<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/suranand/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/suranand/</link>
	</image>
		<item>
		<title>อาเซียน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/asean-by-suranand/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/asean-by-suranand/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Feb 2011 09:04:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oiiL</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุรนันท์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=11866</guid>
		<description><![CDATA[ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทำให้โลก “โฟกัส” มาที่ภูมิภาคนี้อีกครั้งในบริบทของความร่วมมือ “อาเซียน” ที่หลายชาติมองว่าจะเป็นแกนในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในยุคทองของเอเชียแปซิฟิกที่มี จีนและอินเดีย เป็น “หัวรถจักร” นำไปก่อนแล้ว อย่างในบทความของ Banyan ในนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “Loose stalks posing as a sheaf” หรือต้นข้าวที่แยกกันแต่ทำเหมือนเป็นฟ้อนข้าวหรืออยู่ในมัดเดียวกัน อันเป็นการเปรียบเทียบประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างหลวมๆ แต่ยามวิกฤตไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่นในกรณีของไทยและกัมพูชานั้น เกิดขึ้นทั้งๆที่อาเซียนมีวัตถุประสงค์ที่จะ “รักษาและขยายสันติภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งในคุณค่าของสันติภาพในภูมิภาค” จึงน่า “ผิดหวัง” ที่ทั้งสองประเทศจะมายิงกันบริเวณเขตแดนที่ปราสาทพระวิหาร ที่เป็นข้อสังเกตของบทความดังกล่าว คือ เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะกัน ฝ่ายไทยต้องการที่จะใช้กลไก “ทวิภาคี” ในขณะที่กัมพูชาวิ่งไปใช้กลไกของสหประชาชาติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554</p>
<p style="text-align: right;">โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ</p>
<p><span style="font-size: small;">ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทำให้โลก “โฟกัส” มาที่ภูมิภาคนี้อีกครั้งในบริบทของความร่วมมือ “อาเซียน” ที่หลายชาติมองว่าจะเป็นแกนในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในยุคทองของเอเชียแปซิฟิกที่มี จีนและอินเดีย เป็น “หัวรถจักร” นำไปก่อนแล้ว</span></p>
<p><span style="font-size: small;">อย่างในบทความของ Banyan ในนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “Loose stalks posing as a sheaf” หรือต้นข้าวที่แยกกันแต่ทำเหมือนเป็นฟ้อนข้าวหรืออยู่ในมัดเดียวกัน อันเป็นการเปรียบเทียบประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างหลวมๆ แต่ยามวิกฤตไม่สามารถแก้ปัญหาได้</span></p>
<p><span style="font-size: small;"></p>
<div id="attachment_11883" class="wp-caption aligncenter" style="width: 600px"><a href="http://www.economist.com/node/18114235"><img class="size-medium wp-image-11883" title="Loose_Stalks_Posing" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/Loose_Stalks_Posing-590x332.jpg" alt="" width="590" height="332" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพเปรียบเทียบเรื่องต้นข้าวที่ลงไว้ในบทความของ economist.com (คลิกที่รูป)</p></div>
<p></span></p>
<p><span style="font-size: small;">เช่นในกรณีของไทยและกัมพูชานั้น เกิดขึ้นทั้งๆที่อาเซียนมีวัตถุประสงค์ที่จะ “รักษาและขยายสันติภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งในคุณค่าของสันติภาพในภูมิภาค” จึงน่า “ผิดหวัง” ที่ทั้งสองประเทศจะมายิงกันบริเวณเขตแดนที่ปราสาทพระวิหาร</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่เป็นข้อสังเกตของบทความดังกล่าว คือ เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะกัน ฝ่ายไทยต้องการที่จะใช้กลไก “ทวิภาคี” ในขณะที่กัมพูชาวิ่งไปใช้กลไกของสหประชาชาติ แต่ไม่มีใครของให้อาเซียนช่วยแต่ประการใด ทั้งๆที่ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และ นายมาร์ตี้ นาทาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียนในปัจจุบัน ได้เดินทางระหว่างกรุงเทพและพนมเปญ เพื่อให้มีการเจรจากัน</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ซึ่งอาเซียนก็ยอมให้แต่ละคนไปตามทางของตน ไม่สามารถเข้ายุ่งเกี่ยวได้เพราะหลักการที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงประเทศสมาชิก โดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งประเทศสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้งสองประเทศได้ละเมิดข้อตกลงอาเซียน แต่อาเซียนไม่สามารถบังคับใช้กติกาที่ตกลงกันไว้ การไล่ออกจากการเป็นสมาชิกนั้นเป็นไปไม่ได้ ทั้งไม่มีบทลงโทษอื่นกำหนดไว้แต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ในบทความยังวิพากษ์อย่างติดตลกด้วยว่า “อาเซียน” นั้นเก่งในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ประนีประนอมมากกว่าจะท้าทาย และจะอ้างถึงหลักการในอธิปไตยของแต่ละประเทศทั้งๆที่การเขามายุ่งเกี่ยวของผู้ที่ทำตัวเป็นตัวกลางนั้นมีความตั้งใจที่ดี ส่วนคนที่จะมาประชุมร่วมกันในอาเซียนนั้นขอให้มีคุณสมบัติเพียง พูดภาษาอังกฤษได้ ชอบเล่นกอล์ฟ ร้องคาราโอเกะ และกินทุเรียน</span></p>
<div id="attachment_11884" class="wp-caption aligncenter" style="width: 600px"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/Asean-Map.gif"><img class="size-medium wp-image-11884" title="Asean-Map" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/02/Asean-Map-590x331.gif" alt="" width="590" height="331" /></a><p class="wp-caption-text">สมาชิกทั้ง 10 ประเทศของอาเซียน</p></div>
<p><span style="font-size: small;">หากมองไปที่สมาชิกทั้ง 10 ประเทศแล้ว มีความแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ซึ่งเป็นรัฐอิสลามปกครองโดยสุลต่าน สิงคโปร์ ที่เป็นเกาะที่ทั้งเมืองเป็นประเทศที่ร่ำรวย ประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ 2 ประเทศ คือ ลาว และ เวียดนาม พม่า ซึ่งปกครองโดยรัฐทหารที่เพิ่งมีการ “เลือกตั้ง” พร้อมทั้ง กัมพูชา และ ประเทศ 5 ประเทศที่เป็นสมาชิกดั้งเดิม ซึ่งรวมตัวกันในยุค “สงครามเย็น”</span></p>
<p><span style="font-size: small;">วันนี้ทั้งหมดตกลงกันว่าจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2015 ซึ่งการเป็นเขตการค้าเสรีมีความท้าทายมาก เพราะความแตกต่างดังกล่าว และการที่อาเซียนไม่มีองค์กรตรงกลางที่เข้มแข็งที่จะบริหารจัดการความขัดแย้งหรือผลักดันความร่วมมืออย่างจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-size: small;">บทความของ Banyan วิเคราะห์ได้ตรงเป้าและเป็นเรื่องที่รู้กัน และวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในหมู่สมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะนักวิชาการและนักการทูตที่อยากเห็นอาเซียนพัฒนาด้วยความเข้มแข็งและเติบใหญ่มีอำนาจต่อรองอย่างสหภาพยุโรป</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ซึ่งอาเซียนคงต้องใช้เวลามากกว่า สหภาพยุโรป และที่ผ่านมาสหภาพยุโรปก็ใช่ว่าจะรวมกันง่ายๆ แม้ทุกวันนี้ยังประสบปัญหาพอควร แต่อย่างน้อยทุกประเทศเห็นประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันและความพยายามที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียว</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่น่าเสียดายคือบทบาทของไทย ซึ่งถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ในการประสานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก เพราะเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดอาเซียนขึ้นมา และระดับการพัฒนาประเทศ ความมั่นคงทางการเมืองในอดีต และ “เครดิต” กับประเทศมหาอำนาจต่างๆได้ “สะสม” ไว้มากพอควร แต่มาวันนี้ไทยกลับเป็นคู่กรณีเสียเอง ทั้งเครดิตระหว่างประเทศก็ร่อยหรอ ความมั่นคงภายในทางการเมืองตกต่ำ</span></p>
