<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; รายงานพิเศษ</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/report/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; รายงานพิเศษ</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/report/</link>
	</image>
		<item>
		<title>สกู๊ปพิเศษ พันศักดิ์ วิญญรัตน์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/pansak-scoop-page/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/pansak-scoop-page/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Jan 2011 08:48:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[SIU Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พันศักดิ์ วิญญรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมภาษณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=10673</guid>
		<description><![CDATA[สกู๊ปพิเศษ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พันศักดิ์ วิญญรัตน์: Re-Interprete, Un-freeze และการมองอนาคต SIU สัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พร้อมถามคำถามสำคัญ &#8220;ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสองท่าน สูตรสำเร็จของส่วนผสมนโยบายที่นำมาซึ่งการรัฐประหารนั้นคืออะไร&#8221; Practical Utopia วิดีโอสัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พร้อมบทถอดเทป เต็มอิ่มกับคลิปสัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ในรายการ Practical Utopia ยาว 20 นาที พร้อมบทถอดเทปสนทนา ประวัติชีวิต พันศักดิ์ วิญญรัตน์ รู้จักเบื้องหลังชีวิตอันโลดโผนของพันศักดิ์ ที่ต้องลี้ภัยจากรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ตามไปดู &#8220;ผี&#8221; ที่ TCDC ผลงานชิ้นล่าสุดจากไอเดียของพันศักดิ์ นิทรรศการที่เชื่อมโยง &#8220;วิถีชีวิตแบบไทย&#8221; กับ &#8220;การสร้างมูลค่า&#8221; ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ รู้จักกับ Fernand Braudel Fernand Braudel เบื้องหลังอิทธิพลทางความคิดของพันศักดิ์ รู้จักกับ Fernand Braudel ปราชญ์ฝรั่งเศส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="scoop-head" style="boder: 1px solid #CCCCCC; text-align: center;"><img src="/images/banner/pansak.jpg" border="0" alt="Pansak Scoop" width="550" /></div>
<h2>สกู๊ปพิเศษ พันศักดิ์ วิญญรัตน์</h2>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-vinyarat-scoop-intro/">พันศักดิ์ วิญญรัตน์: Re-Interprete, Un-freeze และการมองอนาคต</a></strong></p>
<p>SIU สัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พร้อมถามคำถามสำคัญ &#8220;ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสองท่าน สูตรสำเร็จของส่วนผสมนโยบายที่นำมาซึ่งการรัฐประหารนั้นคืออะไร&#8221;</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/">Practical Utopia วิดีโอสัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พร้อมบทถอดเทป</a></strong></p>
<p>เต็มอิ่มกับคลิปสัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ในรายการ Practical Utopia ยาว 20 นาที พร้อมบทถอดเทปสนทนา</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-biography/">ประวัติชีวิต พันศักดิ์ วิญญรัตน์</a></strong></p>
<p>รู้จักเบื้องหลังชีวิตอันโลดโผนของพันศักดิ์ ที่ต้องลี้ภัยจากรัฐประหารถึง 2 ครั้ง</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/tcdc-ghost-exhibition/">ตามไปดู &#8220;ผี&#8221; ที่ TCDC</a></strong></p>
<p>ผลงานชิ้นล่าสุดจากไอเดียของพันศักดิ์ นิทรรศการที่เชื่อมโยง &#8220;วิถีชีวิตแบบไทย&#8221; กับ &#8220;การสร้างมูลค่า&#8221; ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ</p>
<h2>รู้จักกับ Fernand Braudel</h2>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/braudel/">Fernand Braudel เบื้องหลังอิทธิพลทางความคิดของพันศักดิ์</a></strong></p>
<p>รู้จักกับ Fernand Braudel ปราชญ์ฝรั่งเศส เจ้าของทฤษฎี Civilization and Capitalism ที่มาของฐานคิดพันศักดิ์</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/fernand-braudel/">Fernand Braudel บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ เพื่อค้นหาทางออกวิกฤตประเทศไทย</a></strong></p>
<p>สรุปและวิเคราะห์แนวคิดของ Fernand Braudel ต่อประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก</p>
<p><strong>บทความโดย รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียนถึง Fernand Braudel และนักคิดสายประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ</strong></p>
<ul>
<li><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-1/">หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต: ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (1)</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2/">หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต: ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (2)</a></strong></li>
<li><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-3/">หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต: ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (3)</a></strong></li>
</ul>
<h2>บทความ-บทสัมภาษณ์พันศักดิ์ ในอดีต</h2>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-winyaratns-interview-when-thaksin-gone-what-do-you-do-next/">สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’: คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?</a></strong></p>
<p>บทสัมภาษณ์แรกหลังรัฐประหาร คุยกับพันศักดิ์เรื่องประเทศไทยยุคหลังทักษิณ</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-on-creative-economy-critics/">พันศักดิ์: เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอนาคตประเทศไทยตอนนี้ ต้องขายเซ็กซ์กันแล้ว ถึงจะอยู่รอด</a></strong></p>
<p>พันศักดิ์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เขาเป็นคนปั้นขึ้นมา</p>
<p><strong><a href="http://www.siamintelligence.com/pansak-reversed-cross/">พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า</a></strong></p>
<p>พันศักดิ์เสนอยุทธศาสตร์ทางรอดประเทศไทย ในงานสัมมนา Thailand in transition</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/pansak-scoop-page/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต : ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (3)</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-3/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Dec 2010 07:00:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Pax Americana]]></category>
		<category><![CDATA[กุลลดา เกษบุญชู มี้ด]]></category>
		<category><![CDATA[จักรวรรดิอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบทุนนิยมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐไทยในกระแสโลกาภิวัตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=10011</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่คำว่าโลกาภิวัตน์กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น ข้าพเจ้าก็ได้คิดชุดวิจัยเพื่อศึกษาบทบาทของโลกาภิวัตน์ในสังคมไทยในด้าน ต่างๆ โดยส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าคือการศึกษาบทบาทของรัฐไทยในการรับ มือกับกระแสโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ยุครัฐบาลเปรมในปี ค.ศ.1980 จนถึงหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด<span id="more-10011"></span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">รัฐไทยในระบบเสรีนิยมใหม่</span></strong><strong> </strong></p>
<p>ในช่วงที่คำว่าโลกาภิวัตน์กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น ข้าพเจ้าก็ได้คิดชุดวิจัยเพื่อศึกษาบทบาทของโลกาภิวัตน์ในสังคมไทยในด้านต่างๆ โดยส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าคือ การศึกษาบทบาทของรัฐไทยในการรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ยุครัฐบาลเปรมในปี ค.ศ.1980 จนถึงหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 โจทย์ของงานวิจัยชิ้นนี้คือการศึกษาการทำงานของระบบทุนนิยมโลกภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา (Pax Americana) โดยมีสมมติฐานว่าองค์กรโลกบาล เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และธนาคารโลก (World Bank) นั้นเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสถาบันระหว่างประเทศที่มีบทบาทเป็นอิสระจากการกำกับของรัฐ และมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง</p>
<p>ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะได้ส่งมอบงานวิจัยเรื่องรัฐไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ให้แก่คณะรัฐศาสตร์ไปเมื่อ ค.ศ. 2006 แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่พอใจกับแนวความคิดที่ใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐไทยในระบบทุนนิยมโลก และเหตุผลสำคัญเกิดจากการประจักษ์ว่าคำว่าโลกาภิวัตน์นั้นที่จริงแล้วถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาของการผลักดันให้เกิดการเปิดรับปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการเงินโลก (global finance) ที่ควบคู่ไปกับการเผยแพร่ความคิดที่เรียกว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ในแวดวงวิชาการ ลัทธิเสรีนิยมใหม่แตกต่างไปจากลัทธิเสรีนิยมที่เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้แนวความคิดทางเศรษฐกิจของ John Maynard Keynes ที่เรียกว่า Keynesian Economic ซึ่งรัฐมีบทบาทในการเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของทั้งฝ่ายทุนและแรงงาน ในขณะที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ต้องการให้รัฐลดบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและในการเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ โดยปล่อยให้ตลาดทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อข้าพเจ้าตระหนักว่าช่วงเวลาที่เลือกศึกษาการทำงานของโลกาภิวัตน์นั้นที่จริงแล้วก็คือการทำงานของสิ่งที่เรียกว่าระบบเสรีนิยมใหม่นั่นเอง จึงได้มีการปรับแก้ต้นฉบับงานวิจัยเป็นจากที่มีชื่อว่า “รัฐไทยในกระแสโลกาภิวัตน์” เป็น “รัฐไทยในระบบเสรีนิยมใหม่”</p>
<p>หลักการของลัทธิเสรีนิยมใหม่คือการให้ความสำคัญแก่การทำงานของตลาด ในขณะที่ขจัดบทบาทของรัฐออกไปโดยสิ้นเชิง โดยประกอบไปด้วยหลักการสี่ประการ ได้แก่ การทำให้เสรี (liberalization) การทำให้มีเสถียรภาพ (stabilization) การลดกฎเกณฑ์ (deregulation) และการแปรรูปให้เป็นเอกชน (privatization) ภายใต้ภาวะดังกล่าวทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เริ่มกล่าวถึงการลดความสำคัญของรัฐชาติ (nation-state) ในระบบโลก เมื่อถึงทศวรรษที่ 1990 ก็ได้มีการสร้างมโนทัศน์โลกาภิวัตน์ขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว  แนวความคิดที่สอดคล้องกับมโนทัศน์ดังกล่าวก็คือโลกที่ไม่มีพรมแดน การเชื่อมทุกๆ ส่วนเข้าด้วยกันด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ การทำงานของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ความสามารถในการแข่งขันในระบบโลก ธรรมาภิบาล</p>
<p>การสร้างมโนทัศน์ดังกล่าวเป็นการรองรับการทำงานของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ตอบสนองผลประโยชน์ของผู้นำในระบบทุนนิยมโลก นายทุนกลุ่มนี้เดินทางไปประกอบ “ธุรกรรมทางการเมือง” ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก (cosmopolitan) กิจการหลักของพวกเขาอยู่ในภาคการเงินและการธนาคารตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ซึ่งความคิดของผู้นำกลุ่มนี้ได้เริ่มกลับไปหาความคิดดั้งเดิมในศตวรรษที่ 18 และ 19 ที่สร้างภาพอุดมคติของตลาดเสรี เพื่อใช้สนับสนุนการปลดปล่อยทุนบางประเภทให้พ้นจากกฎเกณฑ์บางอย่างของรัฐ<a href="#_ftn1">[1]</a></p>
<p>ประเด็นสำคัญในงานวิจัยชิ้นนี้ คือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง Pax Americana ในฐานะศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลก กับประเทศที่อยู่ที่ชายขอบเช่นประเทศไทย โดยวิเคราะห์บทบาทของ Pax Americana ที่ก่อให้เกิดพลวัตรของโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยตั้งแต่ยุคของรัฐบาลพลเอกเปรมจนถึงรัฐบาลชวน 2 (พ.ศ. 2524-2542 / ค.ศ. 1981-1999)</p>
<p>ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ไอเอ็มเอฟได้ดำเนินการผลักดันยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการส่งออก (Export-Oriented Industry-EOI) ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาแทนที่ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import-Substitution Industry –ISI) ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤติเนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องขนาดของตลาดภายใน ในขณะที่ประเทศศูนย์กลางก็ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากระบบเศรษฐกิจแบบเคนส์ที่ให้สวัสดิการสังคมแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงาน EOI นโยบาย EOI ได้กลายมาเป็นนโยบายหลักของกระแสเสรีนิยมใหม่ และนี่คือที่มาของการทำงานของสถาบันที่มีบทบาทสำคัญมาก คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)  ซึ่งผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายรวมถึงประเทศไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนา</p>
<p>อย่างไรก็ตามทั้งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศต่างๆ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ศูนย์กลางของระบบโลกก็ได้รับการช่วยเหลือจากวิกฤติน้ำมันครั้งที่สองในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970<a href="#_ftn2">[2]</a> พร้อมๆ กันนั้น ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศขึ้นราคาดอกเบี้ย ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่กู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตหนี้ (debt crisis) ถึงตอนนี้ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาด้วยการให้เงินกู้ โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศผู้กู้จะต้องดำเนินการปรับโครงสร้างระบบการผลิตให้เป็น EOI โดยฉับพลัน<a href="#_ftn3">[3]</a> ลักษณะสำคัญของยุทธศาสตร์ EOI ก็คือการสร้างกำแพงภาษี ทำให้ภาษีศุลกากรเป็นที่มาสำคัญของรายได้รัฐ ซึ่งเท่ากับการปรับโครงสร้างภาษี เงื่อนไขดังกล่าวจึงมีชื่อว่า Structural Adjustment Loan (SAL) กลไกประการต่อมาคือการลดค่าเงินซึ่งจะทำให้สินค้าที่ส่งออกมีราคาถูกและแข่งขันในตลาดโลกได้ ประการสุดท้ายก็คือการดำเนินการแปรรูปกิจการสาธารณะให้เป็นของเอกชน</p>
<p>รัฐบาลเปรมตกอยู่ภายใต้ภาวะดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ การปรับโครงสร้างซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมดูแลจากไอเอ็มเอฟเอื้อประโยชน์ให้แก่การเข้ามาลงทุนของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากข้อตกลงที่โรงแรมพลาซ่าดังที่ได้กล่าวมา เกิดยุคสมัยของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ อันเป็นผลจากการทำงานของระบบทุนนิยมโลก (IMF) และทุนนิยมภูมิภาค (ญี่ปุ่น) อีกครั้งหนึ่ง ผลคือความมั่นใจของผู้นำไทยที่จะดำเนินตามแรงชักจูงของเสรีนิยมใหม่ อันได้แก่การเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งได้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณด้วยการรับพันธะข้อ 8 ของไอเอ็มเอฟ ซึ่งมีนัยยะในการเปิดเสรีการค้าเงินบาท</p>
<p>ในบรรดาผู้นำของไทยแล้ว อานันท์ ปันยารชุน ก็คือผู้นำที่นำประเทศเข้าสู่วาระของลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้มากที่สุด เขาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลเขามีความมุ่งมั่นที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีทางการเงิน เขาได้ผ่อนคลายการกำกับและควบคุมภาคการเงิน ยกเลิกนโยบายควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน ยอมให้เงินบาทเปลี่ยนแปลงเงินสกุลอื่นได้อย่างเสรี ตลอดจนอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์นำบริการทางการเงินใหม่ๆ มาใช้ได้<a href="#_ftn4">[4]</a> มีการปรับปรุงการเก็บภาษีโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมการลงทุนให้มีความเป็นเสรีมากขึ้น และนอกจากนั้นเราได้เห็นการปฏิรูประบบราชการภายใต้รัฐบาลนี้ ได้แก่ การจ้างเอกชนให้เข้ามารับงานจากภาครัฐ<a href="#_ftn5">[5]</a> การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัทการบินไทย และบทบาทที่สำคัญของอานันท์อีกประการหนึ่งคือการผลักดันให้เกิดเขตการค้าเสรีอาเซียน<a href="#_ftn6">[6]</a> และเมื่อเขากลับมารับตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เขาก็ได้ลดบทบาทของกองทัพในการควบคุมกิจการรัฐวิสาหกิจและให้เทคโนแครตเข้าไปบริหารแทน<a href="#_ftn7">[7]</a> ที่สำคัญก็คือการอนุญาตให้จัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจและได้ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีทางการเงินออกมาเป็นจำนวนมาก</p>
