4.jpg" alt="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" width="500" height="375" /></p>
<p>ถ้าคุณไปดูเศรษฐกิจของประเทศที่เจริญแล้วจะเหมือนกันทั้งโลก เริ่มพัฒนาตั้งแต่เกษตรอย่างเดียว เกษตรบวกอุตสาหกรรม จากมาเป็นอุตสาหกรรมทุ่นแรง เริ่มธุรกิจบริการ</p>
<p>มาดูประเทศเรา อุตสาหกรรมมีแล้ว ธุรกิจบริการเริ่มเกิด พวกนี้จะเกิดขึ้นตามรายได้ของคน รายได้ของคนเยอะธุรกิจบริการจะเกิดขึ้น</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือการค้าของเราไม่ได้เป็นการค้าในตัวเองจริงๆ ลักษณะที่เกิดขึ้นคือส่งออกหรือขายสิ่งที่เราผลิตได้ หรือซื้อสิ่งที่คนไทยบริโภค ยังไม่เป็นการค้าแบบที่ญี่ปุ่นทำ การค้าซื้อจากประเทศนู้นขายประเทศนี้ เป็นตัวแทนการค้าในภูมิภาคจริงๆ ไม่ว่าจะผลิตได้หรือบริโภคหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>ดังนั้นประเทศเรามีโอกาสที่จะเกินดุลทางการค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AFTA (ASEAN Free Trade Area หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน) เกิด ใน AFTA มี 10 ประเทศ ถ้าดูให้ดีเราอยู่ตรงกลางใน 10 ประเทศ เรามีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองเป็นประเทศที่ทำการค้าได้มากๆ ไม่ว่าจะค้าจากจีนใต้มาค้าในประเทศเพื่อนบ้านเรา ได้ทั้งนั้น</p>
<p>เราเป็นประเทศที่ค้าขายสินค้าหลักๆ รายใหญ่ของโลกหลายอย่าง น้ำตาลเราส่งออกหนึ่งในสามของโลก ยางพาราก็หนึ่งในสาม ส่วนข้าวเป็นที่หนึ่งของโลก ถ้าพัฒนาตัวเองให้ดี เราจะเป็นผู้ค้าสำคัญของโลกในตลาดเหล่านี้ได้ อย่างสิงคโปร์เป็นผู้ค้าสินค้าหลักของโลกหลายตัว ทั้งที่เขาไม่เคยผลิตด้วยซ้ำ</p>
<p>ถ้าเราทำตัวเป็นผู้ค้าของโลกในสินค้านั้นได้ เราจะเพิ่มมุมของการเป็นประเทศค้าขาย trading nation มากขึ้นไปอีก</p>
<p>ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลสองด้าน ถ้าทำระบบลอจิสติกส์ให้ดี สินค้าจากจีนใต้ ลาว เขมร จะผ่านได้ ชายทะเลทั้งสองฝั่งนอกจากจะใช้ระบายสินค้าของเราออกได้สองฟาก ไม่เฉพาะฝั่งแหลมฉบัง ยังสามารถนำเข้าสินค้าของเพื่อนบ้านเข้ามาได้</p>
<p>เราสามารถใช้จุดเด่นเรื่องภูมิศาสตร์ของเราเป็นตัวเชื่อมตะวันออกกลางกับตะวันออกไกลได้ด้วย สองภูมิภาคนี้ค้าขายกันเยอะ ตะวันออกไกลค้าขายกับแอฟริกาเยอะ ดังนั้นจุดของเราทำให้ดีเนี่ย จะกลายเป็น trading nation ได้ ถือเป็นพัฒนาการต่อจาก industry nation</p>
<p>แต่ผมยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหนที่นโยบายเลือกตั้งพูดถึงอนาคตเลย พูดแต่เรื่องระยะสั้น เรื่องใกล้ๆ พูดเรื่องที่หาเสียงได้ง่ายๆ แต่จริงๆ อนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การวางอนาคตให้ถูกต้อง แล้วจะไปได้ไกล</p>
<p>ผมไม่ปฏิเสธว่าอุตสาหกรรมจะไม่มี เราจะมีการสร้างขึ้นโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นแรงและเร็วเหมือนช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จะเป็นลักษณะที่อัพเกรดแทน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแรงงานจำกัดมาก แต่ว่าโอกาสที่จะค้าขายมีมากเหลือเกิน และ profit margin ของการค้ามีมากกว่าการผลิตด้วยซ้ำไป</p>
<p>เราต้องคิดเรื่องนี้กันทั้งประเทศ เอกชนคงพร้อมอยู่แล้ว แต่รัฐต้องพร้อมด้วย รัฐต้องเข้าใจแนวทางนี้ และดำเนินการทุกอย่างเพื่อสนับสนุน</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-18426" title="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/07/pridiyathorn_2.jpg" alt="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" width="500" height="375" /></p>
<p><strong>ถาม: พูดถึงการค้าระหว่างภูมิภาค เราจะต้องทำอะไรเพื่อรับมือกับประชาคม ASEAN 2015 หรือเปล่า</strong></p>
<p>สิงคโปร์ประเทศเล็กนิดเดียว เค้าทำตัวเป็นตัวเชื่อมของภูมิภาคมานานแล้ว แต่ตอนนี้สิงคโปร์ก็เริ่มเต็ม เราใช้การที่มีท่าเรือสองข้างทำตัวแบบสิงคโปร์ได้ เรือวิ่งมาเสียบแล้วขนถ่ายสินค้าไปอีกฟาก ดีกว่ารอให้วิ่งอ้อม ปรับดีๆ ไปได้เร็ว</p>
<p>เราไม่ได้อิจฉาอะไรสิงคโปร์เขา แต่เขาเริ่มเต็ม เพราะการค้าขายระหว่างเอเชียกับตะวันออกไกลและยุโรป มันไปได้อีกเยอะ สิงคโปร์คนเดียวรับมือไม่ไหวหรอก ถ้าเราเอาด้วยมันจะดียิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p>สิงคโปร์เริ่มพัฒนาไปที่ธุรกิจบริการ การจัดการ เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าอุตสาหกรรมไปไม่รอด การค้าเริ่มอิ่มตัว เค้าจึงมาจับธุรกิจบริการ</p>
<p>ส่วนบ้านเราการค้ายังไม่ได้เริ่มเลย ช่องยังเหลือให้ตักตวงอีกเยอะ และพื้นที่ของเรายังมีเยอะกว่าสิงคโปร์เยอะ เราสามารถเชื่อมชายทะเลกับสิงคโปร์ได้ โอกาสเรามากกว่าสิงคโปร์เยอะ ผมเสียดายที่นโยบายเลือกตั้งไม่มีใครสนใจเรื่องนี้</p>
<p><strong>ถาม: การควบคุมนโยบายการเงินผ่านแบงค์ชาติ กับนโยบายการคลัผ่านกระทรวงการคลัง มีความเหมือนต่างกันอย่างไร ยากง่ายแค่ไหน</strong></p>
<p>นโยบายการเงินเราไม่ต้องไปยุ่งกับเค้าหรอก อะไรที่ทำได้ดีแล้วก็ปล่อยให้เค้าทำต่อ</p>
<p>เงินร้อนอย่าง fund flow หรือ capital flow มีเข้ามาตลอดแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดูแลได้ตลอด เคยมีหนักทีเดียวตอน 1997 ที่ fund flow เข้ามาเยอะ จนเป็นจุดด่างของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่จากนั้นมาก็ดูแลตลอด ไม่มีปัญหา</p>
<p>โดยทั่วไปต้องบอกว่าคนที่ดูแลนโยบายการคลังของประเทศไทยในอดีตค่อนข้างเก่ง จะดูแลในลักษณะที่ฐานะการคลังมั่นคง หนี้สาธารณะไม่เคยสูงเกินไป วินัยการคลังดีมาตลอด เริ่มมาหลังๆ เลอะไปหน่อย การที่หนี้สาธารณะมีน้อยก็เริ่มชุ่ย เริ่มมีโครงการถลุงเงินภาษีของประชาชนอย่างที่ไม่จำเป็นมากมาย</p>
<p>สวัสดิการมีได้แต่ต้องเป็นสวัสดิการของคนที่ไม่มีอนาคตในการทำงานจริงๆ เช่น คนพิการ แต่คนที่ยังทำงานได้แล้วเราไปให้สวัสดิการง่ายๆ อีกหน่อยจะเหมือนยุโรป ในรัฐบาลที่แล้วของประชาธิปัตย์ ผมเห็นว่าเค้าให้ง่ายไปนิดนึง เริ่มให้สวัสดิการบางอย่างที่ไม่จำเป็น เริ่มบ่มนิสัยว่าไม่ทำงานก็มีเงินใช้</p>
<p>เทียบกับไทยรักไทยไม่ได้ให้สวัสดีการลักษณะนี้ ให้เป็นโครงการๆ ไป แต่ของประชาธิปัตย์เป็นการแจกเงินตลอดชีวิต ซึ่งมันไม่ถูก การช่วยที่ถูกคือคนที่ยังทำงานได้ ต้องช่วยให้มีงานทำ ไม่ใช่แจกสวัสดิการ</p>
<p>รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลเดียวที่เอาเงินไปแจกโดยไม่จำเป็นมากเหลือเกิน</p>
<p>ผมเห็นด้วยว่าของบางอย่างต้องแจก อย่างโครงการรักษาพยาบาลทุกโรค เพราะคนจนสู้คนกรุงเทพไม่ได้หรอก เรื่องการศึกษาต้องให้ฟรี อันนี้เห็นด้วย เพราะเด็กต่างจังหวัดสู้คนในกรุงเทพไม่ได้ การช่วยเหลือคนที่ชราจริงๆ อัมพาตพิการ อันนี้เห็นด้วย แต่มีหลายอย่างไม่อยากจะพูดว่าเป็นเงินแจกฟรี</p>
<p>ตอนนี้ฐานะทางการคลังยังดีอยู่ แต่ถ้าปล่อยไปแล้วไม่มีใครกระตุกตรงนี้ ทุกพรรคจะเสียนิสัยและหันมาใช้วิธีเดียวกับประชาธิปัตย์</p>
<p>ผมว่าการสร้างโครงการประชานิยมเป็นโครงการไป อันนี้โอเค แต่ไม่ใช่การให้ต่อเนื่องตลอดชีวิต</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-18427" title="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/07/pridiyathorn_3.jpg" alt="ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" width="500" height="352" /></p>
<p><strong>ถาม: เงินทุนสำรอง (reserve) ตอนนี้สูงมาก จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า</strong></p>
<p>ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมด ผมพยายามติดตามดูนะ และยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เหมือนกับเงินออมในครอบครัว ถ้าดูแลดีๆ ก็ไม่มีน่าจะมีปัญหาอะไร ฝั่งเอเชียก็ดูแลดี ไม่ให้เงินทุนสำรองมาทำให้ค่าเปลี่ยนจนมีปัญหาทางการค้า ความสามารถในการหารายได้ยังมี เงินสะสมยังอยู่ ผมไม่เห็นว่าการมีมากไปจะมีปัญหาอะไร</p>
<p>เรื่องดอลลาร์ค่าตกเป็นปัญหาของสหรัฐ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอื่น ต่อให้ค่าของ reserve ลดลงประเทศไทยก็ไม่ได้ ขึ้นกับประสิทธิภาพในการผลิต</p>
<p>ส่วนไอเดียเรื่อง Sovereign Wealth Fund เป็นไอเดียแบบของสิงคโปร์ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องออกกฎหมายให้ชัด แยกให้ชัดเจนว่าเป็นส่วนไหน ห้ามไปแตะส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ไปดึงมาจาก reserve ตลอดเวลา</p>
<p>ประเด็นอยู่ที่ว่าใครทำ ต้องระวังไม่ให้หาประโยชน์เข้าตัวเอง เข้านักการเมือง เพราะเงินกองทุนมันหาประโยชน์ได้ มีเงินมากขนาดนั้น สมมติ 90,000 ล้านเหรียญ โอ้โห อำนาจมันมหาศาลเลยนะ นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/pridiyathorn-devakula-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสัมภาษณ์พิเศษ ทรงศัก สายเชื้อ &#8220;Think Tank จะเป็นเครื่องมือนำเสนอความคิดให้ส่วนราชการ&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/songsak-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/songsak-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 May 2011 09:05:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Foreign Affairs]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[SIU Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy]]></category>
		<category><![CDATA[think tank]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงศัก สายเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเชิงนโยบาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=16129</guid>
		<description><![CDATA[Think Tank เป็นเครื่องมือที่จะทำให้สังคมไทยเป็น สังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การใช้วิจารณญาณที่มีข้อมูล ที่มีการศึกษารองรับได้อย่างไร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ SIU ให้ความสนใจเรื่องนโยบายสาธารณะ และความสำคัญของ think tank หรือสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่ต้องการขึ้นมามีบทบาทนำด้านความคิดในเวทีระดับโลก เราได้ัรับคำบอกเล่าว่า ในกระทรวงการต่างประเทศ มีข้าราชการระดับสูงท่านหนึ่งที่ให้ความสนใจในการศึกษาเรื่อง think tank อย่างเอาจริงเอาจังมานาน</p>
<p>จนกระทั่งเราได้ถูกแนะนำให้รู้จักและสนทนากับ<strong>คุณทรงศัก สายเชื้อ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ประจำกระทรวงต่างประเทศ</strong></p>
<p>เราจึงได้รับทราบว่าองค์ความรู้เรื่อง think tank และแวดวงความเคลื่อนไหวในด้านการนำเสนอทางความคิดในเวทีระดับโลกของคุณทรงศัก ต้องถือว่าจัดอยู่ในระดับที่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ไม่เพียงเท่านี้ท่านยังเคยเคลื่อนไหวในการพยายามก่อตั้งและขึ้นรูป &#8220;เครือข่ายนักคิดเชิงนโยบาย&#8221; จากสถาบันวิจัยเชิงนโยบายด้านต่าง ๆ ในระดับชาติมาแล้ว รวมถึงการพยายามสร้างเวทีการสร้างเครือข่ายนานาชาติ อย่างการทำงานร่วมกันระหว่าง think tank ในประเทศไทย และ think tank ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกามาแล้วด้วย</p>
<p>เรื่อง think tank และเรื่องนโยบายสาธารณะถือเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันประเด็นทางสาธารณะในสังคมที่ต้องการข้ามเป็นสังคมแห่งความรู้  การแข่งขันในเวทีระดับโลกเข้มข้นดุเดือดถึงขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งต้องการจะท้าชิงความเป็นผู้นำในระดับโลกอย่างอเมริกา ผลักดัน think tank ของตนเองจาก 75 แห่งขึ้นมาเป็น 425 แห่ง พลิกเป็นอันดับสองภายในหนึ่งปี แต่ก็ยังต้องถือว่าห่างชั้นจากสหรัฐอเมริกาอยู่มาก</p>
<p>น่าเสียดายที่สื่อไทยไม่ได้ให้ความสนใจกับรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-16136" title="songsak-banner" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/songsak-banner.jpg" alt="" width="620" height="334" /></p>
<p>คุณทรงศักไต่เต้าขึ้นจากข้าราชการระดับเล็ก ๆ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต 3 กองนโยบายและแผนสำนักงานปลัดกระทรวง จนได้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ (ล่าสุดเขากำลังจะย้ายไปประจำที่สถานทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย)</p>
<p>ความสนใจเรื่อง think tank ของเขาต้องถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เขาต้องการเห็นการผสมผสานองค์ความรู้ในเชิงนโยบายจากแวดวงวิชาการ และนักปฏิบัติที่ทำงานอยู่ในภาคส่วนที่กำลังขับเคลื่อนประเทศชาติอยู่จริง</p>
<p>ในต่างประเทศจะมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนนักบริหารจากภาคราชการ มานั่งเป็นนักวิจัยอยู่ใน think tank เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เป็นประจำอยู่แล้ว</p>