<p><span style="font-size: small;">บทบาทการนำในอาเซียนจึงถูกช่วงชิง ดังจะเห็นความพยายามของเวียดนามและอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนต่อจากไทย ซึ่งสมัยที่ไทยเป็นนั้นล้มเหลวในการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนอับอายไปทั่วโลก ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทย รวมทั้งผู้ที่รับผิดชอบที่น่าจะถึงเวลาปรับเปลี่ยนได้แล้ว!! </span></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/asean-by-suranand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จีนไม่ถอย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/china-to-move-forward/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/china-to-move-forward/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2010 07:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[currency war]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เหวินเจียเป่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=9511</guid>
		<description><![CDATA[โดย สุรนันท์ เวชชาชีวะ การเผชิญหน้ากันระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก คือสหรัฐอเมริกากับจีน ยังคงความเข้มข้น ชิงไหวชิงพริบและต่อรองกัน ไม่แพ้ยุคสงครามเย็นที่ต่อสู้เชิงอุดมการณ์ความคิดทางการเมือง แต่ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่ต่างก็ยอมไม่ได้ เพราะสิ่งที่เดิมพันคือการเป็นประเทศทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก และการแผ่อิทธิพลกำหนดทิศทางการแบ่งปันผลประโยชน์ในศตวรรษที่ 21 นี้ นโปเลียน เคยพูดไว้พาดพิงถึงจีนว่า “ปล่อยให้เธอนอนไป เพราะเมื่อเธอตื่น เธอจะทำให้โลกสั่นสะเทือน” (“Let her sleep, for when she wakes, she will shake the world”) และมาถึงวันนี้จีนได้ตื่น และลุกขึ้นมาเขย่าโลกอย่างที่ไม่ได้เป็นมาช้านาน เพราะตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง เป็นเรื่องของโลกตะวันตกทั้งสิ้น และการขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกาครอบงำโลกได้อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จทั้งในแง่การทหาร-ความมั่นคง การเมืองที่สหรัฐฯทำตัวเป็น “ต้นแบบ” ของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่ระบบทุนนิยมเสรี และใช้ความได้เปรียบของตนในการจัดระบบระเบียบในนามของความมั่นคงของรัฐ แต่เมื่อก้าวล่วงเข้าศตวรรษที่ 21 ความอ่อนแอของสหรัฐฯเริ่มปรากฏ การปั่น “กระดาษ” สร้างฟองสบู่เพื่อพยุงให้คนอเมริกันใช้จ่ายอย่างเกินตัว ทำให้ประเทศต้องขาดดุลการค้ามหาศาล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align=right><b>โดย สุรนันท์ เวชชาชีวะ</b></align></p>
<p>การเผชิญหน้ากันระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก คือสหรัฐอเมริกากับจีน ยังคงความเข้มข้น ชิงไหวชิงพริบและต่อรองกัน ไม่แพ้ยุคสงครามเย็นที่ต่อสู้เชิงอุดมการณ์ความคิดทางการเมือง แต่ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่ต่างก็ยอมไม่ได้ เพราะสิ่งที่เดิมพันคือการเป็นประเทศทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก และการแผ่อิทธิพลกำหนดทิศทางการแบ่งปันผลประโยชน์ในศตวรรษที่ 21 นี้<br />
<span id="more-9511"></span><br />
นโปเลียน เคยพูดไว้พาดพิงถึงจีนว่า <strong>“ปล่อยให้เธอนอนไป เพราะเมื่อเธอตื่น เธอจะทำให้โลกสั่นสะเทือน”</strong> (“Let her sleep, for when she wakes, she will shake the world”) และมาถึงวันนี้จีนได้ตื่น และลุกขึ้นมาเขย่าโลกอย่างที่ไม่ได้เป็นมาช้านาน เพราะตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง เป็นเรื่องของโลกตะวันตกทั้งสิ้น</p>
<p>และการขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกาครอบงำโลกได้อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จทั้งในแง่การทหาร-ความมั่นคง การเมืองที่สหรัฐฯทำตัวเป็น “ต้นแบบ” ของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่ระบบทุนนิยมเสรี และใช้ความได้เปรียบของตนในการจัดระบบระเบียบในนามของความมั่นคงของรัฐ</p>
<p>แต่เมื่อก้าวล่วงเข้าศตวรรษที่ 21 ความอ่อนแอของสหรัฐฯเริ่มปรากฏ การปั่น “กระดาษ” สร้างฟองสบู่เพื่อพยุงให้คนอเมริกันใช้จ่ายอย่างเกินตัว ทำให้ประเทศต้องขาดดุลการค้ามหาศาล และทำให้สหรัฐฯต้องตกเป็น “ลูกหนี้” โดยกลับมีจีนเป็นเจ้าหนี้ใหญ่เพราะถือพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯไว้จำนวนมาก</p>
<p>เมื่อจีนมีความมั่นใจมากขึ้น การที่สหรัฐฯจะพยายามต่อรองกดดันให้จีนลอยตัวค่าเงินก็ไม่สำริดผล ด้วยจีนยืนยันว่าการบริหารการเงินของจีนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นการปกป้องดูแลคุณภาพชีวิตของคนจีนที่มีเป็นพันล้านคน</p>
<p>ในนิตยสารไทม์ (TIME) เล่มล่าสุดได้มีการวิเคราะห์สถานภาพของจีน และมีการสัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรีจีน นายเหวิน เจีย เป่า ถึงแนวคิดในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและค่าเงินหยวน ซึ่งจีนยืนกราน “ไม่ยอมถอย” แต่ประการใด โดย นายเหวิน กล่าวเป็นข้อเท็จจริงว่า ถึงแม้จีนจะไม่บริหารค่าเงินให้อ่อนเพื่อกระตุ้นการส่งออก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐฯจะฟื้นตัวทันที เพราะในโลกก็ยังมีประเทศที่ผลิตสินค้าได้ถูกกว่าในสหรัฐฯเอง ไม่ซื้อจากจีนก็ไปซื้อจาก อินเดีย ศรีลังกา หรือ บังคลาเทศ แทน ในมุมมองของ นายเหวิน ปัญหาจึงเป็นปัญหาเชิง “โครงสร้าง” ไม่ใช่เรื่องของ “อัตราแลกเปลี่ยน” แต่ประการเดียว!!</p>
<p>ในบทวิเคราะห์ของ นายฟารีด ซากาเรีย ที่สัมภาษณ์ นายเหวิน ยังพูดถึงยุทธศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนของจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงทุนในการพัฒนาเครือข่ายพื้นฐานเป็นหลัก แต่มาวันนี้กำลังปรับแนวทางการลงทุน โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนต่อไปได้ต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้จีนได้เพิ่มจำนวนโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และนักศึกษาที่เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยภายหลังเรียนจบชั้นมัธยม ทั้งยังมีการตั้งเป้ากำหนดให้มหาวิทยาลัย 9 แห่งเป็นหลัก พัฒนาให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัย Ivy League ของสหรัฐฯ ทั้งนี้เมื่อมีคนที่มีความรู้ มีแรงงานที่มีทักษะ ผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมเห็นได้ชัด</p>
<p>โดย นายโรเบิร์ต โฟเกิล นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล เชื่อว่า การเพิ่มกำลังคนที่มีทักษะสูงของจีน จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเติบโตถึงจะดับ 123 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และทำให้จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกในปี 2040</p>
<p>ในบทสัมภาษณ์ นายเหวิน ยังได้เน้นย้ำด้วยว่า จีนนั้นมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมาย เพื่อที่จะรักษาความเรียบร้อยของประเทศ ในขณะที่ในมิติของการเมืองนั้น นายเหวิน ได้สรุปเป้าหมายไว้ 4 ประการ คือ หนึ่ง การให้ทุกคนใช้ชีวิตที่มีความสุขและมีศักดิ์ศรี สอง การที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง สาม ให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกับความเท่าเทียมกันและความยุติธรรม และ สี่ ให้ทุกคนมีความมั่นใจในอนาคต</p>