<p>ต่อมาในรัฐบาลชวน ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ที่เป็นตัวแทนของทุนการเงินได้ดำเนินการเปิดกิจการวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ (BIBF) เพื่อให้ทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการกู้ยืมเงินจากตลาดระหว่างประเทศให้แก่ตลาดภายในประเทศ เงินที่มาจากกิจการวิเทศธนกิจได้กลายมาเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แทนที่เงินที่ลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ตกต่ำลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในญี่ปุ่น รัฐบาลได้ดำเนินการลดระเบียบกฎเกณฑ์ในภาคการเงินและการเปิดเสรีในภาคธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ และธุรกิจภาคบริการ นอกจากนั้น ได้มีการจัดตั้งกองทุนรวม ภายใต้บรรยากาศของการขยายตัวทางเศรษฐกิจการเงินนั้น รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้รับคำแนะนำจากไอเอ็มเอฟ คือการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้กับเงินดอลลาร์และรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่สูง<a href="#_ftn8">[8]</a></p>
<p>เมื่อมาถึงยุครัฐบาลบรรหารก็เป็นที่เห็นชัดเจนว่ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจจนกำลังจะเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับโลกที่นักวิชาการส่วนมากไม่ให้ความสนใจ นั่นคือการที่รัฐบาลคลินตันประกาศขึ้นค่าเงินดอลล่าร์ในปีค.ศ. 1995 ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินผลให้ค่าเงินของทั้งภูมิภาคซึ่งตรึงค่าเงินของตนอยู่กับเงินดอลล่าร์เพื่อสนับสนุนให้เงินราคาถูกเข้ามาในประเทศ การขึ้นค่าเงินดอลล่าร์ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของทั้งภูมิภาค และนำมาซึ่งปัญหาดุลการชำระเงินในปีค.ศ. 1996 ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ถึงตอนนั้นทุกประเทศมีเงื่อนไขที่จะถูกโจมตีค่าเงินโดย hedge fund คำถามคือเหตุใดประเทศไทยจึงเป็นเป้าที่ถูกโจมตีในที่สุด</p>
<p>คำอธิบายอยู่ที่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ในประการแรก ได้มีการกำหนดมาตรการทางการเงินที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น ไม่ยอมเพิ่มช่วงของการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้กำหนดมาตรการรับมือกับปัญหาการเงินโดยให้การลดค่าเงินเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่น่าสนใจคือไอเอ็มเอฟได้ให้การสนับสนุนต่อการกำหนดมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็เท่ากับการสนับสนุนให้มีการปกป้องค่าเงินบาทนั่นเอง</p>
<p>ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคือผู้หนึ่งซึ่งมีบทบาทที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคาร เขาได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาลบรรหารในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาได้ใช้เวลาดังกล่าว ดำเนินการเปิดเสรีอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือการแผ้วทางไปสู่การวิกฤติทางการเงินนั่นเอง</p>
<p>สิ่งที่ต้องให้ความสนใจก็คือ ไอเอ็มเอฟให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ของเทคโนแครตดังกล่าว การปกป้องค่าเงินบาทเป็นการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่ฝ่ายการเมืองทางด้านเศรษฐกิจเห็นชอบด้วย<a href="#_ftn9">[9]</a></p>
<p>เมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธซึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปลายปีค.ศ. 1996 นโยบายการเงินของประเทศก็ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนแครตของธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมกับการสนับสนุนของ ไอเอ็มเอฟก็ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น ฝ่ายการเมืองภายใต้การนำของอำนวย วีรวรรณซึ่งสะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่นำเข้าเงินราคาถูกจากภายนอกยังให้การสนับสนุนการคงค่าเงินบาทด้วยอีกทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อชวลิตได้เข้าพบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ลดค่าเงินบาทลงตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษา เขาจึงได้รับคำปฏิเสธ และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้นำทุนสำรองไปใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทจนเกือบหมด</p>
<p>ข้อสังเกตประการหนึ่งของบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย คือการเลือกใช้ SWAP ซึ่งเป็นมาตรการที่ภาคเอกชนใช้ในการปกป้องการกู้เงินตราต่างประเทศในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน แต่ SWAP ไม่เหมาะที่จะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้เพื่อปิดบังจำนวนที่แท้จริงของกองทุนสำรองระหว่างประเทศ และการทำ SWAP กับสถาบันการเงินเอกชนไม่ได้เป็นความลับ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดทราบถึงจำนวนที่แท้จริงของการทำ SWAP</p>
<p>ในเอกสาร ศปร. ไอเอ็มเอฟไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแนะนำให้ SWAP แต่อย่างใด และปฏิเสธว่าไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยขอคำแนะนำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไอเอ็มเอฟได้ส่งตัวแทนเข้ามาให้คำแนะนำในการทำ SWAP เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และในวันที่ตัวแทนของ ไอเอ็มเอฟเดินทางออกจากประเทศไทย เงินบาทก็ได้ถูกโจมตีอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์<a href="#_ftn10">[10]</a></p>
<p>นักวิชาการส่วนมากมองว่าการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ ไอเอ็มเอฟได้ส่งสัญญาณเตือน แต่สิ่งที่จะต้องเข้าใจคือมีการส่งสัญญาณอยู่ใน 2 ระดับ คือในระดับเจ้าหน้าที่ที่ทำการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจ และจากระดับสูงของไอเอ็มเอฟซึ่งสัญญาณของเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้เงินสำรองเกือบทั้งหมดในการปกป้องค่าเงินบาท<a href="#_ftn11">[11]</a></p>
<p>นอกจากนี้บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงก่อนและหลังวิกฤติก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟช่วงต้นปี 1997 สหรัฐฯ ได้ขอคำรับรองจากตัวแทนของประเทศอื่นๆ ว่าจะไม่มีประเทศใดช่วยเหลือประเทศไทย<a href="#_ftn12">[12]</a> ซึ่งหมายความว่าไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของ ไอเอ็มเอฟหรือการถูกบังคับให้ต้องเดินเข้าสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แสดงความไม่สนใจวิกฤติทางการเงินของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แต่เมื่อได้เปลี่ยนเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชวน หลีกภัย สหรัฐฯกลับเปลี่ยนท่าทีมาสนใจประเทศไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ  เนื่องจากรัฐบาลชวนได้ดำเนินตามนโยบายที่ตอบสนองข้อเรียกร้องของลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างเชื่อฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ การดำเนินนโยบายการเงินการคลังแบบรัดเข็มขัด และกรณีของการประมูลทรัพย์สินขององค์กรปฏิรูปสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ที่เป็นการเอื้อผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุนการเงินของสหรัฐฯ ภายหลังจากที่รัฐบาลสั่งปิดสถาบันทางการเงิน 56 สถาบันอย่างถาวร</p>
<p>ข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งหมดที่ปรากฏในการทำวิจัยเรื่อง “รัฐไทยในกระแสเสรีนิยมใหม่”นี้เอง สอดคล้องกับกรอบทางทฤษฎีของ ลีโอ พานิช (Leo Panitch)<a href="#_ftn13">[13]</a> และจิม กลาสแมน (Jim Glassman)<a href="#_ftn14">[14]</a> ซึ่งได้นำมโนทัศน์ “การเข้าสู่ความเป็นสากลของรัฐ” (internationalization of state) และ “การเข้าสู่ความเป็นสากลของทุน” (internationalization of capital) ของโรเบิร์ต คอกซ์ (Robert  W. Cox) มาขยายความเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในระบบทุนนิยมโลกซึ่งแตกต่างจากแนววิเคราะห์แบบรัฐนำการพัฒนา (developmental state) ที่ให้ความสำคัญต่อรัฐ และแนววิเคราะห์แบบเสรีนิยมใหม่ที่อธิบายว่าตลาดมีบทบาทหลักในการผลักดันการพัฒนาทางเศรษฐกิจ</p>
<p>คอกซ์ ได้นำแนวคิดเรื่อง “อำนาจนำ” (hegemonic power) เข้ามาอธิบายระเบียบของระบบเศรษฐกิจโลก เพื่อให้รัฐต่างๆต้องปรับตัวหรือตอบสนองตามกับอำนาจนี้<a href="#_ftn15">[15]</a> Pax Americana ในฐานะอำนาจนำในปัจจุบันที่มีอิทธิพลต่อรัฐต่างๆในความเห็นของ คอกซ์ และ พานิช จึงเป็นทั้งระบบ (system) และสถาบัน (institutions) ที่มารองรับการทำงานของระเบียบอันนี้พร้อมๆกัน การศึกษาบทบาทของรัฐในระบบทุนนิยมโลกนั้นไม่ได้แปลว่า รัฐต้องปรับตัวอย่างเป็นระบบระเบียบแบบเดียวกันทั้งหมดทั่วโลก หากขึ้นกับการปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจของพลังทางสังคม (social blocs) ต่างๆภายในรัฐเองด้วย<a href="#_ftn16">[16]</a> ซึ่งปฏิสัมพันธ์อันนี้จะเป็นตัวกำหนดบทบาทและรูปแบบที่รัฐจะรับหรือไม่รับเอาระเบียบเสรีนิยมใหม่อย่างไรและระดับใดบ้าง ในแง่นี้รัฐจึงไม่ได้มีบทบาทแค่เป็นผู้สนับสนุนนายทุน หากแต่รัฐก็กำลังปรับเปลี่ยนกลไกรัฐและนโยบายต่างๆของรัฐเองให้สอดคล้องกับหลักการของลัทธิเสรีนิยมใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ<a href="#_ftn17">[17]</a> หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนที่เรียกว่า <em>การเข้าสู่ความเป็นสากลของรัฐ</em><em> (</em><em>internationalization of the state</em><em>)</em><em> </em></p>
<p>ส่วน<strong> </strong>จิม กลาสแมน<a href="#_ftn18">[18]</a> เสนอว่า <em>การเข้าสู่ความเป็นสากลของทุน (</em><em>internationalization of capital</em><em>)</em> มี 3 กระบวนการที่เกิดขึ้นแบบทับซ้อนกัน คือ การที่ระบบทุนนิยมโลกดึงชนชั้นต่างๆภายในรัฐหนึ่งๆเข้ามาสู่กระบวนการสะสมทุนและการขูดรีดในระดับสากล (internationalization of classes) เราจะเห็นกระบวนการขูดรีดแรงงานภายในรัฐหนึ่งๆโดยกลุ่มทุนข้ามชาติมากขึ้น ในกระบวนการเดียวกันนี้ กลุ่มทุนภายในหรือกลุ่มทุนชาติบางกลุ่มจะพัฒนาตัวไปเป็นทุนที่มีลักษณะข้ามชาติมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ กลาสแมน เรียกกลุ่มปัญญาชนและเทคโนแครตที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจของระบบทุนนิยมโลกว่า “ชนชั้นนำที่ส่งเสริมลัทธิเสรีนิยมใหม่” (internationalized elites)<a href="#_ftn19">[19]</a> ดังเช่น อานันท์ ปันยารชุน และเทคโนแครตในธนาคารแห่งประเทศไทย</p>
<p>กรอบความคิดทางทฤษฎีเป็นที่มาของการตั้งคำถามถึง การทำงานของสิ่งที่เรียกว่า “neoliberal historic bloc” ในประเทศไทย สิ่งที่เห็นคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างอำนาจภายนอก(นำโดยสหรัฐอเมริกา กลุ่มทุน Wall Street และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ) และชนชั้นนำภายในประเทศ รวมไปถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจของโครงสร้างภายใน อันประกอบไปด้วย รัฐบาล เทคโนแครต และกลุ่มทุนต่างๆ</p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง historic bloc คือการสร้างวาระ “โลกาภิวัตน์” ให้เป็นบรรทัดฐาน (norm) ค่านิยมใหม่ๆ ซึ่งมารองรับการทำงานของระบบทุนนิยมโลก เราอาจจะมองได้ว่าค่านิยมเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เป็น superstructure ของระบบนั่นเอง และเมื่อเรานำความเข้าใจของโครงสร้างส่วนบนมาเชื่อมกับโครงสร้างส่วนล่าง ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปรากฏการณ์ที่กรัมชี่ขนานนามว่า “historic bloc” นั่นคือการที่ชนชั้นนำสร้างบทบาทในระบบทุนนิยมโลกผ่านการทำงานของสถาบันระหว่างประเทศ โดยการสร้างความร่วมมือกับชนชั้นอื่นๆ เกิดเป็นโครงสร้างทางอำนาจระหว่างชนชั้นนำและกลุ่มอื่นๆ</p>
<p>ประเด็นสุดท้ายคือปัญหาในทางทฤษฎีว่า สหรัฐฯเป็นจักรวรรดินิยมหรือไม่ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้พยายามไม่แตะประเด็นดังกล่าว และเลือกที่จะมองสหรัฐฯในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลก ดังเช่นที่อังกฤษเคยได้เป็นมาแล้วในอดีต แต่เมื่อได้ศึกษาบทบาทของสหรัฐฯตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของลัทธิเสรีนิยมใหม่ซึ่งแพร่ขยายไปทุกส่วนของโลก ข้าพเจ้าจึงไม่มีทางเลือกและต้องหันมาน้อมรับวิธีคิดของสรวิศว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามาทั้งหมดก็คือภายในเชิงประจักษ์ของการทำงานของจักรวรรดินิยมอเมริกา ซึ่งแม้จะดูแตกต่างไปจากจักรวรรดิในอดีตแต่หัวใจของ Pax Americana ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนนั่นเอง</p>
<p>ข้าพเจ้าน้อมรับความคิดที่ว่ากระบวนการเป็นสากลของทุนนั้นก็คือการขยายตัวของ “จักรวรรดินิยม” (imperialism) ซึ่งมีลักษณะไม่สม่ำเสมอและไม่เท่าเทียมระหว่างภูมิภาคต่างๆของโลก (uneven geographical development)<a href="#_ftn20">[20]</a>นั่นเอง รัฐหนึ่งๆอาจมีลักษณะเป็นเสรีนิยมมากกว่ารัฐอื่นๆ ขึ้นกับว่ารัฐนั้นมีปฏิสัมพันธ์ในระดับใดกับรัฐศูนย์กลางในระบบทุนนิยมโลกซึ่งมีลักษณะเป็นจักรวรรดินิยม และสุดท้าย การเข้าสู่ความเป็นสากลของทุนยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (social transformation) ขนานใหญ่ โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมือง<a href="#_ftn21">[21]</a> โดยในการเข้ามาของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้น รัฐต่างๆจะถูกบังคับกดดันให้ปรับตัวกับการทำงานของเสรีนิยมใหม่มากขึ้น ซึ่งเดวิด ฮาร์วีย์<a href="#_ftn22">[22]</a> ตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ รัฐหรือระบอบการเมืองของรัฐหนึ่งๆไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยเสมอไป</p>
<p>ทั้งหมดนี้เชื่อมกับคำอธิบายในเรื่องของ จักรวรรดิอเมริกา ( American Empire) ที่ทำงานผ่านลัทธิเสรีนิยมใหม่เพื่อเข้าไปจัดการในแต่ละพื้นที่ของโลก และยังสามารถตอบคำถามถึงนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในแต่ละยุคสมัยได้ โดยเฉพาะการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997 ที่ข้าพเจ้าได้มองเห็นว่าเป็นการ “จงใจ” ของศูนย์กลางอำนาจเพื่อกดดันให้รัฐไทยเข้าสู่ระเบียบของการเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งเป็นนโยบายหลักของเสรีนิยมใหม่ยุค 2  ที่เอื้อประโยชน์ให้กับทุนข้ามชาติ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ข้อสรุป</span></strong></p>
<p>การทำงานในเชิงประจักษ์ของระบบทุนนิยมโลก ในชิ้นแรกแสดงให้เห็นการที่ผู้นำรัฐใต้สามารถใช้ประโยชน์จากการที่ทุนนิยมเข้ามาในสังคม ชิ้นที่สองแสดงให้เห็น Pax Americana ที่ต้องการสร้างโครงสร้างของทุนนิยมในสองลักษณะ คือความต้องการของศูนย์กลางในการให้ความสำคัญกับความมั่นคง ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความต้องการด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายครั้งการสร้างจักรวรรดิก็มักจะมากับความรุนแรง แต่ในกรณีไทยมากับการประสานประโยชน์กับชนชั้นนำ แม้ว่าจะมีการใช้ความรุนแรงในกรณีสงครามเวียดนาม ซึ่งไทยก็เป็น “ลูกคู่” ที่ดี โดยไทยทั้งส่งทหารไปรับโดยเปิดเผยและโดยลับ รวมทั้งใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปถล่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา เพราะเรามองว่าการทำสงครามเวียดนามเป็นการทำในนามของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ชั่วร้าย แต่เมื่อสหรัฐฯ ทำข้อตกลงดำเนินการถอนทหารจากเวียดนามและปล่อยให้ไทยต้องรับมือ จึงทำให้เกิดการแตกหักกัน</p>
<p>คำถามต่อไปก็คือหลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากเวียดนาม Pax Americana ทำงานอย่างไรในประเทศไทย ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างชัดเจนก็คือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในช่วงของการถอนทหารออกจากประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญและอาจจะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเมืองไทยในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 1970 แต่เนื่องจากข้อจำกัดในด้านเอกสารชั้นต้นจึงจะต้องรอการศึกษาโดยนักวิชาการรุ่นใหม่ในอนาคต</p>
<p>ภายใต้ความร่วมมือกับ Pax Americana สหรัฐฯใช้ความรุนแรงในการดำเนินนโยบายความมั่นคงซึ่งไทยให้ความร่วมมืออย่างดี การขยายตัวของทุนนิยมรอบ 2 ภายใต้ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภายใต้การสร้างอุดมการณ์โลกาภิวัตน์ (imperialism = capital imperialism) การทำงานของจักรวรรดินิยมและทุนนิยมมีการใช้กำลังเหมือนกัน เรียกว่าเป็นการใช้กำลังที่อยู่นอกเหนือจากการทำงานของตลาด ซึ่งพบใน Naomi Klein “The Shock Doctrine” ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้สงคราม การเข้าแทรกแซงทางการทหาร แต่ในไทยการเข้ามาเป็นการขยายตรรกะของความดีงามของตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับทั้งจากผู้นำของไทยเองและประชาชน เราจึงไม่เห็นเครื่องมืออีกด้านของการเข้ามาคือการใช้กำลังบีบบังคับ</p>
<p>ผลกระทบของนโยบายสหรัฐฯ ภายใต้ IMF ที่นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจไทยก็คือความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคนในสังคมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ชายขอบของสังคม อาจมองได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกปิดไว้โดยตรรกะของความดีงามของระบบตลาด</p>
<p>ทั้งนี้เพื่อที่จะบอกว่ายังมีประเด็นที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำการศึกษา (และอาจไม่มีโอกาสได้ศึกษา) นั่นคือประเด็นเรื่องจักรวรรดิจะสามารถทำงานต่อไปได้มากน้อยเพียงใด เพราะประเด็นนี้อาจเก็บไว้ให้ผู้อื่นได้สานต่อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเร่งด่วนมาก</p>
<p>สิ่งที่จำเป็นต้องตระหนักก็คือการทำงานของลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ได้เข้ามามีบทบาทในการชี้นำและผลักดันรัฐไทยมาถึงสามทศวรรษแล้ว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐไทยก็ไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์หรือประเทศทุนนิยม สำหรับนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเข้าใจบทบาทของ IMF ในการเป็นกลไกของการทำงานของเสรีนิยมใหม่ สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นองค์การระหว่างประเทศนั้น ที่จริงแล้วเป็นกลไกของทุนนิยมอเมริกันหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตที่มีหลักฐานจากงานวิจัยของข้าพเจ้า ก็คือบทบาทที่สำคัญของสหรัฐฯ ในการก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เพื่อสหรัฐฯ จะได้ใช้เป็นฐานในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ ความเข้าใจเหล่านี้นำไปสู่การตั้งคำถามของนักศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าจะเลือกใช้เครื่องมือใดในสาขาวิชาของตน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการตั้งคำถามว่าสหรัฐอเมริกาเป็นจักรวรรดิหรือไม่ และการทำงานของจักรวรรดินี้เป็นอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบอย่างลึกซึ้งต่อไป</p>
