Practical Report จาก ‘ไร่ส้ม’ ถึง ‘เหนือเมฆ 2′ ปัญหาคือตรวจสอบ ‘ช่อง 3′ ไม่ได้

กรณี ช่อง 3 สั่งตัดจบละครภาคค่ำ “เหนือเมฆ 2″ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มกราคม กลายเป็นข่าวประเด็นร้อนข่าวแรกของปี 2556 (ข่าวไทยรัฐ)

ช่อง 3 ให้เหตุผลไว้เพียงสั้นๆ ว่า “ละครมีเนื้อหาไม่เหมาะสม” และนำละครเรื่องถัดไปที่อยู่ในคิวมาฉายแทน ท่ามกลางข่าวแพร่สะพัดตลอดวันว่าการตัดสินใจของช่อง 3 เกิดจากนักการเมืองระดับ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลเพื่อไทยแทรกแซง เนื่องจากเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือนักการเมืองในพรรค

คำชี้แจงเรื่อง "เหนือเมฆ" ของช่อง 3

คำชี้แจงของช่อง 3 บนเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของทางช่อง ในช่วงวันที่ 4-5 มกราคม 2556

ข่าวลือสะพัด “นักการเมืองสั่งแบน” เพื่อไทยปฏิเสธไม่มีเหตุต้องทำ

เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า (บทความ การเมืองสั่งฟ้าผ่า ยุติออกอากาศ “เหนือเมฆ 2″ คืนนี้) รายงานโดยอ้าง “แหล่งข่าวในวงการบันเทิง” และ “แหล่งข่าวระดับสูงจากสถานีไทย ทีวีช่อง 3″ ที่ไม่ระบุตัวตนว่า “สำนักนายกรัฐมนตรี” ตัดสินใจตามทางเลือกที่ช่อง 3 เสนอไว้ให้ 3 ทาง ได้แก่

  • ตัดละครให้สั้นลงเพื่อจบในวันที่ 4 มกราคม ฉายเป็นวันสุดท้าย
  • ให้ละครฉายตามปกติ และจบในวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม
  • สั่งหยุดฉายทันที และนำละครเรื่องใหม่มาฉายแทนในวันที่ 4 มกราคม

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับสถานการณ์แบบที่สาม

ในขณะที่นักการเมืองฝั่งรัฐบาลต่างก็ออกมาปฏิเสธข่าว ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับการหยุดฉายละคร “เหนือเมฆ 2″ โดยนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรับผิดชอบดูแล องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท) ผู้ดูแลสัมปทานของช่อง 3 ให้สัมภาษณ์ว่าทราบเรื่องในช่วงเช้าวันที่ 4 มกราคม แต่ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงแน่นอน และทาง อสมท เองก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ แถมในส่วนตัวก็ไม่เคยดูและไม่ทราบเนื้อหาของละครด้วย

ส่วนพรรคเพื่อไทย โดย ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ก็แถลงข่าวว่า เป็นไปไม่ได้ และไม่มีเหตุผลที่ใครจะไปทำอย่างนั้น พร้อมให้ข้อมูลว่า “สื่อต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่งเรื่องใส่ร้ายโจมตีรัฐบาล โดยใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรง ทั้งยังแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ต่าง ๆ นานา รัฐบาลก็ยังอดทน ไม่ได้ไปปิดกั้นเสรีภาพในการพูดของใครเลย แล้วกะอีแค่ละครเรื่องเดียว รัฐบาลคงไม่มีเวลาไปตอแยด้วย” (ข้อมูลจาก ข่าวสด)

สำหรับ บริษัท บางกอกเอนเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของช่อง 3 ยังไม่ออกมาแถลงการณ์ใดๆ นอกเหนือไปจากการขึ้นข้อความสั้นๆ บนหน้าจอ และข้อความบนเว็บไซต์-เฟซบุ๊กของทางช่องว่า “เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเนื้อหาบางช่วงบางตอนที่ไม่เหมาะสมกับการออกอากาศ” เพียงเท่านั้น

ทั้งนี้ ในรายการ “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดังที่เปรียบเสมือนเป็น “โฆษก” ของช่อง 3 ก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นของ “เหนือเมฆ 2″ แต่อย่างใดในรายการช่วงเที่ยงของวันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2556