<p>คำพูดส่งท้ายของเขานั้นน่าคิดยิ่ง <em>&#8220;ต้องการเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การใช้วิจารณญาณที่มีข้อมูล ที่มีการศึกษารองรับ มากกว่าการใช้วาทศิลป์ในการตอบโต้กัน&#8221;</em></p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/umpY12r0XCc?version=3"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/umpY12r0XCc?version=3" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><strong>บทถอดความสัมภาษณ์ คุณทรงศัก สายเชื้อ</strong></p>
<h3>ถาม: สถาบันวิจัยนโยบาย หรือ think tank ที่พัฒนาแล้วในชาติตะวันตก มีความเป็นมาอย่างไรและเกี่ยวข้องอย่างไรกับนโยบายสาธารณะของประเทศ</h3>
<p>ความเป็นมาของ think tank นั้น เริ่มนำมาใช้ในทศวรรษ 1950 ตัวสถาบันวิจัยเกิดขึ้นมาก่อน ครั้งแรกประมาณ 1863 ในอังกฤษ เกิดจากในยุคของเวลลิงตัน แม่ทัพอังกฤษที่เอาชนะนโปเลียน ได้ตั้งสถาบันชื่อว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Royal_United_Services_Institute">Royal United Services Institute for Defence and Security Studies</a> (RUSI) ขึ้น แต่ยังไม่ได้เรียกว่า think tank แต่โดยวัตถุประสงค์แล้ว คือสถาบันที่ใช้วิจัยศึกษาเชิงนโยบาย ถือว่าเป็น think tank ที่สังกัดหน่วยงานราชการ ในช่วงต้นทศวรรษ 1910 ก็เกิด <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fabian_Society">Fabian Society</a> คือแนวคิดทางด้านสังคมนิยมเสรีซึ่งอยู่ที่พรรค Labor ของอังกฤษเป็นหลัก ต่อมาก็แพร่กระจายไปยังอเมริกา โดยถือว่า Fabian Society เป็น think tank แรกในอเมริกาที่แตกสาขามาจากอังกฤษ</p>
<p>ตั้งแต่ปี 1863 ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1945) think tank เกิดขึ้นไม่มาก หากจะนับได้ก็ราว 12 แห่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการตั้ง war room (ห้องบัญชาการสงคราม) ขึ้นมา โดยเฉพาะ war room ที่กำหนดทั้งนโยบายต่างประเทศและการทหารควบคู่กัน หรือ <strong>มหายุทธศาสตร์ (grand strategy)</strong> ซึ่งถือเป็นที่มาของการเรียกว่า brain room ก่อน จึงพัฒนามาเป็น think tank จนต่อมาถูกนำมาใช้เรียก “สถาบันวิจัยนโยบาย” เพราะฉะนั้นคำเรียกที่ว่า think tank ศัพท์ที่เป็นทางการในภาษาอังกฤษคือ Policy Institute แปลเป็นไทยว่า <strong>สถาบันนโยบาย หรือ สถาบันวิจัยนโยบาย</strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-16149" title="RUSI" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/RUSI.jpg" alt="" width="282" height="85" /></strong></p>
<p>หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เกิด think tank เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่า แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดจากอังกฤษ แต่รากฐานของ think tank ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา โดย <a href="http://www.rand.org/">Rand Corporation</a> ที่มี think tank ติดอันดับ top ten ของโลก จริงๆ แล้วเกิดจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดจากการวิจัยทางด้านทหารและความมั่นคง หลังจากนั้น ได้ขยายเป็น think tank ที่ทำครอบคลุมทุกสาขาที่เรียกว่าเป็น comprehensive think tank ซึ่งในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็ค่อนข้างมีจุดแข็ง แต่ปัจจุบันเน้นเรื่อง independent think tank กึ่งบริษัทเอกชนนิดๆ  การทำวิจัยทุกเรื่องต้องเปิดเผยหมดไม่ว่าใครจะให้ทุนก็ตาม เพราะหลักการคือการให้บริการต่อสาธารณะ งานวิจัยทุกอย่างจะขึ้นเว็บไซต์เผยแพร่ฟรี บางครั้งก็พิมพ์จำหน่าย นี่คือที่มาของ think tank</p>
<p><a href="http://www.rand.org/"><img class="aligncenter size-full wp-image-16147" title="Rand Corporation" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/Rand-logo.png" alt="RAND" width="225" height="225" /></a></p>
<p>เหตุที่เกิด think tank เป็นปัจจัยสำคัญ จะเห็นว่าเกิดขึ้นในสังคมอังกฤษ อเมริกา รากฐานระบอบการเมืองการปกครองก็คือ ประชาธิปไตย เพราะ think tank เกิดจากสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะสังคมสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมของการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ (debating society) ที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรู้และงานวิจัยเป็นหลัก รวมทั้งเป็นสังคมที่มีลักษณะพหุสังคม คือปล่อยให้กลุ่มต่างๆ สามารถแสดงความคิดเห็นได้หลากหลาย มีเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเอื้ออำนวยต่อการเกิด think tank ขึ้นมา เสมือนเป็นวัฒนธรรม วิถีของสังคมว่า คนชอบคิด ชอบศึกษา ชอบวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยู่บนพื้นฐานของการวิจัย การมีข้อมูลที่เพียงพอเพื่อประกอบการวิจารณ์</p>
<p>การที่ฐานของสหรัฐอเมริกาโตเร็วและเป็นศูนย์กลาง think tank ของโลก ก็เพราะว่า ทั้งในส่วนของค่านิยม วิถีคิด วิถีสังคมแล้ว ยังมีลักษณะทางระบบเศรษฐกิจ ระบบการไหลเวียนของสหรัฐฯ เอื้ออำนวย เพราะว่าภาคเอกชนเป็นพวกที่ชอบคิดเช่นเดียวกัน จึงให้เงินสนับสนุนกับ think tank ในที่ต่างๆ โดยที่เงินสนับสนุนนั้นสามารถนำมาหักภาษีได้ 100% จึงทำให้ think tank ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Independent think tank นั้น เงินสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ</p>
<p>นอกจากนี้ ตัวบุคคลที่เป็น Senior Fellow ตามภาษาของ think tank เรียกนักวิจัยว่าเป็น fellow จำนวนมากเป็นนักวิจัยอาวุโส หรือ senior fellow/scholar ก็จะไม่ใช่นักวิชาการล้วนๆ ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ซึ่งอาจมีประสบการณ์ด้านวิชาการอย่างเดียว ไม่มีด้านปฏิบัติ หรือทำนโยบายมาก่อน แต่ของสหรัฐฯ มีการหมุนเวียนคนตลอด หรือเรียกว่า removing door คือคนที่ วันหนึ่งนั่งอยู่ think tank แต่อาจสลับเข้าไปอยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หรืออยู่ในรัฐสภาสหรัฐฯ หรืออาจจะเป็นรัฐมนตรีในบางสมัย จากนั้น พอพ้นวาระก็กลับมานั่งใน think tank สลับไปมา หรืออาจจะออกไปทาง lobbyist หรืออยู่ในภาคเอกชน และหมุนกลับมานั่งเป็นรัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส แล้วจึงกลับมานั่งใน think tank อีก</p>
<p>ดังนั้น คนของเขาที่เราใช้คำว่า รอบรู้ all round คือมีประสบการณ์ทั้งเรื่องบริหารในภาคนิติบัญญัติ หรือเอกชน หรือกระทั่งบริษัท lobbyist ในการทำวิจัย นโยบาย หรือเป็น fellow/scholar ดังนั้น การมีทรัพยากร ทั้งเงิน และบุคคลไหลเข้าไปสู่ระบบ think tank จึงทำให้ think tank ขยายตัวอย่างรวดเร็ว</p>
<p>โดย think tank ในปัจจุบัน อย่างในเอเชียจะมีการจัดสัมมนาที่เราใช้คำว่า Track II แต่ในโลกตะวันตก การศึกษาวิจัยนโยบายของ think tank เรียกว่า Track I ½ มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดการกำหนดนโยบาย หรือมีอิทธิพลต่อกระบวนในการกำหนดนโยบายทั้งของรัฐสภา หรือฝ่ายบริหาร ของประเทศตะวันตก ดังนั้น think tank เป็นลักษณะคล้ายกับกึ่งภาคประชาสังคม ส่วนหนึ่งของรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก think tank เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาคประชาสังคม กับรัฐบาลและสาธารณะ และในการสื่อสารทางเลือก เพราะ think tank ไม่ได้ทำเพียงเรื่องนโยบายเพื่อรัฐบาลอย่างเดียว แต่ทำนโยบายต่อสาธารณะด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-16150" title="Friedrich Ebert Stiftung" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/fes-logo.jpg" alt="Friedrich Ebert Stiftung" width="412" height="236" /></p>
<p>think tank ในภาคพื้นยุโรป เช่นใน<strong>ฝรั่งเศส</strong>มีที่มาที่ต่างกัน ฝรั่งเศสนั้นมีประชาธิปไตยที่รัฐมีส่วนชี้นำ ในขณะเดียวกัน think tank ที่มีลักษณะอิสระ จะไม่ค่อยมีนัก โดยมากมักจะสังกัดรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐ ขณะที่ <strong>เยอรมนี สแกนดิเนเวีย</strong> โดยเฉพาะ <strong>สวีเดน </strong>กับ <strong>เดนมาร์ก </strong>ถึงแม้มีจำนวนไม่มาก แต่มี think tank ระดับโลกอยู่จำนวนมาก โดยมี think tank ทั้งที่เป็นอิสระ สังกัดหน่วยงานรัฐบาล และสังกัดมหาวิทยาลัย ที่มีจำนวนหรือบทบาทเท่าๆ กัน</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>เยอรมนี </strong>จะมีลักษณะเฉพาะ คือมี think tank ที่สังกัดพรรคการเมืองด้วย โดย think tank ในอันดับต้นๆ  ในยุโรป อย่าง <a href="http://www.fes.de/">Friedrich Ebert Stiftung</a> เป็นมูลนิธิสังกัดพรรคการเมืองเยอรมนี แต่ทำหน้าที่เป็น think tank ด้วย อยู่ในอันดับ top ten ของยุโรป ถือเป็นลักษณะเฉพาะของเยอรมนีที่มี think tank สังกัดพรรคการเมืองด้วย</p>
<p><strong>อังกฤษ</strong>ดูเหมือนจะไม่มี</p>
<p>แต่<strong>อเมริกา</strong>มี มี think tank ของรัฐสภาโดยเฉพาะ</p>
<p>ส่วน<strong>จีน </strong>มีที่มาแตกต่าง เพราะเป็นระบบสังคมนิยม ดังนั้น think tank แทบจะทั้งหมดนั้น สังกัดหน่วยงานราชการ แต่อย่างไรก็ตาม จีนได้รับอิทธิพลจากสหรัฐฯ ในแง่ของกระบวนการศึกษา วิธีคิด แม้ว่าระบบการเมืองการปกครองจะต่างกัน แต่อิทธิพลของ think tank ในสหรัฐ มีอิทธิพลต่อ think tank ในจีน หรือในส่วนอื่นๆ ของโลกเป็นอย่างมาก</p>
<p>ในขณะที่<strong>อินเดีย </strong>ค่อนข้างใกล้เคียงสหรัฐฯ เพราะเป็นสังคมประชาธิปไตย จึงมี think tank ที่อิสระเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็อยู่ในดันดับชั้นนำ เช่น <a href="http://www.idsa.in/">Institute of Defense and Security Study</a> สังกัดกระทรวงกลาโหม แต่มีความเป็นอิสระในทางวิชาการพอสมควร ขณะที่ think tank ในมหาวิทยาลัยของอินเดียก็มีอยู่พอสมควร และมี think tank อิสระที่เข้มแข็งและมีคุณภาพใกล้เคียงสหรัฐฯ</p>
<div id="attachment_16137" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-16137" title="เบื้องหลังการสัมภาษณ์คุณทรงศัก สายเชื้อ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/sonsak-backstage.jpg" alt="เบื้องหลังการสัมภาษณ์คุณทรงศัก สายเชื้อ" width="620" height="454" /><p class="wp-caption-text">เบื้องหลังการสัมภาษณ์คุณทรงศัก สายเชื้อ</p></div>
<h3>ถาม: ตัวชี้วัด think tank คืออะไร? ผลิตงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมาก หรือเป็นผลงานที่ส่งผลกระทบในระดับสูง และระดับใดมีความสำคัญที่สุด?</h3>
<p>2 ประเด็นที่สำคัญในการจัดลำดับ think tank</p>
<p>1) การจัดลำดับของ think tank จะขึ้นอยู่กับคำนิยาม/คำจำกัดความ (definition) ในการก่อตั้ง think tank หรือสถาบันวิจัยนโยบาย ที่มุ่งผลิตงานวิจัยเชิงนโยบายจริงๆ เช่น การสำรวจของไทยคือการโทรไปถามสถาบันเอเชียศึกษาของไทยว่า คิดว่าสถาบันมีงานวิจัยเชิงนโยบายเท่าไหร่ คำตอบคือ 60% ซึ่งถ้าดูแล้ว จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามคำนิยาม เพราะจะเห็นว่าในไทยนั้นมีเพียง 8 แห่ง</p>
<p>โดยจะจัดตามคำนิยามที่เป็นไปตาม Anglo-section base definition เป็นหลัก</p>
<p>2) การจัดลำดับของ think tank มีหลายสถาบันจัด แต่ที่ได้รับการอ้างอิงถึงมากที่สุดเป็นการจัดลำดับของ ดร.เจมส์ แม็กกานด์ ของ University of Sylvania ซึ่งทำร่วมกับสหประชาชาติ (UN) ตามจริงแล้ว ดร.เจมส์ฯ ทำมาก่อน ตอนหลังมาทำร่วมกับ UN ภายหลังมีการจัดลำดับ think tank ที่มีการ update ทุกปี หลักเกณฑ์ที่ใช้มีประมาณ 10 หลักเกณฑ์</p>
<p>เช่น 1.ดูคุณภาพของงานวิจัย 2.การเสนอแนวความคิดใหม่ๆ มีการ think out of the box มากแค่ไหน 3.มีการอ้างอิงโดยสถาบันวิชาการหรือ think tank อื่นๆ มากน้อยแค่ไหน</p>
<p>การอ้างอิงในหนังสือพิมพ์มากน้อยแค่ไหน เช่นการจัดนักคิดติดอันดับโลกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ เป็น top 100 ที่อ้างอิงโดยมหาวิทยาลัย ขณะที่ top 100 ที่อ้างอิงโดยสื่อมวลชน อย่าง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Henry_Kissinger">Henry Kissinger</a> (อดีต รมว. ต่างประเทศสหรัฐ) อยู่ในกลุ่มที่ 1 ที่งานวิจัยหรือการพูดสุนทรพจน์ของเขาถูกอ้างอิงมากที่สุดโดยสื่อมวลชน แต่ในส่วนของการลำดับโดย ดร.เจมส์ฯ นั้น ดูทั้ง 2 ตัวประกอบกัน คือ ดูทั้งการอ้างอิงในโลกวิชาการและในสื่อมวลชนในสาขาต่างๆ</p>
<div id="attachment_16152" class="wp-caption aligncenter" style="width: 405px"><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Henry_Kissinger"><img class="size-full wp-image-16152" title="Henry Kissinger" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/Henry_Kissinger.jpg" alt="Henry Kissinger" width="395" height="599" /></a><p class="wp-caption-text">Henry Kissinger อดีต รมว. ต่างประเทศสหรัฐ (ภาพจาก Wikipedia)</p></div>
<p>นอกจากนี้ ก็มีปัจจัยอื่นๆ เช่น ทุนสนับสนุนการวิจัยว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะมันเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า ถ้าทุนสนับสนุนลดลง หมายความถึงความน่าสนใจ หรือคุณภาพของงานนั้นลดลงด้วย ทั้งหมดนี้ประกอบเป็นปัจจัยในการจัดลำดับ</p>