<hr size="1" />
<center><br />
<b>อ่านต่อ</b> : <a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-1/">ตอนที่ 1</a> | <a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2/">ตอนที่ 2</a> | ตอนที่ 3<br />
</center><br />
<i> </i></p>
<p><a href="#_ftnref1">[1]</a> Jim Glassman, “The New Imperialism? On continuity and change in US foreign policy”. <strong><em>Environment and Planning A</em></strong>, 37 (2005) :1527-1544.</p>
<p><a href="#_ftnref2">[2]</a> สำหรับบทบาทของวิกฤตในการเอื้อประโยชน์ให้แก่ระบบทุนนิยม ดู Naomi Klein, <strong><em>The Shock Doctrine: The Rise of Disaster Campitalism</em></strong><em> </em>(New York: Metropolitan, 2007)</p>
<p><a href="#_ftnref3">[3]</a> Walden Bello, et al., <strong><em>Dark Victory: The United States, Structural, and Global Poverty</em></strong> (London: Pluto and Food First Book, 1994), 7-50.</p>
<p><a href="#_ftnref4">[4]</a> ดูเอกสารสมุดปกขาว ประเสริฐ จิตติวัฒนพงศ์, บก., <strong><em>การสัมมนาทางวิชาการปัญหาความสัมพันธ์ไทย</em></strong><strong><em>-</em></strong><strong><em>ญี่ปุ่น การเจรจาสมุดปกขาว</em></strong><em>, </em>7 กุมภาพันธ์ 2529,  และ อนุกรรมการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น, <strong><em>สมุดปกขาวปรับความสัมพันธ์ไทย</em></strong><strong><em>-</em></strong><strong><em>ญี่ปุ่น</em></strong><strong><em>,</em></strong> มิถุนายน 2528: 22-23.</p>
<p><a href="#_ftnref5"></a></p>
<p><a href="#_ftnref6">[6]</a> Kullada Kesboonchoo Mead, “Globalisation and ASEAN Regionalism,” in <strong><em>ASEAN and the EU the International Environment</em></strong>, eds. Dieter Manhncke, et. Al. (Baden – Baden: Nomos Verlagsgesellschaft, 1999) 205-218</p>
<p><a href="#_ftnref7">[7]</a> รังสรรค์ ธนะพันธุ์, <strong><em>อนิจลักษณะของการเมืองไทย</em></strong><strong><em>: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง</em></strong> (กรุงเทพฯ: นำอักษรการพิมพ์, 2536) 181.</p>
<p><a href="#_ftnref8">[8]</a> Nocola Bullard, Walden Bello, and Kamal Malhotra, “Taming the Tigers: The IMF and the Asian Crisis,” <em>in <strong>Tigers in Trouble: Financial Governance, Liberalism and Crises in East Asia</strong></em>, ed. Jomo K.S. (London: Zed Books, 1998) 95.</p>
<p><a href="#_ftnref9">[9]</a> คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.), <strong><em>รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ</em></strong>, 67.</p>
<p><a href="#_ftnref10">[10]</a> Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, <strong><em>Thailand’s Crisis</em></strong>, 40.</p>
<p><a href="#_ftnref11">[11]</a> <strong><em>รายงานผลการวิจัยชี้มูลความผิด</em></strong><strong><em>: </em></strong><strong><em>กรณีการปกป้องค่าเงินบาท การซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน และการช่วยเหลือสภาพคล่องของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน</em></strong>, 17.</p>
<p><a href="#_ftnref12">[12]</a> “มติชนวิเคราะห์: แฉข้อมูลใหม่ไอเอ็มเอฟเตอนภัย ‘จิ๋ว’ 2 ครั้งก่อนนำประเทศสูหายนะ?,”<strong><em>มติชน</em></strong> 12 กันยายน 2540, 2.</p>
<p><a href="#_ftnref13">[13]</a> งานชิ้นสำคัญคือ Robert Cox, <strong><em>Production, Power, and World Order: Social Forces in the Making of History</em></strong> (New York: Columbia University Press, 198) และงานรวมบทความชิ้นสำคัญอย่าง Robert W. Cox and Timothy J. Sinclair, <strong><em>Approaches to World Order</em></strong> (Canbridge: Merlin Press, 1994) 61-93.</p>
<p><a href="#_ftnref14">[14]</a> จิม กลาสแมน เสนอว่าเราพูดถึงความเป็นสากลของรัฐนั้น เราหมายถึงการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐ (ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่ศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลกหรือรัฐที่ชายขอบ) ซึ่งเอื้อต่อการสะสมทุนที่มีลักษณะเป็นสากล (Internationalization of capital  ใน Jim Glassman, <strong><em>Thailand at the Margins: Internationalization of the State and the Transformation of Labour</em></strong> (New York: Oxford University Press, 2004)</p>
<p><a href="#_ftnref15">[15]</a> Robert Cox, “Gramsci, hegemony, and international relations: an essay in method,” in Robert W. Cox and Timothy J. Sinclair, <strong><em>Approaches to World Order</em></strong> (Cambridge: Cambridge University Press, 1996), 135-137.</p>
<p><a href="#_ftnref16">[16]</a> Leo Panitch, “Globalisation and the State,” in <strong><em>Socialist Register </em></strong>(1994): 68-69.</p>
<p><a href="#_ftnref17">[17]</a> Jim Glassman, <strong><em>Thailand at the Margins: Internationalization of the State and the Transformation of Labour</em></strong> (New York: Oxford University Press, 2004) 28.</p>
<p><a href="#_ftnref18">[18]</a> Ibid., 16-17.</p>
<p><a href="#_ftnref19">[19]</a> Ibid., 34.</p>
<p><a href="#_ftnref20">[20]</a> David Hervey, <strong><em>A Brief History of Neoliberalism</em></strong> (New York: Oxford University Press, 2007) 87-119.</p>
<p><a href="#_ftnref21">[21]</a> ดู Aihwa Ong, <strong><em>Neoliberalism as Exception</em></strong> (Durham and London: Duke University Press, 2006), pp. 138-156.</p>
<p><a href="#_ftnref22">[22]</a> David Hervey, <strong><em>A Brief History of Neoliberalism </em></strong>(New York: Oxford University Press, 2007) 64-86.</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต : ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (2)</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Dec 2010 06:59:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Pax Americana]]></category>
		<category><![CDATA[กุลลดา เกษบุญชู มี้ด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐไทยในระบบเสรีนิยมใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ลัทธิเศรษฐกิจแบบชาตินิยม]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามเวียดนาม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกาภิวัตน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=10008</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังให้ความสนใจกับการใช้แนววิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การ เมืองระหว่างประเทศเพื่อมาอธิบายปรากฏการณ์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ได้เกิดมีมโนทัศน์ใหม่ขึ้นมาในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันได้แก่คำว่า “โลกาภิวัตน์” (globalization) ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> โดย รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด<span id="more-10008"></span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ทุนนิยมในภูมิภาคกับการทำงานของอาเซียน</span></strong><strong> </strong></p>
<p>ในช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังให้ความสนใจกับการใช้แนววิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เพื่อมาอธิบายปรากฏการณ์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เกิดมีมโนทัศน์ใหม่ขึ้นมาในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันได้แก่คำว่า “โลกาภิวัตน์” (globalization) แม้ว่าจะมีผู้ที่ให้ความหมายกับคำนี้อย่างหลากหลาย แต่ส่วนมากแล้วก็มักจะให้ความสำคัญกับกระบวนการที่เชื่อมส่วนต่างๆ ของโลกเข้าด้วยกันอันเป็นการย่นย่อกาละและเทศะ<a href="#_ftn1">[1]</a> แต่สำหรับข้าพเจ้าซึ่งได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับระบบทุนนิยมโลกที่ได้ทำงานมาแล้วในอดีต อย่างน้อยก็ในช่วงศตวรรษที่ 19 ภายใต้ Pax Britannica คำว่าโลกาภิวัตน์ จึงเป็นเพียงการทำงานหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกในยุคปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นความสนใจในเชิงวิชาการของข้าพเจ้าในขณะนั้นก็คือระบบทุนนิยมโลกหรือโลกาภิวัตน์ทำงานในสังคมไทยในยุคต่อมาอย่างไร</p>
<p>ในช่วงเวลาดังกล่าวข้าพเจ้าได้เข้าร่วมงานกับศูนย์ยุโรปศึกษาในโครงการยุโรปศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาแบบสหวิชาการ ภารกิจหนึ่งของโครงการนี้คือ การวิจัยเปรียบเทียบบทบาทของสหภาพยุโรปและอาเซียนในประเด็นต่างๆ โดยข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ศึกษาบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของโลก (global challenges) ที่มีต่ออาเซียน และได้เลือกหัวข้อวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นภูมิภาคของอาเซียนในกระแสโลกาภิวัตน์<a href="#_ftn2">[2]</a> ในงานศึกษาข้าพเจ้าพบว่าความพยายามในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในช่วงแรกของอาเซียนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่ได้เกิดแรงผลักดันจากทั้งประเทศญี่ปุ่นและองค์การสหประชาชาติ อีกทั้งได้พบว่าจุดหักเหสำคัญที่นำมาสู่การขยายตัวของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอาเซียนเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “ข้อตกลงที่โรงแรมพลาซ่า” (Plaza Accord) อันมีผลให้ญี่ปุ่นต้องขึ้นค่าเงินเยนเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินดอลลาร์ ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องหาทางลดต้นทุนการผลิตด้วยการโยกย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดกระแสการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระลอกใหม่</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมของสมาชิกดั้งเดิมของอาเซียน อันได้แก่ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างการผลิตจากยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industry: ISI) มาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก (Export Oriented Industry: EOI) อันเกิดจากแรงผลักดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และธนาคารโลก (World Bank) การเข้ามาลงทุนของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่รุ่นที่สอง (New Industrialized Countries: NICs) ที่ภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงกว่าภาคเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม การลงทุนของญี่ปุ่นมีความสลับซับซ้อนเนื่องจากระบบมิได้เป็นไปตามความหมายขององค์การทั้งสอง การผลิตของญี่ปุ่นมีพัฒนาการที่แตกต่างไปจากระบบฟอร์ด (Fordism) ระบบที่บริษัทโตโยต้าพัฒนาจนกลายมาเป็นแม่แบบของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นนั้น มีการแจกจ่ายการผลิตชิ้นส่วนให้แก่เครือข่ายที่บริษัทแม่มีความสัมพันธ์ด้วย ทั้งในด้านสินเชื่อและพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี บริษัทผลิตชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางและระดับต่ำได้รับการชักจูงให้โยกย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีแรงงานราคาถูก เพื่อลดต้นทุน โดยบริษัทแม่จะกำหนดว่าประเทศใดในอาเซียนจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนชิ้นใดบ้าง</p>
<p>ยุทธศาสตร์อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากก็คือการกำหนดให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นสินค้าขั้นสุดท้าย โดยที่ชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงจะมาจากญี่ปุ่น บางส่วนมาจากเอเชียตะวันออก และประเทศอื่นในภูมิภาค สินค้าที่ประกอบขึ้นที่ประเทศใดจะตีตราเป็นสินค้าของประเทศนั้นๆ และถูกส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรปภายใต้โควตาของประเทศผู้ประกอบผลผลิตขั้นสุดท้าย</p>
<p>การศึกษาระบบการผลิตของญี่ปุ่นในอาเซียนทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่างานของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากหลงประเด็น เนื่องจากให้ความสนใจแต่ประเด็นการค้าของอาเซียน หรือไม่ก็ประเด็นการลงทุนจากประเทศภายนอกอาเซียน พวกเขาสร้างกราฟและอธิบายการขึ้นลงของปรากฏการณ์ตามตัวเลขในกราฟ โดยขาดความเข้าใจว่าญี่ปุ่นมีบทบาทอยู่เบื้องหลังภาพการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งที่เห็นคือการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการค้าในภูมิภาคก็เพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญคือภาพของการส่งออกของอาเซียนไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป หากแต่ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปเชื่อมกับการขยายตัวของการลงทุนของญี่ปุ่นและประเทศเอเชียตะวันออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่อย่างใด</p>
<p>นอกจากการตั้งคำถามต่อนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ข้าพเจ้ายังมีข้อสงสัยต่อคำอธิบายเรื่องความร่วมมือส่วนภูมิภาคในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกระแสหลักที่มองว่าเกิดจากความต้องการของประเทศในภูมิภาคที่จะรวมตัวกัน แต่เมื่อดูความเป็นมาของอาเซียนแล้ว จะเห็นได้ว่า ประเทศญี่ปุ่นได้เคยพยายามให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจโดยการสนับสนุนให้สมาชิกแต่ละประเทศรับผิดชอบโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอื่นๆ อาทิเช่น มีการมอบหมายโครงการปุ๋ยให้ประเทศไทยดูแลเป็นต้น แต่โครงการเหล่านี้ต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากภายในประเทศ ทำให้ 30 ปีแรกของอาเซียนไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของอาเซียนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ระบบการผลิตของญี่ปุ่นที่เข้ามาในอาเซียนหลังจากข้อตกลงที่โรงแรมพลาซ่า ได้ก่อให้เกิดเงื่อนไขสำคัญของการร่วมมือของประเทศในภูมิภาค ซึ่งได้แก่ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปีค.ศ.1992 ข้อตกลงนี้สะท้อนความจำเป็นที่ชิ้นส่วนจำนวนมากจะต้องวิ่งผ่านพรมแดนของประเทศสมาชิกเพื่อการประกอบเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายและการขยายตลาดสินค้าที่ญี่ปุ่นอยู่เบื้องหลังการผลิตภายในอาเซียน<a href="#_ftn3">[3]</a></p>
<p>หลังจากที่ได้ศึกษาแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียนแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้พบงานเชิงวิชาการที่ทำให้ความเข้าใจของข้าพเจ้าที่มีต่อความเป็นภูมิภาคของอาเซียนชัดเจนขึ้น อันได้แก่บทความของมิทเชล เบอร์นาร์ด (Mitchell Bernard)<a href="#_ftn4">[4]</a> ในบทความนี้ ผู้เขียนได้ทำการสำรวจทฤษฎีต่างๆ ที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปาฏิหาริย์แห่งเอเชียตะวันออก (The East Asian Miracle) และความเป็นภูมิภาคของบริเวณดังกล่าว แนวความคิดกระแสหลักแบบแรกก็คือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ซึ่งมองว่าประเทศจำนวนมากในภูมิภาคได้ดำเนินนโยบายชุดหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งก็คือการเปิดเสรีทางการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ และการวางกฎเกณฑ์ของตลาดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน นอกจากนั้นก็ยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ นโยบายเหล่านี้คือที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อนักเศรษฐศาสตร์ของโลกแองโกล-แซกซัน (Anglo-Saxon) ซึ่งมีสหรัฐฯ และอังกฤษเป็นสำคัญ รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการศึกษาจากประเทศเหล่านี้ ทฤษฎีนี้ให้ความสนใจต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างภายนอกและภายใน รวมทั้งตัวแสดงบางตัวที่มีบทบาทต่อการกำหนดนโยบาย ซึ่งเกิดขึ้นภายใน “กล่องดำ” (black box) โดยไม่มีการกล่าวถึงภาพทางเศรษฐกิจในเชิงประจักษ์ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายในรูปตัวเลขทางสถิติ ทฤษฎีนี้มองความเป็นภูมิภาคของเอเชียตะวันออกในเชิงที่ไม่ให้ความสนใจต่อบริบททางประวัติศาสตร์ และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการรวมตัวของรัฐ ซึ่งมีนโยบายเปิดเสรี ซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค</p>
<p>ทฤษฎีต่อมาที่เบอร์นาร์ดนำมาวิพากษ์คือทฤษฎีรัฐนำการพัฒนา (developmental state) ซึ่งโดยทั่วไปถูกมองว่าเป็นทฤษฎีที่ต่อต้านทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ทฤษฎีนี้มองว่ารัฐต่างๆ ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในภูมิภาค ซึ่งได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก และต่อมาก็ได้ขยายไปยังไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ ตามทฤษฎีนี้ รัฐเหล่านี้สามารถแก้ไขความไม่สมบูรณ์ของตลาดด้วยการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ตลาดสามารถทำงานได้ รัฐที่จะนำการพัฒนาได้จึงจำเป็นต้องมีความสามารถ (capacity) และมีความเป็นอิสระ (autonomy) จากกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงจะสามารถดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม การจัดสรรสินเชื่อและค้า ซึ่งในที่สุดจะนำมาซึ่งการพัฒนา ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญต่อบทบาทของรัฐในบรรดาประเทศนิกส์ทั้งหลายในการเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจแต่ไม่ได้ความสนใจต่อโครงสร้างทางด้านสังคมการเมืองของแต่ละรัฐ นอกจากนั้นสิ่งที่ขาดไปของทฤษฎีนี้คือกระบวนการทำงานของโครงสร้างภายนอกที่เข้ามาทำงานในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ    เบอร์นาร์ด ทฤษฎีรัฐนำการพัฒนามีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีเสรีนิยมใหม่อย่างมาก หากเพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงจาก “ตลาด” มาเป็น “รัฐ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับความบกพร่องของตลาด<a href="#_ftn5">[5]</a></p>
