<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
>

<channel>
	<title>Siam Intelligence &#187; เทคโนโลยี</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/category/technology/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 10:16:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
<!-- podcast_generator="Blubrry PowerPress/2.0.4" -->
	<itunes:summary>Dare to Think</itunes:summary>
	<itunes:author>Siam Intelligence</itunes:author>
	<itunes:explicit>no</itunes:explicit>
	<itunes:image href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/itunes_default.jpg" />
	<itunes:subtitle>Dare to Think</itunes:subtitle>
	<image>
		<title>Siam Intelligence &#187; เทคโนโลยี</title>
		<url>http://www.siamintelligence.com/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg</url>
		<link>http://www.siamintelligence.com/category/practical-report/technology/</link>
	</image>
		<item>
		<title>ความเห็น SIU ต่อ “(ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 06:43:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม]]></category>
		<category><![CDATA[โทรคมนาคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24526</guid>
		<description><![CDATA[บทวิจารณ์ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ของ กสทช.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้เป็นตอนที่สองในซีรีส์ ความเห็นต่อแผนแม่บท กสทช. รายละเอียดสามารถอ่านได้จากบทความตอนแรก <a href="http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-spectrum-plan/">ความเห็น SIU ต่อ “(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่”</a></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24527" title="nbtc-telecom-masterplan" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nbtc-telecom-masterplan.png" alt="" width="524" height="303" /></p>
<p>สำหรับเอกสาร (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม (พ.ศ. 2555-2559) สามารถอ่านได้จากเอกสาร Scribd ด้านล่าง หรือดาวน์โหลดได้จาก<a href="http://www.nbtc.go.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=672:2011-12-28-09-45-07&amp;catid=15:hereing&amp;Itemid=23">เว็บไซต์ กสทช.</a></p>
<p><a style="margin: 12px auto 6px auto; font-family: Helvetica,Arial,Sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 14px; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal; -x-system-font: none; display: block; text-decoration: underline;" title="View NBTC Draft Telecom Master Plan on Scribd" href="http://www.scribd.com/ipaireepairit/d/81015894-NBTC-Draft-Telecom-Master-Plan">NBTC Draft Telecom Master Plan</a><iframe id="doc_80015" src="http://www.scribd.com/embeds/81015894/content?start_page=1&amp;view_mode=list&amp;access_key=key-2m7dmkgji7vuixeph2ne" frameborder="0" scrolling="no" width="100%" height="600" data-auto-height="true" data-aspect-ratio="0.707514450867052"></iframe><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 (function() { var scribd = document.createElement("script"); scribd.type = "text/javascript"; scribd.async = true; scribd.src = "http://www.scribd.com/javascripts/embed_code/inject.js"; var s = document.getElementsByTagName("script")[0]; s.parentNode.insertBefore(scribd, s); })();
// ]]&gt;</script></p>
<p>SIU ในฐานะ think tank ภาคเอกชนด้านนโยบายสาธารณะ มีความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม (พ.ศ. 2555-2559) ขอแยกเป็น 4 ประเด็นใหญ่ ดังนี้</p>
<ol>
<li>ความสอดคล้องกันระหว่างส่วนต่างๆ ของแผนแม่บท</li>
<li>ความสอดคล้องกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</li>
<li>ตัวชี้วัดภายในแผนยังขาดความชัดเจน</li>
<li>ข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ</li>
</ol>
<h2>1) ความสอดคล้องกันระหว่างส่วนต่างๆ ของแผนแม่บท</h2>
<p>แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ประกอบด้วย 7 หัวข้อย่อย ได้แก่</p>
<ol>
<li>แนวคิดและทิศทางการพัฒนากิจการโทรคมนาคม อธิบายที่มาที่ไปของแผนแม่บทฉบับนี้</li>
<li>วิสัยทัศน์</li>
<li><span style="color: #0000ff;">พันธกิจ (จำนวน 5 ข้อ)</span></li>
<li><span style="color: #0000ff;">เป้าประสงค์ (จำนวน 6 ข้อ)</span></li>
<li><span style="color: #0000ff;">ยุทธศาสตร์ (จำนวน 6 ข้อ)</span></li>
<li>ความสัมพันธ์กับรัฐบาล</li>
<li>แนวทางการปฏิบัติและการประเมินผล</li>
</ol>
<p>ส่วนเนื้อหาหลักของแผนจะอยู่ในส่วนที่ 5 คือ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ทั้ง 6 ข้อ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็นต่อประเด็นที่ 1</strong></span></p>
<p>แผนการยังขาดความสอดคล้องระหว่าง &#8220;พันธกิจ&#8221; &#8220;เป้าประสงค์&#8221; และ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ซึ่งควรจะไปในทิศทางเดียวกัน มีจำนวนข้อเท่ากัน และแต่ละข้อกล่าวถึงประเด็นเดียวกัน เพื่อลดความสับสนและทำให้เข้าใจในทิศทางการดำเนินงานด้านกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>SIU ขอเสนอให้ปรับ &#8220;พันธกิจ&#8221; และ &#8220;เป้าประสงค&#8221; ให้สอดคล้องกับ &#8220;ยุทธศาสตร์&#8221; ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนหลักของแผน โดยใช้จำนวนข้อและวิธีการเรียงแบบเดียวกัน</p>
<h2>2) ความสอดคล้องกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</h2>
<p>&#8220;แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม&#8221; เป็นหนึ่งใน 2 แผนแม่บทหลักของ กสทช. ที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับ &#8220;แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์&#8221; โดยทั้งสองงานเป็นงานหลักของ กสทช. และแบ่งหน้าที่กันระหว่างคณะกรรมการย่อยทั้ง 2 ฝั่งคือ กทค. (โทรคมนาคม) และ กสท. (วิทยุโทรทัศน์)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ร่างแผนแม่บททั้งสองฉบับที่นำมาเผยแพร่ต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น กลับขาดความเชื่อมโยงกัน และมีความไม่สม่ำเสมอระหว่างแผนทั้งสองฉบับมาก</p>
<p>ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม มียุทธศาสตร์จำนวน 6 ข้อ ในขณะที่ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงฯ มี 7 ข้อ ซึ่งบางข้อที่พิจารณาแล้วควรมีในแผนทั้งสองฉบับ กลับมีเฉพาะในแผนฉบับเดียวเท่านั้น</p>
<div id="attachment_24528" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/masterplan-compare.png"><img class="size-medium wp-image-24528" title="masterplan-compare" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/masterplan-compare-620x390.png" alt="" width="620" height="390" /></a><p class="wp-caption-text">เปรียบเทียบโครงสร้างแผนแม่บททั้งสองฉบับ (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)</p></div>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้อเสนอต่อประเด็นที่ 2</strong></span></p>
<p>SIU ขอเสนอให้จัดโครงสร้างของยุทธศาสตร์ในแผนแม่บททั้ง 2 ฉบับใหม่ โดยใช้โครงสร้างของแผนทั้งสองฉบับเหมือนกัน และแบ่งเป็น 4 หมวด 8 ข้อ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>งานหลักของ กสทช.</strong></li>
<ul>
<li>การออกใบอนุญาต (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การกำกับดูแลการประกอบกิจการ  (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การคุ้มครองผู้บริโภค (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>สิทธิของประชาชนชาวไทย  (ด้านสิทธิการใช้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง/สิทธิเสรีภาพในการสื่อสารผ่านการกระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>การพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรม-หน่วยงาน</strong></li>
<ul>
<li>การพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
<li>การพัฒนาคุณภาพการกำกับกิจการของ กสทช. เอง (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ</strong></li>
<ul>
<li>ความร่วมมือระหว่างประเทศ และกรอบความร่วมมืออาเซียน (ด้านโทรคมนาคม/กระจายเสียงและโทรทัศน์)</li>
</ul>
<li><strong>ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จในกรอบเวลา 5 ปีของแผน</strong></li>
<ul>
<li>ประเด็นเร่งด่วนที่ กสทช. แต่ละฝั่งต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลาของแผน</li>
</ul>
</ul>
<p>ส่วนงานหลักของ กสทช. จำนวน 4 ข้อ จะเป็นแกนหลักในแผนแม่บททุกฉบับต่อจากนี้ เพียงแต่รายละเอียดในแผนแต่ละฉบับจะต่างกันออกไป</p>
<p>ส่วนประเด็นเร่งด่วนจะเป็นประเด็นที่ กสทช. ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โดยในแผนฉบับปัจจุบัน (2555-2559) ทาง SIU ขอเสนอประเด็นเรื่อง</p>
<ul>
<li><strong>ฝั่งโทรคมนาคม</strong> การประมูลคลื่นความถี่ 3G และการจัดการสัมปทานโทรคมนาคมที่หมดอายุ</li>
<li><strong>ฝั่งกระจายเสียง-โทรทัศน์</strong> การเปลี่ยนผ่านไปสู่การแพร่ภาพระบบดิจิทัล</li>
</ul>
<div>ดังนั้นแผนแม่บททั้ง 2 ฉบับจะมีโครงสร้างที่เหมือนกัน แต่มีรายละเอียดที่ต่างกันไปในแต่ละกิจการ ช่วยให้การติดตามแผนทำได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น</div>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-24529" title="nbtc-propose" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/nbtc-propose.png" alt="" width="626" height="337" /></p>
<h2>3) ตัวชี้วัดภายในแผนยังขาดความชัดเจน</h2>
<p>เมื่ออิงตามเนื้อหาในแผนแม่บทโทรคมนาคม ร่างฉบับปัจจุบัน รายละเอียดในยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ประการยังขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจนอยู่มาก แบ่งตามยุทธศาสตร์ต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 1</span> ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>การเพิ่มขึ้นของระดับการแข่งขันการประกอบกิจการโทรคมนาคม</li>
<li>การลดลงของอัตราค่าบริการโทรคมนาคม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>การเพิ่มขึ้นของระดับการแข่งขัน วัดจากอะไร? อาจเสนอเป็นค่า HHI</li>
<li>การลดลงของอัตราค่าบริการ จะวัดอย่างไร? วัดเป็น % จากเดิม หรือวัดเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ หรือวัดเทียบกับดัชนีของต่างประเทศ?</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 2</span> ด้านการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีจำนวนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นบนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียม และลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด</li>
<li>มีประเภทการให้บริการโทรคมนาคมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น</li>
<li>มีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้การอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ควรกำหนดเป้าหมายของจำนวนผู้ประกอบกิจการ/การจัดสรรความถี่ ที่ชัดเจน โดยไม่สนใจเฉพาะจำนวนรวม แต่สนใจถึง active operator ที่ให้บริการจริงด้วย</li>
<li>ควรกำหนดเรื่อง &#8220;การประกอบกิจการของบริษัทต่างด้าว&#8221; ที่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ ในเรื่อง &#8220;การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด&#8221;</li>
<li>จะวัด &#8220;บริการโทรคมนาคมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ&#8221; เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาตร์ที่ 3</span> การใช้ทรัพยากรโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>ลดต้นทุนในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบกิจการ</li>
<li>มีแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นร่วมกันสำหรับผู้ประกอบกิจการ</li>
<li>มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการโทรคมนาคม</li>
<li>มีแผนหรือมาตรการร่วมกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>จะวัด &#8220;ต้นทุนในการประกอบกิจการ&#8221; อย่างไร</li>
<li>ในหมวด &#8220;แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์&#8221; ระบุเทคโนโลยีใหม่เพียงชนิดเดียวคือ &#8220;บรอดแบนด์&#8221; ตกลงเทคโนโลยีใหม่คืออะไรกันแน่?</li>
<li>แผนงานด้านการใช้ทรัพยากรด้านโทรคมนาคมในเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ ไม่ควรเป็นแค่ &#8220;การส่งเสริมให้ใช้&#8221; แต่ควรเป็นข้อบังคับในประกาศ-เงื่อนไขการประกอบกิจการที่ กสทช. ออกในใบอนุญาตด้วย</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 4</span> ด้านการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมฉบับนี้ประกาศใช้</li>
<li>บริการโทรคมนาคมพื้นฐานการให้บริการเสียงครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
<li>บริการโทรคมนาคมพื้นฐานการให้บริการเสียงครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ตัวชี้วัดในเรื่องพื้นที่ครอบคลุมถือว่าดีแล้ว แต่ควรมีตัวชี้วัดของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในเรื่อง &#8220;อัตราค่าบริการขั้นต่ำ&#8221; โดยคิดเทียบกับค่าครองชีพด้วย</li>
<li>กสทช. ควรกำหนดเงื่อนไขด้าน &#8220;บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน&#8221; ในกฎการประมูลหรือใบอนุญาตที่จะออกในอนาคตด้วย</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 5</span> ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>สามารถจัดทำหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้แล้วเสร็จ ภายใน 2 ปี</li>
<li>สามารถจัดทำหลักเกณฑ์ในการควบคุมคุณภาพการให้บริการด้านข้อมูลให้แล้วเสร็จ ภายใน 2 ปี</li>
<li>มีกลไกการระงับข้อพิพาทที่รวดเร็วขึ้น</li>
<li>ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>ระยะเวลาการทำหลักเกณฑ์ควรทำให้ได้ภายใน 1 ปี</li>
<li>การวัดความตระหนักรู้เรื่องสิทธิของผู้บริโภค จะวัดได้อย่างไร</li>
<li>ควร &#8220;กำหนด&#8221; เกณฑ์ให้ผู้ประกอบกิจการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ต่อผู้บริโภค ไม่ใช่แค่ &#8220;ส่งเสริม&#8221;</li>
</ul>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุทธศาสตร์ที่ 6</span> ด้านการเตรียมความพร้อมและการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและความร่วมมือระหว่างประเทศ</strong></p>
<p>ตัวชี้วัด</p>
<ol>
<li>มีมาตรการรองรับเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้านกิจการโทรคมนาคม ภายในปี พ.ศ. 2558 โดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติ</li>
<li>พัฒนาหรือปรับปรุง และ/หรือ ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด</li>
</ol>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็น</strong></span></p>
<ul>
<li>กสทช. ต้องกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องบริษัทต่างด้าวให้ชัดเจน เพื่อเปิดรับการลงทุนจากภายนอกประเทศให้มากขึ้น</li>
<li>กำหนดเกณฑ์ด้านเอกสารภาษาอังกฤษของ กสทช. ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้การติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานจากนอกประเทศทำได้ง่ายขึ้น</li>
</ul>
<h2>4) ข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ</h2>
<p>ข้อเสนอเพิ่มเติม</p>
<ul>
<li>เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยใช้เกณฑ์เดียวกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง-โทรทัศน์</li>
<li>เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการกำกับกิจการโทรคมนาคม โดยเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล พัฒนาบุคคลากร เน้นการจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อการตัดสินใจ</li>