<p>การจัดลำดับอันล่าสุดคือต้นปี 2011 นี้ แต่ใช้ตัวเลขปี 2009 ค่อนข้างน่าสนใจถ้าเปรียบเทียบกับปี 2008 เพราะมีจำนวน think tank ทั่วโลกที่ให้คำนิยามและยึดถือราว 5,300 กว่าแห่ง แต่ปี 2009 เพิ่มขึ้นเป็น 6,300 กว่าแห่ง เพิ่มขึ้นเกือบ 900 กว่า think tank และที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของ think tank ในภูมิภาคเอเชียนั้น ขยายตัวเร็วมาก เร็วที่สุด</p>
<p>ในปี 2008 สัดส่วนของ think tank ในเอเชียมีประมาณ 11% ใน 2009 เพียงปีเดียวเพิ่มขึ้นถึง 19% สัดส่วนของสหรัฐฯ ลดลง หมายความว่า มีการเพิ่มจำนวน think tank ที่มีอัตราที่ช้ากว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย</p>
<p>ในบรรดา think tank 6,305 แห่งนั้น think tank ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่อันดับ 1 มีประมาณ 1,800-1,900 แห่ง เกิน 1 ใน 3  หรือ 40 % ที่มี think tank ในสหรัฐฯ แต่ จีนนั้น ในปี 2008 มีเพียง 75 แห่ง แต่ปี 2009 เพิ่มขึ้นถึง 425 แห่งติดอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าอังกฤษ ญี่ปุ่น อินเดีย ที่อยู่ในกลุ่ม Top 5 และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย แซงหน้าอินเดียและญี่ปุ่น</p>
<p>ปี 2008 อินเดียมี think tank มากที่สุด ราว 121 แห่ง ตามด้วยญี่ปุ่นราว 103-105 แห่ง ขณะที่จีนมีอยู่ 75 แห่ง แต่ขณะนี้จีนมีถึง 425 แห่ง</p>
<p>จะเห็นได้ว่า การเติบโตของ think tank นั้นมีปัจจัยที่ลืมกล่าวไป คือ globalization เรื่องของบทบาทและกำลังอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศขึ้นมาเป็นสำคัญ จะเห็นได้ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น จีนมีบทบาทโดดเด่นอย่างรวดเร็ว จีนจึงใช้ think tank มาก จะเห็นได้ว่าจีนขับเคลื่อนประเทศนั้น ใช้การศึกษาวิจัยทางนโยบาย จึงทำให้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง หลาย 100 % จาก 75 ขึ้นมาเป็น 425 แห่ง ส่วน think tank ในละตินอเมริกานั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น บราซิล เม็กซิโก เปรู ขณะที่ตะวันออกกลางนั้น มีสัดส่วนเท่าเดิม แต่ think tank ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ตุรกี จอร์แดน อิสราเอล และเลบานอนที่เป็นกลุ่มหลัก</p>
<p>ตั้งแต่ 1990 เป็นต้นมา think tank ขยายตัวเร็วที่สุด หากดูในกราฟจะเห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตั้งชัน ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนของ think tank มากขึ้นตั้งแต่ปี 1990 ต้นๆ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2000 นั้น มีการขยายตัวเป็นอย่างมากจนเส้นกราฟนั้นมีลักษณะเป็นเส้นดิ่ง จาก globalization จากความซับซ้อนของโลก จาก agenda ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ แทบจะไม่มีประเด็นใดๆ ที่เกิดภายในประเทศ (domestic issues) และเป็นประเด็นเดี่ยว (stand alone) เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกับประเด็นระหว่างประเทศหมด ดังนั้น think tank จึงมีความสำคัญและขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก</p>
<h3>ในเมืองไทยเน้นภายในมากไป จึงทำให้ think tank นั้นไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เน้นประเด็นของภูมิรัฐศาสตร์ หรือประเด็นต่างประเทศ แต่เน้นประเด็น เศรษฐกิจ สังคม ทำให้ส่งผลใดบ้าง</h3>
<p>ตามหลักการแล้ว think tank มีทั้งที่ศึกษานโยบายระหว่างประเทศ และศึกษานโยบายเฉพาะเรื่อง เช่น ในการจัดลำดับ ถ้าเข้าไปดูจะเห็นว่า นอกจากเป็น think tank ที่จัดเป็นภาพรวมแล้ว ส่วนใหญ่ think tank ที่ติดอันดับ top 10 เป็น think tank ที่ทำเรื่องระหว่างประเทศด้วย แต่ก็มีการจัดกลุ่ม เช่น think tank ที่ทำนโยบายการศึกษา นโยบายพลังงาน นโยบายสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องของ urbanization ทำเรื่องของ global city การบริหารเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น</p>
<p>เพราะฉะนั้น สถาบันศึกษาวิจัยนโยบายนั้นดูทั้ง 2 เรื่อง แต่ว่าในกรณีของประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่เราสนใจปัญหาภายในมากเกินไป โดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงปัญหาภายในกับความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ ทำให้การวิจัยเชิงนโยบายในไทยนั้นเติบโตช้าหรือไม่ค่อยมี แม้กระทั่งการศึกษาภายในเอง การศึกษาในเชิงนโยบายนั้น ตามจริงก็มีอยู่ไม่มาก โดยงานวิจัยส่วนใหญ่บอกให้มีการศึกษาเชิงนโยบาย สมมติว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ การพัฒนากองทุนชุมชน จะเห็นได้ว่าส่วนที่เป็นเนื้อหาเสนอนโยบายจริงๆ จะมีอยู่ท้ายเล่มเพียงไม่กี่หน้า ก่อนหน้านี้ จะเป็นเรื่องของภูมิหลังและการวิเคราะห์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงนโยบายต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ขึ้นไป จนถึง 50-60% ที่จะเสนอนโยบายหรือการวิเคราะห์นโยบายโดยละเอียด ดังนั้น การที่เราเน้นประเด็นภายในก็เป็นส่วนสำคัญ แต่วิธีคิดและการไม่ให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยในเรื่องนโยบาย น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลง หรือกระตุ้นให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การแสวงหาองค์ความรู้ เป็นหลักในการถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ อาจจะเป็นส่วนที่ต้องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในส่วนนี้มากขึ้น และเร็วขึ้น</p>
<div id="attachment_16138" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-16138" title="ทรงศัก สายเชื้อ" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/songsak-2.jpg" alt="ทรงศัก สายเชื้อ" width="620" height="364" /><p class="wp-caption-text">ทรงศัก สายเชื้อ ขณะให้สัมภาษณ์</p></div>
<h3>คุณทรงศักฯ มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับ think tank บ้าง?</h3>
<p>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น กระทรวงต่างประเทศพยายามที่จะขยายบทบาทความร่วมมือกับ think tank ประเทศที่สำคัญ โดยมีเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ เช่น</p>
<p>1. การที่เราร่วมมือกับ think tank ที่มีบทบาทในประเทศที่สำคัญ ทำให้เรามีอิทธิพลหรือบทบาท มีส่วนในการเสนอแนวความคิดผ่าน think tank เหล่านี้ เพื่อมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของประเทศเหล่านั้น</p>
<p>2.การที่เรามีความร่วมมือกับ think tank เหล่านี้ เวลาที่เขาจัดสัมมนา ทำวิจัย หรือพูดเสนอนโยบายต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ถ้ามีความร่วมมือกับเรา เขาจะพูดถึงประเทศไทย เป็นการแสดงให้เห็นจุดยืนของไทย เป็นการส่งเสริมสถานะของประเทศไทย ทั้งในประเทศนั้นและประชาคมโลก</p>
<p>3.เหตุผลต่อมาที่ไทยขยายความร่วมมือคือ เพื่อเอาตัวอย่าง ประสบการณ์นั้นมากระตุ้นขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบันวิจัยนโยบาย หรือ think tank ในประเทศไทย ซึ่งเราเห็นว่า ไทยยังล้าหลังอยู่มาก แม้แต่ ประเทศอย่างเวียดนาม ก็มี think tank ในความหมายของตะวันตก หรือประเทศกัมพูชาก็มี think tank มากกว่าไทย เป็นต้น</p>
<p>เหล่านี้ ถือเป็น 3 วัตถุประสงค์หลัก ที่เราได้เห็นกรอบความร่วมมือทางด้าน think tank กับหลายประเทศ โดยกระทรวงต่างประเทศก็มีหลายหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ เช่น <em>สถาบันการต่างประเทศสราญรมย์</em> ที่เป็นหัวหอกสำคัญที่ไปพบกับ think tank ประเทศต่าง ๆ มีการทำ MoU ได้มีความร่วมมือต่างๆ <em>สำนักนโยบายและแผน </em>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีกรมภูมิภาคถึง 4 หน่วยงาน คือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กรมเอเชียตะวันออก กรมเอเชียใต้ และกรมยุโรป</p>
<p>ที่สำคัญ เราขยายความร่วมมือที่มีผลค่อนข้างมาก คือ สหรัฐอเมริกานั้น เรามีความร่วมมือและมีเครือข่ายกับสหรัฐอเมริกาที่ค่อนข้างใกล้ชิด อย่างน้อยมีเกือบ 20 แห่งที่เรามีเครือข่าย โดย 20 แห่งนั้น อยู่ใน Top 10 หรือ Top  20 ไม่ว่าจะเป็น <a href="http://www.brookings.edu/">Brooking</a> หรือ CSIS (<a href="http://csis.org/">Center Strategic and International Studies</a>) AEI (<a href="http://www.aei.org/">American Enterprise Institute</a>) หรือ <a href="http://www.heritage.org/">Heritage Foundation</a> หรือ <a href="http://www.wilsoncenter.org/">Woodrow Wilson Center</a> หรือ <a href="http://www.eastwestcenter.org/">East West Center</a> พวกนี้เรามีเครือข่ายใกล้ชิด</p>
<p>เมื่อปี 2008 เราได้จัด Thailand-US think tank Summit ที่ถือโอกาสในการจัดฉลองความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ครบ 175 ปี และเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่าง think tank ไทย-สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรก คนที่เป็นหัวหน้าคณะ think tank ของสหรัฐฯ 14 แห่ง คือ ดร. จอห์น แฮมเรย์ ประธานของ CSIS ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ อยู่ และจะเห็นได้จากข่าวว่า เป็นรัฐมนตรีหมายเลข 1 ที่จะเข้าแทนรัฐมนตรีโรเบิร์ต เกตต์ ซึ่งแสดงความจำนงที่จะลาออกอยู่ด้วย</p>
<div id="attachment_16141" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.isisthailand.org/asp/ASP_Event/event6.htm"><img class="size-full wp-image-16141" title="thai-us-thinktank-summit" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/thai-us-thinktank-summit.jpg" alt="thai-us-thinktank-summit" width="620" height="465" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพงาน Thai - U.S. Think-Tank Summit (ภาพจาก ISIS Thailand)</p></div>
<p>นอกจากนี้ ความร่วมมือของไทย-สหรัฐฯ นั้น เราจะเห็นว่าความร่วมมือสหรัฐฯ ต่อไทยนั้น ก่อนที่รัฐบาลโอบามาฯ จะเข้ามานั้น ลดลงไปมากทั้ง 2 ส่วน หรือหายไปจากจอเรดาร์เลย คือส่วนที่เป็นวิจัยนโยบาย (Intellectual landscape) ถ้าพูดถึงเอเชีย จะมุ่งไปที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่ไม่มาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่ใน Policy circle ในรัฐสภาสหรัฐฯ ในภาคบริหาร ความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นค่อนข้างน้อย ไทยจึงเป็นประเทศหัวหอกในการร่วมมือกับ CSIS นั้น เราให้ความร่วมมือเช่นการให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งเป็นโครงการที่มีจำนวนเงินไม่มากนัก และให้การสนับสนุนด้านวิชาการจัดตั้งเป็น Southeast Asia Research Program ขึ้นมาใน CSIS ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้หยุดให้เงินสนับสนุน เพราะโครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะใช้เงินที่เป็นเงินก้นถุงของเราไปก่อตั้ง และเขาไปหาเงินจากบริษัทอเมริกันจากแหล่งอื่นๆ ในการทำวิจัย (รายละเอียดจาก<a href="http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/en/relationship/social/detail.php?ID=365">เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ</a>)</p>
<p>ขณะนี้ <a href="http://csis.org/program/southeast-asia-program">Southeast Asia Research Program</a> ใน CSIS นั้น ขยายตัวเร็วมาก และมีบทบาทสำคัญในการที่จะกระตุ้นความสนใจ หรือรัฐสภา หรือ decision maker ของสหรัฐฯ ซึ่งก็ได้ผลอย่างมาก ในการกระตุ้นของไทยนั้น มีผลอย่างมาก ทำให้เราสามารถพ่วงบทบาทไปถึงรัฐสภา/รัฐบาลของสหรัฐฯ ราวกับว่า เรามีบทบาทนำและกระตุ้นความสนใจให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับไปสู่จอเรดาร์ ทั้งของภาควิจัยเชิงนโยบาย และภาคกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายสหรัฐฯ</p>
<p>นอกจากนี้ ที่มีความเชื่อมโยงกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งโครงการไทยศึกษาขึ้นมา ขณะนี้ ประมาณ 5 มหาวิทยาลัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เช่น มิชิแกน, วิสคอนซิน, เมดิสัน แมรี่แลนด์, นอร์ทเธิรน  อิลลินอยส์ และยูนิเวอร์แซล แคลิฟอร์เนีย แอนด์เบิร์กเลย์ เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการที่เป็นผู้ประสานงานโครงการไทยศึกษานั้น พวกนี้ คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชี่ยวชาญไทย ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ในประเทศไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ASEAN, EAS เวลาที่รัฐสภาจะจัด public hearing ก็จะเชิญคนพวกนี้ไป เนื่องจากเราสนับสนุนคนพวกนี้ และมีการทำงานที่ใกล้ชิด ก็เหมือนเป็นปากเป็นเสียง หรือ Friends of Thailand ให้กับเราด้วย ไทยมีผลพลอยได้ในส่วนนั้นค่อนข้างมาก</p>
