Practical Report “ทิศทางการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย: ก่อนเมษา-พฤษภาอำมหิต”

โดย เกษียร เตชะพีระ

(ปรับปรุงเรียบเรียงจากคำบรรยายบางตอนของผู้เขียนในโครงการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ มิ.ย. ศกนี้)

เหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงช่วงเมษา-พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงบทกวีภาษาอังกฤษบทหนึ่งซึ่งมักถูกยกมาอ้างอิงเวลาเกิดสถานการณ์สงครามหรือการปฏิวัติในโลกตะวันตก มันถูกแต่งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๙ โดย William Butler Yeats (ค.ศ. ๑๘๖๕ – ๑๙๓๙) กวีและนักแต่งบทละครชาวไอริชชาตินิยมผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี ค.ศ. ๑๙๒๓ เพื่อสื่อสะท้อนแง่คิดความรู้สึกต่อการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ. ๑๙๑๗ และสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. ๑๙๑๔ – ๑๙๑๘

บทกวีนั้นชื่อ “The Second Coming” ซึ่งผมขอแปล/แปลงเป็นไทยตามข้อคิดดลใจที่ได้จาก อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริว่า “กาลียุค” (“เราจะหลีกเลี่ยงกาลียุคได้อย่างไร?”, ๒๐ ส.ค. ๒๕๕๒) ดังข้างต้น

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ก่อนเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต ๒๕๕๓ ผมเห็นว่ามีแนวโน้มใหญ่ ๆ ของทิศทางการเปลี่ยน แปลงการเมืองไทยอยู่ ๔ ประการ, ๒ ประการแรกปรากฏในช่วงระบอบทักษิณ, ส่วนอีก ๒ ประการปรากฏในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสีต่อมา

ผมขอกล่าวถึงแนวโน้ม ๒ ประการแรกก่อน

ในช่วงทศวรรษก่อนเกิดระบอบทักษิณ, วิกฤตและปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจแห่งยุคของไทยได้แก่:

ก) วิกฤตรัฐประหาร รสช. พ.ศ. ๒๕๓๔ และการลุกฮือพฤษภาประชาธรรม พ.ศ. ๒๕๓๕
อันเป็นอาการแสดงออกซึ่งปัญหาความบกพร่องไม่พอเพียงของนักการเมืองจากการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือที่เรียกว่าปัญหา “นักเลือกตั้ง/ระบอบเลือกตั้งธิปไตย” ชาวบ้านรู้สึกว่าปัญหาเดือดร้อนเร่งด่วนสำคัญที่สุดของตนแทบไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นถกอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเลย สภาฯกลายเป็นเวทีตีฝีปากประคารมยกมือประท้วงวางท่านักเลงก้าวร้าวถกเถียงหมกมุ่นเรื่องข้อบังคับการประชุมและผลประโยชน์เฉพาะมุ้งกลุ่มก๊วนอะไรก็ไม่รู้ที่แสนน่าเบื่อและไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ข) วิกฤตค่าเงินบาทและเศรษฐกิจตกต่ำหรือที่เรียกว่าวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” พ.ศ. ๒๕๔๐
อันเป็นอาการบ่งชี้ปัญหาผลกระทบของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต่อประเทศไทยว่าการเปิดเสรีต่อเงินทุนชีพจรลงเท้า, กระแสบริโภคนิยมและการเอนเอียงทุ่มเทผลิตเพื่ออุตสาหกรรมส่งออกสุดตัวนั้นเสี่ยงสูง ผันผวนและอันตรายร้ายแรงถึงขั้นล่มจม ไม่แน่ว่าจะนำมาซึ่งความร่ำรวยรุ่งเรืองดังที่ฝันหวานง่าย ๆ ถ่ายเดียวเสมอไป

คำตอบแห่งยุคสมัยที่สังคมไทยเสนอต่อปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจดังกล่าวตอนนั้น ได้แก่: -
-> การเมืองภาคประชาชนหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนรวม/ทางตรง เพื่อแก้ไขบำบัดจุดอ่อนข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน
-> เศรษฐกิจพอเพียง/ชุมชน เพื่อบรรเทาป้องกันความผันผวน, เสี่ยงสูง, สิ้นเปลือง, สุดโต่งเกินเลยของทุนนิยมโลกาภิวัตน์

ปรากฏว่าหลังขึ้นสู่อำนาจ ระบอบทักษิณได้ข้ามพ้นชุดคำตอบข้างต้น โดยเสนอคำตอบชุดใหม่ผ่านแนวนโยบายและมาตรการปฏิบัติของรัฐบาล ได้แก่: -
- ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้มแข็งครอบงำเหนือรัฐสภา
- ผลักดันผ่านนโยบายและงบประมาณประชานิยมต่าง ๆ ส่งผลให้…..