<li>เตรียมพร้อมรับการกำกับดูแล mobile content ในยุค convergence</li>
<li>เตรียมพร้อมความถี่ white space ที่กำลังจะกลายเป็นอนาคต</li>
</ul>
<p><object id="__sse11384900" width="595" height="497" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=telecom-master-plan-120202062753-phpapp02&amp;stripped_title=telecom-masterplan-11384900&amp;userName=markpeak" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed id="__sse11384900" width="595" height="497" type="application/x-shockwave-flash" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=telecom-master-plan-120202062753-phpapp02&amp;stripped_title=telecom-masterplan-11384900&amp;userName=markpeak" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="always" wmode="transparent" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" /></object></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-telecom-master-plan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซีอีโอคนใหม่ของโซนี่ Kazuo Hirai กับความหวังในการพลิกฟื้นกิจการ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/kaz-hirai-sony-ceo/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/kaz-hirai-sony-ceo/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 13:09:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Howard Stringer]]></category>
		<category><![CDATA[Kaz Hirai]]></category>
		<category><![CDATA[Sony]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โซนี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=24214</guid>
		<description><![CDATA[รู้จักกับ Kaz Hirai ซีอีโอคนใหม่ของโซนี่ ลูกหม้อของบริษัทผู้มีผลงานมากมาย และเข้ามาทำหน้าที่พลิกฟื้นโซนี่ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;องค์กรขนาดใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้&#8221; ดูจะเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจในรอบหลายปีให้หลัง และที่ผ่านมา SIU ก็เคยนำเสนอ &#8220;บทเรียน&#8221; ขององค์กรเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น</p>
<ul>
<li><strong>Yahoo!</strong> อดีตยักษ์ใหญ่ผู้บุกเบิกโลกอินเทอร์เน็ตในยุค 90s</li>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/yahoo-next-step-after-carol-bartz/">Yahoo! บนเส้นทางแห่งความสับสนหลังปลดซีอีโอ</a></li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/jerry-yang-resign-from-yahoo/">Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ลาออกจากบริษัทแล้ว</a></li>
</ul>
<li><strong>HP</strong> ผู้ผลิตพีซีหมายเลขหนึ่งของโลก</li>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/hp-and-one-confusing-year/">ปีอันแสนสับสนวุ่นวายของ HP – เมื่อบริษัทพีซีอันดับหนึ่งของโลกคิดจะแยกธุรกิจพีซีออกไป</a></li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/hp-meg-whitman/">HP ตั้ง Meg Whitman เป็นซีอีโอคนใหม่แทน Leo Apotheker</a></li>
</ul>
<li><strong>BlackBerry</strong> เจ้าพ่อแห่งสมาร์ทโฟนที่กำลังจะกลายเป็นอดีต</li>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/blackberry-troubles/">ภาวะเสือลำบากของ BlackBerry</a></li>
</ul>
<li><strong>IBM</strong> ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่</li>
<ul>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/ibm-new-ceo/">100 ปี IBM กับการสืบทอดตำแหน่ง CEO คนใหม่</a></li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/ibm-pc-creator-post-pc-era/">หนึ่งในผู้สร้าง IBM PC พูดถึงจุดจบของยุคพีซี และอนาคตของคอมพิวเตอร์</a></li>
<li><a href="http://www.siamintelligence.com/elephant-can-dance-ibm-palmisano/">พญาช้างเริงระบำ: สิบปีต่อมาของ IBM ใต้เงา Samuel Palmisano</a></li>
</ul>
</ul>
<h2>Sony ยุคผลัดใบ</h2>
<p>ในส่วนของ Sony ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาไม่สามารถปรับตัวได้เช่นเดียวกัน ต้นทุนทีวีของโซนี่มีราคาสูงจนแข่งขันไม่ได้ เครื่องเกม PS3 ไปได้ไม่ดีมากเมื่อเทียบกับอดีต ในขณะเดียวกันก็เสียบัลลังก์สินค้าไฮเทคให้กับแอปเปิล (รายละเอียดอ่านในบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/struggle-of-sony/">สภาวะชะงักงันที่ยังไร้ทางออกของโซนี่</a>)</p>
<p>ปัญหาของโซนี่เกิดจากรูปแบบของโลกอิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่ลูกค้าซื้อสินค้าของโซนี่เป็นชิ้นๆ ไปใช้โดยลำพัง ซึ่งโซนี่ได้เปรียบที่ความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพ แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เชื่อมโยงข้อมูลกับอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย ซึ่งต้องอาศัยพลังด้านซอฟต์แวร์ และบริการบนเว็บเข้ามาประสานงานกันอย่างกลมกลืน และโซนี่ไม่มีสิ่งเหล่านี้</p>
<p>ปัญหาอีกประการของโซนี่คือความคล่องตัวในการรับมือกับตลาดที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากขนาดบริษัทที่ใหญ่และอุ้ยอ้าย รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยังยึดติดกับอดีต โซนี่คิดเครื่องเล่นเพลงพกพาได้พร้อมๆ กับแอปเปิลแต่ไม่สามารถออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาดได้เร็วเท่ากัน เนื่องจากวัฒนธรรมการบริหารภายในบริษัทเอง</p>
<div id="attachment_24215" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.flickr.com/photos/sonyelectronics/6679563773/in/set-72157628825378065"><img class="size-medium wp-image-24215" title="Howard Stringer" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/stringer-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a><p class="wp-caption-text">เซอร์โฮวาร์ด สตริงเกอร์ อดีตซีอีโอของโซนี่ (ภาพจาก Sony Flickr)</p></div>
<p>เซอร์โฮวาร์ด สตริงเกอร์ ซีอีโอชาวเวลส์ (และซีอีโอคนแรกของบริษัทที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่น) เคยพยายามแก้ปัญหานี้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก เคยกล่าวเรื่องนี้ไว้ในบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/sony-rowboat-mentality/">บทเรียนจากโซนี่ “องค์กรใหญ่ก็เหมือนพายเรือแบบถอยหลัง”</a></p>
<p>สตริงเกอร์เป็นนักธุรกิจที่มาจากสายสื่อ และรับหน้าที่ดูแลกิจการฝั่งทีวี-ภาพยนตร์-เพลงในฝั่งสหรัฐ ก่อนจะถูกมอบหมายให้มาพลิกฟื้นกิจการของบริษัทให้ยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 2005</p>
<p>สตริงเกอร์พยายามต่อสู้กับการเมืองภายในอย่างหนัก (เขาพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้) และจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ ปฏิรูปวัฒนธรรมใหม่ แต่ก็ยังไม่สำเร็จดีตามแผน ในขณะที่เขาก็มีอายุมากถึงเกือบ 70 ปีแล้วในปัจจุบัน ไม่มีพลังพอที่จะนำพาองค์กรขนาดยักษ์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากนัก</p>
<p>สตริงเกอร์และบอร์ดบริหารของโซนี่ก็รับรู้เรื่องนี้ดี และพยายามปั้น &#8220;ผู้บริหารรุ่นหนุ่ม&#8221; ขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนมาตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งในที่สุดก็ถึงเวลานั้น</p>
<p>เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โซนี่ประกาศข่าวว่า คาซึโอะ ฮิราอิ (Kazuo Hirai) หรือชื่อในวงการคือ &#8220;Kaz Hirai&#8221; รองประธานของบริษัท จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอแทน โดยมีผลในวันที่ 1 เมษายนนี้ ส่วนตัวของสตริงเกอร์จะขึ้นไปรับตำแหน่งประธานบอร์ดแทน</p>
<h2>รู้จักกับ Kaz Hirai</h2>
<p>ชื่อของ Kaz Hirai เป็นที่คุ้นหูในหมู่เกมเมอร์ลูกค้า PlayStation ของโซนี่มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะ Kaz เป็นผู้ดูแลธุรกิจเกมของโซนี่ในระยะหลัง และปรากฏตัวบนเวทีแถลงข่าวของโซนี่อยู่บ่อยครั้ง</p>
<p>พื้นฐานของ Kaz ถือว่าเพียบพร้อมสำหรับการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอของยักษ์ใหญ่แห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของโลก เขาเป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด แต่ก็มีประสบการณ์วัยรุ่นในต่างแดน ทั้งแคนาดาและสหรัฐอเมริกา พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วเหมาะสำหรับโซนี่ในฐานะบริษัทนานาชาติ</p>
<p>Kaz เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่ญี่ปุ่น หลงใหลในเสียงดนตรี เขายังเป็นลูกหม้อของบริษัทมาตั้งแต่แรก โดยหลังจบการศึกษา เขาทำงานกับ CBS/Sony Inc. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของโซนี่ (ปัจจุบันยุติกิจการไปแล้ว) โดยหน้าที่ช่วงแรกๆ คือเป็นล่ามให้กับศิลปินฝั่งสหรัฐ (เช่น Beastie Boys) ขณะเดินทางมาแสดงคอนเสิร์ตในญี่ปุ่น</p>
<div id="attachment_24217" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.flickr.com/photos/sonyelectronics/6679560485/in/set-72157628825378065"><img class="size-full wp-image-24217" title="Kaz Hirai Sony" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/kaz.jpg" alt="" width="620" height="400" /></a><p class="wp-caption-text">Kaz Hirai ซีอีโอคนใหม่ของโซนี่ (ภาพจาก Sony Flickr)</p></div>
<p>ในทศวรรษที่ 90s โซนี่เริ่มบุกเข้ามายังตลาดวิดีโอเกมที่เคยเป็นของนินเทนโดและเซก้า ซึ่งถึงแม้โซนี่ไม่เคยมีประสบการณ์ในวงการเกมมาก่อน แต่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของเครื่องเล่นเกม PlayStation ที่หันมาใช้แผ่นซีดีเป็นสื่อบันทึกเกม และยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของคู่แข่ง ทำให้โซนี่กลายมาเป็นหมายเลขหนึ่งของวงการเกมอย่างรวดเร็ว</p>
<p>ช่วงนี้ Kaz ได้รับมอบหมายให้มาดูธุรกิจเกมของโซนี่ในฝั่งสหรัฐอเมริกา</p>
<p>โซนี่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกับเครื่องเกมรุ่นที่สอง PlayStation 2 รวมระยะเวลาอันรุ่งเรืองในธุรกิจนี้ร่วม 10 กว่าปี แต่เมื่อถึงยุคของ PlayStation 3 (ออกวางขายปี 2006) กลับไม่ประสบความสำเร็จได้ในระดับเดิม เนื่องจากโซนี่เน้นสมรรถนะของการประมวลผลและกราฟิกมากเกินไป ทำให้เครื่องเกมมีราคาสูง และเกมพัฒนาได้ยาก จนโดนคู่แข่งอย่างนินเทนโดที่สร้างตลาดใหม่ด้วย Wii ที่เน้นตลาดครอบครัว ชิงความเป็นหมายเลขหนึ่งไปได้แทน</p>
<p>PlayStation 3 ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก (ถึงแม้จะขายได้เรื่อยๆ แต่เป็นการตั้งราคาขายแบบขาดทุน) รวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในปีแรก จน Ken Kutaragi &#8220;บิดาแห่ง PlayStation&#8221; ผู้คุมธุรกิจเกมของโซนี่มาโดยตลอดต้องรับผิดชอบโดยลาออกไปจากบริษัท</p>
<p>ผู้ที่สตริงเกอร์ส่งเข้ามากอบกู้ธุรกิจเกมของโซนี่ให้กลับมามีกำไรก็คือ Kaz Hirai คนนี้นั่นเอง</p>
<p>Kaz มีพรสวรรค์ในการจูงใจและดึงดูดคนให้เห็นด้วยกับเขา ในขณะเดียวกันเขาก็กล้าจะนำความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการลดต้นทุนเข้ามาสู่ธุรกิจ ผลงานของเขาคือลดต้นทุนของธุรกิจเกม ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวอักษรโลโก้ PlayStation 3 ที่ข้างตัวเครื่อง ซึ่งจากเดิมเป็นอักษรโลหะสีเงิน มาเป็นการเพนต์ตัวอักษรลงไปบนเครื่องเพื่อลดค่าใช้จ่าย เขายังสั่งย้ายสำนักงานของธุรกิจเกมของโซนี่ที่เคยแยกตัวเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใคร ให้มาอยู่ร่วมกับแผนกอื่นๆ ของบริษัทเพื่อให้ยุทธศาสตร์สอดคล้องกัน</p>
<p>ความสำเร็จของ Kaz กับ PlayStation 3 ทำให้เขาได้รับการโปรโมทให้ขึ้นมาดูแลสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของบริษัท ไม่ใช่เฉพาะแค่เกม ซึ่งเป็นสายธุรกิจที่เป็นรากเหง้าของโซนี่ แต่กลับเริ่มแข่งขันไม่ได้ในตลาดโลก ด้วยเหตุผลเรื่องนวัตกรรมและต้นทุนการผลิต</p>
<p>ผลงานของ Kaz ในช่วงนี้คือปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เขาบอกว่าเดิมทีฝ่ายต่างๆ ของโซนี่ไม่ยุ่งกัน ไม่มีการสื่อสารระหว่างกัน และในปี 2011 ที่ผ่านมา โซนี่มีโครงการทำแท็บเล็ตมาแข่งกับ iPad ถึง 4 โครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย!</p>
<p>Kaz สั่งยุบโครงการทั้งหมดและสร้างทีมใหม่ชื่อ Integrated UX ขึ้นมาทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ให้สินค้าฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ และให้อำนาจสิทธิขาดในการกำหนดนโยบายแก่ธุรกิจย่อยต่างๆ ตัวอย่างผลงานของทีม UX คือแท็บเล็ตตัวใหม่ Sony Tablet S ที่มีความสามารถเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์โซนี่อื่นๆ ได้เกือบครบถ้วน (Tablet S ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์แต่ยอดขายยังไม่ดีมากนัก)</p>
<p>หลังการบ่มเพาะฝีมือมายาวนาน ในที่สุด Kaz ก็ได้เวลาก้าวขึ้นเป็น &#8220;หมายเลขหนึ่ง&#8221; ขององค์กร โดยมีภารกิจสำคัญคือพาโซนี่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง</p>
<h2>Kaz Hirai กับบทบาทซีอีโอ</h2>
<p>ใน<a href="http://www.sony.net/SonyInfo/News/Press/201202/12-018E/index.html">แถลงการณ์ของโซนี่เรื่องการเปลี่ยนตัวซีอีโอ</a> Kaz พูดว่า &#8220;เป้าหมาย&#8221; ของโซนี่นั้นชัดเจนว่ามี 3 ประการ</p>
<ol>
<li>เพิ่มอัตราการเติบโตของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะธุรกิจกล้องถ่ายภาพ สมาร์ทโฟน และวิดีโอเกม</li>
<li>พลิกฟื้นธุรกิจทีวีของบริษัทที่ขาดทุนมาโดยตลอด</li>
<li>เร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อรุกไปยังธุรกิจใหม่ๆ</li>
</ol>
<p>เขาบอกว่าโครงสร้างการบริหารของโซนี่เริ่มจะเข้าที่แล้ว และโซนี่ยังมีสินทรัพย์อีกมากมายให้เขานำไปใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย ธุรกิจสื่อของโซนี่ที่เข้มแข็ง และบริการออนไลน์ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>หลังจากข่าวการเปลี่ยนตัวซีอีโอถูกประกาศออกไป หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของ Kaz Hirai ที่ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมว่า เขาจะเข้ามาลดค่าใช้จ่ายของบริษัทและปรับโครงสร้างของบริษัทที่ขวางกั้นนวัตกรรม และพยายามให้โซนี่ลืมเลือนความยิ่งใหญ่ในอดีตของตนให้จงได้</p>
<p>เขาบอกว่าจะต้องทำให้พนักงานกว่า 168,000 ทั่วโลกของบริษัทเข้าใจว่า &#8220;คุณภาพการผลิต&#8221; ที่เคยเป็นจุดแข็งในอดีตของโซนี่นั้นไม่เพียงพอแล้ว แต่โซนี่จะต้องแข่งในเรื่อง &#8220;ประสบการณ์ในการใช้งาน&#8221; ที่ยากกว่าหลายเท่า เขาบอกว่าโลกอิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนไปแล้ว และโซนี่ไม่อาจทำตัวเป็นแค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ได้เพียงอย่างเดียว</p>
<p>Kaz บอกว่าโซนี่ต้องอยู่กับความเป็นจริง เขายอมรับว่าหลายคนในบริษัทไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ก็เชื่อว่ามีพนักงานอีกมากที่เข้าใจว่าถ้าไม่ทำอะไรใหม่ โซนี่จะมีปัญหาอย่างหนักแน่นอน</p>
<p>Kaz ยังกล่าวถึงธุรกิจทีวีของโซนี่ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาโดยตลอดว่า เกิดจากความผิดพลาดของโซนี่ที่ปรับตัวไม่ทันยุคทีวีแบบ LCD ทำให้ต้นทุนการผลิตในปัจจุบันสูง จนทีวีทุกเครื่องที่ขายออกไปต้องตั้งราคาแบบขาดทุนให้ขายได้ และผู้บริหารของโซนี่ก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้ เพราะทีวีเป็นรากเหง้าของบริษัท แต่ภายใต้การบริหารของเขา โซนี่จะ &#8220;ยอมถอย&#8221; ออกจากธุรกิจทีวีบางส่วน ตั้งเป้ายอดขายให้ลดลง และถอนตัวจากโรงงานผลิตจอ LCD ที่ร่วมทุนกับซัมซุง โดยหันมาซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทภายนอกที่ได้ราคาดีกว่าแทน</p>
<p>Kaz บอกว่าต่อจากนี้ไป &#8220;โซนี่จะผลิตในสิ่งที่ขายได้เท่านั้น&#8221;</p>