<p>ทฤษฎีที่สามว่าด้วยวัฏจักรของธุรกิจหรือทฤษฎีฝูงห่าน (flying-guess model) ทฤษฎีนี้มองว่าอุตสาหกรรมของประเทศที่มีความก้าวหน้าในภูมิภาคจะถูกสลัดออกไปให้ประเทศที่มีความก้าวหน้าน้อยกว่า การพัฒนาในประเทศที่พัฒนาที่ตามมาจึงเป็นการเลียนแบบประเทศที่พัฒนาไปก่อนหน้านั้น ดังนั้นญี่ปุ่นจึงทำหน้าที่ส่งมอบการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีต่ำให้แก่ไต้หวันในทศวรรษที่ 1970-1980 ต่อจากนั้นก็ได้ย้ายไปยังประเทศไทยและมาเลเซียในกลางทศวรรษที่ 1980 หัวใจของทฤษฎีนี้ก็คือการมองการเกิดภูมิภาคว่ามาจากการผลิตในสาขาอุตสาหกรรม ข้อวิจารณ์ต่อทฤษฎีนี้คือ การขาดบริบททางประวัติศาสตร์ และไม่อธิบายตัวกลางและกระบวนการที่ทำให้เกิดการโยกย้ายอุตสาหกรรมจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง มีแต่สมมติฐานที่ว่าอุตสาหกรรมนั้นโยกย้ายตัวเองตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้เกิดโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศต่อไป ประเทศที่อยู่ในฝูงห่านก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างอุตสาหกรรมชิ้นต่างๆ ภายในภูมิภาค</p>
<p>ทฤษฎีที่เบอร์นาร์ดให้ความสำคัญว่ามีพลังของการอธิบายคือทฤษฎีที่ว่าด้วยเครือข่ายและระบบการผลิตซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในระดับภูมิภาค และเป็นการการเชื่อมโยงภูมิภาคให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโลกาภิวัตน์ นักวิชาการที่ใช้ทฤษฎีดังกล่าวมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้แก่ แฮทช์ (Hatch) และยา-มามูระ (Yamamura) อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ งานของเขาเองกับราเวนฮิลล์ (Bernard &amp; Ravenhill) ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญแก่การที่ญี่ปุ่นได้วางระบบการผลิตในแต่ละประเทศ แล้วสุดท้ายก็นำมารวมผลผลิตชั้นสุดท้ายเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและตลาดโลก การวิเคราะห์ในลักษณะดังกล่าวก็มีข้อดีอยู่หลายประการ คือทำให้เห็นถึงสถาบันในภูมิภาคที่มีลักษณะสลับซับซ้อนที่เชื่อมบริเวณต่างๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน ทำให้เข้าใจบทบาทของภูมิภาคที่ในที่สุดก็ส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโลกด้วย และทำให้เรามองเห็นวิธีการที่แต่ละประเทศถูกเชื่อมเข้าไปในกระบวนการซึ่งทำงานในระดับภูมิภาค ซึ่งการศึกษานโยบายสาธารณะของแต่ละประเทศไม่สามารถทำให้เห็นความแตกต่างภายในแต่ละประเทศ แต่ข้อวิจารณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษาในรูปแบบนี้ก็คือการไม่มีความเข้าใจกับเศรษฐกิจการเมืองในภูมิภาคอย่างแท้จริง ทฤษฎีนี้มองความสัมพันธ์ว่าเป็นเรื่องของรัฐกับนักธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าเบอร์นาร์ดจะชอบการอธิบายบางส่วนของทฤษฎีนี้แต่ก็ยังไม่ถูกใจนัก เพราะเขามองว่าการจะอธิบายความเป็นภูมิภาคนั้นจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองภูมิภาคในเชิงกาละและเทศะ (time and place)</p>
<p>เบอร์นาร์ดจึงเสนอว่าจำเป็นต้องดูโครงสร้างต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเป็นภูมิภาคในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้แก่ หนึ่งโครงสร้างทางด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลในการแบ่งแยกบริเวณต่างๆ ออกเป็นภูมิภาคที่ต่างกัน (คือเป็นคอมมิวนิสต์ และไม่เป็นคอมมิวนิสต์) สองการจัดรูปแบบการผลิตของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความเป็นภูมิภาคในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตระดับข้ามชาติ และสามโครงสร้างทางชนชั้น และรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่เพิ่งได้รับเอกราช (ยกเว้นประเทศไทย) ทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมที่รวมเมืองของบริเวณต่างๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน แต่ในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมองข้ามกระบวนทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับแต่ละประเทศที่มารวมกันเป็นภูมิภาค และสิ่งที่จะต้องให้ความสนใจคือลักษณะพิเศษของแต่ละส่วนที่เป็นส่วนล่าง (local) คือแต่ละประเทศ และลักษณะของโครงสร้างข้ามชาติ มิเช่นนั้นก็จะเข้าใจว่าความเป็นภูมิภาคนั้นเกิดจาการที่มีประเทศที่มีความคล้ายคลึงกัน และมีนโยบายทางด้านอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน และสิ่งที่ควรให้ความสนใจคือการเข้าใจประวัติศาสตร์และลักษณะเฉพาะของภูมิภาคว่าเชื่อมโยงกับกระบวนการระดับโลกอย่างไร นอกจากนั้นจะต้องเข้าใจว่าการก่อตัวของสังคมในระดับท้องถิ่น (local) เป็นอย่างไร และเกี่ยวข้องกับกระบวนการในระดับโลกอย่างไร ดังนั้นเราจึงไม่อาจให้ความสำคัญแค่เพียงบทบาทของญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ในการสร้างให้เกิดความเป็นภูมิภาค แต่จะต้องดูการตอบรับในระดับที่ต่ำกว่าภูมิภาค (local) ด้วย</p>
<p>ในทัศนะของเบอร์นาร์ด สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการโลกาภิวัตน์มิใช่การหมดบทบาทลงของรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบทบาทของตัวกลาง (agency) และพลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ภายในรัฐซึ่งเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการทางเศรษฐกิจซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่เรียกว่าพลังตลาด หรือวัฏจักรของการผลิตตามทฤษฎีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บทบาทของตัวกลางและพลังสังคมเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต อาจจะทำงานภายในประเทศหรือระหว่างประเทศได้ ความเป็นภูมิภาคอยู่ที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งหมายถึงการลดหลั่นระหว่างที่ตั้งของระบบการผลิตในที่ต่างๆ ทำให้เกิดพันธมิตรระหว่างพลังต่างๆ ในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น การตกลงกันระหว่างผู้นำทางการเมืองในระดับประเทศกับบริษัทก่อสร้าง บริษัทท่องเที่ยว และเครือข่ายโรงแรม ว่าจะใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศวิทยาของชุมชนใดบ้างในธุรกิจเป็นต้น นี่คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจและมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ</p>
<p>ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือบทบาทไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในเอเชีย โครงสร้างในระดับโลกในยุคสงครามเย็นทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่เปิดและมีตลาดขนาดใหญ่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังจากข้อตกลงที่โรงแรมพลาซ่าทำให้เกิดความต้องการรถยนต์เป็นจำนวนมาก ในขณะที่โรงงานในไทยได้ทำการผลิตเพื่อตลาดภายนอกอยู่แล้ว บริษัทรถยนต์ตะวันตกและญี่ปุ่นจึงเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกไปสู่ตลาดโลกและตลาดในเอเชีย นโยบายนี้ได้รับการตอบสนองจากพลังสังคมภายในทั้งส่วนที่เป็นตัวกลางของรัฐและทุนท้องถิ่น ผลตามมาคือพื้นที่บางบริเวณในประเทศไทยถูกเชื่อมเข้ากับการผลิตชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ในเอเชียตะวันออก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันแรงงานไทยซึ่งถูกดึงเข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรมก็ถูกมาตรฐานการผลิตที่กำหนดมาจากบริษัทแม่ ในโครงสร้างการผลิตนี้ มีนัยยะของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทุนญี่ปุ่นเป็นฝ่ายกำหนดว่าบริเวณในประเทศไทยจะได้มีโอกาสเป็นที่ตั้งโรงงาน ซึ่งเชื่อมกับที่ตั้งอื่นๆ ในภูมิภาคที่ต่างฝ่ายต่างผลิตชิ้นส่วน ซึ่งจะถูกนำมาประกอบในที่ตั้งแห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทแม่ ธุรกิจในประเทศไทยที่รับงานมาจากบริษัทแม่คือบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นมาก่อน และต้องยอมรับเงื่อนไขที่จะต้องถูกหักค่าธรรมเนียมในอัตราสูง เนื่องจากมีคู่แข่งที่พร้อมจะเข้ามารับงานแทน<a href="#_ftn6">[6]</a></p>
<p>ต้องเข้าใจว่าการที่ภูมิภาคจะมีลักษณะเป็นอย่างนั้นก็เป็นผลของตัวกลาง (agency) เและพลังสังคมต่างๆ ในรัฐ พลังสังคมบางพลังก็ทำงานในระดับโลกหรือระดับระหว่างภูมิภาค แต่พลังสังคมเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและการผลิตซ้ำของชีวิตทางสังคมที่อยู่ภายในการก่อตัวทางสังคมเฉพาะอันใดอันหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความหมายแต่เฉพาะการผลิตในเชิงวัตถุเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการผลิตทางความคิดอีกด้วย การศึกษาบทบาทของพลังเหล่านี้ ทำให้การวิเคราะห์มีความลุ่มลึก ซึ่งแตกต่างไปจากงานศึกษาที่ใช้กันในเรื่องของนโยบายสาธารณะและเรื่องการค้า และสิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือว่าภูมิภาคถูกสร้างให้เกิดขึ้นภายใต้สิ่งแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัวโดยพลังสังคมจำนวนหนึ่ง ภูมิภาคจะเป็นอย่างไรไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือจะกำหนดกันล่วงหน้าได้ และก็ไม่ได้แปลว่าเมื่อเกิดภูมิภาคขึ้นมาแล้วมันจะคงอยู่ต่อไป ภูมิภาคเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมีความตึงเครียดและความขัดแย้งในตัวซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ไทย-สหรัฐฯ แบบทวนกระแส</span></strong></p>
<p>ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯเป็นผู้สร้างสรรค์คำว่า “การพัฒนา” ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกใช้เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาสามารถเปิดรับการเข้ามาลงทุนของอุตสาหกรรมการผลิตระบบฟอร์ด (Fordist Industry) ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเริ่มต้นด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยเพื่อรับมือกับภัยคอมมิวนิสต์ และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการในสงครามเวียดนาม ตลอดจนชักจูงให้ไทยส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม</p>
<p>บทบาทของสหรัฐฯในสองประการดูเหมือนจะขัดแย้งกัน คือการใช้จ่ายทรัพยากรจำนวนมหาศาลในประเทศไทยและในสงครามเวียดนามไม่น่าจะเป็นผลดีต่อการทำงานของระบบทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่า ความเข้าใจต่อบทบาทของสหรัฐฯในประเทศไทยยังมีอยู่จำกัด หนังสือตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกระแสหลักอธิบายสภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่าเป็นระบบโลกที่แบ่งออกเป็นสองค่าย คือค่ายเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ และค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียต และเมื่อจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ พลังท้าทายจากโลกคอมมิวนิสต์จึงทวีความน่ากลัวขึ้น เรามักจะอธิบายว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ และสหรัฐฯ มองว่าลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งสหรัฐฯ มีหน้าที่ปกป้องและป้องกันส่วนอื่นๆ ของโลกให้พ้นจากภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยความต้องการที่จะเข้าใจบทบาทของสหรัฐฯ ว่าจะมีคำอธิบายที่แตกต่างไปได้หรือไม่ ข้าพเจ้าจึงได้เสนอโครงการวิจัยต่อคณะรัฐศาสตร์เพื่อสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยใช้ทฤษฎีทวนกระแส</p>
<p>ทฤษฎีทวนกระแส (revisionism) ซึ่งศึกษาโดยอาจารย์สรวิศ ชัยนามนี้<a href="#_ftn7">[7]</a> มองว่าหัวใจสำคัญของความขัดแย้งช่วงสงครามเย็นก็คือความปรารถนาของสหรัฐฯ ในการขยายทุนนิยมเข้าไปยังแดนส่วนต่างๆ ของโลก จะเห็นได้ว่าทฤษฎีนี้มีตัวตั้งทางความคิดที่สอดคล้องกับความเข้าใจที่เริ่มไว้ในงานวิจัยชิ้นแรก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจะนำทฤษฎีนี้มาใช้เพื่อศึกษาบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในประเทศไทย<a href="#_ftn8">[8]</a></p>
<p>จากการใช้ทฤษฎีทวนกระแสวิเคราะห์บทบาทของสหรัฐฯ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ข้าพเจ้าพบว่าสหรัฐฯ มีนโยบายต่างประเทศเพื่อขยายอำนาจออกไป หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อวางโครงสร้างระบบทุนนิยมโลกเสียใหม่ โดยได้เข้ามาทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเยอรมันและญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะท่ามกลางภาวะที่แต่ละประเทศประสบกับการขาดดุลงบประมาณ สหรัฐฯ เป็นเพียงประเทศเดียวที่มีเงินดอลลาร์เกินดุล ซึ่งหมายความว่าประเทศอื่นๆไม่สามารถซื้อสินค้าของสหรัฐฯได้ จึงกลายเป็นหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาแบกภาระให้ความช่วยเหลือแก่อดีตศัตรู ทำการฟื้นฟูประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น สหรัฐฯได้กำหนดให้ให้ญี่ปุ่นเป็น “ป้อมปราการของระบบทุนนิยม” (fortress of capitalism) ในแผนการดังกล่าวนี้ สหรัฐฯ ไม่เพียงต้องการให้ญี่ปุ่นฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศตนเท่านั้น แต่ยังได้กำหนดบทบาทของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรองรับการขยายตัวของทุนนิยมญี่ปุ่นในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย</p>
<p>สหรัฐฯ ได้วางบทบาทให้ไทยเป็นแหล่งทรัพยากรและการส่งออกของญี่ปุ่นและเป็นฐานในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สำคัญในภูมิภาค ผลก็คือประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางการทหาร ทางเศรษฐกิจ และทางวิชาการ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สอดรับกับผลประโยชน์ของญี่ปุ่น นอกจากนั้น ธนาคารโลกยังให้เงินกู้แก่ประเทศไทยในโครงการชลประธาน รถไฟ และท่าเรือ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้</p>
<p>ต่อมาเมื่อจีนปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในปีค.ศ. 1949 สหรัฐฯ ได้กดดันให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการไม่รับรองรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเสนอให้ไทยรับรองรัฐบาลเบ๋าได๋ของเวียดนาม ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นหุ่นเชิดของฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ โดยไทยจะต้องร่วมมือในการจัดตั้งองค์กรความมั่นคงร่วมตามความต้องการสหรัฐฯ ในที่สุดรัฐบาลจอมพล ป. จึงได้ตัดสินใจดำเนินการตามความต้องการของสหรัฐฯ ในการประกาศรับรองรัฐบาลเบ๋าได๋ และเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยการส่งข้าวและส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐฯ จำนวน 10 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ไทยยังได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออก (SEATO) ได้สำเร็จ</p>
<p>งานที่ศึกษาบทบาทของจอมพล ป. พิบูลสงครามชี้ให้เห็นว่าแม้ว่านโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. จะเอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในด้านการเมือง แต่ลัทธิเศรษฐกิจแบบชาตินิยมซึ่งอำนวยประโยชน์ต่อนักลงทุนภายในชาติเท่านั้นไม่ใช่รูปแบบเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องการ สหรัฐฯ ในนามธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามามีบทบาทกดดันรัฐบาลจอมพล ป. ให้เปิดรับการลงทุนจากชาวต่างชาติมากขึ้น จนในที่สุดรัฐบาลจึงได้ผ่านพระราชบัญญัติการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งประกาศใช้วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1954 พระราชบัญญัตินี้ได้ลดบทบาทของภาครัฐ และสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนจากในและนอกประเทศมากขึ้น</p>
<p>ทางด้านการเมืองภายในก็เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง 3 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลุ่มของเผ่า ศรียานนท์ และกลุ่มของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งสองกลุ่มหลังได้รับการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ การแข่งขันชิงอำนาจดำเนินไปอย่างยาวนาน ด้านกลุ่มจอมพล ป. พยายามจับมือกับฝ่ายซ้ายซึ่งไม่พอใจการดำเนินนโยบายตามสหรัฐฯ เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง ส่วนกลุ่มของสฤษดิ์กลับมีแต้มต่อมากกว่านั้น เนื่องจากได้รับการสนับสนุนทั้งจากรอยัลลิสต์และสหรัฐฯ จนในที่สุดสฤษดิ์ก็ทำรัฐประหารสำเร็จและขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 กันยายน 1957</p>