<p>โดย นายเหวิน กล่าวด้วยว่าเขามั่นใจว่า ผู้นำจีนรุ่นต่อๆไปจะทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆและรุ่นปัจจุบัน และความแข็งแกร่งของประชาชนจะกำหนดทิศทางของประเทศและประวัติศาสตร์ และไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความต้องการและความใฝ่ฝันของประชาชนได้ ใครทีอยู่กับกระแสประชาชนจะอยู่รอด ส่วนใครที่ขวางจะล้มเหลว</p>
<p>ผู้นำไทยฟังๆไว้บ้างก็ดีนะครับ?!?</p>
<p><i>ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2553</i></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/china-to-move-forward/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักกับ กสทช. องค์กรกำกับดูแลความถี่ยุคหน้า &#8211; สัมภาษณ์สุภิญญา กลางณรงค์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/ntbc-supinya-siamrath/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/ntbc-supinya-siamrath/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 14:26:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[สยามรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สุภิญญา กลางณรงค์]]></category>
		<category><![CDATA[โทรคมนาคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=9106</guid>
		<description><![CDATA[เซคชัน S Magazine ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ มีบทสัมภาษณ์คุณสุภิญญา กลางณรงค์ (@supinya) รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ของสภาผู้แทนราษฎร สัมภาษณ์โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ บทสัมภาษณ์ฉบับนี้แนะนำแนวคิดและรายละเอียดของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรคมนาคมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2553 สุรนันทน์ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวาระ 1 ไปแล้ว พ.ร.บ.นี้คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร และปัจจุบันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนเยอะ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง สุภิญญา กฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ และโทรคมนาคมด้วย เหตุที่จะต้องมีการมาคุยเกี่ยวกับกฎหมายนี้กันใหม่ก็เพราะว่า หลังการรัฐประหาร (กันยายน 2549) มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ (จากฉบับปี 2540 เป็นฉบับปี 2550) จากมาตรา 40 เป็น 47 ที่บอกว่าให้มีองค์กรที่จะมากำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งในกฎหมายลูกฉบับเดิมเป็นองค์กรที่แยกออกจากกัน สุรนันทน์ กฎหมายตอนปี 2543 แยกออกจากกันอยู่ สุภิญญา ใช่ค่ะ โทรคมนาคมก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เซคชัน S Magazine ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ มีบทสัมภาษณ์คุณสุภิญญา กลางณรงค์ (@supinya) รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ของสภาผู้แทนราษฎร สัมภาษณ์โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ</p>
<p>บทสัมภาษณ์ฉบับนี้แนะนำแนวคิดและรายละเอียดของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรคมนาคมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2553<span id="more-9106"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-9107" title="supinya-siamrath" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2010/09/supinya-siamrath.jpg" alt="" width="563" height="720" /></p>
<p><strong>สุรนันทน์	พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวาระ 1 ไปแล้ว พ.ร.บ.นี้คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร และปัจจุบันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนเยอะ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> กฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ และโทรคมนาคมด้วย เหตุที่จะต้องมีการมาคุยเกี่ยวกับกฎหมายนี้กันใหม่ก็เพราะว่า หลังการรัฐประหาร (กันยายน 2549) มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ (จากฉบับปี 2540 เป็นฉบับปี 2550) จากมาตรา 40 เป็น 47 ที่บอกว่าให้มีองค์กรที่จะมากำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งในกฎหมายลูกฉบับเดิมเป็นองค์กรที่แยกออกจากกัน</p>
<p><strong>สุรนันทน์	กฎหมายตอนปี 2543 แยกออกจากกันอยู่</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ใช่ค่ะ โทรคมนาคมก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ซึ่งมีแล้ว และอีกชุดหนึ่งก็คือ สำหรับวิทยุโทรทัศน์ที่ยังไม่เกิดเสียที คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) แต่หลังปี 2549 มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้วบอกว่า ต้องเอามารวมกัน ต่อไปนี้ประเทศไทยต้องมีองค์กรองค์กรเดียว เลยเป็นที่มาของกฎหมายฉบับนี้ เนื้อหาก็คือการเขียนเพื่อที่จะรวม โดยออกแบบให้มีองค์กรที่จะดูแลสื่อแลโทรคมนาคมเป็นหนึ่งองค์กร ระบุอำนาจหน้าที่ รวมถึงที่มาของใครที่จะมาเป็นนั่งเป็นองค์ประกอบคณะกรรมการ “กสทช.” และก็มีบทเฉพาะกาลอื่น ๆ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	แต่เอากฎหมายเดิม 2 ฉบับมาต่อกันเลยเฉยๆไม่ได้</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ไม่ได้ต่อเลยด้วยซ้ำ แทบจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย</p>
<p><strong>สุรนันทน์	องค์กรนี้จริง ๆ แล้วทำอะไร</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา </strong>ถ้าสำหรับ กทช. ในตอนนี้หลายคนก็อาจไม่เห็นบทบาทมาก แต่โดยหลัก ๆ ก็คือการให้ใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต่าง ๆ รวมทั้งวิทยุสมัครเล่น และอินเตอร์เน็ต เพียงแต่ว่ามือถือรายใหญ่ ๆ ยังติดสัมปทาน เพราะฉะนั้นคู่สัมปทานก็ยังเป็นของเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	พูดง่าย ๆ ใครที่ใช้คลื่นโทรคมนาคมต้องผ่าน กทช.</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา </strong>ใช่ค่ะ และ กทช. ก็กำกับดูแล เช่นประชาชนบอกว่ามีปัญหาเรื่องราคา เรื่อง speed ก็ร้องเรียนไปที่ กทช.</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ถ้าใครที่ทำวิทยุ โทรทัศน์</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ตอนนี้ไม่มี เป็นสุญญากาศ รัฐบาลไม่มีอำนาจตามกฎหมายปกติในการที่จะดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้วยซ้ำ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	กรมประชาสัมพันธ์หมดอำนาจแล้ว</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> เพิ่งหมดอำนาจอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ มี พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ออกโดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ความจริงก็ถูกเก็บไว้นานแล้ว จึงมีปัญหาวิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ค่ะ สรุปง่าย ๆ คือประเทศไทยตอนนี้ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่มากำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ และให้ใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ จึงก่อให้เกิดสภาพที่ไม่มีกติกากลางในตอนนี้</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ถ้าเปรียบเทียบก็คือเหมือนกับ ถ้าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่มีทะเบียนรถ ซื้อรถมาแล้วก็ขับได้เลย</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ใช่ค่ะ ในท้องถนนก็มีรถตุ๊กตุ๊ก รถสิบล้อ รถอะไรที่ไม่มีใบอนุญาต ก็เหมือนกับมีวิทยุชุมชน มีโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ตามกฎหมายเดิมต้องขอใบอนุญาตการใช้คลื่นจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเปลี่ยนมาเป็น กทช. แล้วก็ขอใบอนุญาตในการออกอากาศจากกรมประชาสัมพันธ์ แต่ตอนนี้ทีวีเคเบิ้ล ทีวีดาวเทียม หรือวิทยุชุมชน กว่า 6,000 สถานี ออกอากาศเลยโดยไม่มีใบอนุญาต พอไม่มีใบอนุญาตก็ไม่มีสถานะทางกฎหมาย รัฐก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ในทางกำกับดูแล</p>