<p>ข้อมูลบางส่วนจาก <a href="http://online.wsj.com/article_email/SB10001424052970204740904577196214261871258-lMyQjAxMTAyMDAwMjEwNDIyWj.html">Wall Street Journal</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/kaz-hirai-sony-ceo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงครามลิขสิทธิ์กับการคุกคามเสรีภาพในยุคดิจิตัล: จากกรณี SOPA</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/sopa-cyberwar/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/sopa-cyberwar/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Jan 2012 11:33:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chatechenko</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[SOPA]]></category>
		<category><![CDATA[การคุกคามเสรีภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ลิขสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[อธิป จิตตฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บฝากไฟล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23802</guid>
		<description><![CDATA[อธิป จิตตฤกษ์ จะพาเราไปทำความเข้าใจกับ SOPA ที่ส่งผลให้เว็บดังๆหลายๆแห่งปิดตัวหรือประท้วง และอนาคตของโลกอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไรต่อไป?]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: right;">อธิป จิตตฤกษ์</h3>
<h3></h3>
<h3>จากการประท้วง SOPA ถึงการปิด Megaupload</h3>
<p>ในวันพุธที่ 18 มกราคม 2012 ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกก็ได้เป็นประจักษ์พยานของปรากฏการณ์ประท้วงร่างกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกานามว่า SOPA (Stop Online Piracy Act) บรรดาเว็บไซต์จากทั่วทุกสารทิศกว่า 1 แสนเว็บไซต์ (ที่โดดเด่นที่สุดคือ Wikipedia และ Google) พร้อมใจกัน “จอดับ” หรือไม่ก็ทำการขึ้นแบนเนอร์ต่างๆ กัน 1 วันเต็มเพื่อแสดงจุดยืนการต่อต้านการเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ตที่จะเกิดขึ้นเมื่อกฏหมาย SOPA ผ่านสภาคองเกรส การประท้วงดังกล่าวดูจะได้ผล เพราะภายในวันเดียวกัน สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนมากก็ถอนการสนับสนุนร่างกฏหมายนี้ และการพิจารณากฎหมายนี้ก็ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนดในที่สุด</p>
<p>ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่ในวันที่ 19 มกราคม 2012 นั่นเองเว็บไซต์ฝากไฟล์ (Cyberlocker) อย่าง Megaupload ก็ถูกปิดโดยรัฐบาลสหรัฐ และบรรดาผู้บริหารเว็บไซต์ก็ถูกจับกุมที่นิวซีแลนด์ตามคำร้องขอของ FBI การปิด Megaupload ทำให้ไฟล์จำนวนมหาศาลในเว็บที่เข้าถึงได้จากทั่วอินเตอร์เน็ตต้องสูญหายไปตลอดกาล แต่ฝันร้ายของพลเมืองเน็ตก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะไม่กี่วันหลังจากการปิด Megaupload เว็บไซต์ฝากไฟล์นับสิบ (ที่โดดเด่นมากคือ Filesonic และ Fileserve) ก็เริ่มระงับการให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ การหยุดโปรมชั่นเพื่อสนับสนุนทางการเงินทางๆ สำหรับผู้อัปโหลดไฟล์ ฯลฯ กล่าวสั้นๆ คือ เว็บไซต์เหล่านี้พยายามจะไม่เดินตามรอย Megaupload และลงเอยด้วยการถูกจับกุมโดยรัฐบาลสหรัฐ</p>
<p>ปรากฏการทั้งหมดส่งผลให้ “ระบบนิเวศการฝากไฟล์” แบบเดิมล่มไป ลิงค์ดาวน์โหลดไฟล์ทั้งถูกต้องตามลิขสิทธิ์และ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ตามเวบบอร์ดและบล็อกจำนวนมหาศาลไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป &#8230;กล่าวได้ยากจริงๆ ว่าเหตุการณ์ตั้งแต่การประท้วง SOPA มาจนถึงการปิด Megaupload นั้นหมายถึงชัยชนะของใครกันแน่</p>
<div id="attachment_23803" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23803" title="เมื่อ wikipedia ทำการคัดค้านกฏหมายฉบับดังกล่าวด้วยการ &quot;จอมืด&quot;" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/google-SOPA-620x380.png" alt="เมื่อ wikipedia ทำการคัดค้านกฏหมายฉบับดังกล่าวด้วยการ &quot;จอมืด&quot;" width="620" height="380" /><p class="wp-caption-text">เมื่อ wikipedia ทำการคัดค้านกฏหมายฉบับดังกล่าวด้วยการ &quot;จอมืด&quot;</p></div>
<h3>ว่าด้วยการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อินเตอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา</h3>
<p>ทำไมกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่าง SOPA ถึงก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวางในอินเตอร์เน็ต? ณ ตรงนี้ผู้เขียนอยากจะพาไปย้อนดูระบบการปราบปรามไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก่อนเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าหาก SOPA ผ่านสถาคองเกรสมาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปราบปรามอย่างไรบ้าง</p>
<p>การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ในอเมริกายุคปัจจุบันอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย DMCA (Digital Millennium Copyright Act) ของปี 1998 เป็นหลัก ภายใต้เงื่อนไขนี้ รัฐไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ และรัฐก็ไม่มีสิทธิ์จะปิดเว็บไซต์ใดๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ คดีลิขสิทธิ์เป็นคดีระหว่างเอกชนเป็นหลักที่มักจะดำเนินคดีกันในทางแพ่งเป็นหลัก1 กระบวนการในการกำจัดไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์เริ่มจากที่เจ้าของลิขสิทธิ์ให้ทนายส่งจดหมายไปให้เว็บไซต์ที่มีไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ฝากอยู่เอาไฟล์ลงจากระบบ เว็บไซต์ต้องเอาไฟล์ลงในเวลาที่กำหนดพร้อมแจ้งผู้อัปโหลดว่ามีการแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลังจากรับรู้แล้วว่าไฟล์ของตัวเองถูกเอาลงจากเว็บไซต์ ผู้อัปโหลดจะสามารถส่งจดหมายแย้งว่าไฟล์ของตนไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ไปให้กับเว็บไซต์พร้อมยืนยันตัวตนจริงของตน เว็บไซต์ก็มีหน้าที่จะส่งจดหมายแย้งนี้กลับไปให้เจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งก็มีสิทธิ์จะฟ้องดำเนินคดีกับผู้อัปโหลดที่ยืนยันตัวตนแล้วได้ อย่างไรก็ดีถ้าการฟ้องไม่เกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เว็บไซต์ก็ต้องเอาไฟล์กลับคืนสู่ระบบ ภายใต้ระบบแบบนี้เว็บไซต์ซึ่งเป็นตัวกลางจะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ กับการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ใช้ ตราบเท่าที่เว็บปฏิบัติตามประบวนการที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด หลักการเรื่องการที่ตัวกลางไม่ต้องรับผิดหากปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดนี้รู้จักกันในนามหลักการ “ท่าปลอดภัย” (Safe Harbor)</p>
<p>สิ่งที่ SOPA จะทำให้เกิดขึ้นเมื่อมันผ่านก็คือ มันจะให้อำนาจแก่อัยการสูงสุดในการจัดการกับเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางต่างๆ ในการละเมิดสิขสิทธิ์ของสหรัฐอย่างเด็ดขาด การรัฐมีความชอบธรรมเข้ามายุ่งเกี่ยวในคดีที่ปกติเป็นคดีทางแพ่ง(1)ระหว่างเอกชนนี้ได้ก็เพราะตัวกฎหมายมีความชัดเจนมากในการกล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ของสหรัฐโดยเว็บไซต์ต่างประเทศ ดังนั้นรัฐจึงดำเนินการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์บนฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก อำนาจของอัยการสูงสุดภายใต้ SOPA โดยพื้นฐานก็คือการส่งหมายศาลไป 1. ให้ ISP ทำการบล็อคเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สหรัฐ 2. ให้เสิร์ชเอ็นจินถอนผลการสืบค้นเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สหรัฐ 3. ให้ผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เลิกให้บริการเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สหรัฐ 4. ให้ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์เลิกให้บริการเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สหรัฐ</p>
<p>สิ่งที่ SOPA สร้างความหวาดกลัวกับบรรดาอุตสาหรรมอินเตอร์เน็ตก็คือการให้อำนาจรัฐในการปิดเว็บไซต์โดยเว็บไซต์และตัดการสนับสนุนเว็บไซต์(2)สารพัดทั้งที่ยังไม่ได้ต่อสู้คดีในชั้นศาลด้วยซ้ำ2 นี่คือเหตุผลหลักที่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตรวมตัวกันต่อต้าน SOPA ถ้าหากมองว่าการสนับสนุน SOPA เป็นความพยายามของอุตสาหกรรมสื่อเก่าอย่างภาพยนตร์ ดนตรี ไปจนถึงซอฟแวร์ในการพยายามยับยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อให้ตนสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นแล้ว การต่อต้าน SOPA ก็คือความพยายามของอุตสาหกรรมสื่อใหม่ไม่ว่าจะเป็นเว็บเสิร์ชเอ็นจิน เว็บสารานุกรม เว็บเครือข่ายสังคม เว็บฟังเพลงออนไลน์ ฯลฯ ในการพยายามจะดำเนินธุรกิจของตนไปให้ได้อย่างราบรื่น ซึ่งหากจะพิจารณาจากภาษาในตัวบทของ SOPA แล้ว อำนาจในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กล่าวมาของอัยการสูงสุดไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เว็บไซต์ที่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงเท่านั้น แต่รวมไปถึงเว็ปไซต์ที่อำนวยความสะดวก (facilitate) ในการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่แปลกอะไรที่เว็ปไซต์ใดก็ตามที่ผู้ใช้สามารถมาโพสต์ลิงค์ที่นำไปสู่ไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ได้จะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กันถ้วนหน้า</p>
<div id="attachment_23804" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23804" title="แคมเปญค้าน SOPA บนโลกออนไลน์ของเว็บ digitaltrends.com" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/stop-sopa-pipa-620x311.png" alt="แคมเปญค้าน SOPA บนโลกออนไลน์ของเว็บ digitaltrends.com" width="620" height="311" /><p class="wp-caption-text">แคมเปญค้าน SOPA บนโลกออนไลน์ของเว็บ digitaltrends.com</p></div>
<h3>อนาคตของอินเตอร์เน็ต</h3>
<p>ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าถึงแม้ SOPA จะ (ยัง) ไม่ผ่านสภาคองเกรสไปเป็นกฎหมายของสหรัฐ แต่การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังดำเนินต่อไปได้ การปิดเว็บ Megaupload เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ กรณีการปราบ Megaupload มีความน่าสนใจในสองแง่มุม แง่มุมแรกลำพังการละเมิดลิขสิทธิ์อาจไม่เพียงพอในการที่รัฐจะปิดเว็บ Megaupload ในทันที แต่ข้อหาที่ทางเว็บไซต์โดนที่ก่อให้เกิดการปิดเว็บไซต์นั้นเป็นข้อหาที่หนักหน่วงกว่าอย่างการฟอกเงินและการกระทำเยี่ยงองค์กรอาชญากรรมด้วยที่น่าจะทำให้เกิดการปิดเว็บ แง่มุมที่สองก็คือการจับกุมผู้บริหารเว็บ Megaupload นั้นเกิดขึ้นนอกสหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์นี้ก็จดทะเบียนนอกสหรัฐอเมริกาด้วย (จดทะเบียนในฮ่องกง)</p>
<p>ทั้งสองแง่มุมชี้ให้เห็นการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ที่หนักข้อขึ้นผ่านการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่รัฐทั่วโลกกำลังดำเนินการหรือไม่ก็มีการถกเถียงกัน การผลักภาระให้รัฐเป็นผู้ปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่ของใหม่ และผู้ผลักดันกฏหมายในแนวททางนี้มักจะเป็นกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ในประเทศนั้นๆ มาโดยตลอด ความสำเร็จของการผลักดันกฏหมายในแนวทางนี้มีความแตกต่างกันไป SOPA เป็นหนึ่งในแนวทางการผลักดันกฏหมายในทิศทางนี้ที่ไม่สำเร็จต่อจากร่างกฏหมายคล้ายๆ กัน 2-3 ฉบับที่ไม่ผ่านสภาคองเกรสมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดีในหลายๆ ประเทศได้มีการผ่านกฎหมายการปรามปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการใช้อำนาจรัฐอย่างหนักหน่วง เช่น ประเทศอย่างฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ที่มีกฏหมายเรียกกันว่า 3 Strikes Approach ซึ่งก็คือการใช้อำนาจรัฐในการตัดอินเตอร์เน็ตหลังจากตรวจจับได้ผู้ใช้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ 3 ครั้ง (2 ครั้งแรกจะมีการตักเตือนก่อน พอครั้งที่ 3 จะตัดเลย)</p>
<p>อย่างไรก็ดีกฏหมายเหล่านี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าในทางปฏิบัติเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนในการเข้าไปสอดส่องข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตในระดับส่วนตัวเกินไปหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วประสิทธิผลของนโยบายเหล่านี้ก็มีความน่ากังขาอยู่ เช่นที่เว็บไซต์ Torrentfreak ยกสถิติมาตอบโต้ว่านโยบายของฝรั่งเศสนั้นไม่ได้ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงดังที่กล่าวอ้างทั้งๆ ที่การดำเนินนโยบายนี้ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่าปีละ 10 ล้านยูโร</p>
<p>นอกจากการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ในระดับของการบัญญัติกฎหมายของรัฐ ทิศทางการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ของรัฐภายนอกรัฐนั้นก็ยังปรากฏในสนธิสัญญาการค้าระหว่างหลายชาติ อย่าง ACTA (Anti-Counterfeiting Trade Agreement) อันเป็นสนธิสัญญาที่มีการร่างแบบลับๆ (ข้อมูลร่างบางส่วนมาถึงสาธารณะผ่าน Wikileaks) อันมีแนวทางจะปรับกฎหมายลิขสิทธิ์ของคู่สัญญาให้เข้มข้นขึ้นและเพิ่มมาตรการในการปราบปรามมากขึ้น เช่นการให้เว็บไซต์ตัวกลางมีโทษในการไม่ปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์บนเว็บของตน และอนุญาตให้มีการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เช่นคอมพิวเตอร์ มือถือ เครื่องเล่น mp3) เพื่อหาสิ่งละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อบุคคลทำการข้ามพรมแดน เป็นต้น สนธิสัญญาฉบับนี้ฝ่ายต่อต้าน SOPA จำนวนไม่น้อยก็ทำการหมายหัวไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องยับยั้งให้ได้</p>
<p>แม้ว่าการต่อต้านกฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพในโลกอินเตอร์เน็ตเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างแข็งขัน Rick Falkvinge ผู้ก่อตั้งพรรคไพเรต (Pirate Party) ก็วิจารณ์ว่าทั้งหมดเป็นการดำเนินกลยุทธ์เชิงรับเกินไป Falkvinge ชี้ว่าในประเทศอย่างอเมริกาเองอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตที่ต่อต้าน SOPA ก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสมาชิกสภาคองเกรสไปไม่น้อยกว่าพวกอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ที่สนับสนุน SOPA แต่กลุ่มอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตก็ไม่เคยดำเนินกลยุทธเชิงรุกในการล็อบบี้กฏหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของพวกเขาและเหล่าผู้ใช้เว็บไซต์ของพวกเขาเลย</p>
<p>ในอีกฟากหนึ่งก็มีการการเสนอแนวทางกฏหมายเชิงรุกเพื่อต่อต้านการคุกคามเสรีภาพของการคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยสมาชิกพรรคไพเรตของสวีเดนผ่านกลุ่มกรีน (green group) ในรัฐสภายุโรป ตัวอย่างข้อเสนอในทางกฎหมายนี้ก็เช่น 1. ให้การแลกเปลี่ยนไฟล์ของบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นไปในเชิงการค้าเป็นสิ่งที่ถูกกฏหมาย 2. ให้การแซมปลิง (Sampling) ภาพและเสียงเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายเช่นเดียวกับการอ้างอิงข้อความในโลกงานเขียน 3. ให้งานหมดลิขสิทธิ์ภายใน 5 ปีหลังการเผยแพร่ แต่เมื่อสิ้น 5 ปีแล้วสามารถไปขึ้นทะเบียนงานลิขสิทธิ์ได้เพื่อต่ออายุการคุ้มครองอีก 15 ปี (ยอดการคุ้มครองรวม 20 ปีตั้งแต่เผยแพร่) 4. ให้การบริหารสิทธิดิจิตัล (Digital Right Management) เป็นสิ่งผิดกฎหมาย 5. และให้การเก็บภาษีภาชนะบรรจุสื่อที่ว่างเปล่า (เช่น CD และ DVD เปล่า) เป็นสิ่งผิดกฏหมาย เป็นต้น</p>
<p>ข้อเสนอนี้ท้าทายทุกๆ แนวทางของกฎหมายลิขสิทธิ์ตลอดศตวรรษที่ 20 ที่มีแนวโน้มที่จะสังเวยเสรีภาพในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสาธารณะของสาธารณชนเพื่อให้เกิดการครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาส่วนบุคคลที่มากขึ้นของเจ้าของลิขสิทธิ์มาโดยตลอด ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องย้อนไปคุยกันถึงระบบลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมกับสาธารณะชนมากขึ้น? การตื่นตัวของสาธารณะชนภายหลังการต่อต้าน SOPA ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ที่จะทำให้สาธารณชนหันกลับมาต่อสู้กับจารีตการสังเวยเสรีภาพของสาธารณะชนอันยาวนานนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อ้างอิง</span></p>