ช่อง 3 แจ้งกับ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลสื่อว่า “ที่แบน เพราะเป็นกระบวนการตรวจสอบภายในกันเอง” โดยไม่บอกข้อมูลใดๆ มากกว่านั้น (จาก @Pat_ThaiPBS ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส)

เมื่อช่อง 3 ไม่ยอมให้ข้อมูลอะไรมากกว่านี้ สิ่งที่สังคม (ซึ่งต้องการคำอธิบายอย่างมาก) ทำได้ในเบื้องต้นจึงมีเพียงแค่ “การคาดเดา” เท่านั้น

เทียบกรณี “ไร่ส้ม-ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์”

ในปี 2555 มีกรณีขัดแย้งของช่อง 3 ที่พอเทียบเคียงกันได้ 2 กรณี คือ คดีโฆษณาบริษัทไร่ส้มของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และประเด็นผู้เข้าร่วมรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เปลือยอกในรายการ

กรณีของ “ไร่ส้ม” ไม่ได้เป็นปัญหาเนื้อหาไม่เหมาะสม แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคล คือ องค์กรวิชาชีพสื่อ-สมาคมนักธุรกิจ บางองค์กร มองว่าการที่ ปปช. ชี้มูลความผิดของบริษัทไร่ส้ม สมัยทำรายการกับช่อง 9 ทำให้นายสรยุทธในฐานะเจ้าของบริษัท ไม่มีความเป็นสื่อและควรยุติบทบาทการทำรายการข่าวทางช่อง 3

กรณีนี้ นายสรยุทธออกมาชี้แจงด้วยตัวเองผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” โดยบอกสั้นๆ เพียงว่ามั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และคดียังเพิ่งเข้าสู่กระบวนการของศาล จึงจะต่อสู้คดี พิสูจน์ตัวเองไปตามกระบวนการต่อไป

เทปรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ที่นายสรยุทธออกมาชี้แจงในวันที่ 21 กันยายน 2555

หลังจากนั้น ทางสมาคมภาคธุรกิจบางแห่งยังออกมากดดันให้ภาคเอกชนหยุดลงโฆษณาในรายการของนายสรยุทธและรายการอื่นๆ ของช่อง 3 แต่ทั้งนายสรยุทธและช่อง 3 ก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือตอบโต้อีกแต่อย่างใด

น่าสังเกตว่ากรณีของ “ไร่ส้ม” มีเพียงนายสรยุทธ ออกมาชี้แจงเพียงคนเดียว (เพราะเป็นผู้ถูกพาดพิงโดยตรง) ในขณะที่คณะผู้บริหารของช่อง 3 ใช้กระบวนท่า “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว” มาโดยตลอด

ในขณะที่กรณีของ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์” ท่าทีของช่อง 3 กลับแตกต่างออกไปมาก เพราะหลังมีภาพเหตุการณ์อื้อฉาวเผยแพร่ทางโทรทัศน์ และถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการของช่อง 3 ออกมาปรากฏตัวทันที พร้อมกับคำขอโทษต่อสาธารณะชน เสียใจต่อเหตุการณ์และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก และยังเดินทางไปพบอนุกรรมการของ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ตามคำเชิญของ กสทช. ด้วยตัวเอง รวมถึงเสียค่าปรับ 500,000 บาท ตามคำสั่งปรับของ กสทช. ด้วย (ข่าวจาก ไทยรัฐ)

กรณีเปรียบเทียบระหว่าง “ไร่ส้ม” กับ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์” แสดงให้เห็นว่า ช่อง 3 สามารถเลือกวิธีตอบสนองต่อสาธารณะได้อย่างทันท่วงที โดยมีมาตรการขอโทษ-แสดงความเสียใจ-เยียวยาความเสียหายอย่างเป็นระบบ แต่ในบางกรณีที่เป็นผลลบต่อช่อง 3 จริงๆ เช่น กรณีไร่ส้ม (หรือเหนือเมฆ 2 ที่ใกล้เคียงกัน) ช่อง 3 เลือกจะใช้วิธี “เงียบ” แถลงข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และรอให้กระแสความขัดแย้งจางลงไปเอง

ปัจจัยหลักฟรีทีวี “เรตติ้ง” และ “สัมปทาน”

การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของช่อง 3 ในกรณีปัญหาต่างๆ คงต้องกลับไปพิจารณาถึง “พื้นฐาน” ว่าช่อง 3 ให้ความสำคัญกับปัจจัยอะไรมากที่สุดกันแน่

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง “จริยธรรม” ที่มีลักษณะเป็นนามธรรมจึงอาจไม่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่กลับเป็น “เรตติ้ง” และ “สัมปทาน” ต่างหาก

ปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งของสถานีทีวีในฐานะองค์กรธุรกิจ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ช่อง 3 อย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงสถานีทีวีเชิงพาณิชย์ช่องอื่น เช่น ช่อง 7 หรือช่อง 9 ด้วย) ย่อมเป็น “เรตติ้ง” หรือจำนวนการรับชมรายการของผู้ชม ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อ “ปริมาณ-ราคา” ของโฆษณา ในฐานะรายได้หลักของธุรกิจ

ดังนั้นเหตุผลที่ช่อง 3 สามารถใช้วิธี “เงียบ” ได้เป็นเพราะในทางธุรกิจแล้ว ช่อง 3 ถือเป็นผู้ประกอบการที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดรายหนึ่งของอุตสาหกรรมทีวีไทย ดังนั้นต่อให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น (เช่น ไร่ส้มหรือเหนือเมฆ) แต่ช่อง 3 ประเมินแล้วว่าต่อให้มวลชนวิจารณ์ ก็จะยังรับชมรายการของช่อง 3 อยู่ดี ทางช่องจึงไม่เห็นเหตุจำเป็นที่จะต้องออกมาแถลงหรือชี้แจงแต่อย่างใด

ช่อง ชนิด ผู้ดำเนินการ ระยะเวลาสัมปทาน
ช่อง 3 เอกชนได้สัมปทานจากรัฐ (อสมท) บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ในเครือ BEC) 2513-2563
ช่อง 5 รัฐดำเนินการเอง บริษัท อาร์ทีเอ เทเลวิชั่น จำกัด (กองทัพบก) -
ช่อง 7 เอกชนได้สัมปทานจากรัฐ (กองทัพบก) บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด 2510-2566
ช่อง 9 รัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด -
NBT รัฐดำเนินการเอง กรมประชาสัมพันธ์ -
Thai PBS ทีวีสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย -

ตารางแสดงอายุสัมปทานฟรีทีวีไทย รวบรวมโดย SIU

นอกจากนี้ “ฟรีทีวี” ที่ได้รับคลื่นความถี่จากสัมปทานกับหน่วยงานภาครัฐ (ในที่นี้คือช่อง 3 และช่อง 7) และเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้กลายเป็นสื่อทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของสังคมไทย ย่อมต้องรักษา “สัมปทาน” คลื่นความถี่ไว้เป็นอย่างดี โดยผ่านสายสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจกำหนดอายุของสัมปทานนั้นๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่าง “กลุ่มทุนทีวี” กับ “เจ้าของสัมปทาน” คือช่อง 7 ที่รับสัมปทานจากกองทัพบก ซึ่งเราจะเห็นความเกี่ยวโยงกันระหว่างตระกูลที่เป็นเจ้าของช่อง 7 กับกลุ่มนายพลของกองทัพบก นับตั้งแต่สมัยของจอมพลประภาสเป็นต้นมา (อ่านบทวิเคราะห์ SIU เรื่อง หรือคุณแดงจะโบกมือลาช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร?)

ในกรณีของช่อง 3 รับสัมปทานจาก อสมท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ และถูกกำกับดูแลจากรัฐบาลโดยตรง จึงไม่น่าแปลกใจถ้าช่อง 3 จะยอมปฏิบัติตาม “คำขอ” ของรัฐบาลแต่โดยดี (ถ้าเบื้องหลังเป็นเช่นนั้นจริงๆ) ถึงแม้จะต้องแลกกับเสียงวิจารณ์จำนวนมากจากผู้ชมและสังคมก็ตาม เพราะในสายตาของช่อง 3 แล้ว ตราบใดที่เรตติ้งยังดีอยู่ การทำตัวขัดแย้งกับรัฐบาลและอำนาจรัฐอาจไม่คุ้มกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจของช่อง 3 ในระยะยาว

ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ข้อจำกัดของระบบสัมปทาน

ประเด็นความขัดแย้งเรื่อง “เหนือเมฆ” แสดงให้เห็นข้อจำกัดของ “ระบบสัมปทาน” ในวงการโทรทัศน์ไทย ซึ่งถือเป็นระบบ “กึ่งผูกขาด” ระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนบางรายที่มีอำนาจเหนือตลาด

ด้วยโครงสร้างเชิงอำนาจลักษณะนี้ “ปริศนา” และ “ความเงียบ” ของช่อง 3 ว่าเหตุใดจึงถอดละครเรื่องเหนือเมฆออกจากผังรายการแบบเฉียบพลัน จึงยังเป็นปริศนาต่อไป เพราะระบบสัมปทานไม่มีกลไกการตรวจสอบที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร

และยิ่งในกรณีของ “เหนือเมฆ” ช่อง 3 ยอมเป็นผู้แบกรับความเสียหายและเสียงวิจารณ์เอาไว้เอง โดยใช้หลักการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) และอ้างเหตุผลกว้างๆ ว่า “เนื้อหาบางตอนไม่เหมาะสม” แต่กลับไม่ระบุรายละเอียดใดๆ โดยถือเป็นวิจารณญาณของทางช่องเอง การเข้าไปตรวจสอบช่อง 3 จึงทำได้ยากมาก

เจ้าของสัมปทานอย่าง อสมท. ย่อมบอกว่าเป็นการเลือกเซ็นเซอร์เนื้อหาของผู้รับสัมปทานเอง โดยอ้างความเหมาะสมของเนื้อหาในสังคม (ซึ่งพูดลอยๆ แล้วเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น) และ อสมท. ย่อมจะไม่ยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด

ในขณะที่ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ก็ยังมีอำนาจไม่สมบูรณ์กับกรณีของช่อง 3 (และฟรีทีวีในปัจจุบัน) เพราะถึงแม้ช่อง 3 รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์จาก กสทช. ในระบบใหม่ แต่ก็ยังใช้คลื่นจากสัมปทาน อสมท. ในระบบเดิม

Thawatchai_NBTC

ความเห็นของ ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ หนึ่งในคณะกรรมการ กสทช. ทางทวิตเตอร์

การตรวจสอบขององค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ และพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนมาแล้วในกรณีของไร่ส้ม แถมในสภาพตลาดสื่อมวลชนปัจจุบันที่เปิดกว้าง กลายเป็นธุรกิจเต็มตัว มีสื่อหน้าใหม่ๆ เข้าร่วมมากมาย การกำกับดูแลกันเองผ่านองค์กรวิชาชีพในระบบเดิมจึงด้อยประสิทธิภาพลงไปมาก

ทางออกที่เหลืออยู่อาจมีเพียงแค่การตรวจสอบโดยผู้ถือหุ้น เพราะบริษัท BEC เจ้าของช่อง 3 เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตรงนี้อาจเป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นที่จะตั้งคำถามต่อบริษัทว่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้คืออะไร แต่เอาเข้าจริงแล้วก็มีคำถามตามมาว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นจะสนใจประเด็นนี้หรือไม่ หรือสนใจเพียงแค่ผลประกอบการ-ราคาหุ้น-เงินปันผล-ตัวเลขในเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียว

SIU เชื่อว่าช่อง 3 จะยังใช้กลยุทธเดิมคือ “เงียบ” และปล่อยให้เรื่องซาลงไปเอง ทิ้งเป็นปริศนาของสังคมไทยต่อไปว่าตกลงแล้ว ใครสั่งหยุดฉาย “เหนือเมฆ 2″ กันแน่

‘การเซ็นเซอร์สื่อ’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย

ไม่ว่าคำสั่งเซ็นเซอร์ “เหนือเมฆ 2″ จะมาจากฝั่งรัฐบาลจริงหรือไม่ (ซึ่งคงไม่มีวันได้คำตอบ) กรณีของ “เหนือเมฆ 2″ ไม่ใช่การเซ็นเซอร์สื่อครั้งแรกในสังคมไทย