<p><strong>สุรนันทน์	เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้รอมานานมาก พอออกมาทุกคนก็จะต้องมาขออนุญาต</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> จะมี 2 ส่วน ถ้ามี กสทช. คนที่ได้รับผลกระทบหลักก็คือหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของสื่ออยู่ในปัจจุบัน เพราะจะต้องแจ้งการครอบครองคลื่นทั้งหมดไปยัง กสทช. แล้วถ้าต่อไปนี้ เช่น กองทัพ กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ต้องทำรายการหรือว่าต้องขอใบอนุญาตอีกครั้งหนึ่งจาก กสทช. แต่ไม่ได้หมายความว่ายึดมาหมดเลยนะคะ รูปแบบที่จะเปลี่ยนไปก็คือว่า หลังจากมี กสทช. ทุกหน่วยที่ใช้คลื่นอยู่จะต้องไปรายงานตัว และขอใบอนุญาตใช้อย่างเป็นทางการ แม้แต่ทีวีไทย (TPBS) ที่มีกฎหมายเฉพาะก็จะต้องอยู่ภายใต้การขอคลื่นความถี่จาก กสทช.ด้วย</p>
<p><strong>สุรนันทน์	สมมติผมเป็น อสมท. ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ Sensitive น้อยที่สุดมีคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ผมก็ต้องไปขออนุญาต กสทช</strong>.</p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> อสมท. Sensitive น้อยที่สุดจริง ๆ เพราะว่าเขาจะได้อภิสิทธิ์กว่าคนอื่น เนื่องจากว่าได้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วเรียบร้อย จึงเป็นแค่ “พิธีกรรม” ก็คือแจ้งไปให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลทางเนื้อหาของ กสทช.</p>
<p><strong>สุรนันทน์	แต่คลื่นเหล่านั้นก็ยังเป็นของ อสมท.</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> อสมท. ก็ใช้สิทธิที่เขาจะต้องดูต่อไป เพราะถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาผู้ถือหุ้นอาจจะฟ้องได้</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ก็ไม่เปลี่ยนอะไรสิครับ</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> จะเปลี่ยนสิทธิ์ของกองทัพ และสิทธิ์ของกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพที่มีวิทยุอยู่ 200 กว่าคลื่น ตามกฎหมายใหม่จะต้องไปรายงาน และถ้ากองทัพมีความประสงค์จะประกอบกิจการต่อไป จะต้องผลิกรายการเอง ในโครงสร้างใหม่จะเป็นเจ้าของ แต่ให้ไปเช่าช่วงอีกทีหนึ่งไม่ได้ คือถ้าจะทำเองก็ต้องเลือกว่าจะเป็นบริการสาธารณะหรือเอกชน อย่าง อสมท.ก็ชัดเจนว่าเป็นเอกชนอยู่แล้ว</p>
<p><strong>สุรนันทน์	หมายความว่ากองทัพ หรือกรมประชาสัมพันธ์สามารถจัดตั้งบริษัท</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา </strong>ถ้าเขาจะทำแบบเอกชนขอใบอนุญาต (license) แบบเอกชน เขาก็ต้องไปทำในรูปของบริษัท ในอนาคตลู่วิ่งจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ลู่ คือลู่ “บริการสาธารณะ” คือไม่แสวงหากำไร ใครมาขออันนี้ก็ได้ ซึ่งเอกชนก็จะทำสาธารณะได้ แต่มีเงื่อนไขก็คือสาธารณะก็บอกอยู่แล้วว่าแสวงหากำไรไม่ได้ และรัฐเองถ้าอยู่ช่องนี้รัฐก็ทำเพื่อไม่เน้นกำไร ซึ่งรัฐก็จะไม่ค่อยมีแรงจูงใจให้ทำ ส่วนลู่ที่สองก็คือเป็น “เอกชน” ไปเลย มาในนามบริษัท ใครจะทำก็ได้</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ถ้าเป็นบริษัทผมอยากได้คลื่นเมื่อก่อนผมก็ต้องไปขอสัมปทานหรือจัดซื้อจัดจ้างของ อสมท. กรมประชาสัมพันธ์ หรือทหาร ครั้งนี้ผมยังต้องทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า หรือว่าผมไปขอ กสทช. ได้เลย</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ตามระบบใหม่กฎหมายที่กำลังจะออก ใช้เรื่องว่าต้องประมูล ซึ่งอันนี้ Sensitive มาก เพราะว่ามีภาคเอกชนค้านด้วย แต่กรรมาธิการเห็นว่าจะต้องให้เป็นการ “ประมูล” สถานเดียว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีลักษณะกฎเกณฑ์อะไรเลย ใช้ connection ต่อไปนี้ใครที่จะได้คลื่นไปก็ต้องประมูลอย่างเป็นทางการเปิดเผย แต่มีรายเล็ก ๆ ก็มาโวยวายว่าเขาจะสู้รายใหญ่ได้อย่างไร ในกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนกันไว้ว่าให้มีการแบ่งการประมูล ก็คือใหญ่ระดับภูมิภาค ระดับชาติ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ประมูลกับกรมประชาสัมพันธ์หรือ กสทช.</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> กับ กสทช. ค่ะ หน่วยงานรัฐทั้งหมดไม่ได้ตัดโอกาส คือยังทำอยู่ก็ได้ แต่ต้องทำภายใต้กติกาใหม่ และต้องทำเอง ต้องทำให้ชัดว่าจะเป็นสาธารณะหรือภาคเอกชน</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ถ้าผมเป็นกรมประชาสัมพันธ์มีคลื่นวิทยุอยู่ร้อยกว่าคลื่น สมมติผมบอกว่าผมทำเองจริง ๆ ได้แค่ 30 คลื่น ที่เหลือก็คืน แล้วก็ไปสู่กระบวนการนั้น</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ใช่ค่ะ ถ้าทำเองไม่ได้ก็ต้องคืน เพราะถ้าเก็บไว้เฉย ๆ แล้วให้เช่าช่วงเองก็ไม่ได้ด้วย จะเป็นการตัดระบบคนกลาง ตัดระบบรัฐวิสาหกิจ เหมือนโทรคมนาคมเหมือนกัน สมมติว่าสัมปทานระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส หมด ต่อไป ทีโอที ก็ไม่มีสิทธิ์แล้ว เป็นการต่อตรงระหว่าง กสทช. กับเอกชน แล้วถ้าถามว่าจะต่างกันอย่างไร เพราะ ทีโอที ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ กสทช. ก็เป็นหน่วยงานรัฐ มันก็จะต่างตรงที่รัฐวิสาหกิจเขาก็จะมีโครงสร้างของเขา เงินรายได้ข้าวของเขา แต่ถ้าเป็น กสทช. เขาก็จะเก็บค่าธรรมเนียมไว้ประมาณ 2% ตามกฎหมาย เป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนของเขา แต่ที่เป็นค่าประมูลคลื่น ซึ่งเมื่อก่อนคือค่าสัมปทานก็จะเข้าคลังหมดเลย แต่ระบบเดิมไม่เข้าคลังทั้งหมด คือเป็นของหน่วยงานนั้น เช่น ถ้ากองทัพเป็นเจ้าของคลื่นเงินส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่เขา ที่เหลือค่อยเข้า ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจก็มีหลายต่อ มีคนกลาง ระบบใหม่คือจะตัดคนกลาง</p>
<p><strong>สุรนันทน์	พูดง่าย ๆ คือ กสทช. เหมือนกับเป็นนายทะเบียน พอประมูลได้ เก็บไว้ 2% ที่เหลือเข้าคลังหมด</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> 2% ก็เยอะนะคะ เป็นพันล้าน เพราะว่ากิจการมีเยอะ เขาสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องขอเงินคลัง ที่สำคัญเขาทำหน้าที่เก็บเงินเข้าคลังได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย</p>
<p><strong>สุรนันทน์	คลังจำเป็นไหมว่า เงินก้อนนี้เข้าไปเป็นงบประมาณกลางหรือว่าตัดแบ่งสำหรับทีวีสาธารณะพวกนี้ด้วย</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ถ้าส่วนของการประมูลเข้าคลังก็แล้วแต่ว่าคลังจะทำอะไร เพราะว่าในกฎหมายฉบับนี้ได้เขียนเรื่องกองทุนเอาไว้ โดยจะมีเงินอยู่ 3 ก้อน เริ่มแรกถ้าประมูลก้อนนี้จะเข้าคลัง ก้อนที่ 2 ค่าธรรมเนียม 2% ของเอกชนก็จะเป็นเงินเดือนหรือเงินกิจกรรมต่าง ๆ สวัสดิการของ กสทช.และพนักงาน ก้อนที่ 3 คือภาคของธุรกิจจะหนักหน่อย คือหลังจากถูกหัก ส่วนหนึ่งเพื่อเข้ากองทุนพัฒนากิจการวิทยุโทรทัศน์ด้วย แล้วก็เงินของกองทุนนี้ถึงจะเอามาเป็นทุนให้กับสื่อวิทยุชุมชนหรือสื่อสร้างสรรค์ ซึ่ง กสทช.จะต้องเป็นผู้บริหารร่วมกับคณะกรรมการคนนอกที่กฎหมายได้ออกแบบไว้ ก็จะมีเงิน 3 ก้อนที่ถูกกระจายออกไป</p>