<p>(1)<span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">จริงๆ ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า หรือที่เป็นการบ่อนทำลายการค้าถือว่าเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอเมริกันแต่โดยทั่วไปเจ้าของลิขสิทธิ์ก็จะเลือกนำเนินคดีแต่เพียงทางแพ่ง</span></span></span></span></p>
<p>(2)<span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">นี่เป็นปัญหาที่สำคัญของ </span></span></span></span><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: Angsana New,serif;"><span style="font-size: medium;">SOPA </span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">เพราะในเทางเทคนิค เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถได้หมายศาลมาใช้อำนาจในการระงับฝ่ายต่างๆ </span></span></span></span><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: Angsana New,serif;"><span style="font-size: medium;">(ISP, </span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">เสิร์ชเอ็นจิน ผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์</span></span></span></span><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: Angsana New,serif;"><span style="font-size: medium;">) </span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">ในการร่วมมือการละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกับใน </span></span></span></span><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: Angsana New,serif;"><span style="font-size: medium;">SOPA </span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Angsana New;"><span style="font-size: medium;">อยู่แล้วฝ่านการฟ้องผู้ให้ความร่วมมือในการละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านั้นโดยตรง แต่กระบวนการได้มาซึ่งหมายศาลดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลก่อน ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ต้องใช้ทั้งงบประมาณและเวลามหาศาลในการจะทำในสิ่งที่อัยการสูงสุดสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องผ่านการพิจารณาคดีผ่านอำนาจของ </span></span></span></span><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: Angsana New,serif;"><span style="font-size: medium;">SOPA </span></span></span></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/sopa-cyberwar/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทวีปแอฟริกาใช้งานทวิตเตอร์กันอย่างไร?</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/african-twitter-usage/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/african-twitter-usage/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Jan 2012 07:15:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline5]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Africa]]></category>
		<category><![CDATA[Arab Spring]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[ทวิตเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[แอฟริกา]]></category>
		<category><![CDATA[แอฟริกาใต้]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลเน็ตเวิร์ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23799</guid>
		<description><![CDATA[สถิติการใช้งาน Twitter ในแอฟริกา แอฟริกาใต้นำเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยเคนยา ไนจีเรีย อียิปต์ โมร็อคโค, ผู้นำการเมือง-ธุรกิจในภูมิภาคยังละเลยไม่สนใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท Portland Communications ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านแบรนด์และการสื่อสารองค์กรของ Tim Allan อดีตที่ปรึกษาด้านการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี Tony Blair ของอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจการใช้งานทวิตเตอร์ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ Arab Spring เมื่อปี 2011</p>
<p>Portland จับมือกับบริษัท Tweetminster พยายามหาที่มาของข้อความทวีตในประเทศต่างๆ ของแอฟริกา ช่วงปลายปี 2011 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้</p>
<ul>
<li>ประเทศที่ใช้งานทวิตเตอร์มากที่สุดคือ แอฟริกาใต้ โดยใช้มากกว่าอันดับสอง เคนยา มากกว่าเท่าตัว</li>
<li>อันดับสามคือ ไนจีเรีย, อันดับสี่ อียิปต์, อันดับห้า โมร็อคโค</li>
<li>ผู้ใช้ทวิตเตอร์ในแอฟริกาส่งข้อความจากอุปกรณ์พกพาคิดเป็น 57% ของข้อความทั้งหมด</li>
<li>ผู้ใช้ทวิตเตอร์ในแอฟริกาที่ใช้งานเป็นประจำ ส่วนใหญ่ (60%) มีอายุระหว่าง 20-29 ปี</li>
<li>81% ของผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ให้ข้อมูลกับ Portland ระบุว่าใช้สื่อสารกับเพื่อนๆ เป็นหลัก</li>
<li>68% ตอบว่าใช้ทวิตเตอร์เพื่อติดตามข่าวสาร, 22% ระบุว่าใช้เพื่อมองหาโอกาสใหม่ๆ ทางอาชีพการงาน</li>
<li>นอกจากทวิตเตอร์แล้ว ผู้ใช้เน็ตชาวแอฟริกายังใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ เช่น Facebook, Google+, LinkedIn, YouTube ด้วย</li>
</ul>
<p>Portland ยังบอกว่าแนวโน้มที่น่าสนใจของทวิตเตอร์ในแอฟริกาคือ ผู้นำทางการเมืองหรือธุรกิจในแอฟริกา กลับใช้งานทวิตเตอร์กันน้อยมาก ซึ่งถือว่าต่างไปจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก</p>
<p><a href="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/How-Africa-Tweets-009.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-23800" title="How-Africa-Tweets" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/How-Africa-Tweets-009-452x640.jpg" alt="" width="452" height="640" /></a></p>
<p style="text-align: center;">(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://notebook.portland-communications.com/2012/01/new-research-reveals-how-africa-tweets/">Portland Communications</a> และ <a href="http://www.guardian.co.uk/news/datablog/graphic/2012/jan/26/how-africa-tweets-portland#_">The Guardian</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/african-twitter-usage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>RIM เปลี่ยนตัวซีอีโอและประธานบอร์ด หวังกู้วิกฤตของบริษัท</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/rim-co-ceos-resign/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/rim-co-ceos-resign/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 07:44:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[BlackBerry]]></category>
		<category><![CDATA[RIM]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23738</guid>
		<description><![CDATA[Jim Balsillie และ Mike Lazaridis ซีอีโอร่วมของ RIM ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้ซีโอโอ Thorsten Heins ขึ้นมารับเผือกร้อน กู้วิกฤตบริษัทให้จงได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Jim Balsillie และ Mike Lazaridis ซีอีโอร่วมของ RIM ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันนี้ (23 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐ</p>
<p>Mike Lazaridis เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1984 ส่วน Jim Balsillie ตามเข้ามาในบริษัทเมื่อปี 1992 ทั้งสองคนพา RIM ขึ้นเป็นราชาแห่งอุปกรณ์สื่อสารองค์กร แต่การมาถึงของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ก็พิสูจน์ว่า RIM ปรับตัวแข่งไม่ทันเช่นกัน</p>
<p>ทั้งสองคนจะสละตำแหน่งซีอีโอร่วมและประธานบอร์ดร่วม โดยประธานบอร์ดคนใหม่จะเป็น Barbara Stymiest  ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งในบอร์ดอยู่แล้ว ส่วนซีอีโอคนใหม่ของบริษัทคือ Thorsten Heins ซึ่งปัจจุบันเป็นซีโอโอของบริษัท</p>
<div id="attachment_23739" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-23739" title="thorstein-heins" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/thorstein-heins-rim.jpg" alt="" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">Thorstein Heins ซีอีโอคนใหม่ของ RIM</p></div>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/QUFwhpcrCTw?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p style="text-align: center;">วิดีโอสัมภาษณ์ Thorsten Heins ซีอีโอคนใหม่ของ RIM</p>
<p>Mike Lazaridis จะมีตำแหน่งใหม่เป็นรองประธานบอร์ด ส่วน Jim Balsillie จะเป็นแค่สมาชิกของบอร์ดเพียงอย่างเดียว</p>
<p>นักลงทุนของ RIM พยายามกดดันให้ซีอีโอร่วมทั้งสองคนลาออกจากตำแหน่งซีอีโอมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ข่าวของ Wall Street Journal รายงานว่าทั้งสองคนสมัครใจลาออกเอง โดยเสนอบอร์ดว่าควรเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งบริหาร และช่วงเวลาที่ลาออกตอนนี้เหมาะสมแล้ว เพราะโครงการสำคัญของบริษัท 2 อย่างคือ PlayBook รุ่นปรับปรุง และ BlackBerry 10 กลับมาเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย</p>
<p>พูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ &#8220;ซีอีโอ&#8221; ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาสำคัญของบริษัทถูกเปลี่ยนตัวแล้ว ก้าวต่อไปของ RIM ก็คือพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทเองยังมีของดีอยู่ในมือให้เร็วที่สุด</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://press.rim.com/release.jsp?id=5358">RIM</a>, <a href="http://online.wsj.com/article_email/SB10001424052970204624204577177184275959856-lMyQjAxMTAyMDIwMjEyNDIyWj.html">Wall Street Journal</a></p>
<p>ถึงแม้ RIM จะเปลี่ยนตัวผู้นำบริษัท ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาในการบริหารแล้วก็ตาม แต่ในภาพใหญ่ RIM ยังต้องพิสูจน์ตัวเองว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะปัจจุบัน แพลตฟอร์ม BlackBerry 7 เริ่มแสดงความเก่าให้เห็น ส่วน PlayBook 1.0 ที่วางตลาดในปี 2011 ก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก ในขณะที่ PlayBook 2.0 และ BlackBerry 10 ก็ยังไม่สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้ตามที่เคยสัญญาเอาไว้</p>
<p>สถานการณ์ของ RIM จะคล้ายๆ กับ Nokia เมื่อ 2 ปีก่อน คือ ระบบปฏิบัติการเดิมของบริษัท (BlackBerry 7 และ Symbian) ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ระบบปฏิบัติการใหม่ (BlackBerry 10 และ MeeGo) ก็กลับยังไม่เสร็จในระดับที่ใช้งานได้ และมีความสามารถยังห่างไกลกับคู่แข่งในตลาดอย่าง Android หรือ iOS ของแอปเปิล</p>
<p>Nokia แก้ปัญหาเชิงบริหารโดยตั้ง Stephen Elop ผู้บริหารคนนอกในปี 2010 และเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับฐานรากของบริษัท โดยตัดสินใจทิ้ง MeeGo ที่ยังไม่สมบูรณ์ และเปลี่ยนมาใช้ Windows Phone ของไมโครซอฟท์แทน ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Nokia ลงได้ แต่ก็เกิดคำถามว่า Nokia ต้องพึ่งพาไมโครซอฟต์มากเกินไปหรือไม่</p>
<p>ส่วนกรณีของ RIM เริ่มเปลี่ยนตัวผู้บริหารแล้ว แต่ก็มีคำถามลักษณะเดียวกันว่า BlackBerry 10 กับกำหนดออกปลายปี 2012 ช้าไปหรือไม่ และ RIM จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิบัติการของคู่แข่งหรือเปล่า?</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/rim-co-ceos-resign/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเห็น SIU ต่อ &#8220;(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่&#8221;</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-spectrum-plan/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-spectrum-plan/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 06:28:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[NBTC]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดสรรคลื่นความถี่]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นความถี่]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุ-โทรทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[สเปกตรัม]]></category>
		<category><![CDATA[แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่]]></category>
		<category><![CDATA[โทรคมนาคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23735</guid>
		<description><![CDATA[SIU แสดงความเห็นต่อ "(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่" ของ กสทช ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแผนแม่บทสำคัญของกิจการโทรคมนาคม-วิทยุโทรทัศน์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ประเทศไทยก็มี <a href="http://www.siamintelligence.com/first-nbtc-approved/">คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 11 คนอย่างเป็นทางการ</a> โดยคณะกรรมการ กสทช. ทั้ง 11 คนถือเป็นองค์กรกำกับดูแล (regulator) สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมวิทยุ-โทรทัศน์ที่รอคอยกันมานาน</p>
<p>กสทช. เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตาม <a href="http://www.nbtc.go.th/phocadownload/legislation/Act_0000.pdf">พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553</a> โดยมีอำนาจหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ กำหนดกฎเกณฑ์การประกอบกิจการ การให้ใบอนุญาต ทั้งด้านกิจการโทรคมนาคม และกิจการวิทยุ-โทรทัศน์</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-23736" title="(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/nbtc-draft-spectrum-plan.png" alt="กสทช (ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่" width="619" height="325" /></p>
<p>ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 27 (1) ยังระบุให้ กสทช. ต้องจัดทำแผนแม่บท 3 ฉบับ ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่</strong> (รายละเอียดตามมาตรา 48) ไม่จำกัดระยะเวลาของแผน</li>
<li><strong>แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</strong> (รายละเอียดตามมาตรา 49) มีระยะเวลา 5 ปี</li>
<li><strong>แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม</strong> (รายละเอียดตามมาตรา 49) มีระยะเวลา 5 ปี</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ กสทช. ยังต้องจัดทำแผนอีก 3 ฉบับที่เป็นมีความสำคัญรองลงไป ได้แก่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนความถี่วิทยุ และแผนเลขหมายโทรคมนาคม</p>
<p>ทางสำนักงาน กสทช. ได้จัดทำ &#8220;ร่าง&#8221; ของแผนแม่บททั้ง 3 ฉบับ เผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ กสทช. ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2554 เพื่อรับฟังความเห็นจากสาธารณชน ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด &#8220;ร่าง&#8221; ทั้ง 3 ฉบับได้จากลิงก์ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li><a href="http://www.nbtc.go.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=669:2011-12-27-10-07-12&amp;catid=19:public&amp;Itemid=27">(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ (พ.ศ. &#8230;.)</a></li>
<li><a href="http://www.nbtc.go.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=672:2011-12-28-09-45-07&amp;catid=15:hereing&amp;Itemid=23">(ร่าง) แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม (พ.ศ.2555-2559)</a></li>