<p>การรัฐประหารครั้งนี้ได้รับการอธิบายว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งภายใน โดยไม่มีแรงผลักดันจากภายนอก การที่สฤษดิ์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวอลเตอร์รีดในช่วงต้นปี 1958 ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมรัฐไทยกับ Pax Americana</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ข้าพเจ้าได้พบว่าไม่มีการศึกษาโดยนักวิชาการแบบทวนกระแสแต่อย่างใด นักวิชาการที่ศึกษาสงครามเวียดนามแทบจะไม่ให้ความสำคัญแก่บทบาทของประเทศไทยในสงครามเวียดนาม มีงานที่สำคัญอยู่เพียง 2 ชิ้น<a href="#_ftn9">[9]</a> ซึ่งเป็นการให้ภาพความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา ในปัญหาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในกรณีลาว ได้มีการกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆในลาวทำให้สฤษดิ์ต้องการความสนับสนุนจากซีโต้ ในขณะที่เคนเนดี้ตัดสินใจให้ความสนับสนุนแก่ฝ่ายที่เป็นกลาง ความไม่พอใจของสฤษดิ์ทำให้สหรัฐฯต้องทำข้อตกลง Thanat-Rusk ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งเป็นการลดความขัดแย้งลง ต่อมาเคนเนดี้ส่งกองกำลังจำนวน 5,000 เข้ามาในประเทศไทยซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>ในความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสหรัฐฯและรัฐบาลถนอมนั้น งานทั้งสองชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่าถนัด คอมันตร์และกระทรวงการต่างประเทศถูกลดความสำคัญลง แต่ได้กลับมามีบทบาทที่สำคัญในอาเซียนซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1967 การปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลถนอมได้รับคำอธิบายว่าเกิดจากปัญหาการเมืองภายในเป็นสำคัญ ส่วนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ก็ถูกมองว่าเกิดขึ้นเพราะบทบาทของนิสิตนักศึกษา</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ตั้งแต่สฤษดิ์จนถึง </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">14 ตุลาฯ</span></strong></p>
<p>ในที่สุด ข้าพเจ้าได้รับทุนวิจัยปรีดี พนมยงค์ จากมูลนิธิ 50 ปีของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐฯ โดยการใช้เอกสารชั้นต้นที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ข้าพเจ้าเลือกที่จะศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองในยุคสงครามเย็นภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์มาจนถึงการเปลี่ยนแปลงในยุค 14 ตุลาฯ ในการศึกษานี้ ข้าพเจ้าได้พบว่าแกนกลางของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ คือการให้การสนับสนุนแก่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีนโยบายที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงการตอบสนองต่อผลประโยชน์ของระบบทุนนิยมอเมริกันและการดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามในช่วงแรกให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับโครงการการพัฒนา (Development Project) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามยัดเยียดให้กับประเทศไทย การปฏิเสธไม่ยอมรับโครงการดังกล่าวเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ คิดหาทางเลือกใหม่ซึ่งก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งตรงกับเงื่อนไขของสหรัฐฯที่ต้องการผูกมิตรกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีนโยบายที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ<a href="#_ftn10">[10]</a></p>
<p>ตัวตั้งของการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ก็คือผลประโยชน์ของระบบทุนนิยมอเมริกัน ซึ่งสะท้อนออกมาในเรื่องโครงการการพัฒนาที่สหรัฐฯ พยายามยัดเยียดให้กับรัฐบาลไทย การปฏิเสธไม่ยอมรับโครงการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลจอพล ป. พิบูลสงครามไม่เป็นที่ยอมรับของสหรัฐฯ</p>
<p>เงื่อนไขอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ในช่วงปลายรัฐบาลจอมพล ป. ไทยได้เริ่มติดต่อเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับจีนอย่างลับๆ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่พอใจอย่างรุนแรง และก็หมายความว่ารัฐบาลจอมพล ป. ได้ทำลายพื้นฐานและเงื่อนไขของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดนโยบายระดับสูงในกรุงวอชิงตันให้หาทางเลือกใหม่และทางเลือกนั้นก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และในขณะเดียวกันสฤษดิ์ก็ได้รับการสนับสนุนจากจัสแมคในประเทศไทย พลังทางสังคมอีกส่วนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนสฤษดิ์คือกลุ่มรอยัลลิสต์และสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามจิตวิทยาของสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์<a href="#_ftn11">[11]</a> แสดงให้เห็นว่าสฤษดิ์หวังใช้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ที่สหรัฐฯ เสนอให้เป็นฐานทางการเมืองในประเทศไทย และได้แสดงท่าทีว่าจะสลัดพันธมิตรฝ่ายซ้ายซึ่งเขาได้สร้างไว้เพื่อเป็นฐานทางการเมือง และให้การยืนยันว่าจะจัดการกับหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ สหรัฐฯ ยืนยันว่าการลงทุนจากต่างประเทศคือเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ให้หลุดพ้นจากการคุกคามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่สฤษดิ์ชี้ชวนให้สหรัฐฯ เห็นว่าการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์จากลาวในภาคอีสานคือเหตุผลสำคัญที่ไทยจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ การเข้าใจถึง “การพัฒนา” ที่แตกต่างกันคือที่มาของความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในยุคสฤษดิ์ ในขณะที่ความเห็นที่แตกต่างกันในการรับมือกับวิกฤติทางการเมืองในลาวคือที่มาของความขัดแย้งอีกประการหนึ่ง นอกจากนี้การที่สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้แจ้งต่อรัฐบาลไทยมาก่อนนั้น ทำให้สฤษดิ์ได้แสดงความคัดเคืองต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ถึงกับได้กล่าวกับทูตสหรัฐฯ ว่า “Well, here you are asking if we should formulate a joint agreement and make a joint announcement, but your troops are already on the way. What’s the meaning of this?”<a href="#_ftn12">[12]</a></p>
<p>ดังนั้นภายใต้รัฐบาลสฤษดิ์ถึงแม้ไทยจะเข้าสู่ยุคของ Pax Americana ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่การกำหนดเป้าหมายของผลประโยชน์ของฝ่ายไทยที่ชัดเจนทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯในยุคนี้ไม่ราบรื่นนัก ภาพนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อผู้นำทหารชุดใหม่ภายใต้ถนอม-ประภาสขึ้นมามีอำนาจต่อจากสฤษดิ์ ซึ่งเป็นยุคของประธานาธิบดีจอห์นสัน การเข้าสู่สงครามเวียดนามของสหรัฐฯ ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี จนกระทั่งสหรัฐฯ ออกปากว่าไม่มีประเทศใดอีกแล้วที่จะตอบสนองความต้องการของสหรัฐฯ ได้ถึงปานนั้น<a href="#_ftn13">[13]</a></p>
<p>ในยุคของ Pax Americana สหรัฐฯ ได้ขยายกลไกของรัฐไทยให้ลงไปถึงระดับล่างของสังคม ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการสร้างรัฐในยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขยายตัวของการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการสร้างชนชั้นใหม่ทางสังคมอีกระลอก ซึ่งจะมาเป็นทั้งกลไกของรัฐ โดยเฉพาะการสร้างเทคโนแครตในระบบราชการ และพลังที่มาต่อต้านรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่กำลังได้รับการศึกษาในยุคของการประกาศยุติสงครามเวียดนาม</p>
<p>ในระดับผู้นำ Pax Americana สร้างฐานเศรษฐกิจให้แก่ทั้งสถาบันกษัตริย์และผู้นำทหาร สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เติบโตมาพร้อมกับโครงการพัฒนาของสหรัฐฯ และได้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทรงพลังในสังคมไทย ผู้นำทหารต่างได้ประโยชน์เมื่อปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐฯ ขยายขอบเขตครอบคลุมทั้งภูมิภาคอินโดจีน และในฐานะที่กุมอำนาจทางการเมือง พวกเขาก็อยู่ในฐานะที่จะตักตวงโอกาสจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันน่าตื่นตาตื่นใจ ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้นำ เช่นประภาส สะท้อนปัญหาที่สถาบันกษัตริย์ต้องเผชิญกับขุนนางในยุคของ Pax Britannica และกระแสประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในยุคการถอนตัวออกจากเวียดนามของประธานาธิบดีนิกสันส่วนหนึ่งก็สะท้อนความขัดแย้งของพลังสังคมสองพลังที่สำคัญยิ่งนี้<a href="#_ftn14">[14]</a></p>
<p>Pax Americana ยังมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสประชาธิปไตยในสังคมไทย มีการตัดสินใจในกรุงวอชิงตันว่าบทบาทของรัฐบาลไทยในการเป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ จะดูดีขึ้นถ้าหากไทยจะเปลี่ยนจากระบบเผด็จการทหารมาเป็นระบบประชาธิปไตย สหรัฐฯ จึงเข้ามาจัดการการเลือกตั้งเพื่อให้ผู้นำทหารได้รับการแต่งตั้งใหม่กลายเป็นผู้นำในระบบประชาธิปไตย ทว่าเมื่อระบบประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องกีดขวางปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จึงเพิ่มความเข้มข้นขึ้น สหรัฐฯ ก็เข้ามาช่วยให้คำแนะนำในการที่รัฐบาลปฏิวัติจะนำเสนอตัวเองต่อประชาคมโลก<a href="#_ftn15">[15]</a></p>
<p>แต่การรัฐประหารตัวเองของรัฐบาลจอมพลถนอมได้สร้างกระแสความไม่พอใจในหมู่ชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งมีนักศึกษาปัญญาชนเป็นหัวหอกที่ยากจะเยียวยาได้ เมื่อกระแสประชาธิปไตยได้มาผนวกกับความขัดแย้งในหมู่ผู้นำระดับสูง ก็หมายความว่าสัญญาณของการล่มสลายของระบบถนอม-ประภาสได้ก่อตัวขึ้น และได้ทำให้รัฐบาลสูญเสียเงื่อนไขสำคัญของการสนับสนุนของสหรัฐฯ นั่นคือการปราศจากเสถียรภาพทางการเมือง การดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของรัฐบาลทหารในยุคหลังสงครามเวียดนามทำให้รัฐบาลไทยสูญเสียเงื่อนไขที่สองคือการมีนโยบายที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ<a href="#_ftn16">[16]</a> และนี่คือปัญหาทางโครงสร้างที่นำมาสู่การล่มของระบบถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ</p>
<p>ในการวิเคราะห์การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลกในช่วงแรกนั้น ข้าพเจ้ามีแนวโน้มที่จะมองเป้าหมายของการดำเนินนโยบายว่าแบ่งออกเป็นสองประเด็นที่แยกออกจากกัน คือเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่นำมาสู่โครงการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้ประโยชน์จากโครงการอันใหญ่โต ซึ่งใช้พลังมหาศาลในการผลักดันนัก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 การลงทุนจากญี่ปุ่นแซงหน้าการลงทุนจากสหรัฐฯ</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐฯ ในยุคสฤษดิ์-ถนอมดูจะถูกครอบงำไปด้วยปัญหาความมั่นคง เช่น การเพิ่มความช่วยเหลือทางการทหาร การขยายฐานทัพอากาศ การปฏิบัติการในเวียดนามซึ่งขยายออกไปในอินโดจีน และการรับมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ภาพเหล่านี้ดูเหมือนจะยืนยันว่าการรับมือกับคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญกว่าการขยายผลประโยชน์ของระบบทุนนิยม เมื่อหันไปดูงานศึกษาของสำนักทวนกระแส (revisionist) ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบที่เฉพาเจาะจงว่าเหตุใดภารกิจทางทหารในยุคสงครามเย็นจึงมีความสำคัญเช่นนี้</p>
<p>แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดว่าสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ในเชิงตรรกะ นั่นคือคำตอบว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงดำเนินนโยบายทางทหารในเวียดนามนั้นก็คือการจัดการกับพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายคอมมิวนิสต์ คำอธิบายนี้เกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้าพบว่าสหรัฐฯ มีโครงการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่แก่เวียดนามหลังยุคสงครามเวียดนาม นอกจากนั้นในช่วงเวลาเดียวกันยังได้มีการศึกษาถึงบทบาททางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในประเทศไทยในยุคเดียวกันด้วย ดังนั้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อบริเวณชายขอบ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีอยู่ตลอดเวลา หากมองกลับไปในยุคของจอห์นสัน สหรัฐฯ ได้อยู่เบื้องหลังในการก่อตั้งอาเซียน เพื่อให้เกิด “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเป็นกลไกสำคัญ เราจะสามารถเห็นความต่อเนื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความพยายามที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์ของระบบทุนนิยมต่อไปนั่นเอง เมื่อข้าพเจ้ากลับไปอ่านงานของอาจารย์สรวิศอีกครั้งหนึ่ง จึงได้พบว่ามีคำอธิบายในลักษณะเดียวกันจากงานของลาเฟเบอร์ว่าสงครามเย็นที่เกิดขึ้นในอินโดจีนก็คือการต่อสู้ดิ้นรนของสหรัฐฯ ในประเทศที่ห่างไกล ซึ่งเป็นตลาดและแหล่งวัตถุดิบ<a href="#_ftn17">[17]</a> เมื่อตระหนักในความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะที่เป็นบริเวณ “ชายขอบ” ก็ทำให้ประจักษ์ถึงข้อเสนอของวิลเลียมส์ แอพเฟิลแมน วิลเลียมส์ว่า “การสืบแสวงหาตลาดต่างประเทศของอเมริกาและนโยบายเปิดเสรีทางการค้า (Open Door Policy) ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นได้ “ผูกพัน” (อเมริกา) เข้ากับนโยบายอันส่งผลให้ความตึงเครียดและความโน้มเอียงต่างๆ ที่มีอยู่แต่เดิมตามธรรมชาตินั้นขมวดเข้าหากันจนนำไปสู่ภาวะของความเป็นปฏิปักษ์ที่สาหัส และสภาพที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้”<a href="#_ftn18">[18]</a></p>
<p>หากพิจารณาในแง่นี้ซึ่งมีคำถามที่ท้าทายสำหรับอนาคตว่าการที่สหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญแก่อาเซียนและประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งและการก่อตั้งความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจะมีนัยยะต่อสหรัฐฯ ๆในยุคที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสถานะของความเป็นศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลกอย่างไร</p>
<p>จากการทำงานวิชาการมาถึง ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าได้ยืนหยัดในการแสดงให้เห็นว่าการมองทุนนิยมโลกในฐานะที่เป็นพลังขับเคลื่อนความเป็นไปของโลกและการมีพื้นที่ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานชิ้นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงนี้เป็นการยืนยันถึงความสำคัญของระบบทุนนิยม นั่นคืองานวิจัยที่เริ่มต้นในฐานะที่เป็นโครงการหนึ่งในชุดโลกาภิวัตน์ คืองานที่เดิมมีชื่อว่า “รัฐไทยในโลกาภิวัตน์” และกำลังจะได้รับการจัดพิมพ์ในชื่อใหม่ว่า “รัฐไทยในระบบเสรีนิยมใหม่”</p>
<hr size="1" />
<center><br />
<b>อ่านต่อ</b> : <a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-1/">ตอนที่ 1</a> | ตอนที่ 2 | <a href="http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-3/">ตอนที่ 3</a><br />
</center><br />
<i> </i></p>
<p><a href="#_ftnref1">[1]</a> Anthony Giddens, <strong><em>The Third Way: The Renewal of Social Democracy</em></strong> (Cambridge: Polity, 1998) และนักวิชาการไทยที่นำแนวคิดของ Giddens มาใช้ได้แก่ เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา. <strong><em>โลกาภิวัตน์</em></strong><strong><em>: บรรษัทข้ามชาติ บรรษัทภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท</em></strong> (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,2548)</p>
<p><a href="#_ftnref2">[2]</a> Kullada Kesboonchoo-Mead, “Globalization and ASEAN Regionalism”, <strong><em>Asia-Europe Studies Series</em></strong>, 4 (1999): 205-217.</p>
<p><a href="#_ftnref3">[3]</a> สำหรับงานวิจัยที่ปฏิเสธว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค มิได้เกิดจากการริเริ่มโดยประเทศในภูมิภาค แต่เกิดจากการผลักดันของประเทศทุนนิยม ศูนย์กลางในภูมิภาคคือญี่ปุ่นและองค์กรระหว่างประเทศอันได้แก่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียซึ่งญี่ปุ่นมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ดูการศึกษาในกรณีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ของ นรุตม์ เจริญศรี, <strong><em>บทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียในโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง</em></strong>. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553). (กำลังอยู่ในระหว่างนำเสนอ)</p>
<p><a href="#_ftnref4">[4]</a> Mitchell Bernard, “States, social forces, and regions in historical time: toward a critical political economy of Eastern Asia”. <strong><em>Third Word Quarterly</em></strong>, 17(4). (1996): 659-665.</p>
<p><a href="#_ftnref5">[5]</a> นักวิชาการที่ใช้ทฤษฎีรัฐนำการพัฒนามาอธิบายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ดู Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, &#8220;The Political Economy of the Thai Crisis&#8221;, <strong><em>Journal of the Asia Pacific Economy</em></strong>, 4(1). (February 1999): 193-208.</p>
<p><a href="#_ftnref6">[6]</a> นิติทัศน์ เหล่าบวรเศรษฐี, สัมภาษณ์, 9 กันยายน 2553, ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</p>
<p><a href="#_ftnref7">[7]</a> สรวิศ ชัยนาม, <strong><em>จักรวรรดิอเมริกา</em></strong><strong><em>: ประวัติศาสตร์แบบทวนกระแส อัตลักษณ์ ชีวอำนาจ</em></strong><strong>.</strong> (กรุงเทพฯ: ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552.</p>
<p><a href="#_ftnref8">[8]</a> ผลของงานวิจัยได้มีการตีพิมพ์คือ Kullada Kesboonchoo-Mead, “A revisionist history of Thai-US relations”, <strong><em>Asian Review</em></strong>, 16 (2003): 45-67.</p>
<p><a href="#_ftnref9">[9]</a> Surachart Bamrungsuk, <strong><em>United States Foreign Policy and Thai Military Rule 1947-</em>1977</strong> (Bangkok: Duankamol, 1988); Sean R Randolph, <strong><em>The United States and Thailand: Alliance Dynamics 1950-1985</em></strong> (Berkley: Institute of East Asian Studies, University of California, 1986) และหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในสงครามเวียดนามก็คือ Larry Berman. <strong><em>No Peace No Honor: Nixon, Kissinger, and Betrayal in Vietnam</em></strong> (New York: Free Press, 2001)</p>