<p><strong>สุรนันทน์	เรื่องวิทยุชุมชนกับเคเบิ้ลทีวี ที่ยังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ จะเข้าระบบอย่างไรครับ</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ตอนนี้ความพยามยามของ กทช. ตอนนี้ ซึ่งกฎหมายบอกให้เป็นผู้ดูแลชั่วคราว และเขาต้องมีการฟังอนุกรรมการด้วย ก็พยายามทำอยู่ตอนนี้ก็คือให้วิทยุชุมชนทั้งหมดมาจดทะเบียน ก็มีมากันเกือบ 7,000 สถานี และให้ลงทะเบียนเคเบิ้ลทีวี ตอนนี้ลงทะเบียนประมาณ 400-500 สถานี เยอะมากๆ โดยฐานข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะให้ กสช. ทำงานได้ในอนาคต โดยต้องทำแผนแม่บทกันก่อน กสทช. พอเริ่มทำงานสำรวจว่าใครมีคลื่นอยู่ตรงไหน ก่อนจะเริ่มให้ใบอนุญาตจะต้องทำประชาพิจารณ์ทำแผนแม่บททั้งหมดก่อนว่าจะมาจัดสรรกันอย่างไร เขาถึงต้องให้รวมกับ กทช. คือ ต้องมี “นักวิศวะ” มาช่วยออกแบบ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	คลื่นวิทยุชุมชนจะเป็นของชุมชนจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้มีปัญหาแค่จำนวน แต่มีปัญหาว่าไม่ใช่เคลื่อนชุมชนจริง ๆ</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ในระบบใหม่จะทำให้ชัดขึ้น วิทยุชุมชนที่มีโฆษณาก็ต้องไปขอใบอนุญาตเพื่อให้มีโฆษณาได้ ต้องประมูล ต้องจ่ายค่าประมูลและค่ากำไรที่เป็นภาษีกองทุนด้วย ซึ่งรายใหม่ก็อาจจะไม่ค่อยอยากได้เพราะทุกคนจะต้องปรับตัวกันหมด ไม่ใช่เฉพาะรายเก่านะคะ ตอนนี้ก็สบาย ๆ ไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่ต่อไปก็ต้องเสีย ถ้าเข้าระบบใหม่แล้วจะไม่เสียอะไรเลย ก็ต้องเป็นวิทยุชุมชนที่ไม่มีโฆษณาจริง ๆ ซึ่งมีน้อยมาก เท่าที่สำรวจจะมีประมาณร้อยกว่าสถานีที่ไม่มีโฆษณา อันอื่นในความเป็นจริงก็เป็นของชุมชนในแง่ที่ว่าชุมชนก็ชอบเขานะคะ เพียงแต่เขามีโฆษณาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปก็ต้องเข้าทางใดทางหนึ่ง</p>
<p><strong>สุรนันทน์	ได้คุยกันบ้างไหมครับ เพราะมีทั้งคนเสียประโยชน์และได้ประโยชน์</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ถึงยังไม่เกิดเสียทีไงคะ ความจริงทุกคนก็โอเค เพียงแต่ว่าประชาชนเวลามีอะไรเกิดขึ้นทีก็จะโทษว่าทำไมสื่อรัฐเป็นอย่างนั้น ทำไมฟังไม่ได้เลย ทำไมวิทยุชุมชนเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องมาโทษกัน เพราะไม่มีใครได้ 100% จากวิกฤตสังคมทำให้คนเริ่มเห็นแล้วว่า คงต้องถอยกันคนละก้าวครึ่งก้าว ภาคเอกชนเองรายใหญ่ๆถึงเขาจะไม่ยอมรับเขาทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้ก็มีเคเบิ้ลทีวีมาแย่งโฆษณาของเขามากมายอยู่แล้ว ยังไงก็หนีไม่พ้น สู้ให้กลับมาอยู่แล้วเอากติการ่วมกันยังจะดีกว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็จะลำบากแบบนี้แหละค่ะ</p>
<p>แล้วเคเบิ้ลทีวีกับวิทยุชุมชนที่เขาตั้งใจทำงานสุจริต เขาก็อยากจะมีหลักประกัน เขาก็ไม่อยากอยู่แบบเถื่อน จะลงทุนธุรกิจก็ทำไม่ได้ ประเทศก็จะไปไม่ได้ อาจจะดีเฉพาะหน้าตรงที่ว่าประนีประนอมกันแล้วก็ไม่มีใครเสียอะไร หรือว่าไม่ต้องเจ็บปวดกับที่ต้องปรับตัว แต่ระยะยาวจะพัฒนาไม่ได้ จะไม่ยั่งยืน และต่างชาติก็จะงงว่าเราจะอยู่กันในระบบแบบไหน ข้อดีอันหนึ่งก็คือจะป้องกันการลงทุนจากต่างชาติได้ เพราะตอนนี้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุนในกิจการเคเบิ้ลทีวีในประเทศไทยเพราะว่าไม่มีกติกา ไม่มีกฎหมาย แต่ว่าจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลในระยะยาวมันก็จะเละในที่สุด จะไม่มีการพัฒนากิจการในบ้านเราได้</p>
<p><strong>สุรนันทน์	คุณภาพของรายการ ของสถานี จะดูอย่างไร</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> มีกฎหมายเดิมอยู่แล้วว่าเคเบิ้ลทีวีมีโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาที ซึ่งถ้ามี กสทช. ก็ต้องไปกำกับดูแล ส่วนวิทยุกระแสหลัก โฆษณาแฝงอะไรต่อมิอะไร ตอนนี้เป็นสุญญากาศ ไม่มีใครไปกำกับได้ ในอนาคตเราจะหวัง กสทช. อย่างเดียวไม่ได้ ผู้บริโภคต้องตื่นตัวด้วย องค์กรผู้บริโภคได้ “ล็อบบี้” ในกฎหมายฉบับนี้ว่า ให้มีกลไกในการที่จะมีผู้บริโภคด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์เข้ามาทำงานร่วมหรือผลักดันกับ กสทช. อันนี้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะทำได้ เช่น มีสภาผู้บริโภค</p>
<p><strong>สุรนันทน์	สมมติมีรายการที่ออกเชิงอนาจาร เชิงหลอกลวง กสทช. มีอำนาจในการจัดการใช่ไหมครับ</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> มีค่ะ มีหน้าที่ตักเตือนและดำเนินคดีตามกฎหมาย และมากที่สุดคือถอนใบอนุญาต กสทช. ไม่มีหน้าที่ปิดสื่อ แต่มีหน้าที่ถอนใบอนุญาตได้ ซึ่งมีขั้นตอน ถ้าไม่เป็นธรรมเอกชนก็สามารถฟ้องได้ อยู่ที่ว่า กสทช.จะใช้หลักไหน ถ้าใช้หลักแบบอเมริกา เขามีองค์กรกำกับดูแลเหมือน กสทช. เหมือนกัน แต่เขามีเสรีภาพในการพูด โฆษณาบางทีเขาก็มองว่าเป็นเสรีภาพในการพูด จะไม่มีการปิดสื่อคลุมเนื้อหา แต่บางคนบอกว่าฟรีไปก็ไม่เหมาะสำหรับเมืองไทย แต่เมืองไทยตอนนี้มันฟรีมาก</p>
<p><strong>สุรนันทน์	แต่ฟรีแบบนี้คือฟรีสำหรับเคเบิ้ล แต่ไม่ฟรีในวิทยุโทรทัศน์กระแสหลัก แล้ววิทยุโทรทัศน์กระแสหลักจะมีผลอย่างเดิมหรือไม่ จะกลายเป็นว่าพอหลุดออกจากทหาร ออกจากกรมประชาสัมพันธ์ กลายเป็นว่า กสทช. มานั่งคุมแบบเดียวกันหรือเปล่า</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา </strong>เขาทำไม่ได้ กสทช. ไม่ได้เป็นเจ้าของสื่อโดยตรง เขาเป็นคนกำกับดูแล เขาทำได้มากที่สุดถ้าคลื่นนั้นมีปัญหาก็คือเตือน เตือนแล้วก็อาจจะดำเนินคดี แต่ดำเนินคดีทางอาญา กสทช. ก็ทำไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งตำรวจเพราะเขาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ ก็จะมีกระบวนการของมัน ท้ายที่สุดถ้าผิดเงื่อนไขก็คือการถอนใบอนุญาต แต่การถอนใบอนุญาตเอาจริงก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น</p>
<p><strong>สุรนันทน์	มีเงื่อนไขหรือเปล่า เช่น เป็นภัยต่อความมั่นคง กว้าง ๆ อย่างนั้นมีหรือเปล่า</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> มีอยู่แล้วค่ะ ถ้าเกิดภาวะอย่างนั้นก็จะเกิดอำนาจอย่างอื่น อย่างตอนนี้อำนาจในการปิดสื่อก็ไม่ได้เป็นกฎหมายปกติ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	สมมติมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีกฎอัยการศึก ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องไป</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ก็จะอยู่เหนือทุกอย่างอยู่แล้วค่ะ</p>
<p><strong>สุรนันทน์	แต่อย่างน้อยตรงนี้มาจัดระบบในยามปกติ</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> ในยามปกติจะเป็นที่พึ่งได้ ในแง่ของสิทธิเสรีภาพดิฉันเชื่อว่าถ้ามี กสทช. น่าจะเปิดกว้างขึ้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่ กสทช. อาจจะทำไม่ได้ในทันที คือถ้าไม่มีความกล้าหาญพอในการที่จะกำกับอะไรต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแนวทาง มันก็อาจจะเละได้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าฟังทุนมากไป ฟังรัฐมากไปก็จะไม่เป็นตัวของตัวเอง อย่าง กทช. ตอนนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ก็ไม่เอาจริงกับการออกกติกาบางอย่างที่จะเอื้อกับผู้บริโภค เช่น หมายเลขเดียว ก็ไม่กล้าออก เพราะอาจจะเกรงใจเอกชน</p>
<p><strong>สุรนันทน์	เรื่องหนึ่งที่ต้องคุยกันคือที่มาของ กสทช.</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา </strong>ก็คือกฎหมายฉบับนี้นั่นแหละ ออกแบบกันมาแบบซับซ้อน พิสดารมาก คือว่า องค์ประกอบของ กสทช. จะมี 11 คน ซึ่งเขียนคุณสมบัติไว้แล้วว่า 11 คนต้องมีคุณสมบัติของเป็นผู้ที่อยู่ในวงการวิทยุ โทรทัศน์ เป็นนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน คือไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนักวิชาการนะคะ คือจะต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือประสบการด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึงอันนี้ดิฉันเป็นคนเสนอเอง จนมีคนแซวว่าจะเขียนให้ตัวเองเป็นหรือเปล่า ก็เป็นคุณสมบัติด้านผู้บริโภคสื่อ คือเขาเขียนคุณสมบัติมาค่อนข้างดีทีเดียว กำหนดไปว่าต้องมีประสบการณ์อย่างนี้</p>