<li><a href="http://www.nbtc.go.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=671:-1-2555-2559&amp;catid=15:hereing&amp;Itemid=23">(ร่าง) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555-2559)</a></li>
</ul>
<p>ร่างแผนแม่บททั้ง 3 ฉบับ มีความสำคัญต่อทิศทางและยุทธศาสตร์ของ กสทช. ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย <strong>แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่</strong> จะกำหนดหลักเกณฑ์ของการจัดการคลื่นความถี่ (spectrum) ทั้งในด้านกิจการโทรคมนาคม วิทยุ-โทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม ส่วน <strong>แผ่นแม่บทกิจการโทรคมนาคม</strong> จะคอยกำหนดทิศทางการทำงานของ <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)</span> ที่กำกับดูแลกิจการด้านโทรคมนาคม และ <strong>แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</strong> จะคอยกำหนดทิศทางการทำงานของ <span style="text-decoration: underline;">คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)</span> ที่กำกับดูแลงานด้านวิทยุ-โทรทัศน์</p>
<p>ในโอกาสนี้ SIU ขอเสนอความเห็นต่อร่างแผนแม่บททั้ง 3 ฉบับ โดยเริ่มจาก <strong>แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่</strong> เป็นฉบับแรก</p>
<h2>(ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่</h2>
<p><a style="margin: 12px auto 6px auto; font-family: Helvetica,Arial,Sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 14px; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal; -x-system-font: none; display: block; text-decoration: underline;" title="View Draft Spectrum Master Plan on Scribd" href="http://www.scribd.com/ipaireepairit/d/79062516-Draft-Spectrum-Master-Plan">Draft Spectrum Master Plan</a> <object id="doc_75949" style="outline: none;" width="100%" height="800" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="wmode" value="opaque" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="FlashVars" value="document_id=79062516&amp;access_key=key-28gpk9qu5hlqf17y62sx&amp;page=1&amp;viewMode=list" /><param name="src" value="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="flashvars" value="document_id=79062516&amp;access_key=key-28gpk9qu5hlqf17y62sx&amp;page=1&amp;viewMode=list" /><embed id="doc_75949" style="outline: none;" width="100%" height="800" type="application/x-shockwave-flash" src="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" wmode="opaque" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="always" FlashVars="document_id=79062516&amp;access_key=key-28gpk9qu5hlqf17y62sx&amp;page=1&amp;viewMode=list" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" flashvars="document_id=79062516&amp;access_key=key-28gpk9qu5hlqf17y62sx&amp;page=1&amp;viewMode=list" /> </object></p>
<h2>ความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่</h2>
<p>SIU มีความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ แยกเป็น 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้</p>
<h3>ประเด็นที่ 1) ระยะเวลาของการคืนคลื่นความถี่</h3>
<p>ประเด็นหลักที่ &#8220;แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่&#8221; ฉบับนี้ จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของการจัดสรรคลื่นความถี่ในประเทศไทย ก็คือ &#8220;การเรียกคืนคลื่นความถี่&#8221; ที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรภาครัฐต่างๆ มานาน ก่อนที่จะมี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขึ้นมา</p>
<p>ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (บทเฉพาะกาล มาตรา 83 วรรคสาม) ต้องการให้องค์กรของรัฐที่ถือครองคลื่น จะต้อง &#8220;คืนคลื่นความถี่&#8221; เพื่อให้ กสทช. นำไปจัดสรรใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการใช้งานตามเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่วนระยะเวลาที่แน่นอนในการส่งคลื่นคืน เป็นหน้าที่ของ กสทช. จะพิจารณา และประกาศใน &#8220;แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่&#8221; ฉบับนี้</p>
<p>เราสามารถแบ่งคลื่นความถี่ที่ถูกถือครองในปัจจุบัน ออกเป็น 2 ส่วนคือ</p>
<ol>
<li>คลื่นที่หน่วยงานภาครัฐนำไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการ ผ่านสัมปทาน สัญญา หรือใบอนุญาต ซึ่งมีระยะเวลาชัดเจนว่าใช้ได้ถึงเมื่อไร</li>
<li>คลื่นที่หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้งาน โดยไม่ได้กำหนดอายุการใช้คลื่นไว้</li>
</ol>
<p>คลื่นในส่วนที่ 1 ที่กำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน คงไม่มีปัญหาเท่าใดนัก เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถใช้ได้ถึงระยะเวลาสัมปทาน-อนุญาตที่เหลืออยู่ตามสัญญาเดิม (มาตรา 83 วรรคสอง)</p>
<p>ส่วนคลื่นในส่วนที่ 2 ที่ไม่ได้ระบุระยะเวลาตายตัว ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (มาตรา 83 วรรคสาม) ระบุให้เป็นอำนาจของ กสทช. ที่จะกำหนดระยะเวลาคืนคลื่นที่แน่นอน ซึ่งใน (ร่าง) แผนแม่บทฉบับนี้ (หัวข้อ 8.2) กสทช. ได้กำหนดระยะเวลาไว้ดังนี้</p>
<ul>
<li>กิจการกระจายเสียง <span style="text-decoration: underline;">ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 5 ปี</span> นับจากวันที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ใช้บังคับ</li>
<li>กิจการโทรทัศน์ <span style="text-decoration: underline;">ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 10 ปี</span></li>
<li>กิจการโทรคมนาคมและกิจการอื่น <span style="text-decoration: underline;">ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 15 ปี</span></li>
</ul>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็นต่อประเด็นที่ 1</strong></span></p>
<p>1) ระยะเวลาสูงสุด</p>
<p>กสทช. ใช้คำว่า &#8220;ระยะเวลาสูงสุด&#8221; ซึ่งถือเป็นเพดานสูงสุด หรือเวลาที่นานที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับการคืนคลื่น ซึ่งในทางปฏิบัติ กระบวนการคืนคลื่น &#8220;อาจ&#8221; เกิดขึ้นได้เร็วกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีอะไรรับประกันเช่นกันว่า กสทช. จะสามารถใช้เวลาได้น้อยกว่า &#8220;ระยะเวลาสูงสุด&#8221; ที่ระบุเอาไว้ และ<span style="text-decoration: underline;">ในการทำงานจริง เจ้าของคลื่นในปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะอ้าง &#8220;ระยะเวลาสูงสุด&#8221; เพื่อถ่วงเวลาการคืนคลื่นออกไปให้นานที่สุดได้</span></p>
<p>2) ความแตกต่างของกิจการแต่ละประเภท</p>
<p>จากร่างแผนแม่บทฯ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แตกต่างกันของกิจการกระจายเสียง (วิทยุ) กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่ง &#8220;น่าจะ&#8221; มาจากธรรมชาติของกิจการแต่ละประเภทที่มีจุดคุ้มทุนในการประกอบกิจการที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น กิจการวิทยุไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีมากนัก ก็อาจมีจุดคุ้มทุนที่เร็วกว่ากิจการโทรคมนาคมที่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม กสทช. ไม่ได้ให้เหตุผลไว้ในร่างแผนแม่บทฯ ว่าเพราะเหตุใด กิจการทั้ง 3 ประเภทจึงมีระยะเวลาที่ห่างกัน 1 เท่าตัวหรือ 2 เท่าตัว และไม่มีที่มาที่ไปอย่างเป็นวิชาการว่าตัวเลข 5 ปีมาจากไหน</p>
<p>3) ระยะเวลาของการคืนคลื่นในกิจการโทรคมนาคม ยาวเกินไปหรือไม่</p>
<p>หน่วยงานภาครัฐที่ถือครองคลื่นด้านโทรคมนาคมเป็นจำนวนมาก มีอยู่ 2 หน่วยงาน คือ บริษั ทีโอที จำกัด มหาชน และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด มหาชน ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานแล้ว มีโครงข่าย เทคโนโลยี บุคคลากร ที่พร้อมในระดับหนึ่ง ดังนั้นวิธีการคิดคำนวณจุดคุ้มทุนในการเรียกคลื่นคืน จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องเท่ากับบริษัทด้านโทรคมนาคมที่ลงทุนขยายเครือข่ายใหม่ตั้งแต่แรก</p>
<p>ดังนั้น ตัวเลข 15 ปี ที่ กสทช. ระบุมา จึงก่อให้เกิดคำถามได้ว่าเป็นตัวเลขที่นานเกินความจำเป็นไปหรือไม่ และเพราะเหตุใดตัวเลขนี้ถึงมากกว่าตัวเลขของฝั่งกิจการโทรทัศน์ที่มีธรรมชาติของธุรกิจใกล้เคียงกัน</p>
<h3>ประเด็นที่ 2) การใช้คลื่นความถี่ด้านภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</h3>
<p>ปัญหาด้านภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ กลายเป็นภัยคุกคามชนิดใหม่ต่อประเทศต่างๆ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งกรณีของประเทศไทยเองก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 ดังนั้น การนำเทคโนโลยีการสื่อสารและการกระจายเสียงมาเป็นเครื่องมือช่วยรับมือภัยพิบัติ จึงมีความสำคัญมาก และควรได้รับความสนใจอย่างจริงจัง</p>
<p>ใน (ร่าง) แผนแม่บทฯ ฉบับนี้ ได้กำหนดเรื่องภัยพิบัติเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของการบริหารคลื่นความถี่ (หัวข้อ 8.4) โดยระบุว่า กสทช. จะต้อง</p>
<blockquote><p>จัดสรรคลื่นความถี่และกำหนดหลักเกณฑ์การใช้งานคลื่นความถี่เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ<span style="text-decoration: underline;">ตามความจำเป็น</span> รวมถึงเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ <span style="text-decoration: underline;">ตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด</span></p></blockquote>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็นต่อประเด็นที่ 2</strong></span></p>
<p>การให้ความสำคัญกับการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับงานด้านสาธารณภัยเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม ในแผนแม่บทยังระบุไว้กว้างๆ ว่า &#8220;ตามความจำเป็น&#8221; และ &#8220;ตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด&#8221; ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว สุ่มเสี่ยงต่อการไม่ถูกนำไปใช้ปฏิบัติจริง และเป็นเพียงแค่ประโยคสวยๆ ในแผนแม่บทเท่านั้น</p>
<p>กสทช. ควรจะจริงจังต่อการใช้คลื่นความถี่ในการบรรเทาสาธารณภัยให้มากกว่านี้ โดยระบุรูปแบบการจัดสรรคลื่นที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในแผนแม่บท ทั้งนี้อาจดูตัวอย่างของการจัดสรรคลื่นในต่างประเทศ เช่น กำหนดเงื่อนไขการจัดสรรคลื่นบางส่วนสำหรับการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน ลงในเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ทางโทรคมนาคม ให้ผู้ที่ชนะการประมูลคลื่นต้องปฏิบัติตาม เป็นต้น (ดูตัวอย่างของสหรัฐอเมริกาในบทความ <a href="http://www.fiercehomelandsecurity.com/story/house-subcommittee-approves-d-block-public-safety-fcc-incentive-auctions/2011-12-05#ixzz1kG7AbEyJ ">House subcommittee approves D block for public safety, FCC incentive auctions - FierceHomelandSecurity</a>)</p>
<h3>ประเด็นที่ 3) การเปลี่ยนผ่านระบบรับส่งสัญญาณวิทยุ-โทรทัศน์ เป็นระบบดิจิตอล</h3>
<p>ในยุทธศาสตร์ข้อ 8.5 และ 8.6 ซึ่งต่อเนื่องกัน กสทช. กำหนดว่ากระบวนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ จากระบบแอนะล็อกในปัจจุบัน ไปสู่ระบบดิจิตอล จะต้อง <span style="text-decoration: underline;">กำหนดรายละเอียด</span>ของแนวทางทั้งหมด <span style="text-decoration: underline;">ภายใน 4 ปี</span> นับตั้งแต่แผนแม่บทฯ ฉบับนี้ใช้บังคับ และ<span style="text-decoration: underline;">กำหนดช่วงเวลาการสิ้นสุดการรับส่งในระบบแอนะล็อก ตามระยะเวลาที่เหมาะสม</span></p>
<p>ในยุทธศาสตร์ข้อ 8.6 กำหนดว่าจะต้อง<span style="text-decoration: underline;">ประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาต</span>ให้ภาคประชาชนใช้คลื่นความถี่ (ส่วนที่เรียกคืนมาจากความถี่แอนะล็อก) <span style="text-decoration: underline;">ภายใน 4 ปี</span>นับตั้งแต่แผนแม่บทฯ ใช้บังคับ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เท่ากัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ความเห็นต่อประเด็นที่ 3</strong></span></p>
<p>การกำหนดระยะเวลาของทั้งสองยุทธศาสตร์ให้เท่ากัน ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมเพราะเป็นความถี่ชุดเดียวกัน แต่จุดที่น่าตั้งคำถามคือ กสทช. นำตัวเลข 4 ปีมาจากไหน และที่สำคัญตัวเลขนี้เป็นเพียงแค่ระยะเวลา &#8220;กำหนดรายละเอียด-กฎเกณฑ์&#8221; เท่านั้น ไม่ใช่ระยะเวลาที่เริ่มรับส่งคลื่นในระบบดิจิทัลแต่อย่างใด</p>
<p>SIU มีความเห็นว่าระยะเวลานี้นานเกินไป เพราะการรับส่งคลื่นเป็นระบบดิจิทัลในต่างประเทศเริ่มดำเนินงานมานานมาก และหลายๆ ประเทศก็ดำเนินการเปลี่ยนมาใช้ทีวีระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ (digital switchover) กันแล้ว (รายละเอียดดูจาก<a href="http://www.dvb.org/about_dvb/dvb_worldwide/index.xml">เว็บไซต์ DVB Worldwide</a>)</p>
<p>การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของประเทศไทยล่าช้ามามาก เนื่องจากขาดองค์กรกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มาเป็นเวลานานเกือบสิบปี ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคคลากรเพื่อเตรียมตัวสู่การเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลล่วงหน้ามานานแล้ว การที่ กสทช. ประกาศว่าต้องกำหนดรายละเอียดทั้งหมดภายใน 4 ปี (ถึงแม้ในทางปฏิบัติอาจเร็วกว่านั้น) น่าจะเป็นเวลาที่นานจนเกินไป</p>
<p>SIU เสนอว่า <span style="text-decoration: underline;">การกำหนดรายละเอียดควรทำให้เสร็จภายใน 2 ปี</span> และระบุเป้าหมายว่าจะต้อง<span style="text-decoration: underline;">กำหนดช่วงการสิ้นสุดการรับส่งคลื่นระบบแอนะล็อก ภายใน 4 ปี</span> แทน</p>
<p>&nbsp;</p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/comment-for-nbtc-spectrum-plan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กสท.ร่วมสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศพร้อมให้บริการปี 2557</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/cat-cooperate-with-asia-pacific-for-submarine-cable-international-network/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/cat-cooperate-with-asia-pacific-for-submarine-cable-international-network/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 07:03:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>parichat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ASEAN Observer]]></category>
		<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline4]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ APG]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล สงวนศิลป์ ระบบเคเบิลใต้น้ำ CAT]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23646</guid>
		<description><![CDATA[ระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ APG เป็นแผนร่วมกันพัฒนาของกลุ่มผู้ประกอบการสื่อสารโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลก รวมทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมกว่า 14ราย ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายสุรพล สงวนศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจโครงข่าย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยกรณีการเข้าร่วมจัดสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ “Asia Pacific Gateway” หรือ APG ซึ่ง CAT หนึ่งในผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมหลักของไทย ได้เข้าร่วมลงทุนจัดสร้างระบบ พร้อมให้บริการได้ในปี 2557</p>