<p>นอกจากสหรัฐฯ แล้ว เราก็มีความร่วมมือกับ think tank ในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ทั้งยังมีโครงการไทยศึกษาในอังกฤษเช่นเดียวกัน ตอนนี้กำลังขยายไปสู่ประเทศหลักๆ เช่น รัสเซีย บราซิล เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ไทยพยายามสร้างเครือข่ายกับประเทศที่มีบทบาททั้งในโลกและทั้งที่เป็นศูนย์กลาง think tank ในแต่ละภูมิภาคด้วย</p>
<h3>ทำไม คุณทรงศักฯ จึงสนใจเรื่อง think tank ซึ่งมีข้อมูลละเอียดมากทั้งในเชิงกว้างและลึก</h3>
<p>เนื่องจากความเชื่อโดยส่วนตัวมาโดยตลอด คือการเป็นข้าราชการที่ต้องมี 2 องค์ประกอบอยู่ในตัวเอง คือ</p>
<p>1) เป็นผู้ปฏิบัติ (practitioner) คือเป็นนักการทูต เป็นผู้เจรจา ติดต่อ ประสานงาน การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย</p>
<p>2) การเป็นผู้ปฏิบัติที่ดี เราต้องมีวิชาการ มีวิธีคิด มีแนวคิดหนุนหลัง ต้องมีลักษณะของความเป็นนักวิชาการอยู่ในตัวด้วย เพื่อที่จะสมบูรณ์ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อที่จะขับเคลื่อนหรือทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งในแง่ปฏิบัติหรือนโยบาย</p>
<p>ซึ่งในส่วนของปัจจุบันนั้น ถือว่าสอดคล้องกับสหรัฐฯ ที่คนของเขาที่อยู่ในฝ่ายของผู้บริหารจะผ่านการเป็น think tank มาก่อนเป็นจำนวนมาก ผ่านการศึกษาวิจัย เพราะในระหว่างที่เขายังไม่ได้ไปเป็นผู้ปฏิบัติ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในหน่วยงาน หรือเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นผู้กำหนดนโยบายนั้น เขาใช้เวลาช่วงนั้นในการศึกษาวิเคราะห์ สั่งสมความรู้ สร้างเครือข่าย และเมื่อเข้าไปก็ใช้ความรู้เข้าไปและใช้ความรู้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเขากลับออกมา ก็กลับมา update ตัวเองใหม่ ในการปรับกระบวนการความรู้ ในการเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ ทำให้การเสนอข้อคิดเห็นและเสนอนโยบาย ที่มีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง</p>
<p>เพราะผู้ที่เสนอนโยบายนั้น เคยทำมาก่อนและรู้ความเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าข้าราชการในระบบของประเทศไทยก็มี 2 ลักษณะด้วยกัน คือเป็นทั้งนักวิเคราะห์หรือนักยุทธศาสตร์และเป็นนักปฏิบัติด้วย ทำให้การทำงานนั้นมีทิศทาง มีการกำหนดท่าที มีการเจรจา มีการกำหนดโครงการ มีการกำหนดกิจกรรม ซึ่งมีข้อมูลในการศึกษาวิเคราะห์ มี Intellectual Backup อยู่ข้างหลังด้วย ในฐานะที่อยู่ในกระทรวงต่างประเทศ เห็นว่าทำให้ช่วยส่งเสริมสถานะของประเทศ เพราะไทยต้องมี think tank ที่ช่วยเสนอความคิดที่เป็นระบบ เป็นวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัย และในขณะเดียวกัน think tank เป็นตัว position ของประเทศไทย ประเทศไหนที่มีบทบาทมากๆ จะมี think tank ชั้นนำที่ส่งเสริมสถานะของประเทศ อย่างสิงคโปร์ มี <a href="http://www.rsis.edu.sg/">Rajaratnam School of International Studies</a> (RSIS) ซึ่งไปร่วมมือกับ think tank ของอังกฤษ IISS (<a href="http://www.iiss.org/">International Institute for Strategic Studies</a>) จัดตั้งเป็น Forum ที่เรียกว่า <a href="http://www.iiss.org/conferences/the-shangri-la-dialogue/shangri-la-dialogue-2011/">Shangri-La Dialogue</a> เป็น dialogue ทางด้านความมั่นคง ผู้นำจากทั่วโลกโดยเฉพาะรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ นั้นต้องเดินทางมาสิงคโปร์ทุกปี เพื่อเข้า Shangri-La Dialogue เพราะฉะนั้น think tank นั้น เป็นเครื่องมือหนึ่งของนโยบายต่างประเทศในการส่งเสริมสถานะของประเทศด้วย</p>
<div id="attachment_16139" class="wp-caption aligncenter" style="width: 460px"><a href="http://www.iiss.org/conferences/the-shangri-la-dialogue/shangri-la-dialogue-2010/image-gallery/?assetesctl1356994=42383&amp;assetdetesctl1356994=42458&amp;esctl1356994pager_p=5"><img class="size-full wp-image-16139" title="Robert Gates at Shangri-La Dialogue" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/05/DSC_0415.jpg" alt="Robert Gates at Shangri-La Dialogue" width="450" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">Robert Gates รมว. กลาโหมสหรัฐที่งาน Shangri-La Dialogue 2010 (ภาพจาก IISS)</p></div>
<p>นอกจากความสนใจส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า think tank เป็น policy instrument ของนโยบายต่างประเทศในแง่ของการพัฒนาประเทศด้วยในภาคสังคม เช่น นโยบายการศึกษา นโยบายเศรษฐกิจ เราต้องมี think tank เป็นตัวช่วยที่สำคัญ</p>
<p>สำหรับหนังสือแนะนำนั้น ในภาษาไทยมีไม่ค่อยมาก ขณะที่ต่างประเทศนั้นมีอยู่หลายเล่มเช่นของ ดร.เจมส์ แม็กกานด์ มีการนำเสนอเนื้อหาสาระของ think tank อยู่ เช่น เรื่อง Global 2011 โดยจัดลำดับในปี 2009 และของ Routledge ที่เขียนถึงที่มา ที่ไป ปรัชญาเกี่ยวกับ think tank เบื้องหลังของ Anglo-American มีการนำเสนอวิธีคิดของสหรัฐฯ ฝรั่งเศส จีน ว่ามีการวิเคราะห์อย่างไรบ้าง</p>
<p>อยากฝากว่า แม้ว่าสถาบันศึกษาวิจัยเชิงนโยบาย หรือ think tank นั้น ราวกับว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตามจริงแล้ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของสังคมในยุคใหม่ หรือยุค Globalization เพราะว่าการที่เราคิดจะขับเคลื่อน บุกตลาด ปลูกพืช พัฒนาระบบสาธารณสุข พัฒนาชุมชน มีปัจจัยทั้งภายนอกภายในเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งการศึกษาวิจัยในเชิงลึก โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยในเชิงนโยบาย เป็นตัวช่วยที่สำคัญ เพราะผู้ปฏิบัติในภาคต่างๆ อาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อย ก็มีคนทำข้อคิดเห็นที่เสนอนโยบาย เสนอทางเลือก ให้เราเป็นผู้ตัดสินใจได้ ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศทั้งเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายใน และการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์หรือโลกาภิบาลนั้น มีสถาบันวิจัยในเรื่องนโยบายที่มีคุณภาพ มีปริมาณมากพอ และเป็นระบบ ที่ไม่ใช่มุ่งตอบโจทย์ของรัฐบาลอย่างเดียว อย่างที่ผมเรียนว่า ปรัชญาสำคัญของการวิจัยเชิงนโยบายนั้น ตอบโจทย์ของภาคประชาชน สาธารณะนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมไทย เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การใช้วิจารณญาณที่มีข้อมูล ที่มีการศึกษารองรับ มากกว่าเราจะใช้วาทศิลป์ในการโต้ตอบกัน ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดและพัฒนาขึ้นไปได้ในกระแสโลกปัจจุบัน</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/songsak-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Creative Economy ในมุมมองของรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-alongkorn-ponlaboot/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/creative-alongkorn-ponlaboot/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Mar 2011 10:24:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[Creative Economy]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[อลงกรณ์ พลบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=13304</guid>
		<description><![CDATA[SIU สัมภาษณ์กรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ถึงนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จากฝั่งรัฐบาล]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_13450" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-13450" title="อลงกรณ์ พลบุตร" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/03/IMG_0122.jpg" alt="อลงกรณ์ พลบุตร" width="620" height="423" /><p class="wp-caption-text">อลงกรณ์ พลบุตร</p></div>
<p>Practical Utopia โทรทัศน์ออนไลน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ผู้มีส่วนสำคัญยิ่งยวดในการแปรเปลี่ยนความฝันด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้กลายเป็นความจริงที่สัมผัสจับต้องได้</p>
<p>คนไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับ &#8220;ความเคยชิน&#8221; แบบเดิม โดยเฉพาะวิถีชีวิตการทำงานที่เป็นเสมือนโรงงาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าการทุ่มเททรัพยากรในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพให้สินค้าบริการ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง โดยลืมสังเกตความจริงรอบตัวว่า 1000 บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้ยกระดับจากการค้นคว้าเพื่อพัฒนาคุณสมบัติเชิงกายภาพของสินค้า ไปสู่การปรุงแต่งอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นสูงของผู้บริโภคทั่วโลก ที่อิ่มเต็มทางวัตถุ หากทว่าโหยหาการตอบสนองทางจิตใจ</p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/qiHGaB9cP9A"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/qiHGaB9cP9A" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><strong>Work Hard. Work Smart.</strong></p>
<p>การทำงานหนักของคนไทยในทุกวันนี้ จึงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป หากทว่ายังต้องกล้าที่จะริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับความงามและความสร้างสรรค์ให้กับสินค้าบริการ (Creative Product) แน่นอนว่า เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแห่งการลองผิดลองถูก หากทว่าก็เต็มไปด้วยผลตอบแทนที่หวานหอมคุ้มค่า ในฐานะผู้บุกเบิกเส้นทางแห่งความมั่งคั่งที่ยังแทบไม่มีใครเข้ามาสำรวจจับจองเลย</p>
<p><strong>Creative Thailand</strong></p>
<p>รัฐบาลไทยตระหนักดีว่า หากไม่เริ่มต้นลองผิดลองถูกบนเส้นทางที่ยาวนานแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวันนี้ คนไทยก็อาจต้องจมปลักในวิถีชีวิตและเศรษฐกิจที่ผิดพลาดต่อไป โดยรัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนดูแลทั้งในด้านเงินลงทุน การตลาด การประชาสัมพันธ์ และการจุดประกายแรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้เส้นทางแห่งการทดลองของคนไทยที่เต็มไปด้วยหัวใจสร้างสรรค์ (Creative Mind) ต้องสะดุดหยุดยั้งลงอย่างเดียวดาย</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/creative-alongkorn-ponlaboot/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์พิเศษ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ &#8220;สองปีเราทำงานมากพอสมควร แต่ในใจคิดว่ายังมากไม่พอ&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/korbsak-sabhavasu-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/korbsak-sabhavasu-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Mar 2011 21:48:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[SIU Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=11017</guid>
		<description><![CDATA[SIU มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และตำแหน่งล่าสุด กรรมการอำนวยการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมคุมทัพ ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมาถึงในปีนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">SIU มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์ &#8220;กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ&#8221; อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และตำแหน่งล่าสุด กรรมการอำนวยการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมคุมทัพ ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมาถึงในปีนี้</p>
<div id="attachment_11626" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://twitpic.com/2tzrvr"><img class="size-full wp-image-11626  " title="korbsak-pm" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/korbsak-pm.jpg" alt="" width="600" height="479" /></a><p class="wp-caption-text">คุณกอร์ปศักดิ์กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ภาพจากทวิตเตอร์ของกอร์ปศักดิ์</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong>[เกริ่นนำ]</strong></p>
<p style="text-align: left;">เรามักเห็นกอร์ปศักดิ์อยู่ในทุกจังหวะทางการเมืองที่สำคัญ ไม่ว่าการเป็นหนึ่งในทีมเจรจาของฝ่ายรัฐบาล กับแกนนำฝ่ายคนเสื้อแดง วีระ-จตุพร-เหวง และถ่ายทอดสดออกทางสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 490px"><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269919479&amp;grpid=10&amp;catid=02"><img class="   " src="http://www.matichon.co.th/online/2010/03/12699194791269949337l.jpg" alt="" width="480" height="480" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพการเจรจาระหว่างแกนนำเสื้อแดง กับตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล, ที่มา - มติชน</p></div>