<p><a href="#_ftnref10">[10]</a> การที่จอมพล ป. ทำให้มีการเลือกตั้ง ทำให้เป็นที่ไม่พอใจ แผนการของจอมพล ป. และเผ่าที่จะนำปรีดีกลับมาเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคต โปรดดู ณัฐพล ใจจริง. <strong><em>การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2491-2500)</em></strong>. (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552)</p>
<p><a href="#_ftnref11">[11]</a> ณัฐพล ใจจริง. <strong><em>การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2491-2500)</em>.</strong> (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552) 143-160.</p>
<p><a href="#_ftnref12">[12]</a> กุลลดา เกษบูญชู มี้ด. <strong><em>การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์ &#8211; ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก</em></strong><em>. </em>งานวิจัยทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย 2550. (เอกสารที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์)</p>
<p><a href="#_ftnref13">[13]</a> Telegram from the Embassy of Thailand to the Department of State, Graham Martin, March 23, 1965, in <strong><em>Foreign Relations of the State, 1964-68</em>,</strong> vol. 27, Southeast Asia, Thailand, (Washington Government Printing Office, 2000) 615-618.</p>
<p><a href="#_ftnref14">[14]</a> กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, <strong><em>ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย</em></strong><strong><em>: ข้ามไปให้พ้นพลวัติภายใน</em>.</strong> (กรุงเทพฯ: มูลนิธิ 14 ตุลา, 2552)</p>
<p><a href="#_ftnref15">[15]</a> กุลลดา เกษบุญชู มี้ด. <strong><em>A Brief Period of Thai Democracy in the Cold War (1969-1971)</em></strong><em>.</em> บทความนำเสนอในการประชุมวิชาการ Cold War in Thailand. กรุงเทพฯ, 8 กุมภาพันธ์ 2553.</p>
<p><a href="#_ftnref16">[16]</a> Kullada Kesboonchoo-Mead, “<strong>1973: The ‘Annus Horibilis’ in Thai-US Relations”</strong> paper presented at the 5<sup>th</sup> EUROSEAS Conference, University of Naples, Italy, 12-15 September 2007.</p>
<p><a href="#_ftnref17">[17]</a> สรวิศ ชัยนาม, <strong><em>จักรวรรดิอเมริกา</em></strong><strong><em>: ประวัติศาสตร์แบบทวนกระแส อัตลักษณ์ ชีวอำนาจ</em></strong><strong>,</strong> (กรุงเทพฯ: ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552) 60.</p>
<p><a href="#_ftnref18">[18]</a> เล่มเดียวกัน, 5.</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอแบคโพลล์เผยผลวิจัย ทำความเข้าใจของประชาชนต่อ กรณีค่าเงินบาท :กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลol</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/abac-poll-bath-currency-case/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/abac-poll-bath-currency-case/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Nov 2010 08:32:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oiiL</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=9758</guid>
		<description><![CDATA[ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อํานวยการสํานักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ร่วมกับ นายวรภัทร ปราณีประชาชน นักศึกษา ประจําสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (CornellUniversity) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสํารวจ เรื่อง ความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่อ กรณีค่าเงินบาท]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อํานวยการสํานักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ร่วมกับ นายวรภัทร ปราณีประชาชน นักศึกษา ประจําสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (CornellUniversity) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสํารวจ เรื่อง ความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่อ กรณีค่าเงินบาท กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริ มณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,823 ตัวอย่าง โดยดำเนินการสำรวจในระหว่างวั นที่ 29 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา<span id="more-9758"></span> ประชาชนที่ถูกศึกษาร้อยละ 56.0 ติดตามข่าวการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท มีร้อยละ 44.0 ไม่ได้ติดตาม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.3 จําไม่ได้ว่า ในอดีตมีนักการเมืองและกลุ่มนายทุนที่ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ในขณะที่เพียงร้อยละ 11.7 ที่จําได้  อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.6 กังวลว่าการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.4 กังวลว่าจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.5 เห็นว่า รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท แต่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.3 มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่น่าพิจารณาคือ ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.5 ไม่ไว้วางใจทั้งสองกลุ่มคือ นักการเมืองในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 22.4 ไว้ใจทั้งสองกลุ่ม ร้อยละ 16.9 ไว้ใจเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และร้อยละ 9.2ไว้วางใจนักการเมืองในรัฐบาล ตามลําดับ</p>
<div>นายวรภัทร ปราณีประชาชน นักศึกษาสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ กล่าวว่า ประชาชนในตัวอย่างส่วนมากต้องการเห็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลในการแก้ไขปัญาหาค่าเงินบาทที่แข็ง ซึ่งในจุดนี้สังคมก็เริ่มเห็นการประสานงานในเชิงนโยบายและบทบาทของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นแล้ว เช่น การประสานงานด้านมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยที่ไปในแนวทางเดียวกัน   และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีวาระการแก้ไขปัญหาความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาคเป็นประเด็นสําคัญ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ค่าเงินในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าปัญหาค่าเงินนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหากจะเรียกอย่างเหมาะสมอาจต้องเปลี่ยนนิยามจากปัญหาค่าเงินบาทเป็นปัญหาค่าเงินของภูมิภาค หรือปัญหาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนเสียมากกว่า ฉะนั้น เห็นว่าสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีบทบาทที่สําคัญต่อการสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน ขณะที่ ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.เอแบคโพลล์ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า ผลสํารวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงบางประการคือ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งประชาชนส่วนใหญ่จําไม่ได้ถึงปัญหาสําคัญของประเทศที่เคยมีกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มได้ประโยชน์แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในเวลานั้นอยู่ในสภาวะที่เดือดร้อนและยากลําบาก สิ่งสําคัญที่น่าจะพิจารณาคือ ควรนํากรณีปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับสาธารณชนระลึกถึงเพื่อจะได้สนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้เท่าทันพฤติกรรมกอบโกยผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในเวลานี้ ยังไม่มีข้อมูลปรากฏให้เห็นต่อสาธารณชนได้ชัดเจนว่า คนเฉพาะกลุ่มใดกําลังมุ่งกอบโกยผลประโยชน์โดยปล่อยให้ประเทศชาติเสียหาย จึงเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวทางเชิงรุกต่อกรณีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท และรัฐบาลทําหน้าที่เพียงเป็นผู้สนับสนุน อย่างน้อยสามประการ คือ</div>
<div>
<ul>
<li>ประการแรก การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทผ่านสื่อมวลชนและสร้างเครือข่ายวิชาการกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศ ทําการประเมินความรู้และความสนใจติดตามสถานการณ์ของประชาชนเป็นระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งต่อเศรษฐกิจของประเทศและภาพลักษณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเนื่องมาจากประชาชนมีความรู้ไม่เพียงพอ</li>
</ul>
</div>
<div>
<ul>
<li>ประการที่สอง การใช้แนวทางเชิงรุกเพื่อบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะโดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทอย่างรวดเร็วมักกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะธุรกิจระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นคือ กลุ่มคนที่ทําธุรกิจระหว่างประเทศมักจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเงินมากกว่าประชาชนทั่วไปจึงอาจทําให้สาธารณชนขาดพลังในการติดตามสถานการณ์ได้ แนวทางสําคัญคือต้องหาทางกระตุ้นความสนใจติดตามของสาธารณชนคนไทยทั่วไปให้ติดตามข่าวการเปลี่ยนแปลงค่าเงินอย่างใกล้ชิด โดยไม่ลืมไปว่ากลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มอาจกําลังหาจังหวะกอบโกยโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม</li>
</ul>
</div>
<div>
<ul>
<li>ประการที่สาม ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลน่าจะมีแนวทางร่วมกันเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ทราบทั่วไปว่า ได้ใช้จังหวะเวลานี้ออกมาตรการรองรับในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาระยะสั้นและระยะยาวไว้อย่างไรในภาษาที่เข้าใจง่ายสําหรับประชาชนคนทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ เพื่อหนุนเสริมให้คนในสังคมมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ</li>
</ul>
</div>
<div>จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.4 เป็นชาย ร้อยละ 52.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 9.2 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.8 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 19.6 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 20.7 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และร้อยละ 28.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 64.9 สําเร็จการศึกษาต่ํากว่าปริญญาตรี ร้อยละ 27.8 สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 7.3 สําเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 41.8 ค่าขายอิสระ/ ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 22.3 รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป เกษตรกรร้อยละ 12.9 พนักงานเอกชน ร้อยละ 2.7 ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.0 นักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 8.9 แม่บ้าน เกษียณอายุ และร้อยละ 1.4 ว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ</div>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">โปรดพิจารณารายละเอียดดังตารางต่อไปนี้</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9759" title="1" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/1.png" alt="" width="966" height="187" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/2.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9760" title="2" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/2.png" alt="" width="966" height="254" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/3.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9761" title="3" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/3.png" alt="" width="966" height="258" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/4.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9762" title="4" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/4.png" alt="" width="966" height="254" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/5.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9763" title="5" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/5.png" alt="" width="966" height="254" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/6.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9764" title="6" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/6.png" alt="" width="966" height="218" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/7.png"><img class="alignnone size-full wp-image-9765" title="7" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/11/7.png" alt="" width="966" height="323" /></a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/abac-poll-bath-currency-case/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิกฤตน้ำท่วม 2553</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/flooding-crisis-2010/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/flooding-crisis-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Oct 2010 11:25:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=9555</guid>
		<description><![CDATA[ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ปัญหาอุทกภัยหรือน้ำท่วมรุนแรงเป็นอย่างมาก ทั้งที่เมื่อต้นปีนี้เองยังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงที่ทำให้หลายๆ เขื่อนต้องหยุดจ่ายน้ำแม้แต่แหล่งน้ำหลายแห่งแห้งคอดเนื่องจากปรากฎการณ์เอ ลนิโญ (El Nino)ที่มาอย่างรุนแรง แต่เมื่อเข้าหน้าฝนซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติใน หลายพื้นที่สาเหตุจากปรากฏการณ์ลานิญา (La Nina) ที่มาเร็วกว่าปกติเช่นเดียวกัน ทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งความทรงจำของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ของ ประเทศ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="file:///C:/Users/acer/AppData/Local/Temp/moz-screenshot.png" alt="" /></p>
<p>ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ปัญหาอุทกภัยหรือน้ำท่วมรุนแรงเป็นอย่างมาก ทั้งที่เมื่อต้นปีนี้เองยังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงที่ทำให้หลายๆเขื่อนต้องหยุดจ่ายน้ำแม้แต่แหล่งน้ำหลายแห่งแห้งคอดเนื่องจากปรากฎการณ์เอลนิโญ (El Nino)ที่มาอย่างรุนแรง แต่เมื่อเข้าหน้าฝนซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติในหลายพื้นที่สาเหตุจากปรากฏการณ์ลานิญา (La Nina) ที่มาเร็วกว่าปกติเช่นเดียวกัน ทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งความทรงจำของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ของประเทศ</p>
<p>พื้นที่น้ำท่วมในเวลานี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกรายงานสถานการณ์ว่ามีพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยและต้องได้รับความช่วยเหลือ 38 จังหวัด  161 อำเภอ  772 ตำบล โดยประชาชนได้รับความเสียหายถึงเมื่อวันที่ 18 ต.ต.  จำนวน 208,446 ครัวเรือน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/10/Flood-Area.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-9557" title="Flood Area" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/10/Flood-Area.jpg" alt="" width="583" height="250" /></a><span style="color: #0000ff;">แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วม จาก</span><a href="http://maps.google.com/maps/ms?ie=UTF8&amp;hl=en&amp;msa=0&amp;msid=109261647619174335009.000492e56b7863b0ebfb7&amp;ll=14.959365,102.34428&amp;spn=4.26835,6.43296&amp;source=embed"> Google Maps</a></p>
<p>ต้องยอมรับว่าปีนี้ฝนที่ตกลงมาปีนี้สูงกว่าค่าปกติโดยเฉพาะในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งทางดร.รอยล จิตดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้ชี้ว่าสาเหตุที่ในตกหนักขนาดนี้มาจาก ฝนที่ตกลงมาในปีนี้เป็นการตกในพื้นที่หลังเขาและตกสะสมนานหลายวันเฉลี่ยในหนึ่งวันมากกว่า 100 มิลลิเมตร <strong>ความแปรปรวนของร่องฝน</strong> ที่ปกติเวลานี้ร่องฝนต้องเคลื่อนลงไปแถวจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ และคาดว่าหน้าฝนปีนี้จะลากยาวไปถึงเดือนพ.ย.และซ้ำไปกว่านั้นอาจมีพายุที่เข้าประเทศไทยได้โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่าที่ลุ่มภาคกลางตอนล่างตั้งแต่พระนครศรีอยุธยาลงมา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่อาจถูกกระหน่ำด้วยน้ำทะเลหนุนสูง</p>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20101019/358458/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%88.%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B411%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD.html">โดยพื้นที่ที่เวลานี้กำลังประสบอุทุกภัยอย่างหนักจนถึงขั้นวิกฤติในเวลานี้ได้แก่พื้นที่</a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="../wp-content/uploads/2010/10/Korat-Flooding.jpg"><img class="aligncenter" title="Korat Flooding" src="../wp-content/uploads/2010/10/Korat-Flooding.jpg" alt="" width="450" height="279" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">ภาพน้ำท่วมที่โคราช</span></p>
<p><strong>นครราชสีมา</strong> ที่เวลานี้ถือว่าเป็นน้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี ขณะที่ถ.หลายสายถูกตัดขาดรวมทั้งถ.มิตรภาพถูกตัดขาดหลายๆพื้นที่ยังมีน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร โดยน้ำที่ท่วมมาจากเขื่อนลำพระเพลิงที่ปริมาณน้ำล้นเกินที่เขื่อนจะไว้ได้สูงถึง 147%ของปริมาตรความจุของเขื่อน ประกอบกับน้ำจากเขาใหญ่ที่ไหลบ่าเข้าท่วมตั้งแต่ อ.ปักธงชัย อ.วังน้ำเขียว อ.ปากช่อง อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ อ.เมือง โดยอำเภอที่ยังวิกฤตอยู่คือ อ.โนนสูง อ.โนนไทย อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.จักราช อ.พิมาย และได้ประกาศเขตภัยพิบัติไปแล้ว 10 อำเภอ</p>