<p><span id="more-23646"></span>“ระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ APG เป็นการร่วมกันวางแผนพัฒนาจัดสร้างของกลุ่มผู้ประกอบการสื่อสารโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลก รวมทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมกว่า 14 ราย โดยระบบเคเบิลใต้น้ำดังกล่าวถูกออกแบบให้มีความจุโดยรวม (Total Design Capacity) ทั้งหมด 54.8 Terabits ต่อวินาที และใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด 40 Gbps ต่อ 1 Wavelength นอกจากนี้ยังสามารถรองรับเทคโนโลยี 100 Gbps ต่อ 1 Wavelength เพื่อใช้งานในอนาคตจึงเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่มีความจุสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคในขณะนี้</p>
<div id="attachment_23647" class="wp-caption aligncenter" style="width: 311px"><a href="http://www.siamintelligence.com/cat-cooperate-with-asia-pacific-for-submarine-cable-international-network/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b9%8c/" rel="attachment wp-att-23647"><img class="size-full wp-image-23647" title="สุรพล สงวนศิลป์" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/สุรพล-สงวนศิลป์.jpg" alt="" width="301" height="360" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพจาก cattelecom</p></div>
<p>อีกทั้งเส้นทางของระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นนี้จะมีการศึกษาและพิจารณาอย่างดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความ เสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหวหรือพายุไต้ฝุ่น โดย CAT มุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบดังกล่าวให้เป็นเส้นทางหลักและเส้นทางสำรอง ซึ่งจะทำให้ CAT สามารถให้บริการได้เทียบเท่าระดับสากลทั่วทุกภูมิภาคของโลกและด้วยแบนด์วิดท์สูงจึงรองรับการใช้งานที่สามารถตอบสนองการเติบโตในยุคที่มีความคับคั่งของข้อมูลบนแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย เพื่อศักยภาพในการให้บริการแก่คนไทยระดับสากล ” นายสุรพลกล่าว</p>
<p>ขณะนี้ระบบเคเบิลใต้น้ำ APG อยู่ระหว่างการจัดสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการได้ภายในกลางปี 2557 ด้วยความยาวของเส้นเคเบิลใยแก้วกว่า 8,000 กิโลเมตรที่จะเชื่อมโยงทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจุดขึ้นบกในประเทศต่าง ๆ ประกอบด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย ทำให้ CAT เป็นผู้ให้บริการรายเดียวของประเทศไทยที่มีระบบเคเบิลใต้น้ำ ระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถให้บริการเชื่อมโยงโดยตรงจากประเทศไทยไปยังทุกภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกได้มากที่สุด</p>
<p>ที่มา-<a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1326951220&amp;grpid=03&amp;catid=&amp;subcatid=">ประชาชาติธุรกิจ</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/cat-cooperate-with-asia-pacific-for-submarine-cable-international-network/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รอยเตอร์บุกตลาดทีวีออนไลน์ด้วย Reuters TV</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/reuters-tv/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/reuters-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 11:33:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Internet TV]]></category>
		<category><![CDATA[reuters]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>
		<category><![CDATA[ทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[ทีวีออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตแห่งสื่อดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23610</guid>
		<description><![CDATA[สำนักข่าวรอยเตอร์หันมาเจาะตลาดทีวีบนอินเทอร์เน็ต โดยเปิดช่อง Reuters TV บนเว็บไซต์ YouTube ทำรายการ 10 รายการฉายบนเน็ต]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักข่าวรอยเตอร์หันมาเจาะตลาดทีวีบนอินเทอร์เน็ต โดยเปิดช่อง <a href="http://www.youtube.com/reuterstv">Reuters TV</a> บนเว็บไซต์ YouTube ทำรายการ 10 รายการฉายบนเน็ต</p>
<div id="attachment_23611" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-medium wp-image-23611" title="Reuters TV" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/reuters-tv-620x344.png" alt="" width="620" height="344" /><p class="wp-caption-text">Reuters TV</p></div>
<p>รอยเตอร์ถือเป็นพันธมิตรรายใหม่ของ YouTube ที่หันมาทำรายการออนไลน์ฉายบนเน็ตโดยตรง ตัวอย่างผู้ผลิตรายการรายอื่นๆ ได้แก่ Wall Street Journal, Slate, TED, WWE, The Onion เป็นต้น ปัจจุบันผู้ผลิตรายการทีวีรายใหญ่บน YouTube ยังมีไม่เยอะมากนัก แต่การเข้าร่วมของรอยเตอร์ถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และอาจกระตุ้นให้สื่อรายใหญ่อื่นๆ หันมาแข่งขันในตลาดนี้บ้าง</p>
<p>ตัวแทนของรอยเตอร์ระบุว่าช่อง Reuters TV จะไม่เดินตามขนบของทีวีแบบเดิม แต่จะปรับวิธีการผลิตรายการให้เหมาะสมกับการดูผ่านเน็ตมากขึ้น โดยรอยเตอร์จะมี 10 รายการตั้งต้นที่ฉายบนเน็ต ครอบคลุมประเด็นทั้งข่าวรอบโลก การเงิน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ไอที ไลฟ์สไตล์ เป็นต้น</p>
<p>ทิศทางของ YouTube ในช่วงหลังพยายามผลักดันให้ผู้ผลิตรายการทีวี หันมาทำรายการที่ฉายบนอินเทอร์เน็ตโดยตรง (original programming) และเจรจากับผู้ผลิตเนื้อหารายใหญ่ๆ หลายราย ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักแต่ก็มีสัญญาณที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/pjt2R0KMib4?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ตัวอย่างรายการบน Reuters TV จับประเด็นการระดมทุนของประธานาธิบดีโอบามา สู้ศึกเลือกตั้ง 2012</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://thomsonreuters.com/content/press_room/media/2012_01_17_reuters_teams_with_youtube">Thompson Reuters</a>, <a href="http://techcrunch.com/2012/01/17/reuters-launches-tv-channel-bringing-10-new-original-shows-to-youtube/">TechCrunch</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/reuters-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ลาออกจากบริษัทแล้ว</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/jerry-yang-resign-from-yahoo/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/jerry-yang-resign-from-yahoo/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 07:38:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline3]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[jerry yang]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo]]></category>
		<category><![CDATA[ยาฮู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23612</guid>
		<description><![CDATA[เจอร์รี่ หยาง (Jerry Yang) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Yahoo! ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัทแล้ว หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการบริหาร และเสื่อมอิทธิพลภายในบริษัทลงมาก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เจอร์รี่ หยาง (Jerry Yang) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Yahoo! ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัทแล้ว หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการบริหาร และเสื่อมอิทธิพลภายในบริษัทลงมาก</p>
<div id="attachment_23614" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.flickr.com/photos/yodelanecdotal/3972517107"><img class="size-medium wp-image-23614" title="Jerry Yang" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/jerry-yang-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a><p class="wp-caption-text">Jerry Yang (ภาพจาก Yahoo!)</p></div>
<h2>ย้อนตำนาน Yahoo!</h2>
<p>Yahoo! เป็นอีกหนึ่งตำนานของอินเทอร์เน็ตที่เริ่มดับแสงไปในช่วงหลังเนื่องจากยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดต่อเนื่อง จนโดน Google แซงหน้าในฐานะราชาแห่งวงการค้นหา</p>
<p>Yahoo! ก่อตั้งเมื่อปี 1994 โดยนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 2 คนคือ Jerry Yang และ David Filo และผงาดขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่แห่งโลกอินเทอร์เน็ตได้ในเวลาอันสั้น Yahoo! เข้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างยิ่งใหญ่ในปี 2000 และเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่เอาตัวรอดจากฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2001 มาได้</p>
<p>แต่ช่วงหลังจากนั้น Yahoo! หันไปเน้นธุรกิจด้านสื่อ (<a href="http://pressroom.yahoo.net/pr/ycorp/overview.aspx">คำบรรยายบริษัทบนหน้าเว็บของ Yahoo!</a> ใช้คำว่า <strong>&#8220;Yahoo! is the premier <span style="text-decoration: underline;">digital media</span> company&#8221;</strong>) โดยเน้นที่ธุรกิจเว็บพอร์ทัลและข่าวสาร แทนที่จะเป็นการค้นหาและบริการดัชนีเว็บแบบในสมัยก่อตั้งบริษัท</p>
<p>ยุทธศาสตร์ของ Yahoo! ดูเหมือนจะถูกต้องในเวลานั้น แต่คลื่นลูกหลังอย่างกูเกิลที่ก่อตั้งในปี 1998 สามารถปฏิวัติวงการค้นหาด้วยระบบการค้นหาที่เหนือกว่า (ซึ่งเป็นผลมาจากงานวิจัยระดับปริญญาเอกของ Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ก่อตั้งกูเกิล) ก็ทำให้ธุรกิจพอร์ทัลเริ่มหมดความหมาย ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเลิกเข้าเว็บจากพอร์ทัลรวมข่าวสาร และหันมาใช้บริการเครื่องมือค้นหาของกูเกิลเพื่อหาสิ่งที่ต้องการแทน</p>
<div id="attachment_23615" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://www.flickr.com/photos/yodelanecdotal/2178013271"><img class="size-medium wp-image-23615" title="Jerry Yang และ David Filo" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/yang-filo-620x413.jpg" alt="" width="620" height="413" /></a><p class="wp-caption-text">Jerry Yang และ David Filo (ภาพจาก Yahoo!)</p></div>
<p>การรุกเข้ามาในธุรกิจสื่อออนไลน์ขอ Yahoo! เริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2001 เมื่อบริษัทเปลี่ยนตัวซีอีโอมาเป็น Terry Semel อดีตผู้บริหารจากเครือสื่อ Warner Brother เพื่อมาเน้นธุรกิจสายนี้โดยเฉพาะ ตัวของ Semel นั่งบริหาร Yahoo! เป็นเวลาถึงหกปี พยายามนำ Yahoo! เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสื่อออนไลน์เต็มตัว แต่ก็ปรับตัวเพื่อต่อกรกับกูเกิลในสายธุรกิจค้นหาไปพร้อมๆ กัน ความพยายามของ Semel สำเร็จในระดับหนึ่ง โดย Yahoo! กลายเป็นเว็บไซต์ที่มีคนเข้าเป็นอันดับต้นๆ แต่ความพยายามในการต่อสู้กับกูเกิลนั้นล้มเหลว สุดท้าย Yahoo! กลายเป็นบริษัทที่ดูไม่เท่อีกต่อไปในโลกไอที</p>
<p>Jerry Yang ที่ขยับขึ้นไปนั่งเป็นบอร์ดบริหารในยุคที่ Semel เป็นซีอีโอ จึงกลับมาเป็นซีอีโอแทนในปี 2007 เพื่อหวังจะใช้พลังและบารมีของผู้ก่อตั้งบริษัท ฟื้นฟูความโดดเด่นของบริษัทกลับคืนมา เหตุการณ์สำคัญในสมัยของ Jerry เกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อไมโครซอฟท์ที่ไม่สามารถเจาะตลาดค้นหาของกูเกิลได้ เสนอซื้อกิจการของ Yahoo! ด้วยมูลค่ารวม 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เหตุการณ์ยืดเยื้ออยู่เกือบปี และจบลงด้วย Jerry บอกปัดข้อเสนอของไมโครซอฟท์ด้วยเหตุผลว่าได้ราคาต่ำเกินไป</p>
<p>Jerry ถูกผู้ถือหุ้นที่ไม่พอใจในเรื่องบอกปัดข้อเสนอกดดันให้ลาออก ซึ่งเขาก็ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอช่วงปลายปี 2008 แต่ยังมีที่นั่งในบอร์ดเหมือนเดิม</p>
<p>Yahoo! จ้างซีอีโอหญิงฝีปากกล้า Carol Bartz มารับตำแหน่งแทนในช่วงต้นปี 2009 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัทที่แย่ลงเรื่อยๆ แต่ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่เธอทำงานกลับยังไม่สามารถแสดงสัญญาณของการฟื้นฟูได้เท่าที่ควร และเธอโดนปลดแบบฟ้าผ่าในเดือนกันยายน 2011</p>
<p>Yahoo! ใช้เวลาอีกหลายเดือนหาซีอีโอคนใหม่อีกครั้ง และล่าสุดเพิ่งได้ Scott Thompson อดีตผู้บริหารของ PayPal เข้ามารับเผือกร้อนชิ้นนี้</p>
<div id="attachment_23617" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://ycorpblog.com/2012/01/05/gettingtoknow-ceo/"><img class="size-medium wp-image-23617" title="Scott Thompson" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/scott-thompson-620x381.jpg" alt="" width="620" height="381" /></a><p class="wp-caption-text">Scott Thompson ซีอีโอคนปัจจุบัน (ภาพจาก Yahoo!)</p></div>
<h2>Yahoo! ยุคผลัดใบ</h2>
<p>ในขณะที่ David Filo ผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งไม่ได้มีบทบาทมากนักในบริษัทยุคหลัง Jerry Yang กลับยังมีบทบาทอย่างมากในการบริหารบริษัทในระดับของบอร์ด ว่ากันว่าเขามีส่วนสำคัญในการปลด Carol Bartz และสร้างวิกฤตสุญญากาศทางอำนาจภายในบริษัท</p>
<p>การลาออกของ Jerry ครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าเขาไม่มีพื้นที่ในบริษัทอีกแล้ว เพราะผลงานในฐานะซีอีโอของเขายังเป็นที่กังขา (โดยเฉพาะการปฏิเสธข้อเสนอซื้อของไมโครซอฟท์) และบทบาทในฐานะบอร์ดบริหารก็ไม่ได้แสดงความโดดเด่นในการกู้วิกฤตของบริษัทแต่อย่างใด สุดท้ายแล้ว Jerry ก็เหลือเพียงความเป็น &#8220;ผู้ก่อตั้ง&#8221; ที่ยังเป็นบารมีให้เขาเท่านั้น</p>
<p>กรณีของ Jerry Yang เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทไอทีที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเริ่มไม่มีบทบาทในกิจการแล้ว แนวคิดของ Yang อาจแปลกใหม่และสร้างสรรค์ในช่วงก่อตั้งบริษัท แต่อาจกลายเป็นเรื่องเก่าไปสำหรับการแข่งขันในปัจจุบัน นอกจากนี้สไตล์การทำงานแบบ &#8220;เถ้าแก่ผู้ก่อตั้ง&#8221; อาจเหมาะกับช่วงเริ่มกิจการที่บริษัทยังมีขนาดเล็ก แต่ไม่เวิร์คสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และยังมีเรื่อง &#8220;ความกระหายต่อความสำเร็จ&#8221; ที่ Yang อาจสูญเสียไปหมดแล้วก็ได้</p>
<p>ปัญหาของ Jerry Yang ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการไอที และผู้ก่อตั้งกิจการส่วนใหญ่มักโอนถ่ายภาระทางการบริหารไปยังผู้บริหารมืออาชีพมารับช่วงต่อ แล้วขยับตัวเองไปทำงานเฉพาะทางในเชิงเทคโนโลยีแทน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Bill Gates ที่บริหารงานของไมโครซอฟท์ไปช่วงหนึ่ง แล้วโอนหน้าที่ซีอีโอให้กับ Steve Ballmer แทน ส่วน Gates ก็หันไปจับงานทางเทคนิคและยุทธศาสตร์ของบริษัท ซึ่งเป็นความถนัดของเขามากกว่า</p>
<p>นอกจาก Jerry Yang แล้ว กลุ่มบุคคลที่นักลงทุนมองว่าเป็นปัญหาต่อ Yahoo! ก็คือบอร์ดบริหารปัจจุบัน ที่มีชื่อเสียงว่าดูแลบริษัทได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าหลังจากการลาออกของ Yang แล้ว ผู้ถือหุ้นอาจกดดันให้เปลี่ยนตัวบอร์ดบริหารครั้งใหญ่ ซึ่งอาจรวมไปถึงเก้าอี้ของ Roy Bostock ประธานบอร์ดของ Yahoo! ที่นั่งตำแหน่งนี้มายาวนานด้วย</p>
<p>การแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลอาจเป็นบันไดขั้นหนึ่งของการปฏิรูป Yahoo! ให้กลับมาแข่งขันได้ แต่ในเนื้องานของบริษัทเอง ก็เป็นงานหนักของ Scott Thompson ซีอีโอคนปัจจุบันที่จะต้องหา &#8220;จุดยืนที่แตกต่าง&#8221; ให้กับ Yahoo! อีกครั้ง ก่อนจะสายเกินไป</p>
<p>อ้างอิง <a href="http://pressroom.yahoo.net/pr/ycorp/221948.aspx">ประกาศลาออกของ Jerry Yang</a></p>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/jerry-yang-resign-from-yahoo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พญาช้างเริงระบำ: สิบปีต่อมาของ IBM ใต้เงา Samuel Palmisano</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/elephant-can-dance-ibm-palmisano/</link>