<p style="text-align: left;">แม้ภายหลังการเจรจาจะไม่สำเร็จ มีเหตุการสูญเสียและบาดเจ็บจากทั้งฝ่ายทหารและประชาชนผู้ชุมนุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน ฝ่ายรัฐบาลพยายามเปิดการเจรจาลับอีกครั้งกับแกนนำคนเสื้อแดง มีข่าวว่ากอร์ปศักดิ์ยังคงเป็นห้องเครื่องหลักคนหนึ่งในการเจรจา</p>
<p>ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เขาพยายามเล่นบทตรวจสอบโครงการจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะหลายโครงการจากพรรคภูมิใจไทย สร้างความอึดอัดให้กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับมีฉายา &#8220;คุณชายละเอียด&#8221; ปลิวว่อนออกมาจากที่ประชุม ครม.</p>
<p>แม้ในงานด้านภาคประชาชนและสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นกอร์ปศักดิ์เข้าไป<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/policy/20090803/65317/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A97%E0%B8%AA.%E0%B8%84.%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89.html">รับฟังปัญหาผลกระทบจากมลพิษ</a> และติดตามผลการดำเนินงานกรณีการแก้ไขปัญหามาบตาพุด</p>
<p>ถัดมาเขาก็ต้องประสบอุปสรรคครั้งสำคัญเมื่อมี <a href="http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/7375/%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF.html">กระแสข่าวการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง</a> จนกระทั่งฝ่ายค้านเรียกร้องบีบให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง</p>
<p>กอร์ปศักดิ์สลับไปทำงานในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออกไปเพราะพิษการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจ โดยมีดอกเตอร์สามสี &#8220;ไตรรงค์ สุวรรณคีรี&#8221; มาทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแทน แม้กระนั้นก็ยังมีข่าวว่ากอร์ปศักดิ์ยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดันโครงการเศรษฐกิจหลายโครงการ อาทิ โครงการประกันราคาพืชผล เป็นต้น</p>
<p>รูปเกมการเมืองในปีนี้ (2554) จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง รัฐบาลตัดสินใจทิ้งไพ่โครงการ &#8220;ประชาวิวัฒน์&#8221; เพื่อเอาใจฐานเสียง ตรงกับข้อมูลฝ่ายความมั่นคงอย่าง ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ประกาศว่าการแก้ปัญหาความมั่นคง ก็คือการจัดให้มีการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งปีละสองครั้งก็ไม่แปลก</p>
<div id="attachment_11020" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-11020" title="thailand_competitive_matrix" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/01/thailand_competitive_matrix-e1299217003687.png" alt="Thailand Competitiveness Matrix (TCM)" width="600" height="440" /><p class="wp-caption-text">Thailand Competitiveness Matrix (TCM)</p></div>
<p>เราสังเกตเห็นว่าแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของกอร์ปศักดิ์ ยังอิงกับเรื่องกรอบขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ซึ่งแนวคิดเรื่องนี้เคยเป็นโครงการร่วมมือระหว่าง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และทีมของไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) กูรูยุทธศาสตร์การแข่งขันจากฮาร์วาร์ด และ<a href="http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=117">เสนอผ่านสภาพัฒน์</a>มาก่อน</p>
<p>กอร์ปศักดิ์ชี้ถึงอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างชัดเจน อาทิ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมยานยนต์ เขายังพูดถึงกรอบความตกลงทางการค้าของอาเซียนและนอกเหนือจากอาเซียน อาทิเช่น ASEAN+3 รวมไปถึงโครงการยุทธศาสตร์ที่อาจปรับปรุงขีดความสามารถเรื่อง logistic อย่างรถไฟความเร็วสูงที่จะมีการร่วมมือกับประเทศจีนอีกด้วย</p>
<p>กอร์ปศักดิ์เล่าให้ SIU ฟังว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะต่างก็ใช้ตำราเล่มเดียวกันมานำเสนอในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน</p>
<p>แน่นอนว่านโยบายนั้นมีส่วนสำคัญทำให้พรรคการเมืองยุคหลังจากไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยการนำเสนอนโยบายเป็นตัวนำในการหาเสียง ต่างพากันนำเสนอนโยบายในการหาเสียงแข่งขันเป็นทิวแถวเช่นกัน พรรคที่นำเสนอนโยบายได้เป็นที่น่าเชื่อถือและชื่นชอบของประชาชนย่อมได้รับคะแนนเสียงจาก สส.บัญชีรายชื่อเป็นอันดับสูง การเลือกตั้งที่ผ่านมาเสียงสส.ในส่วนนี้ของประชาธิปัตย์และพลังประชาชน (เดิม) แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงนี้อย่างเด่นชัดยิ่ง</p>
<p>และที่เหนือกว่านโยบายการหาเสียง กอร์ปศักดิ์เชื่อว่าปัจจัยตัดสินสำคัญในครั้งนี้อยู่ที่ &#8220;ผู้นำ&#8221; ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบรรดาผู้นำพรรคการเมืองต่าง ๆ &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; มีความโดดเด่นสูงสุด แม้กระนั้นยังไม่วายที่กอร์ปศักดิ์จะเน้นอยู่หลายครั้งว่า ถ้าจะเลือกก็ควรเลือกให้ประชาธิปัตย์เป็นคะแนนเสียงส่วนมาก จะได้ไม่มีปัญหาการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาล</p>
<p>บางทีนี่อาจจะตอบโจทย์สำคัญว่า เหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งนำเสนอโครงสร้างสัดส่วน ส.ส. เขต-บัญชีรายชื่อแบบใหม่ให้เป็น 375+125</p>
<p><strong>คลิปวิดีโอสัมภาษณ์พิเศษ &#8220;กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ&#8221;</strong></p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/iO3cVKnX05U?version=3"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/iO3cVKnX05U?version=3" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><strong>[บทถอดเทปการสัมภาษณ์]</strong></p>
<p><strong>Q: อยากทราบว่ายุทธศาสตร์หลักของนโยบายรัฐบาล จริงๆ แล้วคืออะไรครับ</strong></p>
<p>หนึ่งก็คือเราดูว่าประเทศจากนี้ไปจะวาง position ทางการตลาดอย่างไร เราต้องเปรียบประเทศเป็นบริษัทนะครับ ต้องดูว่าเราจะหารายได้เข้าบริษัทประเทศไทยได้อย่างไร ผมมองว่าเราควรรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร วันนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก เรารู้ว่าท่องเที่ยวเราดี เรารู้ว่าเกษตรเราเก่ง เราเริ่มเก่งเรื่องประกอบรถยนต์ ปีนึงส่งออกเป็นล้านๆ คัน ของเหล่านี้เห็นชัดว่าเราไม่แพ้ใคร</p>
<p>ยังมีอีกเยอะครับที่เราทำได้ แต่เราไม่ควรไปทำอะไรที่เราไม่เก่ง โลกสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ ไม่มีพรมแดน อีกไม่นานประชาคมอาเซียนก็สำเร็จตามเป้าหมาย</p>
<p>สมมติเราวางเป้าหมายในการหารายได้ว่าจะเป็นประเทศที่เก่งด้านท่องเที่ยว ทุกคนอยากมาเที่ยว ชายหาดตั้งแต่เพชรบุรีลงไปพัฒนาเป็นอย่าง &#8220;ริเวียร่า&#8221; ทุ่มเงินงบประมาณให้สวย ความปลอดภัยดี ตำรวจท่องเที่ยวพร้อม เราก็มีรายได้เข้ามา หลังจากนั้นเมื่อมีเงินเข้ามา ก็แปลงเป็นรูปของเงินภาษี เราต้องรู้ว่าเราจะใช้จ่ายเงินของเราเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์อย่างไร</p>
<p>ในอดีตที่ผ่านมาเรามีรายได้เข้าประเทศ แต่เงินถูกเอาไปใช้ประโยชน์ในกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม รายได้ก็ไม่กระจาย เราก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับคนชั้นกลางได้</p>
<p>เชื่อผมไหมว่าตัวเลขที่น่ากลัวที่สุด เวลาเราทำนโยบายใช้ไฟฟรี ตัวเลขที่กำหนดไว้ 90 ยูนิต ปรากฎว่ามีคนถึงเกือบ 9.1 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟเพียง 90 ยูนิต คุณคูณสามเข้าไปก็ประมาณ 27 ล้านคน เขาใช้ไฟแค่นี้เพราะไม่มีสตางค์ อยากเปิดตู้เย็น 24 ชม. ยังเปิดไม่ได้ รีดผ้าก็ได้แค่ 2-3 ตัวเอง  อย่าไปพูดถึงเรื่องนิวเคลียร์เลย คนกลุ่มนี้ไม่ต้องใช้น่ะ เห็นชัดว่าเงินงบประมาณของเราที่ทุ่มเทพัฒนาพลังงานใหม่ๆ มันสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง นี่คือความไม่เป็นธรรม</p>
<p><strong>Q: ก็คือเป็นคนส่วนน้อย?</strong></p>
<p>แต่คนส่วนน้อยเนี่ยเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเขาสร้างงานให้คนอีก 27 านมีงานทำ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เอาเงินงบประมาณไปใช้เพื่อให้เขาบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น มันก็ต้องดูว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ถ้าเราปรับค่าไฟให้เขาต้องจ่ายมากหน่อย คนจนเหล่านี้ก็จะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ซึ่งก็เป็นเหมือนการเพิ่มรายได้ ให้ชีวิตของเราดีขึ้น เป็นการดึงเขาออกจาก vicious circle หรือภาวะจนซ้ำซาก</p>
<p>ตอนนี้ในสื่อกำลังบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบายคล้ายๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน คล้ายกับที่คุณทักษิณทำ จริงๆ แล้วต่างกันตรงไหนครับ?</p>
<p>นโยบายรถไฟฟรี ใช้ไฟฟรีเป็นของคุณสมัครครับ ไม่ใช่ของคุณทักษิณ ตอนนั้นเศรษฐกิจแย่ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพียงแต่ตอนนั้นไม่ใช่ใช้ไฟฟรี 90 ยูนิต แต่เป็น 120-150 ซึ่งมันสิ้นเปลืองมาก อย่างน้ำก็ไม่มีบ้านไหนต้องจ่ายเลย รัฐบาลของเราก็มา fine tune ใหม่ ไม่ใช่ว่าของเค้าไม่ดี แต่เราก็ไม่ต้องการทำในแบบประชานิยม</p>
<p><strong>Q: ยืนยันว่าไม่ใช่ประชานิยมแน่ๆ</strong></p>
<p>ไม่ใช่หรอกครับ เราไม่อยากเห็นคน 27 ล้านคนใช้ไฟ 90 หน่วยหรอกครับ เราอยากให้เค้าใช้ไฟ 120 หน่วยแล้วจ่ายเงินครับ แต่ถ้าเขายังจนอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ และจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าเราผิดพลาดแน่นอน อีก 4 ปีข้างหน้าถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลไปแน่นอน เฟล มีคนจนมากขึ้น</p>
<p>วัดกันง่ายๆ ถ้าหารัฐบาลคุณทักษิณดีจริง ทำไม 6 ปีแล้วยังจนกันอยู่ล่ะครับ มันควรจะข้ามตรงนี้ไปได้แล้ว แต่มันไม่ได้ข้ามเพราะมันไม่ได้ดีจริง</p>
<p>สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ประชานิยม มันเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของคนจน ช่วยเค้าก่อน อย่างโครงการประกันรายได้เกษตรกร จากนี้เกษตรกรเดินเข้านาก็สบายใจ ไม่มีคำว่าขาดทุนอีกแล้ว เราตั้งไว้เลยว่าคุณได้กำไร 40% แน่นอน แล้่วเงินที่เราให้ก็เงินของเค้า เงินภาษี เราคืนเขาไป ภาษาอังกฤษเรียก tax rebate</p>
<p><strong>Q: แต่ยังมีปัญหาเรื่องกำหนดที่ดิน เรื่องพืชไร่ การลงทะเบียน ในรายละเอียดอยู่รึเปล่าครับ</strong></p>
<p>ทำงานมีปัญหาทั้งนั้นล่ะครับ แต่มันไปได้ครับ นี่รอบสองแล้ว มีปัญหาคนโกงไหม มีครับ คนตั้ง 4 ล้านคน โกงซะ 10 คนก็โกงแล้ว</p>
<p>โครงการนี้ดีมากเพราะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมั่นคง เวลานี้ถ้าไปดูตัวเลข รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นตั้ง 30% จากที่ผ่านมา เค้าไม่จนอีกแล้วไงครับ เพราะไม่ขาดทุนอีกแล้ว ข้าวราคาตกก็ได้กำไร ถ้าข้าวราคาขึ้นมากๆ ก็ได้กำไรด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้ว มันสำปะหลังตอนนี้เลิกพูดได้เลย 3 บาทกว่า</p>
<p><strong>Q: งบประมาณของรัฐบาลมีสิทธิ์เข้าสู่สมดุลในอนาคตไหมครับ</strong></p>
<p>ต้องทำให้ได้ กลับไปที่เรื่องรายได้ไง อีก 2-3 ปีเราต้องเพิ่มรายได้ การเพิ่มรายได้ต้องใช้เวลา มันไม่เหมือนการเอาเงินไปใส่มือชาวบ้านที่เขาใช้ได้เลย อย่างโครงการรถไฟไทยจีน ใช้เวลา 4 ปีสร้างจากหนองคายมากรุงเทพ ถามว่ารายได้จะเกิดขึ้นเมื่อไร อีก 6-7 ปี มันไม่ได้เกิดขึ้นทันที</p>
<p><strong>Q: จากประสบการณ์ที่คุณกอร์ปศักดิ์ทำงานในตำแหน่งรองนายกเศรษฐกิจ คิดว่าอุปสรรคสำคัญในอนาคตอยู่ตรงไหน</strong></p>
<p>อุปสรรคสำคัญอยู่ที่การจัด priority ลำดับความสำคัญในการใช้เงินงบประมาณ ซึ่งมีอุปสรรคมาก เพราะถ้าการเมืองไม่นิ่ง จะเป็นมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต้องไปทำอย่างอื่นที่ไม่ควรทำ</p>
<p>มันจะไปตอบโจทย์เรื่องต่อรองทางการเมืองกับพรรคร่วมได้รึเปล่าครับ</p>
<p>ทุกอย่างอยู่ที่ชาวบ้าน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ ประชาชนเป็นคนเลือกนี่ครับ พวกเราไม่ได้เป็นเอง ถ้าประชาชนเลือกพวกเรามาได้มากจนที่พวกเราไม่ต้องต่อรองกับใคร ต่อรองกันเองในพรรค มันก็ง่าย</p>
<p>ถ้าประชาชนเลือกพรรคฝ่ายค้านมาก มันก็ง่าย แต่ถ้าประชาชนไม่เลือกใครมากเลย เลือก 5-10 พรรค มันก็ยาก</p>
<p><strong>Q: ที่ผ่านมายอมรับว่ามีอุปสรรคไหมครับ</strong></p>
<p>มีครับ มีเยอะด้วย</p>
<p>ผมว่าการเลือกตั้งเที่ยวหน้า มันเป็นการเลือกระหว่างผู้นำมากกว่า นโยบายก็อย่างที่คุยเมื่อครู่นี้คือฟังดูดีจังเลย ทำได้จริงหรือเปล่า มันอยู่ที่ผู้นำไงครับ เรียนตำราเล่มเดียวกันหมดล่ะครับ หนังสือก็อ่านเล่มเดียวกัน รู้เหมือนกัน เรื่องนโยบายไม่ต้องคุยกันมากหรอกครับ ถามว่าทำเป็นหรือเปล่า ทำให้เกิดได้จริงหรือเปล่า จะดีกว่า</p>