<p><strong>ชัยภูมิ </strong>เวลานี้น้ำท่วมเข้าขั้นวิกฤตเนื่องจากเขื่อนจุฬาภรณ์รับน้ำไม่ไหวพร้อมกับเขื่อนลำปะทาวที่รับน้ำฝนที่ตกมาหนักมาหลายวัน ซึ่งล้นเกินจากสันเขื่อนสูงถึง1.5 เมตรแล้ว โดยน้ำเข้าท่วมเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศเขตภัยพิบัติไปแล้ว 4 อำเภอ</p>
<p><strong>ลพบุรี </strong>ได้ประกาศเขตภัยพิบัติทั้ง 11 อำเภอหรือทั้งจังหวัดเลยทีเดียว โดยบริเวณที่น้ำทุ่มถ้าเป็นที่นาหรือที่ราบลุ่มน้ำท่วมสูงถึง 4-5 เมตร  ขณะที่น้ำท่วมในหมู่บ้านสูงถึง 2-3เมตรเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำแรกของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งเวลานี้น้ำในเขื่อนมีปริมาณมากที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา</p>
<p><strong>นครสวรรค์</strong> มีพื้นที่น้ำท่วมทั้ง 15 อำเภอและได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติทั้ง 15 อำเภอโดยเฉพาะ อ.ท่าตะโกที่เป็นพื้นที่รับน้ำจากทั้งลพบุรีและเพชรบูรณ์เพื่อไหลไปยังบึงบอระเพ็ด โดยน้ำไหลเข้ามาในเวลากลางคืนทำให้ประชาชนไม่ได้เตรียมการรับมือแต่อย่างใด</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/fS3dKWYMpQs?fs=1&amp;hl=en_US" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/fS3dKWYMpQs?fs=1&amp;hl=en_US" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;"> น้ำท่วมในพื้นที่โคราช</span></p>
<p>ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางที่เวลานี้ต้องเตรียมรับน้ำที่กำลังไหลบ่ามาจากการปล่อยน้ำในหลายๆเขื่อนทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ปล่อยน้ำออกมา 1,022 ลบ.ม./วินาที รวมกับเขื่อนเจ้าพระยา ที่ปล่อยน้ำออกมา 2371 ลบ.ม./วินาที ทำให้พื้นที่ในหลายๆจังหวัดในภาคกลางเช่น สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เริ่มน้ำท่วมกันแล้วทั้งในนอกเมืองและในเขตเทศบาล</p>
<p>แต่ที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าปีนี้กรุงเทพจะประสบภัยน้ำท่วมหนักอย่างเช่นในปี 2538 หรือไม่ที่น้ำท่วมถึงกรุงเทพชั้นใน หรือว่าจะประสบอย่างกรณีน้ำท่วมในปี 2549 ที่น้ำท่วมบริเวณพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยกรุงเทพเวลานี้มีแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยายาว 75 กม. รับน้ำได้ที่ความสูง 2.5 เมตร หรือปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน 3500 ลบ.ม./วินาที โดยคาดว่าปริมาณน้ำปีนี้อาจสูงถึง 3,655 ลบ.ม./วินาที</p>
<p>จากการที่เขื่อนที่กักเก็บน้ำในที่ราบลุ่มเจ้าพระยาเวลานี้เร่งระบายน้ำอย่างหนักทั้งเขื่อนป่าสักฯ เขื่อนพระรามหก เขื่อนเจ้าพระยา ทำให้น้ำที่ไหลมาในแม่น้ำเจ้าพระยาเวลานี้ถ้าใครสังเกตจะพบว่าไหลเร็วและแรง มีสีน้ำตาลขุ่น ประกอบกับด้วยฝนที่ตกอย่างหนักบริเวณภาคเหนือตอนล่างบริเวณจังหวัดสุโขทัย ตาก กำแพงเพชร ซึ่งจะทำให้น้ำทั้งก้อนจากเหนือเขื่อนเหล่านี้รวมกับน้ำที่กำลังเร่งปล่อยลงมาเป็นน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลบ่าลงมายังกรุงเทพมหานคร รวมถึงน้ำทะเลที่จะหนุนเข้ามาสูงในช่วงวันที่ 24-27 ต.ค. นี้</p>
<p>ล่าสุดกรุงเทพมหานครได้เตรียมกระสอบทรายไว้ถึง 4 ล้านใบเพื่อทำทำนบกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเร่งสูบน้ำออกเพื่อระบายลงสู่ทะเลให้มากที่สุดเพื่อรองรับน้ำที่กำลังไหลลงมา และถ้ายังไม่อยู่อาจต้องใช้วิธีการระบายน้ำลงทุ่งนาชาวบ้านอย่างเช่น จ.อยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี ทำให้ชาวนาเดือดร้อนเป็นอย่างมากเพื่อลดจำนวนน้ำเข้าสู่กรุงเทพที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากไม่พอใจในเวลานั้นเป็นอย่างมากเหมือนกับให้เขาเดือดร้อนแทนคนกรุงเทพนานหลายเดือนเพราะปี 2549 ถ้าไม่ได้ระบายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชาวนาคนกรุงเทพปีนั้นต้องเจอน้ำท่วมหนักอย่างแน่นอน</p>
<p>ขณะที่ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมเวลานี้หลั่งไหลเป็นอย่างมากจากทุกช่องทางที่รัฐบาลที่เปิดขึ้นมา ขณะเดียวกันทางรัฐบาลได้กันงบประมาณของจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมไว้จังหวัดละ 100 ล้านบาท ในส่วนของประกันสังคมได้เตรียมเงินไว้กว่า 10,000 ล้านบาทเพื่อให้ผู้ประกันตนได้กู้เงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย โดยกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.5 ต่อปีเป็นเวลา 2 ปี</p>
<p><strong><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287469418&amp;grpid=01&amp;catid=no">รวมถึงการเปิดสายด่วนเพื่อสอบถามน้ำท่วมได้แก่</a></strong></p>
<p><em>กรมทางหลวงมีสายด่วน 1586 เพื่อเช็คข้อมูลเส้นทางที่ถูกน้ำท่วม</em></p>
<p><em>สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขึ้นที่อาคาร ตร.1 ถนนพระราม1 พร้อมกับเปิด สายด่วน 1599</em></p>
<p><em>สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ตั้งสายด่วน1186 ในเรื่องเกี่ยวกับประกันภัยของผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม</em></p>
<p>ในส่วนของ SMSพิมพ์ ข้อความ &#8220;น้ำใจไทย&#8221; หรือ &#8220;namjaithai&#8221; ร่วมกับมือถือ 3 ค่าย Dtac AIS  Truemove    ส่งไปที่หมายเลข 4567899 ค่าบริการครั้งละ 10 บาท รายได้ทั้งหมดช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม</p>
<p><strong>นอกจากนี้ได้มีช่องทางการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านบัญชีธนาคารและสิ่งของได้ที่</strong></p>
<p>1. โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แจ้งบริจาคได้ที่ 086 2512188 ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถโอนเงินบริจาคเข้าธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา เลขบัญชี 3013165804 และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหัวทะเล นครราชสีมา เลขบัญชี 7902605487</p>
<p>2. ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกับครอบครัวข่าว 3 ชื่อบัญชี &#8220;ครอบครัวข่าวช่วยเหลือผู้ประสบอุทุกภัย 53&#8243;  ธ.กรุงเทพฯ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 014-3-003-689   หรือ นำสิ่งของมาบริจาคได้ที่อาคารมาลีนนท์ พระราม 4</p>
<p>3. อสมท เปิดบัญชี ธ.กรุงไทย อโศก &#8220;อสมท ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม&#8221; หมายเลข 015-0-12345-0 หรือ โทร 02-2450700-4 และเชิญร่วมบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนน้ำท่วม อาคารปฏิบัติการ ชั้น 1 ถ.พระราม9</p>
<p>4. บัญชี บมจ.เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป เพื่อโครงการช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วม&#8221; เลขที่ 095-2-71929-7 ออมทรัพย์ กสิกรไทย สาขาซีคอนสแควร์</p>
<p>5. ททบ.5 บัญชีบริจาค &#8220;ช่วยภัยน้ำท่วม&#8221; ธ.ทหารไทย สาขาสนามเป้า บัญชีออมทรัพย์ 021-2-69426-9</p>
<p>6. ธนาคารออมสิน ร่วมแบ่งปันน้ำใจให้ผู้ประสบอุทกภัยที่ได้รับความเดือดร้อน บริจาคเงินเข้าบัญชีได้ที่ ธนาคารออมสินสาขาสำนักพหลโยธิน บัญชีประเภทเผื่อเรียก ชื่อบัญชี “ออมสินรวมใจช่วยภัยน้ำท่วม” บัญชีเลขที่ 028888888881 ทั้งนี้ ธนาคารได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินเป็นกรณีพิเศษไว้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553</p>
<p>7. สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย รับริจาคเงิน สามารถบริจาคเงินได้ที่หมายเลขบัญชี สภากาชาดไทย ชื่อบัญชี &#8220;สภากาชาดไทย เพื่อการรับบริจาคเงินต่าง ๆ&#8221; เลขที่ 045-2-88000-6 ประเภทออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย จากนั้นแฟ็กซ์ใบนำฝากพร้อมเขียนชื่อและที่อยู่มา หมายเลข 0-2252-7795 สอบถามโทร. 02-256-4047เพื่อออกใบเสร็จ</p>
<p>8. มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน ชื่อบัญชี &#8220;มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย&#8221; บัญชีเลขที่บัญชี 111-3-90911-5 บริจาคผ่าน ATM / สาขา SCB ไม่เสียค่าโอน</p>
<p>9. กฟภ. รวมใจช่วยผู้ประสบภัย&#8221; บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 073-1-09891-9 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)</p>
<p><strong>ส่วนผู้ที่ต้องการบริจาคสิ่งขิงข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องใช้สามารถนำไปบริจาคได้ที่</strong></p>
<p>1.ทีวีไทย ที่ตึกชินวัตร3 โทร0-2791-1385-7, 0-2791-1113</p>
<p>2.  กองบัญชาการ กองทัพไทย เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นำสิ่งของบริจาคได้ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ (อาคาร6) เวลาราชการ โทร.02-5751500</p>
<p>3. ศูนย์รับบริจาคสิ่งของจังหวัดโคราช โทร 044259993-4, 044259996-8</p>
<p>4. เชิญบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมวันที่ 20 ต.ค โรงแรมดุสิตธานี ตั้งแต่เวลา 09.00-23.00 น.</p>
<p>5. กลุ่มไซเบอร์ &#8220;คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน&#8221; ตั้งเต้นท์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งโรบินสันเก่า</p>
<p>6. มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตกำหนด จัดส่งถุงยังชีพ2,000 ถุงไปช่วยเหลือที่ จ.นครราชสีมา วันที่ 20 ตุลาคม ส่วนจ.ภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดศูนย์รับบริจาคที่ศาลากลางจังหวัด<br />
7. กฟภ.ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 นครราชสีมา โทร.044214334-5 หรือ Call Center 1129</p>
<p>8. กรมป้องกัน (ปก) แผนที่: <a href="http://goo.gl/ogMx">http://goo.gl/ogMx</a> ร่วมบริจาคเน้นน้ำ ยารักษาโรค โทร. 02-2417450- 6<br />
9. มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน รวบรวมสิ่งของบริจาค ช่วยเหลือพี่น้องที่น้ำท่วม หมายเลขโทรศัพท์ 02-465-6165</p>
<p>10. กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรับบริจาคเงินและสิ่งของ ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) และที่สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง ทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร โทร. 02-354 6858</p>
<p>11. สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย รับบริจาคสิ่งของ เดินทางมาด้วยตัวเองหรือส่งมาได้ที่ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย 1871 ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัทพ์ 0-2251-7853-6 , 0-2251-7614-5 โทรสาร 0-2252-7976</p>
<p>12. อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สามารถลงทะเบียนร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้ที่ <a href="http://www.rtrc.in.th/">http://www.rtrc.in.th/</a> หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2251-7853-6, 0-2251-7614-5 ต่อ 1603</p>
<p><strong>ขอบคุณ : มติชน,Posttoday,กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/flooding-crisis-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบสอบถามการปรับปรุงเว็บไซต์ SIU</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/evaluation-2/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/evaluation-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 06:34:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[แบบประเมิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5651</guid>
		<description><![CDATA[แบบสอบถามการปรับปรุงเว็บไซต์ SIU]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรียน มวลหมู่มิตรรักทุกท่าน</p>
<p>ด้วยทางทีมงาน SIU เห็นว่าเว็บไซต์ได้เปิดมาระยะหนึ่งแล้วเห็นสมควรต่อการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทันสมัยและมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นและเพื่อให้ผู้เข้ามาใช้งานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น </p>
<p>โดยขอรบกวนเวลาเล็กน้อยทำแบบสอบถามเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป</p>
<p>ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้</p>
<p>ทีมงาน SIU</p>
<p><iframe src="https://spreadsheets.google.com/embeddedform?formkey=dENYR2hfVkljOG5kWTNLalBnZUl4Z1E6MA" width="600" height="3390" frameborder="0" marginheight="0" marginwidth="0">Loading&#8230;</iframe></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/evaluation-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอกสารนำเสนองาน &#8220;จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/media2020-presentation/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/media2020-presentation/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 07:08:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[media]]></category>
		<category><![CDATA[media 2020]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารนำเสนอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=4905</guid>
		<description><![CDATA[เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนาสาธารณะ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง  “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า” โดยตัวแทนจาก SIU เข้าร่วมเป็นผู้เสวนาและนำเสนอผลการวิจัย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จาก <strong>งานสัมมนาสาธารณะ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง  “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า”</strong> ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธค.  2552 ที่โรงแรมบางกอกชฎา กรุงเทพ โดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ  (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย สนับสนุนโดย Heinrich Boll  Foundation (HBF)<br />
<span id="more-4905"></span><br />
กลุ่มสื่ออินเทอร์เน็ตโดยอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ Siam Intelligence  Unit ได้นำเสนอภาพอนาคตของสื่ออินเทอร์เน็ตไทย ดังเอกสารนำเสนอ</p>
<p><object style="margin:0px" width="425" height="355"><param name="movie" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=brainstorm-present-091216005856-phpapp02&#038;rel=0&#038;stripped_title=media-2020-the-future-of-the-internet" /><param name="allowFullScreen" value="true"/><param name="allowScriptAccess" value="always"/><embed src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=brainstorm-present-091216005856-phpapp02&#038;rel=0&#038;stripped_title=media-2020-the-future-of-the-internet" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="355"></embed></object></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีเอกสารของ กานต์ ยืนยง จาก Siam Intelligence Unit  พูดถึงภาพรวมของสื่อไทยในปี 2020 และสรุปสาระสำคัญของโครงการ</p>
<p><object style="margin:0px" width="425" height="355"><param name="movie" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=mediareformvision2020-091216002930-phpapp02&#038;rel=0&#038;stripped_title=media-reform-vision-2020" /><param name="allowFullScreen" value="true"/><param name="allowScriptAccess" value="always"/><embed src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=mediareformvision2020-091216002930-phpapp02&#038;rel=0&#038;stripped_title=media-reform-vision-2020" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="355"></embed></object></p>
<p><strong>ภาพประกอบ</strong></p>
<p><a href="http://www.flickr.com/photos/isriya/4189727566/" title="Media 2020 by isriya, on Flickr"><img src="http://farm3.static.flickr.com/2618/4189727566_f56b396a67.jpg" width="500" height="375" alt="Media 2020" /></a></p>
<p>อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</p>
<p><a href="http://www.flickr.com/photos/isriya/4189724018/" title="Media 2020 by isriya, on Flickr"><img src="http://farm3.static.flickr.com/2597/4189724018_e5089475f1.jpg" width="500" height="375" alt="Media 2020" /></a></p>
<p>สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) และ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)</p>
<p><a href="http://www.flickr.com/photos/isriya/4188962253/" title="Media 2020 by isriya, on Flickr"><img src="http://farm3.static.flickr.com/2559/4188962253_86179cb113.jpg" width="500" height="375" alt="Media 2020" /></a></p>
<p>สัณชัย โชติรสเศรณี มูลนิหนังไทย</p>
<p><strong>รายงานข่าวงานสัมมนา จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20091216/91119/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89-10-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99.html">นักวิชาการชี้ 10 ปีบรอดแบนด์ขึ้นแท่นสิ่งจำเป็น</a></p>
<blockquote><p>นักวิชาการระบุ ทศวรรษหน้า บรอดแบนด์ คือสาธารณูปโภคพื้นฐาน อุปกรณ์พกพาเป็นช่องทางเชื่อมต่อหลัก วงการทรัพย์สินทางปัญญาต้องปฏิรูปใหม่<br/><br/></p>