		<comments>http://www.siamintelligence.com/elephant-can-dance-ibm-palmisano/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 03:18:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>isriya</dc:creator>
				<category><![CDATA[headline]]></category>
		<category><![CDATA[headline1]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Report]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ibm]]></category>
		<category><![CDATA[Louis Gerstner]]></category>
		<category><![CDATA[Samuel Palmisano]]></category>
		<category><![CDATA[บริหารธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[หลุยส์ เกิร์สต์เนอร์]]></category>
		<category><![CDATA[แซมมวล พาลมิซาโน]]></category>
		<category><![CDATA[ไอบีเอ็ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=23572</guid>
		<description><![CDATA[ภาคต่อของหนังสือ "ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้" ตามไปดูเส้นทางชีวิตของไอบีเอ็มหลังจากพลิกฟื้นกิจการสำเร็จ และต่อยอดรูปแบบธุรกิจ "บริการ" จนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ไร้พ่ายแห่งวงการไอที]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ภาคต่อของหนังสือ &#8220;ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้&#8221; ตามไปดูเส้นทางชีวิตของไอบีเอ็มหลังจากพลิกฟื้นกิจการสำเร็จ และต่อยอดรูปแบบธุรกิจ &#8220;บริการ&#8221; จนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ไร้พ่ายแห่งวงการไอที ก่อนจะก้าวเดินสู่ศตวรรษที่สองอย่างมั่นคง</p>
<h2>ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้</h2>
<p>ผู้อ่าน Siam Intelligence ที่สนใจเรื่องการบริหารธุรกิจ อาจเคยอ่านหรือเคยได้ยินหนังสือชื่อ <strong>Who Says Elephants Can&#8217;t Dance? Inside IBM&#8217;s Historic Turnaround</strong> (<a href="http://www.amazon.com/Elephants-Dance-Inside-Historic-Turnaround/dp/0060523794">Amazon</a>, ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า <strong>&#8220;ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้&#8221;</strong>)</p>
<p>Who Says Elephants Can&#8217;t Dance? เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2002 เขียนโดย <strong>หลุยส์ เกิร์สต์เนอร์ จูเนียร์ (Louis Gerstner Jr.)</strong> อดีตซีอีโอของไอบีเอ็ม ผู้เข้ามาพลิกวิกฤตของบริษัทในช่วงต้นทศวรรษ 1990s พลิกไอบีเอ็มที่กำลังเผชิญสภาวะ &#8220;ตัวแดงต่อเนื่อง&#8221; ให้กลับมาทำกำไร และผงาดขึ้นมาอีกครั้งในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของโลก</p>
<div id="attachment_23573" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-23573" title="Who Says Elephants Can't Dance?" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/who-says-elephant-cant-dance.jpg" alt="Who Says Elephants Can't Dance?" width="500" height="500" /><p class="wp-caption-text">ภาพปกหนังสือ Who Says Elephants Can&#39;t Dance? (จาก Amazon)</p></div>
<p>หนังสือเล่มนี้ถูกยกย่องให้เป็นหนังสือคลาสสิคเล่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ &#8220;การพลิกฟื้นกิจการ&#8221; โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่อย่างไอบีเอ็ม ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีแรงต้านภายในองค์กรที่ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย</p>
<p>หลุยส์ เกิร์สต์เนอร์ จูเนียร์ หรือที่คนในบริษัทเรียกเขาว่า &#8220;ลู เกิร์สต์เนอร์&#8221; (Lou Gerstner) เป็นผู้บริหาร &#8220;คนนอก&#8221; คนแรกและคนเดียวของไอบีเอ็ม ที่สำคัญเขาไม่เคยทำงานกับวงการไอทีมาก่อนด้วยซ้ำ</p>
<p>ก่อนจะมาร่วมงานกับไอบีเอ็มในปี 1993 เขาเคยทำงานกับ Amercian Express และเคยเป็นซีอีโอของบริษัทอาหารและยาสูบ RJR Nabisco มาก่อน แต่เขาสามารถใช้สายตาแบบ &#8220;คนนอก&#8221; มองหาจุดแข็งที่ยังเหลืออยู่ของไอบีเอ็มที่กำลังย่ำแย่ และ &#8220;เปลี่ยนผ่าน&#8221; ไอบีเอ็มจากยุคเก่าที่เน้นขายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ราคาแพง มาเป็นการขาย &#8220;บริการ&#8221; ทางไอทีที่เป็นตลาดเกิดใหม่ได้สำเร็จ</p>
<p>เกิร์สต์เนอร์ดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอผู้พลิกฟื้นกิจการของไอบีเอ็มเป็นเวลาเกือบสิบปี (1993-2002) จากนั้นเขาส่งไม้ต่อให้กับ <strong>แซมมวล พาลมิซาโน (Samuel Palmisano)</strong> ลูกหม้อของไอบีเอ็มซึ่งเป็นผู้ช่วยเขาตลอดเวลาที่เขาทำงาน</p>
<p>พาลมิซาโนทำงานต่อมาอีก 10 ปีพอดี และลงจากตำแหน่งเมื่อสิ้นปี 2011 ที่ผ่านมา (ด้วยเหตุผลว่าเขาอายุครบ 60 ปีและควรจะเกษียณอายุได้แล้ว)</p>
<p>ภายใต้การคุมบังเหียนของพาลมิซาโน เขาต่อยอดแนวทางที่เกิร์สต์เนอร์บุกเบิกเอาไว้ นั่นคือ &#8220;บริการด้านไอที&#8221; และผลักดันให้ไอบีเอ็มเป็นยักษ์ใหญ่ตลอดกาลของวงการไอทีได้สำเร็จ</p>
<div id="attachment_23574" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><a href="http://finance.yahoo.com/echarts?s=IBM+Interactive#symbol=ibm;range=my;compare=;indicator=volume;charttype=area;crosshair=on;ohlcvalues=0;logscale=off;source=;"><img class="size-full wp-image-23574" title="ราคาหุ้นของ IBM ระหว่างปี 1990-2012 (ข้อมูลจาก Yahoo! Finance)" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ibm-stock.png" alt="ราคาหุ้นของ IBM ระหว่างปี 1990-2012 (ข้อมูลจาก Yahoo! Finance)" width="620" height="254" /></a><p class="wp-caption-text">ราคาหุ้นของ IBM ปี 1990-2012 โดยแสดงช่วงของ Gerstner (แดง) และ Palmisano (น้ำเงิน)</p></div>
<p>สิบปีของไอบีเอ็มใต้เงาพาลมิซาโน มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท และไอบีเอ็มกลายเป็นบริษัทไอทีที่มีมูลค่าตามราคาหุ้น (market capitalization) สูงเป็นอันดับที่สองของวงการ เป็นรองแค่เพียง &#8220;แอปเปิลในยุคทอง&#8221; เท่านั้น</p>
<p>ถ้าเราถือว่าไอบีเอ็มในยุคของเกิร์สต์เนอร์ เป็นการ &#8220;สอนช้างให้เต้นระบำ&#8221; เราก็อาจเปรียบเปรยได้ว่าไอบีเอ็มในยุคของพาลมิซาโน ช้างตัวเดิมเต้นระบำได้อย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว</p>
<h2>รู้จัก Samuel Palmisano</h2>
<p>แซมมวล พาลมิซาโนเกิดเมื่อปี 1951 ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน เขาจบการศึกษาด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิน และเริ่มทำงานกับไอบีเอ็มตั้งแต่ปี 1973 ในตำแหน่งเซลส์แมน</p>
<p>พาลมิซาโนถือเป็นดาวรุ่งในสายงานบริหารของบริษัท และเขาได้เป็นเลขานุการส่วนตัวของ John Akers ซีอีโอของบริษัทในขณะนั้นเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นเขายังมีประสบการณ์ทำงานที่ไอบีเอ็มสาขาญี่ปุ่นอีกสองปี ช่วยให้เขาเข้าใจการทำงานกับพนักงานที่ไม่สามารถพูดภาษาเดียวกันได้</p>
<div id="attachment_23576" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-23576" title="Sam Palmisano" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/samuel-palmisano.jpg" alt="Sam Palmisano" width="620" height="457" /><p class="wp-caption-text">Sam Palmisano (ภาพจาก IBM)</p></div>
<p>ความโดดเด่นของพาลมิซาโนเริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 80s ช่วงปลาย เพราะไอบีเอ็มเริ่มประสบปัญหาแข่งขันในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้ หลังจากพีซีเริ่มเบียดบังตลาดเมนเฟรมและเซิร์ฟเวอร์ที่สร้างรายได้ให้บริษัท บอร์ดบริหารตัดสินใจแก้ปัญหาโดยจ้างหลุยส์ เกิร์สต์เนอร์ เข้ามาเป็นซีอีโอ เกิร์สต์เนอร์เข้ามาปลดพนักงานที่เกินความจำเป็น และเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็น &#8220;บริการด้านไอที&#8221; แทนการขายฮาร์ดแวร์</p>
<p>คนที่คุมหน่วยงานด้าน global services (ปัจจุบันคือ IBM Global Services) ในขณะนั้นมีชื่อว่า แซมมวล พาลมิซาโน นั่นเอง</p>
<p>เพื่อนร่วมงานของพาลมิซาโนยกย่องว่าเขาเป็นคนที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงไอบีเอ็มเกิดขึ้นได้สำเร็จ และเขาได้เลื่อนชั้นเป็นผู้ดูแลสายงาน Personal Systems Group ในปี 1997 ก่อนจะได้รับการโปรโมทอย่างต่อเนื่อง จนเป็น COO ของบริษัทในปี 2000</p>
<p>ปี 2002 เมื่อเกิร์สต์เนอร์ตัดสินใจเกษียณอายุ ตัวเลือกในตำแหน่งซีอีโอคนที่แปดของบริษัทจึงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าพาลมิซาโนอีกแล้ว</p>
<h2>ปิดตำนาน &#8220;ไอบีเอ็มพีซี&#8221;</h2>
<p>ไอบีเอ็มในยุคของเกิร์สต์เนอร์ เริ่มต้นด้วยการปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และขายทรัพย์สินบางส่วนออกไปเพื่อเพิ่มจำนวนเงินสดในมือ จากนั้นเกิร์สต์เนอร์ก็เริ่มปฏิบัติการ &#8220;แปลงกาย&#8221; ไอบีเอ็มยุคเก่าที่กระบวนการทั้งหมดกินเวลาหลายปี</p>
<p>การตัดสินใจสำคัญๆ ที่เกิร์สต์เนอร์ทำในยุคของเขาคือ การยกเลิกระบบปฏิบัติการ OS/2 ที่ไอบีเอ็มสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกับ Windows ของไมโครซอฟท์ แต่กลับสู้ไม่ได้ทั้งๆ ที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพเหนือกว่า เกิร์สต์เนอร์ตัดสินใจเลิกโครงการนี้เนื่องจากมันสูญเสียทั้งงบประมาณและทรัพยากรบุคคล แต่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ให้ไอบีเอ็ม แถมยังทำให้องค์กรมีภาพลักษณ์แย่ๆ อีกด้วย</p>
<p>ถึงแม้ไอบีเอ็มจะเป็นคนสร้างพีซีในช่วงทศวรรษ 80s แต่พีซีของไอบีเอ็มกลับแข่งขันไม่ได้ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์ให้กับไมโครซอฟท์ และฮาร์ดแวร์ให้กับคอมแพค (ปัจจุบันเป็นบริษัทลูกของ HP)</p>
<div id="attachment_23606" class="wp-caption aligncenter" style="width: 453px"><a href="http://www-03.ibm.com/ibm/history/exhibits/pc/pc_1.html"><img class="size-full wp-image-23606" title="ibm-pc-5150" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ibm-pc-5150.jpg" alt="" width="443" height="349" /></a><p class="wp-caption-text">พีซีเครื่องแรกของโลก IBM PC 5150 (ภาพจาก IBM)</p></div>
<p>งานของเกิร์สต์เนอร์คือยกเลิกระบบปฏิบัติการ OS/2 ในปี 1994 และอีกสิบปีในยุคของพาลมิซาโน เขาก็เดินหน้าต่อเพื่อ &#8220;ปิดตำนาน&#8221; พีซีของไอบีเอ็มอย่างสมบูรณ์ โดยขายธุรกิจพีซีของไอบีเอ็มให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ Lenovo จากประเทศจีนในปี 2004-2005 ซึ่งเป็นข่าวที่ช็อควงการ และแสดงให้เห็นการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อทิศทางของไอบีเอ็มนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>จุดที่น่าสนใจคือธุรกิจพีซีของไอบีเอ็มในขณะนั้นยังเป็นธุรกิจที่มีกำไร แต่พาลมิซาโนมองเห็นว่ากำไรของพีซีจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากพีซีเป็นสินค้า commodity ที่ใครๆ ก็ผลิตได้</p>
<p>เขาเล่าให้ฟังผ่านบทสัมภาษณ์ของ The New York Times ว่าไอบีเอ็มทบทวนเรื่องการขายธุรกิจพีซีอยู่นาน และได้รับเสียงคัดค้านจากคนในองค์กรอย่างมาก การคงธุรกิจพีซีเอาไว้จะช่วยให้ต้นทุนชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ถูกลง และสร้างแบรนด์ขององค์กรในตลาดพีซีที่ไอบีเอ็มเป็นคนสร้างขึ้น แต่สุดท้าย พาลมิซาโนก็ตัดสินใจขายมันออกไป</p>
<p>พาลมิซาโนบอกว่าเขาได้ยินเสียงคัดค้านจากทุกฝ่าย แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะย้ายตัวเองไปสู่ธุรกิจใหม่ที่เป็นแหล่งรวมนวัตกรรม สร้างรายได้ได้มาก เราคิดว่าพีซีไม่ใช่ธุรกิจนั้นแน่ๆ</p>
<p>การตัดสินใจของพาลมิซาโนสามารถพิสูจน์ได้จากมูลค่าหุ้นในอีกเกือบ 10 ปีให้หลังระหว่างไอบีเอ็มกับคู่แข่งในวงการพีซีอย่างเอชพี ซึ่ง ไอบีเอ็มมีมูลค่าบริษัทตามราคาหุ้นที่ 217 พันล้านดอลลาร์ (พร้อมการประกาศลงทุนในไอบีเอ็มของวอร์เรน บัฟเฟต์) มากกว่ามูลค่าหุ้นของเอชพี 4 เท่าตัว (และเอชพีเองก็กำลังประสบปัญหาว่าธุรกิจพีซีเริ่มแข่งขันไม่ได้ อ่านบทความ <a href="http://www.siamintelligence.com/hp-and-one-confusing-year/">ปีอันแสนสับสนวุ่นวายของ HP – เมื่อบริษัทพีซีอันดับหนึ่งของโลกคิดจะแยกธุรกิจพีซีออกไป</a> ประกอบ)</p>
<p>พาลมิซาโนให้สัมภาษณ์ว่ากรณีของไอบีเอ็มกับเอชพีแสดงให้เห็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน และผลของมันจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา</p>
<p>การขายธุรกิจพีซีของไอบีเอ็มยังได้ประโยชน์ในเชิงสายสัมพันธ์ เพราะไอบีเอ็มเลือกขายกิจการให้บริษัทจีนอย่าง Lenovo แทนที่จะเป็น Dell หรือนักลงทุนในสหรัฐ ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ว่าต้องการเอาใจรัฐบาลจีน เพราะรัฐบาลจีนต้องการให้บริษัทของจีนเติบโตไปยังระดับโลก ผลก็คือไอบีเอ็มสามารถขายโซลูชันทางไอที (ที่เป็นตลาดใหม่ของบริษัท) ให้กับตลาดจีนและหน่วยงานของรัฐบาลจีนได้สะดวกกว่าเดิม</p>
<p>นอกจากธุรกิจพีซีแล้ว ไอบีเอ็มยังขายกิจการผลิตฮาร์ดดิสก์ที่ทำมาตั้งแต่ปี 1956 ให้กับฮิตาชิในปี 2003 ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าเป็นธุรกิจที่มีกำไรบางลงเรื่อยๆ การขายกิจการครั้งนี้ทำรายได้ให้ไอบีเอ็ม 2 พันล้านดอลลาร์ (<a href="http://www.hitachi.com/New/cnews/E/2003/0106a/">อ้างอิง</a>) ซึ่งล่าสุดเมื่อปี 2011 ฮิตาชิก็ขายกิจการฮาร์ดดิสก์ให้กับ Western Digital ด้วยเหตุผลว่าแข่งขันไม่ได้แล้ว (<a href="http://www.blognone.com/news/22285/western-digital-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-hitachi-global-storage-technologies">รายละเอียด</a>)</p>
<div id="attachment_23582" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-23582" title="Thomas Watson, Jr." src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ibm-watson.jpg" alt="" width="620" height="350" /><p class="wp-caption-text">ภาพถ่ายของ Thomas Watson, Jr. ซีอีโอคนที่สองของไอบีเอ็ม ผู้สืบตำนานของ Watson Sr. คนพ่อ</p></div>
<h2>ก้าวสู่ &#8220;ธุรกิจบริการ&#8221; อย่างเต็มตัว</h2>
<p>ผลงานชิ้นโบว์แดงอีกอย่างหนึ่งในยุคของพาลมิซาโนคือการบุกเข้าไปมายังธุรกิจ &#8220;บริการ&#8221; และ &#8220;โซลูชัน&#8221; อย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นการสานต่อยุทธศาสตร์ที่เกิร์สต์เนอร์วางเอาไว้</p>
<p>การดำเนินงานของพาลมิซาโนคือ ซื้อกิจการบริษัทที่ปรึกษา PricewaterhouseCoopers Consulting จาก PwC ในปี 2002 ด้วยมูลค่าถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์</p>
<p>การที่ไอบีเอ็มซื้อ PwC Consulting จะช่วยให้ไอบีเอ็มมีกองทัพที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น การเงิน ประกันภัย กฎหมาย ฯลฯ และเป็นประตูสู่การนำ &#8220;โซลูชัน&#8221; ทางไอทีที่ไอบีเอ็มเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทั้งหมด (vertical integration) ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ ระบบสำรองข้อมูล หรือซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน ไปขายในองค์กรเหล่านี้ต่อไป</p>
<p>จุดเด่นของไอบีเอ็มในตลาดการบริการด้านไอที อยู่ที่ความครบครันของบริการที่เป็นของไอบีเอ็มทั้งหมด เพราะไอบีเอ็มเป็นบริษัทใหญ่ที่มีสินค้าครบทุกไลน์ในมือ ถ้าหากว่าลูกค้าต้องการแก้ปัญหาทางธุรกิจด้วยระบบไอที ไอบีเอ็มมีตั้งแต่ที่ปรึกษาเพื่อช่วยออกแบบระบบ ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการดูแลรักษา</p>
<p>และถ้าปัญหาของลูกค้ายากเกินไป ไอบีเอ็มก็ยังมีกองทัพนักวิจัยระดับโลก (นักวิจัยของไอบีเอ็มได้รางวัลโนเบลมาแล้ว 5 ครั้ง และรางวัลอื่นๆ ในวงการวิทยาศาสตร์จำนวนนับไม่ถ้วน) มาช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้อีก (นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังมีงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา 6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีหรือ 6% ของยอดขาย 1 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นบริษัทที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก)</p>