<p>การทำได้ต้องมีแผนการปฎิบัติงานที่ชัดเจนเพียงใด อย่างที่เราทดสอบ เราไปเข้าค่าย 6 สัปดาห์แล้วสร้างแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน 6 เดือน อันนี้เป็นการพิสูจน์ว่า นับจากเดือนมกราไปอีก 6 เดือน แผนปฏิบัติงานที่ท่านนายกวางไว้จะทำได้จริงหรือเปล่า</p>
<p><strong>Q: ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ คิดว่าการผลักดันนโยบายจะง่ายขึ้นไหมครับ</strong></p>
<p>โอ้ย ง่ายขึ้นเยอะครับ ผมว่าเราพร้อมและทำได้ รถไฟไทยจีน หนองคาย-กรุงเทพ อีก 4 ปีได้เห็น รถไฟความเร้วสูง เมืองท่าแหลมฉบัง ย้ายท่าเรือคลองเตย ได้เห็นหมดภายใน 4 ปี</p>
<p><strong>Q: จะเจอปัญหาการคัดค้านจากภาคประชาชนหรือเปล่า แบบที่เคยเป็นๆ มา</strong></p>
<p>เจอแน่นอน ฝ่ายค้านก็ต้องค้านอยู่แล้ว ส่วนภาคประชาชนเราต้องฟัง แต่ถ้าเราเอาท่าเรือออกแล้วทำเป็นสวนสาธารณะ ผมก็มองไม่เห็นนะว่าประชาชนที่ไหนจะไม่ชอบ ถ้าเราจะขยายแหลมฉบังเป็นเมืองท่า ผมก็มองไม่เห็นว่าคนระยอง คนชลบุรี จะไม่ชอบได้อย่างไร</p>
<p><strong>Q: แต่ทั้งหมดที่เราคุยกัน มันอยู่บนสมมติฐานที่การเมืองสงบลงแล้ว</strong></p>
<p>ก็หลังเลือกตั้งไงครับ ถ้าเรามีเลือกตั้งได้ ทุกอย่างสงบลง เราก็ไปได้ แต่ถ้าชาวบ้านบอกว่านดยบายพรรคประชาธิปัตย์ไม่ดี ไปเลือกอย่างอื่น นั่นก็เป็นสิทธิ เรามีหน้าที่เสนอ ก็ได้แต่เสนอให้ดีที่สุด ให้เข้าใจง่ายที่สุด ถ้าเขาชอบเขาเลือกเรา ให้โอกาสเราทำงาน นี่คือประชาธิปไตย ถ้าเราทำไม่ได้ ชาวบ้านเขาอยากได้อีกแบบนึง เราก็ต้องยอมรับน่ะครับ ไปทำหน้าที่ตรวจสอบแทน</p>
<p><strong>Q: เชื่อที่มีคนพูดว่า &#8220;ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง&#8221; หรือเปล่า ต้องเอานักการเมืองออกไปให้หมด</strong></p>
<p>แล้วเอาใครเข้ามาแทนล่ะครับ แบบนี้ก็ไม่ต้องมีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกับนักการเมืองอยู่คู่กัน เราอยากได้ประชาธิปไตยแบบมีทหารเหรอ ก็ไม่ได้อีก เราอยากได้ประชาธิปไตยที่มีอาจารย์จุฬา-ธรรมศาสตร์มาหมด ก็ไม่ใช่ เพราะเราทดลองมาหมดแล้ว เราเคยมีอาจารย์ทั้งหลายมาเป็นรัฐมนตรีเต็มไปหมดแล้ว (ยักไหล่)</p>
<p>คำตอบมันมีอยู่แล้วว่าเราต้องอดทนครับ เพราะว่าการเมืองประชาธิปไตยไม่ได้สร้างในวันเดียว</p>
<p><strong>Q: แปลว่าต้องเชื่อมั่นในการเมืองระบอบรัฐสภา</strong></p>
<p>ต้องเชื่อมั่นครับ มันไม่มีวิธีอื่น ถ้าไม่ดีก็เลือกใหม่ อย่าปฏิวัติครับ อย่าไปทางลัด ประชาธิปไตยไม่ได้มาง่ายๆ</p>
<p><strong>Q: ปัญหาที่ผ่านมาในช่วงพฤษภา เกิดการสูญเสียเยอะ และเหมือนความขัดแย้งยังไม่หายไป แบบนี้จะแก้ยังไงครับ</strong></p>
<p>ผมว่าทุกอย่างต้องใช้เวลาหมดล่ะครับ เรามีความขัดแย้งกันในทางความคิด แล้วเราจะบอกว่าผ่านมา 2-3 เดือนทำไมไม่ดีกันเสียที มันเป็นไม่ได้ครับ ต้องใช้เวลา</p>
<p>คนที่มาชุมนุมแล้วถูกจับ ตอนนี้ติดคุกติดตะรางอยู่หลายร้อยคน จะให้ครอบครัวของเขาบอกว่าไม่เป็นไร มันเป็นไปไม่ได้ ครอบครัวของทหาร อย่าง พ.อ. ร่มเกล้าที่เสียชีวิตไป ครอบครัวเขาคิดยังไง ครอบครัวเขาออกมาโวยวายไม่ได้เพราะสามีเสียชีวิตในหน้าที่ มันก็เดือดร้อนไปกันหมด ไม่มีใครชนะ แพ้กันหมด</p>
<p>ผมว่าถ้าเรามีเลือกตั้ง อย่างน้อยก็ให้เสียงจากประชาชนตัดสิน ประชาชนเป็นใหญ่ พอมีเลือกตั้งแล้วเราก็ยอมรับ ถ้าฝ่ายค้านได้เสียงข้างมาก เขาก็คู่ควรกับการเป็นรัฐบาล</p>
<p>เราต้องพร้อมที่จะบอกว่าจะเป็นฝ่ายค้านก็ได้ รัฐบาลก็ได้ แต่อยากเป็นรัฐบาล จะเสนอของดีๆ ให้ดู เพื่อให้คนเลือกพวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ถ้าหากว่าเกิดอุบัติเหตุจนเราไม่ได้เป็น ก็ยอมรับแล้วทำหน้าที่ฝ่ายค้านไป อีกสี่ปีค่อยมาเลือกใหม่</p>
<p>ถ้าเชื่อในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องอดทนกันหน่อย แล้วก็ต้องเรียนรู้การเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปเลือกตั้งเพราะบอกให้ไปเลือกคนนู้นคนนี้ แต่ไปเลือกตั้งด้วยความมั่นใจในตัวเองว่า สิ่งที่เราไปกากบาทใช้สิทธิ์เนี่ย ใช้ด้วยความระมัดระวัง</p>
<p>ผมคิดว่าจากนี้ไปเป็นปีเลือกตั้ง พอเป็นปีเลือกตั้ง ข่าวจะสับสน คนจะโฆษณากันเยอะ ต้องชั่งใจให้ดี</p>
<p>หน้าที่ของพวกผมคือการเอาสินค้าไปวาง แล้วต้องพูดเรื่องความเป็นจริงให้มากที่สุด สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะพูดท้ายที่สุดก็คือ งานที่เราทำมาสองปี เราทำไปมากพอสมควร แต่ในใจของพวกเรา เราคิดว่ายังมากไม่พอ</p>
<div id="attachment_11627" class="wp-caption aligncenter" style="width: 600px"><a href="http://twitpic.com/203ltu"><img class="size-full wp-image-11627 " title="Korbsak in Cabinet" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/121100610.jpg" alt="" width="590" height="390" /></a><p class="wp-caption-text">กอร์ปศักดิ์ ขณะประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี และผู้นำระดับสูงของรัฐบาล (ภาพจากทวิตเตอร์ของกอร์ปศักดิ์)</p></div>
<p><strong>รู้จักกอร์ปศักดิ์แบบสั้นๆ</strong></p>
<ul>
<li>กอร์ปศักดิ์เป็นบุตรชายคนโตของนายประมวล สภาวสุ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ช่วงหลัง และรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ</li>
<li>กอร์ปศักดิ์จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา จากนั้นกลับมาประกอบธุรกิจด้านที่ปรึกษาการก่อสร้างและวิศวกรรม</li>
<li>เขามีกิจการรีสอร์ทขนาดเล็กแต่หรูอยู่ที่ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน ชื่อ <a href="http://www.rimpaicottage.com/">Rim Pai Cottage</a> โดยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแล และตัวเขาเองมักไปพักผ่อนที่ อ. ปาย เสมอในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนบุตรชายสองคนของกอร์ปศักดิ์ ทำงานช่วยบิดาในพรรคประชาธิปัตย์ทั้งคู่</li>
<li>ในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. กอร์ปศักดิ์มีทรัพย์สินรวมกว่า 100 ล้านบาท (<a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1255088370">ประชาชาติธุรกิจ</a>)</li>
<li>สื่อมวลชนตั้งฉายา &#8220;คุณชายละเอียด&#8221; หรือ &#8220;เจ้าคุณละเอียด&#8221; ให้กอร์ปศักดิ์ เนื่องจากบุคลิกเลิศหรูแบบคุณชาย แต่มีสไตล์การทำงานละเอียดลออ ใส่ใจทุกรายละเอียดจนพรรคร่วมอึดอัด</li>
<li>อ่านประวัติของกอร์ปศักดิ์อย่างละเอียดได้จาก <a href="http://www.siamintelligence.com/kobsak-biography/">ชีวิตและผลงานกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ</a></li>
</ul>
<p><strong>กอร์ปศักดิ์กับโลกออนไลน์</strong></p>
<p>กอร์ปศักดิ์ถือเป็นผู้บริหารที่ใช้สื่อออนไลน์มากเป็นอันดับต้นๆ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขามีบล็อกส่วนตัวที่ <a href="http://www.korbsak.com/">korbsak.com</a> เขียนอภิปรายประเด็นด้านเศรษฐกิจและนโยบาย รวมถึง <a href="http://www.facebook.com/?ref=hp#%21/profile.php?id=695147881">Facebook</a> และ Twitter (<a href="http://twitter.com/#%21/korbsak">@korbsak</a>) และในช่วงที่ข่าวการลาออกของนายกอร์ปศักดิ์แพร่สะพัด เขาเลือกที่จะเงียบและปลีกตัวไปรีสอร์ทส่วนตัวที่ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน จากนั้นอัดวิดีโอแถลงเหตุผลในการลาออกผ่าน YouTube แทน (<a href="../korbsak-resignation/">กอร์ปศักดิ์อธิบายเหตุผลผ่าน YouTube ว่าทำไมลาออกจากเลขาธิการนายกฯ</a>)</p>
<p>เมื่อฝุ่นควันทางการเมืองจางลงมีข่าวว่าเขาได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถัดจากนั้นเขาโพสต์ใน <a href="http://twitter.com/korbsak/status/21935165462810624">ทวิตเตอร์</a> เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2554 ว่า<a href="http://twitter.com/korbsak/status/21934528004096000">เขากลายเป็นคนว่างงานไปเสียแล้ว</a> แต่ข้อความ<a href="http://twitter.com/korbsak/status/21935165462810624">ทวิตเตอร์ลำดับถัดมา</a>ช่วย เฉลยว่าหน้าที่ใหม่ของเขาคือรับผิดชอบการเลือกตั้ง ที่สำคัญข้อความชิ้นนี้ จุดความสนใจให้เราติดต่อขอสัมภาษณ์กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ผ่านหลังไมค์ทางทวิตเตอร์ทันที!</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 548px"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/01/korbsak-tweet.png"><img title="korbsak-tweet" src="../wp-content/uploads/2011/01/korbsak-tweet.png" alt="" width="538" height="257" /></a><p class="wp-caption-text">ตัวอย่างข้อความใน Twitter ของกอร์ปศักดิ์</p></div>
<p style="text-align: center;">
<blockquote><p>ความจริงไม่ว่าง ภาระหนักกว่าเดิม โลกสมัยใหม่ การเมืองรูปแบบใหม่ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเล่น facebook ๓- ๔ ล้าน หาเสียงแบบโบราณแพ้ก่อนเริ่ม</p></blockquote>
<p>ว่ากันว่านักการเมืองไวต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสมวลชนเสมอ ข้อความนี้สะท้อนถึงการจับกระแสการเมืองสมัยใหม่ที่กำลังตั้งเค้าขึ้น</p>
<p><strong>ต้นแบบ &#8220;เมกะโปรเจคต์&#8221; พัฒนาพื้นที่ท่าเรือเก่า และเมืองรีสอร์ทริมชายทะเล<br />
</strong></p>
<p>ในระหว่างการสัมภาษณ์ กอร์ปศักดิ์ เล่าให้เราฟังว่าเขายังมีความฝันที่จะย้ายท่าเรือคลองเตยออกจากพื้นที่เดิม และจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งจะไม่มีที่จอดรถ แต่ประชาชนสามารถเดินทางมาได้โดยรถไฟฟ้า หรือขนส่งมวลชน ถือเป็น &#8220;ปอดแห่งใหม่&#8221; ของกรุงเทพ ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีประชาชนคนไหนปฏิเสธไอเดียนี้</p>
<p>นอกจากนี้เขายัง &#8220;ขายฝัน&#8221; การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยแถว จ. เพชรบุรี ให้กลายเป็นแบบเดียวกับ &#8220;ริเวียร่า&#8221; พื้นที่ริมทะเลในอิตาลีที่เต็มไปด้วยรีสอร์ทขนาดเล็กหรูหรา ทอดยาวตลอดแนวชายฝั่ง</p>
<p>SIU นำเสนอโครงการลักษณะเดียวกันของต่างประเทศ ได้แก่ <a href="http://www.siamintelligence.com/hafencity-and-riviera/">การย้ายท่าเรือของเมืองฮัมบูร์กประเทศเยอรมนี รวมถึง &#8220;ริเวียร่า&#8221; ต้นแบบไอเดียของกอร์ปศักดิ์</a> มาให้ดูเปรียบเทียบ</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/korbsak-sabhavasu-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Practical Utopia สัมภาษณ์ นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/nirun-phitakwatchara-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/nirun-phitakwatchara-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Feb 2011 07:28:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[Nirun Phitakwatchara]]></category>
		<category><![CDATA[practical utopia]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ]]></category>
		<category><![CDATA[มาบตาพุด]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=11684</guid>
		<description><![CDATA["สิทธิมนุษยชน" ให้ความรู้สึกว่าไกลตัวสำหรับประชาชนคนไทย แต่แท้จริงแล้วสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิทธิจะต้องสอดคล้องกับพัฒนาการทางสังคมที่ซับซ้อน เพื่อให้ทุกด้านในชีวิตของประชาชนได้รับการเคารพคุ้มครอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Practical Utopia ได้รับเกียรติจาก <strong>นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ</strong> กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงความสำคัญของสิทธิในแง่มุมที่หลากหลายและสอดคล้องกับวิถีแห่งการดำรงชีพ ที่นำไปสู่การเรียนรู้และรวมตัวในการลุกขึ้นมาพิทักษ์ความสุขในชีวิตของตน</p>
<p><img src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/niran.jpg" alt="" title="nirun phitakwatchara" width="500" height="342" class="aligncenter size-full wp-image-11703" /><br />
<span id="more-11684"></span><br />
&#8220;สิทธิมนุษยชน&#8221; ให้ความรู้สึกว่าไกลตัวสำหรับประชาชนคนไทย แต่แท้จริงแล้วสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิทธิจะต้องสอดคล้องกับพัฒนาการทางสังคมที่มีความสลับซับซ้อนในยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อทำให้ทุกด้านทุกมุมในชีวิตของประชาชนได้รับการเคารพคุ้มครอง</p>
<p>สิทธิไม่ใช่เป็นเรื่องของปัจเจกชน หากทว่ายังต้องมีมุมมองแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ไปจนกระทั่งถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง สิทธิจึงนับเป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยดูแลประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ท่ามกลางกลไกและอำนาจรัฐที่ยังมีจุดอ่อนช่องโหว่ในการดูแลประชาชน</p>