<p>แต่ที่มากว่าจะได้ซับซ้อนมาก จะขออธิบายง่าย ๆ ว่า ทั้งหมดมี 11 คน กระบวนการกว่าจะได้ 11 คนจะมี 2 ตะกร้า ตะกร้าหนึ่งคือการเลือกกันเองของกลุ่มต่าง ๆ เหมือนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ก็คือกลุ่มเอ็นจีโอ มาลงทะเบียนกันพันคนก็เลือกให้ได้สี่คน สองเท่า กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มสื่อมวลชน ก็มาเลือกกันเองก็ถือเป็นขั้นเลือกตั้ง แต่คนก็กลัวว่าถ้าเอาแบบนี้แบบเดียวจะกลายเป็นการบล็อกโหวตได้ ยังไม่ได้มีการถกเถียงกัน อยู่ ๆ ก็มาเลือกกันเลย ดังนั้นจึงมีอีกตะกร้าหนึ่งเป็นการสรรหา อันนี้เป็นโมเดล ทีวีไทย (TPBS) คือทีวีสาธารณะ คือว่าจะกำหนดมาเลยว่า 15 ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะสรรหามีใครบ้าง ที่เขียนก็จะมาจากภาควิชาการ องค์กรอิสระ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 15 คน แล้วก็สุดท้ายตะกร้าแรกก็ให้เลือกมาได้ 22 คน ส่วนตะกร้าที่ 2 ใครมาสมัครก็ได้ สมมติดิฉันไม่สามารถเข้าช่องนี้ได้เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเอ็นจีโอ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักวิชาการ ดิฉันก็สามารถมาสมัครและให้กรรมการสรรหาพิจารณาเลือกหรือไม่เลือก ก็เลือกให้ได้ 22 คน รวมแล้ว 2 ตะกร้าก็เป็น 44 คนส่งไปให้วุฒิสภา</p>
<p>สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก็ให้อำนาจวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาจะเป็นคนเลือก 11 จาก 44 แล้วซับซ้อนกว่านั้นอีก เพราะมีการเถียงกันว่าที่ผ่านมามีปัญหาว่าบางทีวุฒิสภาไม่เลือก ก็ไม่เกิดเสียทีอย่าง กทช. ก็มีการเล่นเกมกันไปมา เขาก็เลยระบุว่า ถ้ารอบแรกหากเลือกไม่ได้ก็ให้ส่งกลับไปใหม่ และสุดท้ายซึ่งอันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยแต่แพ้โหวตคือ ถ้าสองรอบแล้ววุฒิสภายังเลือกไม่ได้ จะกลับมาเป็นให้รัฐมนตรีเลือก คือสุดท้ายก็กลับมาให้ฝ่ายบริหารเลือก ซึ่งเราก็ค้านกันว่าทำไมถึงต้องให้กลับมาฝ่ายบริหารเลือก เขาก็บอกว่าถ้าเลือกกันมาขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ ก็ไม่รู้จะใครแล้วก็ต้องให้ฝ่ายบริหารกลับมาตัดสินใจ ซึ่งต้อนนั้นก็มีกันว่าจะให้สภาฯตัดสินใจ จะให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจหรืออย่างไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาฝ่ายบริหาร แต่ก็มีคนค้านแล้วว่ากว่าจะถึงตรงนั้น แต่ก็สามารถผ่านมาได้ เป็นการประสานประโยชน์มากมีทุกแนว</p>
<p><strong>สุรนันทน์ คิดว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่</strong></p>
<p><strong>สุภิญญา</strong> หากผ่านวุฒิสภาแล้ว ภายในสิ้นปีนี้กฎหมายน่าจะผ่าน พอกฎหมายผ่านก็ระบุไว้เลยว่าต้องสรรหาให้ได้ภายใน 180 วัน</p>
<p>ต้นฉบับจาก <a href="http://www.facebook.com/note.php?note_id=458420618967&amp;id=416840379127">S Magazine</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/ntbc-supinya-siamrath/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซอยสวัสดี: รมต.สื่อ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/minister-of-media/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/minister-of-media/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2010 07:13:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chaismart</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จุติ ไกรฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[สาทิตย์ วงศ์หนองเตย]]></category>
		<category><![CDATA[องอาจ คล้ามไพบูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อสมท.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=7737</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้รับตำแหน่ง “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” และข่าวว่า คงจะได้เข้าทำหน้าที่แทน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในงานด้านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะการสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรม ประชาสัมพันธ์และ อสมท.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย สุรนันท์ เวชชาชีวะ  คอลัมน์ซอยสวัสดี<br />
</strong></p>
<p>ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้รับตำแหน่ง “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” และข่าวว่า คงจะได้เข้าทำหน้าที่แทน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในงานด้านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะการสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท.<span id="more-7737"></span></p>
<p>ทั้งนี้ นายองอาจ เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อสาขาต่างๆ ตั้งแต่ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ จึงน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานและความรู้สึกของสื่อมวลชนได้ดี ส่วนจะทำได้หรือไม่คงต้องพิสูจน์ฝีมือกันให้เห็น</p>
<p>เพราะ นายองอาจ ต้องรับภาระที่หนักหน่วง หลังจากที่ นายสาทิตย์ ได้ใช้พลังทางการเมืองในการกำกับดูแลและควบคุมทิศทางข่าว จนเกิดความรู้สึก “อึดอัด” กันไปทั่ว ยิ่งเมื่อมีการปฏิบัติการต่างๆ โดยอาศัยอำนาจของ “พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ด้วยแล้ว ข้อมูลข่าวสารดูจะถูกเบี่ยงเบนไปในทิศทางเดียวกันหมด คือ ทิศทางที่รัฐบาลต้องการจนเรียกได้ว่าเป็นการ “โฆษณาชวนเชื่อ” มากกว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร</p>
<p>แม้สื่อมวลชนต่างประเทศก็ได้เสนอถึงประเด็นดังกล่าว ว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลด้านลบเรื่องภาพพจน์ อันมีผลต่อเนื่องถึง “เครดิต” ของรัฐบาลและสถานะของประเทศในเวทีประชาคมโลก</p>
<p>ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นายองอาจ จะต้องรับดำเนินนโยบายต่างๆ ต่อจากที่เป็นอยู่ หรือจะสามารถนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งต้องเกี่ยวข้องพัวพันทั้งในกรมกองฝ่ายประจำและฝ่ายทหาร ที่เป็น “เจ้าของ” สื่อกระแสหลักหลายช่องทาง ทั้ง วิทยุ และโทรทัศน์ และสื่อต่างๆ ที่เป็นของชุมชนคนธรรมดา ไม่ว่าจะวิทยุชุมชนหรือเคเบิ้ลทีวี แม้แต่เรื่องที่จะทำความเข้าใจกับสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นงานที่หนักและหลักต้อง แม่น</p>
<p>โดย นายองอาจ ต้องรักษาหลักการอุดมการณ์ของตน และมีความจริงใจในแก้ไขปัญหาการ “ปิดกั้นสื่อ” ที่คนไทยรู้สึกได้ การสร้างและต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับ “สื่อเสื้อแดง” ที่ถูกปิดไปด้วย!!</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คงต้องข้ามไปอีกกระทรวงหนึ่งด้วยคือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ได้รัฐมนตรีใหม่ชื่อ “จุติ ไกรฤกษ์&#8221; เพราะในโลกไซเบอร์ที่ข้อมูลข่าวสารมาจากอินเตอร์เน็ต รัฐมนตรีกระทรวงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษด้วยมี “อำนาจ” ในการ “เปิด-ปิด” ประตู สั่งผู้ดำเนินการให้เปิดปิด “เว็บไซด์&#8221; ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคง และปกป้อง “สถาบัน”</p>
<p>ทั้งโลกสมัยใหม่นี้ ผู้คนสามารถเป็น “สื่อมวลชน” ได้ ใครๆ ก็รายงานข่าว ส่งรูป ส่งคลิป และมีความเห็น “โพสต์” ลงบนเว็บได้</p>
<p>ใครเป็นรัฐมนตรี ไอซีที จึงเป็นรัฐมนตรี “สื่อ” ไปโดยปริยาย!!</p>