<div id="attachment_23605" class="wp-caption aligncenter" style="width: 550px"><a href="http://www.ibm.com/ibm100/us/en/"><img class="size-full wp-image-23605" title="IBM 100 ปี" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ibm-100.jpg" alt="" width="540" height="324" /></a><p class="wp-caption-text">โลโก้ฉลองครบ 100 ปีของไอบีเอ็มในรูปแบบต่างๆ</p></div>
<h2>สู่ธุรกิจใหม่</h2>
<p>ช่วงแรกๆ ที่รับไม้ต่อในตำแหน่งซีอีโอ พาลมิซาโนเดินตามแนวทางที่เกิร์สต์เนอร์วางเอาไว้ นั่นคือออกจากธุรกิจพีซีที่ไม่ทำเงิน และเข้าสู่ธุรกิจบริการที่เป็นธุรกิจใหม่โดยใช้พลัง-ขนาดของไอบีเอ็มให้เป็นประโยชน์</p>
<p>ในส่วนนี้ถือว่าเขาสามารถ &#8220;เปลี่ยนผ่าน&#8221; ไอบีเอ็มได้ตามแผนที่เกิร์สต์เนอร์วางเอาไว้</p>
<p>แต่ไอบีเอ็มในยุคใหม่ก็ย่อมต้องการเครื่องจักรทำเงินใหม่ๆ นอกเหนือจาก &#8220;ธุรกิจบริการ&#8221; ที่กำลังเป็นดาวรุ่งของบริษัทด้วย ซึ่งพาลมิซาโนก็มีคำตอบให้กับเรื่องนี้อยู่ในใจ</p>
<p>เราสามารถจัดประเภทของ &#8220;ธุรกิจใหม่&#8221; ของไอบีเอ็มจากผลงานของพาลมิซาโนได้เป็น 3 หมวด ได้แก่</p>
<ul>
<li>โซลูชันด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสังคม ผ่านโครงการ IBM Smarter Planet</li>
<li>ธุรกิจซูเปอร์คอมพิวเตอร์และเครื่องประมวลผลระดับสูง</li>
<li>ธุรกิจการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)</li>
</ul>
<h3><strong>Smarter Planet</strong></h3>
<p>โครงการที่น่าสนใจคือ <a href="http://www.ibm.com/smarterplanet">IBM Smarter Planet</a> ที่เริ่มในปี 2008 เราอาจมองได้ว่าเป็นโครงการ CSR อย่างหนึ่งของไอบีเอ็ม เป้าหมายของโครงการนี้คือนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาช่วยแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของโลก (ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับงานของบิล เกตส์ ที่มูลนิธิของเขา) ตัวอย่างงานภายใต้โครงการ Smarter Planet ได้แก่ Smarter Cities หรือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในเขตเมือง เช่น ระบบจัดการพลังงานหรือน้ำเสียที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม, โครงการด้านพลังงานที่เน้นการควบคุมเครือข่ายจ่ายไฟฟ้า Smart Grid, โครงการด้านอาหาร ที่ใช้ระบบไอทีติดตามราคาของโภคภัณฑ์และตามรอยการขนส่งวัตถุดิบอาหาร เป็นต้น</p>
<p>โครงการเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องสร้างภาพ แต่แท้จริงแล้ว งานแก้ปัญหายากๆ ด้วยระบบไอทีเหล่านี้ถือเป็นตลาดใหม่อันสดใสของไอบีเอ็ม ในการขายโซลูชันทางไอทีเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโลกที่สามที่ยังมีศักยภาพทางการค้าอีกมาก (ไอบีเอ็มคาดว่าส่วนแบ่งรายได้จากประเทศเกิดใหม่จะคิดเป็น 25% ของรายได้บริษัทภายในปี 2015)</p>
<p><img class="aligncenter" title="IBM Smarter Planet" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/smarter-planet-620x173.jpg" alt="IBM Smarter Planet" width="620" height="173" /></p>
<p>พาลมิซาโนเดินทางไปที่เมือง Peñalolén ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในเมือง Santiago ของชิลี ด้วยเหตุผลว่าไอบีเอ็มตัดสินใจจัดงาน IBM Smarter Cities Forum ประจำปี 2010 ที่เมืองนี้ ปัจจัยที่ไอบีเอ็มเลือกชิลีเป็นเพราะบริษัทประเมินว่าชิลีเป็น 1 ใน 20 ประเทศเกิดใหม่ที่ไอบีเอ็มต้องจับตามอง เขาขึ้นพูดที่เวทีงานในช่วงเช้าเพื่อเล่าถึงความสำเร็จของไอบีเอ็มในการวางระบบไอทีให้กับเมือง Peñalolén และหลังพูดจบ เขาเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกับประธานาธิบดี Sebastian Pinera (ที่มีชื่อเสียงจากการช่วยคนงานเหมือง 33 คน) เพื่อขายระบบไอทีของไอบีเอ็มให้กับประเทศชีลี และวางนโยบายจ้างแรงงานด้านไอทีของชิลีเพิ่มเติม</p>
<p>เป้าหมายที่แท้จริงของพาลมิซาโนต่อโครงการ Smarter Planet คือการขายระบบไอทีสมัยใหม่ให้กับรัฐบาลของเมืองและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ต้องเผชิญกับความซับซ้อนของสังคม จนระบบสาธารณูปโภคแบบเดิมๆ ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และมีราคาซ่อมบำรุงที่แพงจนเกินไป</p>
<h3><strong>ซูเปอร์คอมพิวเตอร์</strong></h3>
<p>ต้นกำเนิดของไอบีเอ็มมาจากการขายคอมพิวเตอร์ระดับสูง ปัจจุบันบริษัทก็ยังเป็นเจ้าแห่งวงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 500 อันดับแรกของโลก (จัดอันดับโดย TOP500.org ปีละสองครั้ง) มีอยู่ 223 รายหรือ 44.6% ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม (อันดับสองคือ HP มีส่วนแบ่ง 28.2% ข้อมูลจากเดือนพฤศจิกายน 2011)</p>
<p>ที่ผ่านมา ลูกค้าของไอบีเอ็มคือหน่วยงานวิจัยระดับสูง เช่น ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านพลังงาน ด้านนิวเคลียร์ ด้านการทหารหรือพยากรณ์อากาศของภาครัฐ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านการคำนวณชั้นสูง ซึ่งเป็นลูกค้าที่มีงบประมาณวิจัยมหาศาล และพร้อมจะทุ่มเงินเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ราคาแพง</p>
<p>แต่ลูกค้าเหล่านี้มีจำนวนจำกัด และไอบีเอ็มกำลังพยายามขยายตลาดซูเปอร์คอมพิวเตอร์ออกไปยังวงการอื่นๆ เช่น สุขภาพ การเงิน หรือประกันภัย</p>
<p><iframe width="640" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/FC3IryWr4c8?fs=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>ตัวอย่างความพยายามที่โดดเด่นของไอบีเอ็มคือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ &#8220;วัตสัน&#8221; (<a href="http://www-03.ibm.com/innovation/us/watson/index.html">Watson</a> ตั้งชื่อตามซีอีโอคนแรกของบริษัท Thomas J. Watson)  ที่สร้างขึ้นเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ มันสามารถแปลความเสียงพูดของคนได้ และค้นหา &#8220;คำตอบ&#8221; ของคำถามต่างๆ จากคลังข้อมูลของตัวเอง (ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต) ได้</p>
<p>ไอบีเอ็มสาธิตศักยภาพของ &#8220;วัตสัน&#8221; โดยนำมันไปร่วมแข่งเกมควิซโชว์ Jeopardy! ซึ่งเป็นเกมโชว์ชื่อดังของสหรัฐ เกมนี้จะถาม-ตอบความรู้รอบตัวในหมวดหมู่ที่หลากหลาย ผลก็คือ &#8220;วัตสัน&#8221; สามารถโค่นแชมป์ตลอดกาลของรายการ 2 คนลงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก (ยุทธศาสตร์นี้จะคล้ายๆ กับการนำซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไปแข่งเล่นหมากรุกกับแชมป์โลกในอดีต ซึ่งเป็นผลงานของไอบีเอ็มเช่นกัน)</p>
<p>การที่คอมพิวเตอร์ชนะเกมโชว์ Jeopardy! อาจเป็นเพียงแค่ประเด็นข่าวตามหน้าสื่อ แต่สิ่งที่ไอบีเอ็มจะได้ตามมาในระยะยาวคือ โอกาสในการขายซอฟต์แวร์ของวัตสันสำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น ระบบคอลล์เซ็นเตอร์ที่ไม่ต้องใช้มนุษย์ ในอนาคตอันใกล้</p>
<p>ตัวอย่างศักยภาพของวัตสันยังเป็นผลพวงสะสมจากงานวิจัยที่ต่อเนื่องและยาวนานของไอบีเอ็ม บริษัทมีห้องปฏิบัติการวิจัยขนาดใหญ่ใต้ร่ม <a href="http://www.research.ibm.com/">IBM Research</a> จำนวน 9 แห่งทั่วโลก (ห้องปฏิบัติการเหล่านี้ยังกระจายตัวไปยังประทเศต่างๆ เช่น จีน บราซิล ญี่ปุ่น อิสราเอล อินเดีย ไอร์แลนด์) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไอบีเอ็มที่หาคนมาต่อกรได้ยากนั่นเอง</p>
<h3><strong>ธุรกิจการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่</strong></h3>
<p>ธุรกิจสุดท้ายที่ไอบีเอ็มกำลังมุ่งไปอย่างจริงจังในรอบปีหลังๆ คือการวิเคราะห์ข้อมูล (data analysis) เหตุผลคือการเติบโตของอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ถูกผลิตขึ้นมาทุกวัน และข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นสารสนเทศที่มีค่าในเชิงธุรกิจ ตราบเท่าที่เรามีระบบการสกัด (extract) และตีความข้อมูลที่ดีพอ</p>
<p>การวิเคราะห์ข้อมูล (ด้วยซอฟต์แวร์) ยังเป็นมูลค่าเพิ่มของไอบีเอ็มในการขายโซลูชันสำหรับ Smarter Planet เพราะใช้ได้กับข้อมูลจราจร ไฟฟ้า พลังงาน น้ำประปา สภาพอากาศ ที่วัดได้จากระบบเซ็นเซอร์สมัยใหม่ ซึ่งก็ทำงานอยู่บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ของไอบีเอ็มด้วย</p>
<p>ยุทธศาสตร์ของไอบีเอ็มในประเด็นนี้คือไล่ซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ด้านวิเคราะห์ข้อมูล (analytics software) อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ซื้อบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Netezza ด้วยมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2010 หรือบริษัทซอฟต์แวร์สถิติ SPSS ในปี 2009 ด้วยมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ นับถึงตอนนี้ไอบีเอ็มซื้อบริษัทด้านนี้มาแล้วกว่า 25 บริษัท คิดเป็นมูลค่ากว่า 14 พันล้านดอลลาร์</p>
<p>ธุรกิจสายงานนี้ยังไม่แสดงผลของมันให้เห็นชัดเจนนัก แต่ก็เป็นทิศทางที่ไอบีเอ็มยุคหลังกำลังมุ่งไป ตอนนี้รายได้หลักของไอบีเอ็มมาจากบริการและที่ปรึกษา แต่ธุรกิจใหม่ๆ อย่าง Watson และการวิเคราะห์ข้อมูลก็กำลังเติบโตด้วยระดับ 19% ต่อปีในไตรมาสล่าสุด</p>
<div>
<div id="attachment_23583" class="wp-caption aligncenter" style="width: 467px"><img class="size-full wp-image-23583" title="Samuel Palmisano" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/sjp-ibm100.jpg" alt="" width="457" height="640" /><p class="wp-caption-text">Samuel Palmisano</p></div>
</div>
<h2>เคล็ดลับของพาลมิซาโน: 4 คำถามสำคัญ</h2>
<p>พาลมิซาโนอธิบายกระบวนการคิดของเขาต่อผู้สื่อข่าวของ The New York Times ว่าเขาจะถามคำถาม 4 ข้อกับตัวเองเสมอ เพื่อตรวจสอบความคิดและแผนการของบริษัท</p>
<ol>
<li>ทำไมคนอื่นจึงสมควรจะจ่ายเงินให้คุณ อะไรที่ทำให้คุณต่างจากคู่แข่ง?</li>
<li>ทำไมคนอื่นถึงจะทำงานให้คุณ?</li>
<li>ทำอย่างไรสังคมแต่ละประเทศถึงจะยอมให้คุณไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้อย่างราบรื่น?</li>
<li>ทำไมนักลงทุนถึงควรจะลงทุนกับคุณ?</li>
</ol>
<p>เขาเล่าว่าตอนที่เขารับตำแหน่งซีอีโอใหม่ๆ เขาบอกกับลูกน้องที่ไอบีเอ็มว่าบริษัทมีสถานะทางการเงินที่ดี แต่บริษัทไม่ได้เป็นคนสร้างมาตรฐานให้กับวงการไอทีอีกแล้ว ซึ่งต่างไปจากสมัยที่เขาเข้ามาทำงานกับไอบีเอ็มใหม่ๆ ในปี 1973</p>
<p>เขาถามคำถาม 4 ข้อนี้กับผู้บริหารระดับสูงของไอบีเอ็ม 300 รายในการประชุมประจำปีของบริษัทเมื่อปี 2003 โดยบอกว่าคำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นเป้าหมายของไอบีเอ็มสู่ &#8220;บริษัทที่ยิ่งใหญ่&#8221;</p>
<p>ยุทธศาสตร์ของไอบีเอ็มหลังจากนั้นเกิดขึ้นจากการถาม 4 คำถามนี้</p>
<p>บุคลิกของพาลมิซาโนเป็นคนอารมณ์เย็น แต่มีสไตล์การบริหารที่จริงจังและไม่ยอมประนีประนอม เขายังติดนิสัยชอบคุยกับคนภายนอกองค์กรมาตั้งแต่สมัยเป็นเซลส์แมน โดยเวลานัด 70% ของเขาเป็นการคุยกับลูกค้านอกองค์กร และเมื่อเขาเดินทางไปต่างประเทศ เขามักเดินไปตามท้องถนนเพียงคนเดียวเพื่อดูว่าคนท้องถิ่นซื้ออะไรและบริโภคอะไร เขาบอกว่าเราสามารถอ่านข้อมูลทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ แต่ไม่มีทางเข้าใจ &#8220;เซนส์&#8221; ของการบริโภคได้จากการอ่านข้อมูล</p>
<p>เขายังบอกด้วยว่าเขามักไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าไม่ได้นั่งคุยกับใครคนใดคนหนึ่ง ก็มักใช้เวลาคุยโทรศัพท์กับใครสักคน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเคล็ดลับของพาลมิซาโนในการทำความเข้าใจกับลูกค้าและคู่ค้านั่นเอง</p>
<p>พาลมิซาโนยังมีสไตล์การบริหารที่เน้นการปิดงานให้สำเร็จ กรณีศึกษาคือไอบีเอ็มพยายามเซ็นสัญญาระบบไอทีมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ ระยะเวลานาน 10 ปีกับเครือข่าย Bharti Airtel ของอินเดีย (ของมหาเศรษฐีชาวอินเดีย Sunil Mittal) แต่ในการเจรจาเซ็นสัญญา ไอบีเอ็มมีกระบวนการภายในที่ซับซ้อน ต้องพึ่งพิงนักกฎหมายและการอนุมัติหลายขั้นตอน จน Sunil เกือบจะยอมแพ้และถอนตัวจากสัญญาแล้ว แต่พาลมิซาโนโผล่ขึ้นมาคุยกับเขาใน Skype และสัญญาว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในเวลาไม่นาน ซึ่งทั้งสองบริษัทสามารถแถลงข่าวสัญญานี้ได้ภายใน 6 สัปดาห์หลังจากนั้น</p>
<h2>ส่งไม้ต่อ ไอบีเอ็มสู่ศตวรรษที่สอง</h2>
<p>เราอาจสรุปว่าสิบปีของพาลมิซาโนในตำแหน่งซีอีโอ ถือเป็นการนำพาไอบีเอ็มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างมั่นคง (บริษัทมีอายุครบ 100 ปีเมื่อปี 2011) ถ้าเปรียบไอบีเอ็มในยุคของเกิร์สต์เนอร์เป็น &#8220;การปลุกช้างหลับให้ลุกขึ้นมาเต้น&#8221; ไอบีเอ็มในยุคของพาลมิซาโนก็คงเรียกว่า &#8220;ช้างเริงระบำอย่างยิ่งใหญ่&#8221;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม พาลมิซาโนอายุครบ 60 ปีแล้ว และได้เวลาส่งไม้ต่อไปยังซีอีโอคนใหม่เพื่อนำพาบริษัทเดินหน้าต่อในศตวรรษที่สองของตัวเอง</p>
<div id="attachment_23581" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-23581" title="Samuel J. Palmisano and Virginia M. &quot;Ginni&quot; Rometty" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/01/ibm-rometty.jpg" alt="" width="620" height="415" /><p class="wp-caption-text">Samuel J. Palmisano และ Virginia M. &quot;Ginni&quot; Rometty</p></div>
<p>&#8220;ผู้สืบทอด&#8221; ที่ถูกเลือกคือ Virginia Rometty ผู้บริหารหญิงซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานฝ่ายขาย การตลาด และยุทธศาสตร์ของบริษัท ซึ่งเธอจะเป็นซีอีโอหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของไอบีเอ็ม</p>
<p>Virginia Rometty หรือชื่อเล่นของเธอคือ &#8220;Ginni&#8221; เป็นลูกหม้ออีกรายของไอบีเอ็ม ปัจจุบันมีอายุ 54 ปี เธอเคยผ่านงานสำคัญๆ ของบริษัทมาครบถ้วน ทั้งงานฝ่ายขาย บริการ การขยายตลาดในประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย ผลงานสำคัญที่สุดของ Ginni คือเป็นหัวหน้าทีมในการซื้อกิจการ PricewaterhouseCoopers Consultants และผนวกกิจการเข้ากับไอบีเอ็ม เธอเป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน</p>
<p>พาลมิซาโนพูดถึงการเลือก Ginni เป็นซีอีโอคนใหม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเพศหรือนโยบายเรื่องเพศของบริษัท แต่เป็นเพราะว่าเธอมีความสามารถในตัวจริงๆ</p>
<p>ไอบีเอ็มในศตวรรษที่สองจะเดินหน้าไปอย่างไร มรดกตกทอดที่ริเริ่มโดยเกิร์สต์เนอร์ และสืบทอดโดยพาลมิซาโนมาอย่างดีจะอยู่ได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นกับความสามารถของซีอีโอคนใหม่อย่าง Ginni แล้ว</p>
<p><strong>ข้อมูลอ้างอิง:</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Louis_V._Gerstner,_Jr.">Wikipedia: Louis V. Gerstner, Jr.</a></li>
<li><a href="http://tech.fortune.cnn.com/2011/03/04/ibms-sam-palmisano-a-super-second-act/">Forbes: IBM&#8217;s Sam Palmisano: A super second act</a>, 4 March 2011</li>
<li><a href="http://www.nytimes.com/2012/01/01/business/how-samuel-palmisano-of-ibm-stayed-a-step-ahead-unboxed.html?_r=2">The New York Times: Even a Giant Can Learn to Run</a>, 31 December 2011</li>
</ul>
<p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติม:</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://www.forbes.com/sites/richkarlgaard/2011/06/15/ibm-turns-100-an-interview-with-ceo-sam-palmisano/">Forbes: IBM Turns 100 &#8212; An Interview with CEO Sam Palmisano</a>, 15 June 2011</li>
<li><a href="http://www.forbes.com/2011/01/03/forbes-india-person-of-the-year-sam-palisan-ibm.html">Forbes India: A Person of the Year: Sam Palmisano</a>, 4 January 2011</li>
<li>อ่านเนื้อหาของหนังสือ Who Says Elephants Can&#8217;t Dance? ได้จากบทความ <a href="http://www.forbes.com/2002/11/11/cx_ld_1112gerstner.html">How Lou Gerstner Got IBM To Dance จาก Forbes</a> (11 November 2002)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.siamintelligence.com/elephant-can-dance-ibm-palmisano/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