<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/e/1Jl2te2oORo"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/e/1Jl2te2oORo" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2519 ในชีวิตการทำงานเคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ. 2543 – 2549) อ่านประวัติอย่างละเอียดได้จาก <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/นิรันดร์_พิทักษ์วัชระ">ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/nirun-phitakwatchara-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Practical Utopia สัมภาษณ์ &#8220;พันศักดิ์ วิญญรัตน์&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Dec 2010 06:31:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[SIU Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[practical utopia]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=9815</guid>
		<description><![CDATA[Siam Intelligence Unit และรายการ Practical Utopia สัมภาษณ์พิเศษ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Siam Intelligence Unit และรายการ Practical Utopia สัมภาษณ์พิเศษ <strong>“พันศักดิ์ วิญญรัตน์”</strong> อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร<span id="more-9815"></span></p>
<p>พ่อของเขาเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ พันศักดิ์จบการศึกษาด้านกฎหมายจากอังกฤษ เคยทำงานอยู่ในสหรัฐนับสิบปี หลังกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ พันศักดิ์เคยเริ่มทำหนังสือพิมพ์ &#8220;จตุรัสรายสัปดาห์&#8221; และภายหลังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Asia Times (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้ง<a href="http://www.tcdc.or.th/">ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)</a> องค์การมหาชนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าไทย</p>
<p>อ่านประวัติอย่างละเอียดของพันศักดิ์ได้จาก <a href="http://politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C">Political Base</a></p>
<p><iframe src="http://player.vimeo.com/video/16139029?byline=0&amp;portrait=0&amp;color=ff9933" width="500" height="283" frameborder="0"></iframe></p>
<h2>ถอดความจากวิดีโอสัมภาษณ์</h2>
<p><strong>อะไรเป็นแรงจูงใจของการทำหนังสือ “จัตุรัส” ในอดีต</strong></p>
<p>ผมอยากปลดปล่อย (unfreeze) ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งถูกแช่แข็ง (freeze) โดยการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส (french colonialism) และตามด้วยยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ (US strategic will) ในภูมิภาค</p>
<p>ความสัมพันธ์ของเรากับลาว เขมร เวียดนาม ถูกตีความผ่านมหาอำนาจของโลก ดังนั้นการแกะ puzzle แรกของภูมิภาค ก็ต้องทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ไม่มีสงครามระหว่างกัน</p>
<p><strong>คุณพันศักดิ์มีบทบาทอะไรบ้างในนโยบาย “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า” ในสมัยรัฐบาลคุณชาติชาย</strong></p>
<p>ช่วยคิด ช่วยอธิบาย ช่วยบอกท่านว่าความหมายของมันคืออะไรบ้าง</p>
<p>ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าผมเป็นคนให้คำปรึกษา แต่คนที่รับความเสี่ยง (take risk) จริงๆ คือคนที่รับคำปรึกษาไปทำ เพราะฉะนั้นความดีต้องยกให้คนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดถึงผมมาก</p>
<p><strong>จากที่เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมาพอสมควร เห็นอะไรมาบ้าง</strong></p>
<p>คุณชาติชายอยากจะ manage กระทรวงกลาโหม ก็ถูกเตะไป นั่นหมายความว่าการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” นั้นเป็นการหลงผิด เป็นภาพลวงตาในทะเลทราย เพราะในความเป็นจริงคุณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไทยใน “นิยามปกติ” ของคำว่านายกรัฐมนตรี</p>
<p>คุณอภิสิทธิ์ก็เจอปัญหานี้แล้ว เจอว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” จริงหรือไม่</p>
<p><strong>คิดว่าทำไมรัฐบาลที่เคยให้คำปรึกษา จึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะคุณพันศักดิ์ไปทำงานที่คุกคามใครเข้าหรือเปล่า?</strong></p>
<p>คุณชาติชายให้ผมเข้าไปในฮานอยตอนที่ B52 กำลังบอมบ์อยู่ ผมไปคุยกับเวียดนามว่าคนไทยอยากสานเสวนาด้วย ในช่วงที่อเมริกันกำลังถอนตัวจากเวียดนาม งานของผมคุกคามประเทศไทยตรงไหน งานของผมทำให้ธนาคารทหารไทยสามารถเปิดสาขาที่ไซ่ง่อนได้ตอนที่สงครามเลิก มันคุกคามตรงไหน คงไม่ใช่ผมมั้ง</p>
<p>ผมว่าที่เค้ามีปัญหากัน มันเป็นเรื่องทัศนคติของอำนาจ (perception of power) มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย</p>
<p>รัฐประหารเมืองไทย ผมสองในเท่าไรนะ สิบกว่า? คุณก็ต้องไปถามคนอื่นด้วยนะ ไปถามเขาด้วยว่าทำอะไรถึงโดน</p>
<p>ถ้าผมไม่ถูกรัฐประหารสิ น่าสนใจมากเลย คนที่เคยครองอำนาจอยู่ มีความเป็นเหตุเป็นผล (get rational) และเข้าใจอนาคต ผมโดนรัฐประหารก็หมายความว่า it stays the same ก็เท่านั้น</p>
<p><strong>มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคมไทยด้วยหรือเปล่า</strong></p>
<p>หรือว่าอาจมีคนบางกลุ่มเห็นว่า “ความชัดเจนในการมองอนาคต” ที่ผมให้คำแนะนำไป มันคุกคามเขาด้วย นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมเหมือนกัน</p>
<p>หรือว่าสังคมไทยต้องการให้ผู้คนกระแดะปริญญาโท ปริญญาเอกกัน โดยให้ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็น ”หน้าตา” ของคนไทย แต่ไม่อยากให้มีความเข้าใจในเนื้อหา ก็เท่านั้น</p>
<p>หรือไม่อยากให้วิเคราะห์พุทธศาสนาให้ทะลุ ถ้าคนไทยคนไหนวิเคราะห์พุทธศาสนาได้ทะลุจนคุกคาม “ความเป็นอยู่ปกติ” ของสังคมไทย มันไม่ได้</p>
<p>ผมว่าเราอยู่อย่างนั้นน่ะอยู่ได้ มีแต่ form ไม่ต้องมี substance เราอยู่ได้ ถ้าเราแค่ “รับทำของ” ไปเรื่อยๆ เรายอมเป็นประเทศที่เอาส่วนเกินของการผลิต (surplus) มาชดเชยความล้มเหลวของภาคการเกษตร (agriculture failure) เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สังคมไทยเคยชินในการหาเศษหาเลยจาก failure ถ้าเกิดภาคเกษตรไทยไม่มี failure สักสิบปี รายได้ของโครงสร้างสถาบันไทยต่างๆ จะมีปัญหา</p>
<p>แต่ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของโลกตะวันตก ในยุโรป เกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในหมู่บ้านกับชีวิตในเมืองมีปัญหาในการผ่องถ่ายแรงงานกันไม่ได้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปตะวันตกช่วยเปลี่ยนสภาพ “ไพร่” มาเป็น “แรงงาน” แต่กลับไปสู่ความเป็นไพร่ไม่ได้ อันนี้มีคำถามว่าเป็นทิศทางของประเทศจีนปัจจุบันหรือเปล่า?</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://farm5.static.flickr.com/4106/5097158936_d0af1c80f3.jpg" alt="Pansak" width="500" height="375" /></p>
<p><strong>แบบนี้เมืองไทยควรมีโครงสร้างทางสังคมอย่างไรครับ</strong></p>
<p>วิธีการของเราก็คือ ต้องพยายามเชื่อมระหว่างการเป็นชาวไร่ชาวนากับการเป็นคนงานไปได้เรื่อยๆ ผ่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ และจะทำแบบนี้ได้เราต้อง “อัพเกรด” ชีวิตเกษตรในเชิงคุณภาพของการผลิต (qualitative change in production value)</p>
<p>ตอนนี้ความสามารถในการผ่องถ่ายกันระหว่างแรงงานในโรงงานกับชาวไร่ชาวนาก็มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้ไปแตะต้องเลย ถ้าหากคุณไปคุยกับคนขับแท็กซี่ เขาก็จะบอกว่าปีนึงจะหยุดขับแท็กซี่สองหรือสามหน เพื่อกลับไปดูแลไร่นาของเขา เสร็จแล้วก็กลับมาขับแท็กซี่ต่อ</p>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้มีวาณิชธนกิจไปสัมภาษณ์แผนการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เขาบอกว่าเปิดเซ็นทรัลในขอนแก่น ในอุดร ในจันทบุรี อะไรพวกนี้ ทีแรกเปิดแบบไม่ค่อยมีคุณภาพ ตอนหลังเปลี่ยนให้มันหรูเลย เอา Patek Phillippe แท้เรือนละล้านกว่าไปขายที่ขอนแก่น ปรากฎว่าขายหมดเลย คนก็เดินห้างกันใหญ่เลย</p>
<p>คุณคิดว่าใครไปเดินห้างพวกนี้? ก็ “ไพร่ขอนแก่น” คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่เริ่มมีกิจการขนาดเล็กของตัวเอง</p>
<p><strong>เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้หรือเปล่า</strong></p>
<p>คุณจะเห็นปรากฎการณ์ (phenomena) ของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ถ้ามองด้วยการวิเคราะห์สังคม พวกนี้มักจะมาโดยมีรถญี่ปุ่น รถกระบะ มากันหมด มีป้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในประชาไท บอกว่าเอารถจักรยานของหลานมาขายเพื่อเป็นทุนในการมาร่วม คุณจะเห็นว่าคนพวกนี้มีสินทรัพย์ (asset) และคนพวกนี้ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายทางการเมือง ในแบบที่ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์เหล่านี้ โดยผ่านขบวนการของเสื้อแดง</p>
<p>ขบวนการเสื้อแดงเป็นการเคลื่อนไหวแบบมาร์กซิสต์หรือเปล่า ไม่ใช่เลย ผมเรียกว่ามันเป็น “Petite Bourgeoisie Thai Style” (นายทุนน้อยแบบไทยๆ)</p>
<p>พวกเสื้อแดงเนี่ยมีแรงบันดาลใจ (inspiration) และความหวัง (aspiration) ที่อยากถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองแบบคนเสื้อเหลือง เราจะเห็นได้จากมุขที่พูดกันบนเวทีที่ราชประสงค์ว่า “ถ้าทหารบุกมาแล้วจะชี้ให้ดูว่าหลุยส์วิตตองอยู่ตรงไหน” โอ้โห คนอีสานที่มาร่วมชุมนุมเป็นหมื่นๆ มันเฮ</p>
<p>เอ คนเสื้อแดงที่เป็นไพร่ที่ถูกเรียกว่าควาย ทำไมรู้จักหลุยส์วิตตองวะ</p>
<p><strong>ระบอบการปกครองในอุดมคติของคุณพันศักดิ์</strong></p>
<p>ระบบอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น แต่ต้องคิดให้ทะลุว่าระบบนั้นสามารถสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสังคมได้หรือไม่ สร้างส่วนเกิน (surplus) มาชดเชยกับสิ่งที่คุณเรียกว่าพันธะทางศีลธรรม (moral obligation) ของรัฐได้หรือไม่  และถ้าได้ก็มีคำถามต่อไปว่า “at what cost?”</p>
<p>ที่ผมเสนอประชาธิปไตยก็เพราะว่าต้นทุน (cost) มันน้อยที่สุด</p>
<p>ประชาธิปไตยหมายความว่ามีต้นทุนในการคัดเลือกสิ่งที่เป็นมูลค่าต่ำ (low cost selection of value) และ cost นั้นถูกผลักไปที่ประชาชน ไม่ใช่ที่รัฐ</p>
<p>ความล้มเหลวทางการเมือง (political failure) จะทำให้เกิดต้นทุนไปยังสมาชิกของพรรคการเมืองที่เลือกตั้งแพ้ ไม่ใช่เกิดต้นทุนไปยังรัฐ</p>
<p>ประชาชนจะตอบสนองต่อนโยบายที่ผิดพลาด (policy failure) โดยการเตะนักการเมืองออกไป ตัวอย่างก็อย่างพรรคแรงงานของอังกฤษ อยู่มาตั้งสองสามสมัย โดนเตะออกไปโดยคนที่เคยเลือกพรรคนี้เอง</p>
<p><strong>มีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>เราต้องยอมให้ประชาชนมี “สิทธิ์ที่จะเสี่ยงและเสียภาษี” เพิ่มขึ้น เราต้องเสริมพลังในการจ่ายภาษีให้ประชาชน</p>
<p>ถ้าเรารีดภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ซีพี ปูนซีเมนต์ไทย ฯลฯ เพียงอย่างเดียว จะมีบริษัทระดับนี้อยู่สักกี่รายกันเชียวในเมืองไทย ประเทศเพื่อนบ้านเรารีดภาษีนิติบุคคลน้อยกว่าเราตั้งเยอะ คุณคิดว่าถ้าทำแบบนี้เราจะไปไหวเหรอ? ก็ต้องรีดจากไพร่ใช่มั้ย</p>
<p>ทีนี้จะรีดจากไพร่ได้ยังไง มีทางเดียวคือต้องเพิ่มพลังในการเสียภาษีให้กับไพร่ จะได้สามารถลดภาษีของบริษัทลงได้</p>
<p>คนที่เสียภาษีเค้ามีศักดิ์ศรีนะ คนที่เสียภาษีเค้ามีพลังที่จะเสี่ยง และต้นทุนในการเสี่ยงก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของรัฐ เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงในการหารายได้จากรัฐมายังประชาชน</p>
<p>วิธีคิดของสังคมไทยมีธรรมาสน์เทศน์ 2 ธรรมาสน์ อันแรกคือ “ธรรมาสน์คุณธรรม” เทศน์ไปไม่รู้เนื้อหาอยู่ตรงไหน อีกอันคือ “ธรรมาสน์ MBA” ทั้งสองอันเหมือนกันคือเนื้อกลวง อย่างธรรมาสน์ MBA กำลังพังฉิบหายในยุโรป ในอเมริกา วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปีครึ่ง อเมริกาพิมพ์แบงก์มาเกือบตายปีครึ่ง แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย</p>
<p>เราชอบพูดกันนักว่าตลาดต่างประเทศวูบวาบ เราต้องสร้างการบริโภคในประเทศ (domestic growth) ไหนบอกหน่อยสิว่าทำไง ไม่เห็นมีใครพูดว่าจะสร้าง domestic growth ได้ยังไง</p>
<p>การที่ผมให้ไพร่มีศักดิ์ศรี (dignity) ในชีวิต คุณไม่เรียกนั่นเป็นคุณธรรมสูงสุดเหรอ</p>
<p>การสร้างมูลค่า (value creation) เป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ระดับจุลภาค (micro) ขึ้นไปจนบนสุด รัฐมีหน้าที่เตรียมเครื่องมือ (facilitate) ให้กับการสร้างมูลค่า รัฐไม่มีหน้าที่ดูถูกดูหมิ่นไพร่ว่าเป็นควาย หน้าที่ของรัฐคือเตรียมโครงสร้างให้เกิดปริมาณภาษีทั้งหมดที่เพียงพอ  (volume collection of tax)</p>