<p>นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นักวิชาการ นักคิดด้านสื่อและเทคโนโลยีอิสระ นำเสนองานศึกษาเรื่อง &#8220;อินเทอร์เน็ตในทศวรรษหน้า&#8221; ว่า ผลการศึกษาสื่ออินเทอร์เน็ต จากการสำรวจกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีโดยตรง และกลุ่มผู้สนใจทั่วไปกว่า 400 คน พบว่า กว่า 82.4% เห็นว่าการแพร่หลายของสื่ออินเทอร์เน็ตที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ในทุกๆ ด้านของคนไทย จะส่งผลให้ภายในปี 2563 โดยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จะกลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ<br/><br/></p>
<p>ขณะที่ 80.69% เห็นว่าการแพร่หลายของอุปกรณ์ดิจิทัลพกพา จะส่งผลให้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะใช้เป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่ออิน เทอร์เน็ต โดยเฉพาะความแพร่หลายของสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ทั้งโน้ตบุ๊ค และเน็ตบุ๊ค กว่า 87.13% เห็นด้วยว่าวงการทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องถูกปฏิรูป เพื่อให้เหมาะกับยุคสมัยของพัฒนาการด้านอินเทอร์เน็ต จากปัจจุบันเริ่มมีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เพลง และภาพยนตร์ทางสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต้องปรับแนวคิด และวิธีการรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน<br/><br/></p>
<p>นอกจากนี้ ผลการศึกษายังระบุด้วยว่า ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 79% เห็นว่าทักษะการใช้อินเทอร์เน็ต จะกลายเป็นทักษะที่จำเป็น เช่นเดียวกับการรู้หนังสือ และจะเป็นที่ต้องการของหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจต่างๆ หรือเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน และอาจต้องบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าปัจจุบัน<br/><br/></p>
<p>นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า หากบทบาทของอินเทอร์เน็ตอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นไปตามผลการศึกษาวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นกำกับดูแลนโยบายด้านไอซีทีประเทศ ต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมบนอินเทอร์เน็ตด้านต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งออกใบอนุญาตเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 3 จี และไวแม็กซ์ โดยเร็ว เพราะถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ไอซีทีของประเทศเกิดการพัฒนา และบรอดแบนด์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว<br/><br/></p>
<p>ทั้งนี้ ผลการศึกษา ระบุด้วยว่า ปัจจุบันภาครัฐยังลงทุนกับอินเทอร์เน็ตในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร อินเทอร์เน็ตยังมีราคาสูง และคุณภาพต่ำ ขณะที่บริการที่จำเป็นต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยที่เป็นภาษาไทยยังมีไม่เพียงพอ และรัฐเองก็ยังไม่สนใจมากเท่าที่ควรด้านการคุ้มครองผู้บริโภค<br/><br/></p>
<p>&#8220;หากอินเทอร์เน็ตในไทย ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาการที่รวดเร็ว ไม่ขัดขวาง และภาครัฐใส่ใจส่งเสริมในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะทำให้ในอนาคต อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยตรงของประชาชนมากขึ้น ที่สำคัญ อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ และยังส่งผลให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลเหนือกว่าสื่อดั้งเดิม ด้วย&#8221; นายอิสริยะกล่าว</p></blockquote>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/media2020-presentation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอกสารจากงานสัมมนา Thailand’s regulatory environment and spectrum challenges</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/thailand-regulatory-environment-spectrum-challenges/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/thailand-regulatory-environment-spectrum-challenges/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Oct 2009 02:56:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[lirneasia]]></category>
		<category><![CDATA[policy]]></category>
		<category><![CDATA[regulation]]></category>
		<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[spectrum]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[telecom]]></category>
		<category><![CDATA[tre]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=4500</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 บริษัทสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต ร่วมกับ LIRNEasia เครือข่ายนักคิดทางนโยบาย ICT ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา Thailand’s regulatory environment and spectrum challenges: Evaluation of Thailand’s regulatory environment, with a special focus on spectrum allocation with lessons from India เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านนโยบายโทรคมนาคมในประเทศไทยของ LIRNEasia และร่วมถกประเด็นด้านการจัดสรรคลื่นความถี่ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ A comparison of the Telecom Regulatory and Policy Environments in Emerging Asian Economies: Results from LIRNEasia’s [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 บริษัทสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต ร่วมกับ <a href="http://lirneasia.net/">LIRNEasia</a> เครือข่ายนักคิดทางนโยบาย ICT ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา <strong>Thailand’s regulatory environment and spectrum challenges</strong>: Evaluation of Thailand’s regulatory environment, with a special focus on spectrum allocation with lessons from India เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านนโยบายโทรคมนาคมในประเทศไทยของ LIRNEasia และร่วมถกประเด็นด้านการจัดสรรคลื่นความถี่</p>
<p><span id="more-4500"></span>งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ A comparison of the Telecom Regulatory and Policy Environments in Emerging Asian Economies: Results from LIRNEasia’s 2008 TRE survey ของ LIRNEasia ซึ่งเป็นการศึกษาระดับความก้าวหน้าของนโยบายโทรคมนาคมในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียแปซิฟิก สำหรับงานวิจัยของประเทศไทยเป็นการศึกษาโดยคณะของ ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จาก <a href="http://www.tdri.or.th/">TDRI</a> และเผยแพร่ต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนในงานสัมมนาครั้งนี้</p>
<p><img src="http://farm3.static.flickr.com/2682/4030486472_7b0f41d306.jpg" alt="Rohan Samarajiva" width="500" height="333" /></p>
<p>Dr. Rohan Samarajiva ผู้อำนวยการของ LIRNEasia กล่าวเปิดงาน และเล่าถึงที่มาของโครงการ</p>
<div id="__ss_2277140" style="width: 425px; text-align: left;"><object style="margin:0px" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="355" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=samarajivatrebangkokoct09-091019090752-phpapp01&amp;stripped_title=telecom-regulatory-and-policy-environment-2008" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed style="margin:0px" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="355" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=samarajivatrebangkokoct09-091019090752-phpapp01&amp;stripped_title=telecom-regulatory-and-policy-environment-2008" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></div>
<p>เอกสารนำเสนอของ Dr Rohan Samarajiva</p>
<p><img src="http://farm4.static.flickr.com/3070/4029732441_91dbd27e81.jpg" alt="Deunden Nikomborirak" width="500" height="333" /></p>
<p>ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ แถลงผลงานวิจัยในส่วนของประเทศไทย</p>
<div id="__ss_2277141" style="width: 425px; text-align: left;"><object style="margin:0px" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="355" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=nikokboriraktresurveyoct19-091019090751-phpapp02&amp;stripped_title=tre-survey-thailand" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed style="margin:0px" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="355" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=nikokboriraktresurveyoct19-091019090751-phpapp02&amp;stripped_title=tre-survey-thailand" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></div>
<p>เอกสารนำเสนอของ ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์</p>
<p><img src="http://farm3.static.flickr.com/2536/4030487936_44f2083fa4.jpg" alt="Payal Malik" width="500" height="333" /></p>
<p>Payal Malik อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย เล่าถึงบทเรียนของการจัดสรรคลื่นความถี่ของประเทศอินเดีย ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถออกใบอนุญาต 3G ได้เช่นกัน</p>
<div id="__ss_2277139" style="width: 425px; text-align: left;"><object style="margin:0px" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="355" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=malikspectrumallocationbkk19th-091019090746-phpapp02&amp;stripped_title=spectrum-allocation-in-india-monkey-on-agreased-pole" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed style="margin:0px" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="355" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=malikspectrumallocationbkk19th-091019090746-phpapp02&amp;stripped_title=spectrum-allocation-in-india-monkey-on-agreased-pole" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></div>
<p>เอกสารนำเสนอของ Payal Malik</p>
<p><img src="http://farm3.static.flickr.com/2617/4030488572_b834c1d738.jpg" alt="TRE - Thailand - Panelists" width="500" height="333" /></p>
<p>เวทีอภิปรายเรื่องความท้าทายของการจัดสรรคลื่นความถี่ในประเทศไทย ร่วมเสวนาโดย</p>
<ul>
<li>ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จาก TDRI</li>
<li>คุณกิตติพงศ์ เตมียะประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน</li>
<li>ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI)</li>
<li>Kristin Due Hauge จาก GSM Association</li>
<li>ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร. พิรงรอง รามสูต ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</li>
</ul>
<p>เอกสารประกอบการเสวนาอื่นๆ</p>
<ul>
<li><a href="http://www.scribd.com/doc/21290932/Measuring-Effectiveness-of-Telecom-Regulation-Using-Perception-Surveys">Measuring Effectiveness of Telecom Regulation Using Perception Surveys</a> &#8211; เอกสารแนะนำโครงการวิจัย TRE</li>
<li><a href="http://www.scribd.com/doc/21424070/TRE2008-Thailand-Country-Report">Telecom Regulatory and Policy Environment in Thailand: Results and Analysis of the 2008 TRE Survey</a> &#8211; เอกสารรายงานผลการวิจัยส่วนของประเทศไทย</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/thailand-regulatory-environment-spectrum-challenges/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/poonsook-bhanomyongs-funeral-ceremony/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/poonsook-bhanomyongs-funeral-ceremony/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Nov 2008 07:21:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kan</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[ครอบครัวพนมยงค์ในฐานะเจ้าภาพจัดงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมงานดังรายละเอียด ต่อไปนี้ เสาร์ 13 ธันวาคม นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่าง &#8220;อาจารย์ใหญ่&#8221; สู่วัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน) สวดศพ 1 คืน เริ่มสวด เวลาทุ่มตรง อาทิตย์ 14 ธันวาคม ทำการฌาปนกิจ เจ้าภาพประเมินจากการจัดงานไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี เมื่อเดือนพค. ปี 50 ว่า น่าจะมีผู้ &#8220;รักใคร่ชอบพอกัน&#8221; ไปร่วมงานราว 3,000 คน จันทร์ 15 ธันวาคม เก็บอัฐิ แล้วนำไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยา ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกวัยเข้าร่วมงาน ขอกระซิบว่า ถึงเป็นงานศพแบบไม่รับเกียรติยศใด ๆ แต่รับรองว่า ไม่ธรรมดา แน่นอน ท่านใดที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือเสนอแนะกิจกรรมใด ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่ครอบครัวพนมยงค์ พินัยกรรมของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เขียนด้วยลายมือของท่านสั่งไว้ว่า &#8230; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ครอบครัวพนมยงค์ในฐานะเจ้าภาพจัดงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์<br />
ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมงานดังรายละเอียด ต่อไปนี้</p>
<p>เสาร์ 13 ธันวาคม นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่าง &#8220;อาจารย์ใหญ่&#8221; สู่วัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน) สวดศพ 1 คืน เริ่มสวด เวลาทุ่มตรง</p>
<p>อาทิตย์ 14 ธันวาคม ทำการฌาปนกิจ<br />
เจ้าภาพประเมินจากการจัดงานไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี เมื่อเดือนพค. ปี 50 ว่า น่าจะมีผู้ &#8220;รักใคร่ชอบพอกัน&#8221; ไปร่วมงานราว 3,000 คน </p>
<p>จันทร์ 15 ธันวาคม เก็บอัฐิ แล้วนำไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยา </p>
<p>ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกวัยเข้าร่วมงาน<br />
ขอกระซิบว่า ถึงเป็นงานศพแบบไม่รับเกียรติยศใด ๆ แต่รับรองว่า ไม่ธรรมดา แน่นอน</p>
<p>ท่านใดที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือเสนอแนะกิจกรรมใด ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่ครอบครัวพนมยงค์ </p>
<hr />
<p><b>พินัยกรรมของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์</b></p>
<p>เขียนด้วยลายมือของท่านสั่งไว้ว่า &#8230;</p>
<p>คำสั่งถึงลูกๆ ทุกคน<br />
เมื่อแม่สิ้นชีวิต ขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>
<p>๑)นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เมื่อหมอตรวจว่าหมดลมหายใจแน่แล้ว<br />
๒)ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น<br />
๓)ประกาศทางวิทยุ และลงหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งข่าวให้ญาติมิตรทราบ<br />
๔)ไม่มีการสวดอภิธรรม ทั้งนี้ไม่รบกวนญาติมิตรที่ต้องมาร่วมงาน<br />
๕)มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยนิมนต์พระที่แม่นับถือแสดงธรรมกถา (เช่นเดียวกับที่จัดให้ปาล) และทำบัตรสำหรับหนังสือที่ระลึก<br />
๖)ไม่รบกวนญาติมิตร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ<br />
๗)เมื่อโรงพยาบาลคืนศพมาก็ทำการฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย<br />
๘)ให้นำอัฐิและัอังคารไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสถานที่ๆ แม่เกิด<br />
๙)หากมีเงินบ้าง ก็ขอให้บริจาคเป็นทาน แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำสาธารณกุศล<br />
๑๐)ขอให้ลูกทุกคนปฏิบัติตามที่แม่สั่งไว้่อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นผู้หวังดีทั้งหลาย ลูกๆ ที่ปฏิบัติตามคำสั่งแม่จงมีความสุข ความเจริญ</p>
<p>พูนศุข พนมยงค์<br />
เขียนไว้ที่บ้านเลขที่ ๑๗๒ สาธร ๓ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ </p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=740373">บอร์ดประชาไท</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/poonsook-bhanomyongs-funeral-ceremony/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Innovations in Development Theory &amp; Survey Data : Implications for policy</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/innovations-in-development-theory-survey-data-implications-for-policy/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/innovations-in-development-theory-survey-data-implications-for-policy/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 May 2008 14:04:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=167</guid>
		<description><![CDATA[The University of the Thai Chamber of Commerce along with the University of Chicago have co-organized a conference on &#8220;Inovations in Development Theory and Survey Data: Implications for Policy&#8221; tobe held at UTCC August 4-6th, 2008 Register and Info 02-679-6861-2 http://www.utcc.ac.th/uc-utcc2008]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>The University of the Thai Chamber of Commerce along with the University of Chicago have co-organized a conference on &#8220;Inovations in Development Theory and Survey Data: Implications for Policy&#8221; tobe held at UTCC </p>
<p>August 4-6th, 2008</p>
<p>Register and Info 02-679-6861-2</p>
<p><center><br />
<img height=200 width=550 src="http://www.utcc.ac.th/images/web-today-130_02.jpg"><br />
</center></p>
<p><a href="http://www.utcc.ac.th/uc-utcc2008">http://www.utcc.ac.th/uc-utcc2008</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/innovations-in-development-theory-survey-data-implications-for-policy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