ถ้าไม่นับปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และสื่อออนไลน์ที่มีการบล็อคเว็บไซต์อย่างกว้างขวางนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ในแวดวงทีวี-ภาพยนตร์ของไทย ก็มีกรณีปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์สื่อมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ฉากที่มีปัญหาฉากหนึ่งคือฉากหมอชายจูบแฟนสาวในโรงพยาบาล

ตัวอย่างของการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศไทยในระยะหลัง ที่โด่งดังและเป็นข่าว ได้แก่

  • ภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ ของผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ซึ่งภายหลังเขาได้รางวัลปาล์มทองคำจากภาพยนตร์เรื่องถัดมา “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) ไม่ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ด้วยเหตุผลว่าบางฉากไม่เหมาะสม
  • ภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard ของผู้กำกับ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ถูกแบนด้วยเหตุผลว่า มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่นกัน
  • ภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย ภาพยนตร์อิสระที่มีเนื้อหาวิจารณ์การเมือง โดยเฉพาะฝั่งพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ไม่ผ่านคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วยเหตุผลว่า “มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ”

ส่วนการแทรกแซงหรือเซ็นเซอร์สื่อโทรทัศน์ ในประเทศไทยมีปัญหามาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรายการข่าวหรือสนทนาเชิงการเมืองที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งผลมักออกมาในรูป “รายการหลุดผัง” เช่น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ, รายการคุยข่าวในช่อง 11 ที่เปลี่ยนผังเสมอเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล และล่าสุดคือการหลุดผังช่อง 9 ของรายการเครือเนชั่น หลังการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหาร-กรรมการบริหารของ อสมท. เป็นต้น

พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ฉบับละครที่ไม่ได้ฉาย

พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ฉบับละคร”ตาดูดาว เท้าติดดิน”ที่ไม่ได้ฉาย

สำหรับกรณี “เหนือเมฆ 2″ อาจเป็นละครไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่มีปัญหาถูกเซ็นเซอร์ (เพราะอาจกระทบกับภาคการเมือง) แต่ก็ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในวงการละคร เพราะในปี 2548 ทางช่อง 7 มีแผนสร้างละครเรื่อง “ตาดูดาว เท้าติดดิน” ตามชีวประวัติของนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) คือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยมีพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์รับบทเป็น พ.ต.ท. ทักษิณ และ จุ๋ย วรัทยา นิลคูหา รับบทคุณหญิงพจมานชินวัตร แต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ละครเรื่องนี้ก็กลายเป็นละครที่ถูกลืม และไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการอีกเลย (ไทยรัฐ: จุ๋ยปัดตอบค่ายละครทำลายเทปละครตาดูดาวฯ)

  • a1

    นีี่่มันศตวรรษ 21 แล้วหยุดเสียทีสำหรับการแทรกแซงสื่อ ไม่ว่าจะเป็นละคร ข่าว

    ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่มีใครหลีกหนีได้ อย่าได้กินปูนร้อนท้อง

    เมื่อคุณกดเอาไว้มาก สักวันมันก็ยิ่งประัทุ

  • http://www.facebook.com/nanoguy0612 Chayanin Tiangpitayagorn

    เชคสเปียร์ต้องตาย ได้รับคำสั่งฯ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะครับ (Insects in the Backyard โดนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์)

  • thuss

    อย่าโทษใคร โทษตนเองที่เลือกคนเลวมามีอำนาจ
    ชาวพุทธเชื่อในความดี ความชั่ว และกรรมของการกระทำ

  • rattapon

    กินปูร้อนท้องเองครับ สุดท้ายเสียที่สุดคือรัฐบาล เพราะตอนนี้ผู้คนทั่วไปไม่เว้นแม้แต่เสื้อแดงยังเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้(ครอบครัวชินวัตร) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้

  • pot

    ขอแหล่งอ้างอิงด้วยครับ ว่าเสื้อแดงเชื่อว่ารัฐบาลสั่ง เท่าที่เห็นในออนไลน์ ก็ยังแสดงความเห็นกันว่ารัฐบาลไม่โง่พอที่จะทำ

  • http://www.facebook.com/sonya.tanee Sonya Tanee

    very good in thailand

  • rattapon

    ลองเข้าไปดูใน comment หลายๆ website สิครับ เช่น sanook teenee kapook ฯลฯ หรือการแชร์ใน FB สิครับ ก็จะเห็นเองครับ