<p><strong>คุณพันศักดิ์เคยพูดถึงยุทธศาสตร์กางเขนหัวกลับ (Reversed Cross) ที่มีรถไฟจีนกับถนนของญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมีความเห็นอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>(หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่องยุทธศาสตร์ Reversed Cross ได้จากบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-reversed-cross/">พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า</a>)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="reverse-cross-2" src="../wp-content/uploads/2010/11/reverse-cross-2.jpg" alt="" width="480" height="270" /></p>
<p>Reversed Cross ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ (strategy) แต่เป็นความจริงทางลอจิสติกส์ (logistic reality) ซึ่งมีผลกระทบที่จับต้องได้โดยตรง (tangible impact) กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p>รถไฟจะช่วยลดต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้มหาศาล คนจะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เรื่องอะไรผมจะอยู่กรุงเทพ ผมต้องทำตัวแบบคนนิวยอร์ก มีแฟลตเท่ารูหนูอยู่ในเมืองสำหรับตอนไปดูโอเปร่าแล้วต้องค้างคืนเท่านั้น แต่บ้านจริงๆ อยู่ที่คอนเนคทิคัตแทน</p>
<p>ประเด็นของเราคือจะส่งออกรายได้ของเมือง (income of metropolitant area) ออกไปยังชนบทได้อย่างไร ตอนนี้มันทำได้บ้างในตอนสุดสัปดาห์จากการออกต่างจังหวัดของคนเมือง</p>
<p>แต่อีกหน่อยถ้ารถไฟออกมาจากคุณหมิงแล้ว กรุงเทพจะทำอย่างไร where is your role?</p>
<p>คุณจะห้ามจีนมาเปิดธนาคารตามเส้นทางรถไฟนี้หรือ บริษัทการเงิน การขนส่งและสต๊อกสินค้า เราจะห้ามไม่ให้เขาเข้ามาหรือ</p>
<p>หมายความว่าบทบาทในฐานะศูนย์กลางของกรุงเทพจะหายไป กรุงเทพต้องหาบทบาทใหม่ของตัวเองโดยเร็วที่สุด ก่อนจะหมดความสำคัญลงไป ก่อนสิบปีจะผ่านไป</p>
<p><strong>พูดถึงรถไฟที่เชื่อมอาเซียนในแนวดิ่งไปแล้ว มองถนนของญี่ปุ่นที่จะเชื่อมอาเซียนในแนวขวางอย่างไร</strong></p>
<p>ญี่ปุ่นใช้กระบวนการให้ทุนผ่านองค์กรต่างๆ เช่น อาเซียน เอเปก เพื่อเอาเงินมาสร้างถนนวิ่งไปยังทวาย เพื่อเชื่อมทางทะเลไปยังมาดราส (เมืองเชนไนในอินเดีย)</p>
<p>ญี่ปุ่นเขาบอกว่าเมืองไทยจะเอายังไงกับถนนก็เอาเสียทีเถอะ</p>
<p>ตอนนี้ญี่ปุ่นหิ้วเศรษฐกิจไทยอยู่ คุณรู้ใช่ไหม ถ้าเราถือว่า GDP ของเรา 65% มาจากการส่งออก ใน 65% นี่คุณคิดว่าเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 1,000 บริษัทของญี่ปุ่นสักเท่าไร หมายความว่ารายได้ของข้าราชการไทยถูกหิ้วโดยเพื่อนญี่ปุ่นของผมนะ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เหรอ</p>
<p>อีกหน่อยถ้าเราส่งออกไปเมืองจีน คิดเป็น 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ถ้าเกิดเรามีปัญหากับจีน การส่งออกลดลง อาจจะสัก 10% พอ คุณยุ่งไหม ดังนั้นตรงนี้ต้องเอาการบริโภคในประเทศมาสร้างสมดุล</p>
<p>รัฐจึงมีหน้าที่ต้องสร้างการลงทุนที่จะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าภายในประเทศ และนี่เป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ ไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจนะ เป็นนโยบายด้านความมั่นคง (security policy)</p>
<p><strong>ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไรในภูมิภาคเอเชีย</strong></p>
<p>เราจะเป็นตัวกลาง เมืองไทยควรหัดทำตัวเป็นเลบานอน ในสมัยก่อนที่จะฆ่ากันในยุค 1960s</p>
<p>เลบานอนคืออะไร? คือผู้ดี เป็นที่ที่อาหาร ผลไม้อร่อย วัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนสุดยอด เป็นที่ที่อาหรับกับยิวมา “เกี๊ยะเซียะ” กัน ขายของกัน เป็นที่ที่ทุกคนเอาเงินมาฝาก ธนาคารของเลบานอนครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่งมาก  ถือเป็นกลุ่มประเทศอาหรับที่เคยรวย</p>
<p>เราต้องทำตัวเป็นเลบานอนในสมัยนั้น ให้ความสะดวกทั้งญี่ปุ่นและจีน มาบริหารทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างสงบสุขในประเทศไทย แล้วเราก็เกาะทั้งถนนและทางรถไฟ เอามาช่วยสร้าง domestic growth ของเราเองด้วย เป็นหนทางในการสร้างการเติบโตในประเทศ</p>
<p>แต่เราต้องนิ่ง นิ่งกับเพื่อนบ้านให้หมด อย่าแสดงความคลั่งชาติ เพื่อนบ้านก็อย่าคลั่งชาติ เราก็ไม่คลั่งชาติ ทั้งเวียดนาม ไทย ลาว เขมร</p>
<p><strong>กลับมาที่นโยบายในสมัยทักษิณบ้าง นโยบายอย่าง “ประชานิยม” ถูกวิจารณ์มากว่าทำให้คนเป็นหนี้ มีคำอธิบายต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ</strong></p>
<p>ผมพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า ผมอยากให้ชาวไร่ชาวนาไทยมีความสามารถในการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ (ability to have quality debt) แหม โกรธผมกันใหญ่ หาว่าผมทารุณโหดร้ายกับชาวไร่ชาวนา อยากให้ชาวไร่ชาวนามีหนี้</p>
<p>ถามหน่อยในทางเศรษฐศาสตร์ว่าถ้าทุกคนไม่มีหนี้ ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน (surplus) จะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p><a title="Interviewing with Pansak by isriya, on Flickr" href="http://www.flickr.com/photos/isriya/5097155058/"><img src="http://farm5.static.flickr.com/4147/5097155058_637b93446d_m.jpg" alt="Interviewing with Pansak" width="240" height="180" /></a> <a title="Interviewing with Pansak by isriya, on Flickr" href="http://www.flickr.com/photos/isriya/5096555443/"><img src="http://farm5.static.flickr.com/4085/5096555443_3ae4a3cb6f_m.jpg" alt="Interviewing with Pansak" width="240" height="180" /></a></p>
<p><strong>มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการคิดนโยบายที่โดนใจประชาชนเป็นอย่างมาก</strong></p>
<p>เอาง่ายๆ นโยบายปกติที่มาจากสภาพัฒน์ (NESDB) มันเป็นนโยบายที่มหภาคมาก ประชาชนก็เบื่อ เราก็รู้ว่าคนเบื่อ และในขณะที่คนมีพัฒนาการตลอดเวลา แต่กลับถูกกีดกัน (alienate) จากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเราต้องเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาทำ (function) และหวัง (hope) อยู่ในชีวิต ที่ผ่านมาเราได้แต่สร้างความหวังระดับมหภาคมากๆ (super macro hope) มันเลี่ยน คนก็เบื่อ คนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม อันนี้คุณทักษิณก็รู้ ยิ่งไปต่างจังหวัดยิ่งชัด</p>
<p>เราก็แค่ทำนโยบายออกมาให้ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่และหวังอยู่ ให้เป็นรูปธรรม และต้องสามารถอธิบายได้ในทางการเงินการคลัง</p>
<p><strong>สังคมไทยตอนนี้มีความขัดแย้งกันมากทุกระดับชั้น คุณพันศักดิ์มองเรื่องนี้อย่างไร</strong></p>
<p>เอาอย่างนี้ดีกว่า เราทำยังไงให้คนมุสลิมที่เคยถูกดูถูกว่ากินกาแฟ เล่นนกเขา ขี้เกียจ วันๆ ไม่ทำอะไร มีประสิทธิภาพในการทำระเบิดที่กดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ เอ๊ะ กระทรวงศึกษาไม่ได้สอนซะหน่อย โรงเรียนสอนศาสนาก็ไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้นต่อมคิด ต่อม passion ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้ ห้าหกปีที่ผ่านมาตายไปสี่พันกว่าคน ปีนึงเกือบพันกว่าคน</p>
<p>ระเบิดที่นนทบุรี ใช้ปุ๋ยยูเรีย อ้าว ระเบิดมึงทำไมไม่ไปขโมยมาจากกองทัพล่ะ เอ๊ะ ทำไมขยันถึงขนาดนี้ ทำขึ้นเอง อะไรไปกระตุ้นให้หัดทำอย่างที่คนมุสลิมเขาหัด</p>
<p>คุณต้องตั้งคำถาม ธรรมดาเค้าต้องไปขโมยระเบิดในกองทัพไม่ใช่เหรอ ง่ายดี ประเด็นไม่ใช่ไประเบิดตัวเองหรือระเบิดใคร ประเด็นอยู่ที่ว่า เอ๊ะ อะไรเกิดขึ้นในสังคมแบบพุทธ ซึ่งมีคนมุสลิมอยู่ข้างเคียง ทำไมคนสร้างระเบิดเก่งขึ้นจมเลย ทั้งที่ระบบการศึกษา สังคมไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้น passion ในการเรียนทักษะเหล่านี้</p>
<p>แล้วสังคมเราจะอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ มีคนเรียนการสร้างระเบิดด้วยยูเรีย เพื่อแสดงถึงความต้องการทางการเมืองของตัวเอง</p>
<p><strong>คิดจะกลับสู่วงการการเมืองอีกเหรือเปล่า?</strong></p>
<p>มีคนถามผมว่าจะกลับไปวงการเมืองอีกไหม ไม่แล้ว เหตุผลว่าไม่แล้วเพราะอะไร? ก็ให้พวกคุณเนี่ย เมืองไทย Next Generation, Go on Man! ไม่งั้น “ตาแก่คนนี้เอาอีกแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://farm5.static.flickr.com/4107/5097167200_aed870534f.jpg" alt="Pansak" width="500" height="375" /></p>
<p><strong>หมายเหตุในการแปล:</strong> บทถอดเทปนี้ได้ปรับแก้สำนวนการให้สัมภาษณ์ของคุณพันศักดิ์บางส่วน โดยเพิ่มคำแปลภาษาไทยสำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพิ่มคำขยายและเปลี่ยนวิธีการเรียงคำในประโยคเป็นบางจุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มเนื้อหาในส่วนที่ไม่มีในวิดีโอด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อความ </p>
<p>ด้วยข้อจำกัดในการแปลนี้ อาจส่งผลให้บทถอดเทปสูญเสียความหมายหรืออารมณ์ดั้งเดิมของการสัมภาษณ์ในฉบับวิดีโอไปบ้าง ทางทีมผู้จัดทำขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้</p>
<p><strong>บทสัมภาษณ์อื่นๆ ของพันศักดิ์ วิญญรัตน์</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-winyaratns-interview-when-thaksin-gone-what-do-you-do-next/">สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’ : คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?</a> จากประชาไท สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2551</li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-on-creative-economy-critics/">พันศักดิ์ : เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอนาคตประเทศไทยตอนนี้ ต้องขายเซ็กซ์กันแล้ว ถึงจะอยู่รอด</a> จากไทยรัฐ สัมภาษณ์เมื่อเดือนกันยายน 2552</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Creative Economy ในมุมมองของคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-economy-apirak/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/creative-economy-apirak/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2010 09:46:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>big</dc:creator>
				<category><![CDATA[Creative Economy]]></category>
		<category><![CDATA[headline2]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Utopia]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อภิรักษ์ โกษะโยธิน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=10031</guid>
		<description><![CDATA[Practical Utopia ได้รับเกียรติจากคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Practical Utopia ได้รับเกียรติจากคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์<br />
<span id="more-10031"></span><br />
<strong>เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)</strong> กำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในห้วงยามวิกฤตการเงินโลกที่เนื่องมาจากนโยบาย Quantitative Easing (QE) ของรัฐบาลอเมริกา ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ในการรับมือกับปัญหาการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง</p>
<p>Practical Utopia ได้รับเกียรติจาก<strong>คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน</strong> อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็น &#8220;เมืองนักคิด&#8221; ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p>&#8220;ประเทศไทย&#8221; มีความได้เปรียบใน 2 ประการคือ วัฒนธรรมชนบทยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความรุ่มรวย ขณะที่ชนบทในประเทศพัฒนาทั้งหลายมีความเจริญเฟื่องฟูจนเกินกว่าที่กลับไปสู่อัตลักษณ์และความเรียบงามได้อีกต่อไป ในทำนองตรงข้าม ชนบทในประเทศพัฒนาส่วนใหญ่ก็กลับมีความเจริญน้อยเกินไป จึงทำให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นไม่สามารถดัดแปลงเข้ากับความเป็นสากลและรสนิยมแบบโลกาภิวัตน์ได้</p>
<p>&#8220;ตรงกลาง&#8221; ที่กลมกล่อมลงตัวระหว่างความดิบเถื่อนเยี่ยงชนบทและความหรูหราแบบเมือง ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการผลิตมูลค่า (Value Creation) ให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ซึ่งเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ที่คนไทยจะต้องรีบฉวยไว้ให้ทันท่วงที</p>
<p><object width="512" height="308"><param name='movie' value='http://vp2.me/v/uSa17bh4ervayuWgj/false'></param><param name='allowfullscreen' value='true'></param><param name='allowscriptaccess' value='always'></param><embed src="http://vp2.me/v/uSa17bh4ervayuWgj/false" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="512" height="308"></embed></object></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/creative-economy-apirak/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