<p>ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการผ่าน “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ศอฉ.” ในการปิดกั้นและ “บล็อก” เว็บหรือกระทู้ความเห็นต่างๆ ขนาดหน้าเครือข่ายสังคม (Social Media) อย่าง facebook ของบางคนยังโดนปิด “ล็อค” เข้าไปดูไม่ได้ ติดต่อเพื่อนๆ ผ่านหน้า Profile ของตนไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏเหตุผลชี้แจงแต่อย่างใด แต่ช่วงหลังๆเห็น “ปล่อย” ออกมาบ้างแล้ว</p>
<p>ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ใครผิดใครหมิ่นก็ควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากใช้อำนาจพิเศษแล้ว บางครั้งความยุติธรรม “หลุดร่วง” ระหว่างทางก็มีให้เห็นกันอยู่เช่นกัน คงต้องฝากรัฐมนตรีคนใหม่ นายจุติ เข้าไปดูแลด้วย</p>
<p>และทั้งสองคนก็ไม่ควรจะ “หลอกตัวเอง” ว่าภาพลักษณ์ของประเทศสวยหรู หากใครอ่านบทความในนิตยสารวารสารชั้นนำของต่างประเทศ จะรู้สึกถึงมุมมองที่สะท้อนออกไปทั่วโลกเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อ แดง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่โดยรวมแล้วส่งผล “ลบ” ต่อรัฐบาลและประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>การที่ไปคิดว่าเมื่อปิดกั้นแล้ว พร้อมกับการ “ประชาสัมพันธ์” ในมุมมองเดียวจะทำให้คนคล้อยตามและโลกเชื่อถือนั้น เป็นแนวคิดที่ผิด ในระบอบประชาธิปไตย การเปิดให้มีการแสดงออกอย่างเสรีจะเป็นประโยชน์กว่า ความคิดที่หลากหลายจะมีขัดแย้งบ้างเป็นธรรมดา แต่ในที่สุดเมื่อได้ “แสดง” ได้ “ระบาย” ก็จะมีกระบวนการ “ตกผลึก” ทั้งการต่อสู้กันทางความคิดก็จะอยู่บนเวที “เปิด” ไม่ใช่มุดลง “ใต้ดิน” ซึ่งจะยิ่งอันตรายอย่างที่เป็นในปัจจุบัน</p>
<p><strong><em>ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ </em></strong><strong><em>8 มิถุนายน 2553</em></strong></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/minister-of-media/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซอยสวัสดี: หวยออนไลน์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/online-lottery/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/online-lottery/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2010 10:27:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซอยสวัสดี โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ลอตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[หวยออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[หวยใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5092</guid>
		<description><![CDATA[โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ คอลัมน์ซอยสวัสดี -1- ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2553 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ด้วยข่าวที่ไม่คาดคิด เมื่อนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศผ่านรายการโทรทัศน์ว่าไม่เห็นด้วยกับ “หวยออนไลน์” และได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหาทางออกในเรื่องดังกล่าว ด้วยมีข้อผูกพันตามสัญญากับภาคเอกชน โดยได้มอบหมายให้ นายเกียรติ สิทธิอมร เป็นประธานฯและให้มีข้อสรุปภายใน 30 วัน ความจริง นายอภิสิทธิ์ มีท่าที “อึกๆอักๆ” ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังผู้รับผิดชอบกำกับสำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาล ยังได้กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ได้พูดไว้เหมือนกันว่า “ไม่เอา” หวยออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจน กลับไปเช็คข่าวช่วงเดือนมิถุนายน 2552 จะพบว่า นายอภิสิทธิ์ บ่ายเบี่ยงที่จะ “ฟันธง” แต่แนวโน้มไม่เห็นด้วยมีมาก และกล่าวโดยสรุปว่า “ถ้าถามใจผม ผมไม่อยากให้มีการพนัน และไม่อยากไปมีส่วนส่งเสริมการพนัน แต่ว่าต้องดูประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเขาต้องทำข้อมูลให้ผม ถึงเวลาต้องใช้ดุลยพินิจ และอธิบาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ คอลัมน์ซอยสวัสดี</strong><br />
-1-<br />
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2553<br />
ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ด้วยข่าวที่ไม่คาดคิด เมื่อนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศผ่านรายการโทรทัศน์ว่าไม่เห็นด้วยกับ “หวยออนไลน์” และได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหาทางออกในเรื่องดังกล่าว ด้วยมีข้อผูกพันตามสัญญากับภาคเอกชน โดยได้มอบหมายให้ นายเกียรติ สิทธิอมร เป็นประธานฯและให้มีข้อสรุปภายใน 30 วัน<br />
<span id="more-5092"></span><br />
ความจริง นายอภิสิทธิ์ มีท่าที “อึกๆอักๆ” ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังผู้รับผิดชอบกำกับสำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาล ยังได้กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ได้พูดไว้เหมือนกันว่า “ไม่เอา” หวยออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจน</p>
<p>กลับไปเช็คข่าวช่วงเดือนมิถุนายน 2552 จะพบว่า นายอภิสิทธิ์ บ่ายเบี่ยงที่จะ “ฟันธง” แต่แนวโน้มไม่เห็นด้วยมีมาก และกล่าวโดยสรุปว่า “ถ้าถามใจผม ผมไม่อยากให้มีการพนัน และไม่อยากไปมีส่วนส่งเสริมการพนัน แต่ว่าต้องดูประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเขาต้องทำข้อมูลให้ผม ถึงเวลาต้องใช้ดุลยพินิจ และอธิบาย แต่ถึงแม้จะตัดสินใจยาก แต่ก็ต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง”</p>
<p>ความไม่ชัดเจนนี้เองทำให้การเตรียมการดำเนินงานต่างๆเดิน หน้าไปมาก จนมีข่าวว่าระบบหวยออนไลน์จะเริ่มเดินเครื่องและจำหน่ายได้ในเดือน กุมภาพันธ์ปีนี้ แต่เมื่อ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกฯ พูดชัดถ้อยชัดคำถึงนโยบายที่จะยกเลิกโครงการ จึงสร้างความตกใจให้กับผู้ที่มีส่วนได้เสีย รวมไปถึงประชาชนกลุ่มต่างๆ เพราะเสมือนกลับหลังหันอีกครั้ง ทั้งๆที่เห็น “ฝั่ง” อยู่แค่เอื้อม</p>
<p>โครงการนี้เป็นโครงการที่ “คาราคาซัง” มานานนับปี ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องพิจารณา ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลช่วง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯก็เคยสนับสนุนมาแล้ว ลองถาม นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯตำแหน่งเดียวกับ นายประดิษฐ์ ดูได้ แต่ทุกยุคทุกสมัยจะ “ติดๆขัดๆ” ด้วยผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง และระบบการให้สัมปทานของไทยที่มีปัญหาช่องโหว่มากมาย ไม่ผิดกับที่ทำให้การสื่อสารระบบ 3G ต้องล่าช้ามาทุกวันนี้</p>
<p>บางครั้งการ “ไม่ตัดสินใจ” จึงเหมือนเป็นการปล่อยให้ความไม่ชัดเจนและความคลุมเครือเป็นตัวกำหนดนโยบาย แบบ “ตกบันไดพลอยโจน”  จนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะนี้หลายครั้งหลายหน เช่น ในกรณีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการจัดการตามมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ล่าช้ามีปัญหาทั้งในมิติการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจที่มาบตา พุด</p>
<p>ดังนั้นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ การที่ นายอภิสิทธิ์ มีท่าทีที่ “ชัดเจน” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ “เครดิต” เพราะอย่างน้อยที่สุดก็กล้าที่จะ “ตัดสินใจ” ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แม้การตัดสินใจนี้จะ “ล่าช้า” และ “จวนตัว” เพราะใกล้วันเวลาดีเดย์เต็มที ที่ว่าล่าช้าและจวนตัวก็เนื่องจากเรื่องนี้มีการหารือมาอย่างต่อเนื่องในวง ของรัฐบาล ไม่ว่าจะตัวนายกฯ นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ และสำนักงานสลากฯ ทั้ง นายประดิษฐ์ เองก็ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่าได้ “ชี้แจง” ไปแล้วหลายครั้ง</p>
<p>การจัดทำโครงการหวยออนไลน์ หรือจะเป็นหวยรูปแบบอื่นๆที่ดำเนินการโดยรัฐหรือภายใต้สัมปทานที่ถูกต้องตาม กฎหมายนั้น หลักการมีทั้งเรื่องของการที่จะทำให้สิ่งที่อยู่ “ใต้ดิน” ขึ้นมาอยู่ “บนดิน” ถึงแม้จะไม่สามารถทดแทนได้ 100% แต่ก็น่าจะมากพอ หากผู้บริโภคเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีบริการอย่างทั่วถึง เมื่อประกอบด้วยการปราบปรามที่เข้มแข็ง “หวยใต้ดิน” จะหมดไปในที่สุด เงินที่ไหลเวียนจะอยู่ในระบบ และไม่ไปใช้หมุนเวียนในวงการ “มิจฉาชีพ” ไม่ว่าจะยาเสพติด การพนันอื่นๆ หรือการค้าของเถื่อน</p>
<p>ที่จะมีข้อติดใจเห็นจะเป็นเรื่องที่รัฐควรหรือไม่ที่จะ สนับสนุนให้ประชาชน “เล่นการพนัน” และเป็นการ “มอมเมา” อย่างที่ นายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวอ้างหรือไม่ ตลอดจนระบบการให้สัมปทานและการบริหารจัดการที่อาจ “เอื้อประโยชน์” ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งยังเป็นการเปลี่ยน “โครงสร้างผลประโยชน์” เดิมของเจ้ามือหวยใต้ดิน และวงการล็อตเตอรี่</p>
<p>ในการบริหารราชการแผ่นดิน การเตรียมข้อมูลเพื่อตัดสินใจ จึงควรมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบที่มีความครบถ้วนในข้อเท็จจริงและทาง เลือกนโยบาย ทั้งต้องรวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดหากยกเลิกโครงการที่ผูกพันไปแล้ว โดยที่ข้อมูลเหล่านี้ควรอยู่ในมือนายกฯ และมีการ “ตัดสินใจร่วม” กับผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาล ตลอดจนควรมีการหารือในวงกว้างกับภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ก่อนนายกฯจะแสดงท่าทีใดๆออกมา</p>
<p>ไม่ใช่ตัดสินใจแล้ว จึงให้มีการไป “ศึกษา” ถึง “ทางออก” และที่สำคัญที่สุด ไม่ควรเป็นการตัดสินใจของนายกฯเพียงคนเดียว!!<br />
&#8230;&#8230;</p>
<p>-2-<br />
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 มกราคม 2553</p>
<p>เมื่อวานนี้เขียนเรื่องหวยออนไลน์ โดยจับประเด็นที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเงื่อนไขเวลาที่ปล่อยให้ล่วงเลยมา แต่ไม่ได้ “ฟันธง” ลงไปว่าเห็นด้วยหรือไม่ จึงมีมิตรรักแฟนคอลัมน์หลายคนฝากถามมาว่า “แทงกั๊ก” หรือเปล่า วันนี้จึงขอเขียนต่อเรื่องหวยอีกวันหนึ่ง</p>
<p>และเริ่มก็ต้องบอกให้ชัดเจนไปเลยว่า ผมเห็นด้วยกับหวยออนไลน์!!</p>
<p>เหตุที่เห็นด้วยไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นนักเล่นหวย นักพนันขันต่อ ที่ผ่านมาซื้อลอตเตอรี่นับครั้งได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะสงสารคนขายที่มาตื้อตามวัดหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากกว่าการตั้งใจไปซื้อจากการ “ฝันเห็น” หรือชอบเลขตัวใดตัวหนึ่ง และสำหรับบ่อนการพนันแล้วเข้าไปไม่เคยเล่น เคยโยกสล๊อตไม่กี่ครั้ง เพื่อให้รู้ว่ารู้สึกอย่างไร ส่วนไพ่เล่นกับเพื่อนๆสนุกๆ พนันบอลก็ไม่กล้า ด้วยเชื่อเสมอว่าลูกบอลกลมๆไม่เข้าใครออกใคร และความที่ถูกสอนมาว่าการพนันจะนำมาซึ่งความล่มจมทางการเงิน</p>
<p>แต่ที่เห็นด้วยเพราะในหลักการแล้วอะไรที่อยู่ในที่สว่าง ย่อมดีกว่าที่มืด ถึงแม้เมื่อโดนแสงสว่างจะมีสีออกเทาๆก็ตาม หมายความว่าอะไรที่เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน จับขึ้นมาไว้บนดินจะดีที่สุด อย่างเช่นบ่อนการพนันนั้น ทุกคนรู้ว่ามีอยู่กลาดเกลื่อนเพราะผิดกฎหมายในเมืองไทย แต่ก็มีคนคัดค้านไม่ให้เปิดบ่อนการพนันอย่างเปิดเผยถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>จะด้วยศีลธรรมจรรยาหรือกลัวประชาชนเยาวชนถูก “มอมเมา” ซึ่งเป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่าทุกวันนี้ก็มีสถานที่เหล่านี้อยู่แล้ว การเปิดให้เห็นจะทำให้ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะที่มาที่ไปของเงิน ตลอดจนการเก็บภาษีอากร ซึ่งก็ควรนำมาใช้ในการรณรงค์ให้เห็นภัยของการพนัน และการปราบปรามบ่อนเถื่อนอย่างจริงจัง เอาอย่างที่สหรัฐอเมริกายอมให้มีบ่อนการพนันกลางทะเลทรายที่ลาสเวกัส เจ้าพ่อต่างๆที่เมื่อก่อน “หากิน” ใต้ดิน ต้องออกมายืนให้เห็น มีกฎหมายควบคุม</p>
<p>ถึงบางแห่งบางคนยังก้ำกึ่งเป็นสีเทาๆคือไม่ทิ้งกิจกรรม ที่ผิดกฎหมายทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ใต้ดินอย่างสมบูรณ์ตรวจสอบไม่ได้ ซ้ำยังกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการ หรือนักการเมือง</p>
<p>เช่นเดียวกับหวยใต้ดิน ซึ่ง อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้ศึกษาไว้ว่ามีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท หากขึ้นมาใน “ที่เปิด” ซื้อขายถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ควบคุม จะลดกิจกรรมใต้ดิน ซึ่งหากมีอยู่อย่างเดิม จะเป็นการบิดเบือนรายได้ประชาชาติ ฐานภาษี ฯลฯ ทั้งเมื่อมีระบบที่เปิดเผย ก็จะเป็นการลดการซื้อขายหวยใต้ดินและการขายล๊อตเตอรี่เกินราคาได้ ดังเช่นที่ อาจารย์สังศิต ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนแล้วเมื่อครั้งยุคที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกหวย 2 ตัว 3 ตัว</p>
<p>ถึงแม้จะไม่ทำให้สิ่งใต้ดินผิดกฎหมายหายไปหมด 100% แต่ก็ลดลงไปจำนวนมาก ที่สำคัญเมื่อเงินหมุนเวียนในภาคเศรษฐกิจที่เปิด การติดตามไม่ให้ไปใช้ในทางที่ผิดมิจฉาชีพก็ง่ายขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงินนอกระบบที่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้ามนุษย์ หรือแม้แต่การปล่อยกู้นอกระบบ ทั้งยังเป็นการสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ขายหวยใต้ดินโดยไม่มีการเสียภาษีแต่ ประการใด</p>
<p>ในขณะที่เงินที่ได้มา อาจนำส่งเข้าคลังเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ของรัฐ และนำมาใช้จัดสรรในงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือจัดสรรเข้ากองทุนเฉพาะเช่นเป็นงบทุนการศึกษาหรือสาธารณะประโยชน์อื่นๆ โดยให้มีกฎหมายกติการองรับที่ชัดเจนตรวจสอบได้ ดำเนินการโดยสำนักงบประมาณภายใต้ความเห็นชอบและตรวจสอบติดตามของรัฐสภา</p>
<p>สำหรับเรื่องการมอมเมาและศีลธรรมจรรยานั้น รัฐบาลควรไปแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ตลอดจนการสอนเกี่ยวกับการจัดการรายรับ-รายจ่ายของแต่ละคนที่เป็นพื้นฐาน สำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือน ซึ่งงบประมาณที่มาใช้จ่ายก็หักมาจากเงินที่ได้จากการขายหวยและล๊อตเตอรี่ รวมไปถึงหลักสูตรการศึกษาทั้งในและนอกระบบเพื่อให้ประชาชนเห็นโทษของการพนัน และความหวังที่ฝากไว้กับตัวเลขไม่กี่ตัว เมื่อเปรียบเทียบกับการมุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกับการฟื้นฟูหลักศาสนาในแต่ละความเชื่ออันเป็นภูมิคุ้มกันอบายมุขที่ ดีที่สุด</p>
<p>บางครั้งในสังคมมนุษย์ เราต้องยอมรับความจริงบ้าง การพนันขันต่อ การลุ้นตัวเลขป็นความชอบของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไร ฝรั่งก็ชอบใช่ว่าไม่มี แต่อาจไม่ “งมงาย” เท่ากับคนไทยบางคนที่ต้องไปถูหาเลขเด็ดตามโคนต้นไม้ หรือคอยเฝ้าผู้ที่ตั้งตัวเป็น “อาจารย์ใบ้หวย”</p>
<p>ในเมื่อ “ห้าม” ไม่ได้ ผิดกฎหมายก็ยังมีกันอย่างกลาดเกลื่อน ทั้งบ่อนไก่ พนันมวย โต๊ะบอล หวยเถื่อน บ่อนการพนัน ก็ทำให้ถูกกฎหมายแล้วควบคุมให้อยู่ในกรอบ ให้ออกมายืนในที่สว่างแล้วค่อยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะไม่ดีกว่าหรือ นอกจากจะคิดว่าโครงสร้างผลประโยชน์ที่หลบๆซ่อนๆหากินง่ายกว่า??</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/online-lottery/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