๑) ประชาธิปไตยแบบตัวแทน สามารถดำเนินนโยบายสนองตอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนผู้เลือกตั้งโดยตรง เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน-เงินกู้ของภาครัฐและภาคเอกชน, การพักชำระหนี้, บริการการแพทย์ย่อมเยาถ้วนหน้า, โครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ ฯลฯ

๒) เปิดช่องทางโอกาสและฐานทุน-เงินกู้ให้ชาวบ้านที่ถูกผลักไสหรือดึงดูดเข้าสู่กระแสคลื่นเศรษฐกิจตลาดเสรีอันผันผวนเสี่ยงสูง, ผ่านการหันไปประกอบอาชีพปลูกพืชเศรษฐกิจ/รับจ้างชั่วคราว/ประกอบธุรกิจรายย่อยต่าง ๆ, แล้วมักตกอยู่ในอาการปริ่มน้ำ จวนจะล่มจมมิจมแหล่ ไม่รู้แน่ว่าจะว่ายถึงฝั่งหรือไม่ – ได้อาศัยมันเป็นห่วงชูชีพประคองตัวลอยคออยู่รอดและพอมีหวังที่จะสู้แล้วรวยได้ในเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต่อไป

ขณะที่ความถูกต้องยั่งยืนแห่งแนวนโยบายข้างต้นของระบอบทักษิณยังคงเป็นที่โต้แย้งถกเถียงกันได้ไม่ยุติ แต่ก็ประจักษ์ชัดว่ามันจับใจยึดกุมจินตนาการของมวลชนผู้เลือกตั้งที่เป็นคนชั้นกลางระดับล่างจำนวนมากทั้งในเมืองและชนบท จนพวกเขาพร้อมแปรความเรียกร้องต้องการของตนเป็นพลังการเมืองเพื่อปกป้องแนวนโยบายดังกล่าวและรัฐบาลทักษิณทั้งด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวชุมนุม

ช่องทางใหม่ในกรอบของ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน และ เศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่ถูกเปิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการกำกับควบคุมโดยระบอบทักษิณ จนก่อเกิดประโยชน์โภคผลและความหวังแก่ประชาชนผู้เลือกตั้ง คือแนวโน้ม ๒ ประการแรกของทิศทางการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ผมขอกล่าวถึงแนวโน้มใหญ่ ๒ ประการต่อไป

ความขัดแย้งการเมืองระหว่างสีจากปี พ.ศ. ๒๕๔๘ – ปัจจุบันทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจของการก้าวข้ามเส้นแบ่งเดิมในสังคมการเมืองไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้จะยังไม่แน่ใจว่าควรประเมินค่ามันอย่างไรดีกล่าวคือ: -

๓) เกิดการก้าวข้ามเส้นแบ่งและเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง
[การเมืองบนท้องถนน <--> การเมืองในรัฐสภา]

๔) เกิดการก้าวข้ามเส้นแบ่งและคลุมเครือกลืนกลายระหว่าง
[การเมืองบนท้องถนน <--> การต่อสู้ด้วยอาวุธ]

เราจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการแลกเปลี่ยนบุคลากรหรือเล่นบททับซ้อนกันระหว่างแกนนำ-ผู้ปราศรัยในการชุมนุมประท้วงของมวลชนสีต่าง ๆ กับ ส.ส. และ ส.ว. มากขึ้นอย่างเด่นชัดถนัดตา ด้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มี ส.ส. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, ส.ส. บุญยอด สุขถิ่นไทย, ส.ว. คำนูณ สิทธิ-สมาน เป็นต้น และในทางกลับกัน ซีกฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็มี ส.ส. จตุพร พรหมพันธุ์, ส.ส. มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ฯลฯ เช่นกัน แม้แต่ ส.ส. การุณ โหสกุล และ ส.ส. ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แห่งพรรคเพื่อไทยก็ไปขึ้นปราศรัยเวทีชุมนุมนปช.ที่ราชดำเนินและราชประสงค์ด้วยเหมือนกัน

สภาพเดิมที่การเมืองบนท้องถนน – อันเป็นรูปการต่อสู้หลักของการเมืองภาคประชาชนนับจากสมัชชาคนจนเป็นต้นมา – แยกขาดจากการเมืองในรัฐสภา ได้เปลี่ยนไป สมาชิกรัฐสภาทยอยหันไปร่วมต่อสู้ทางการเมืองในวิถีทางนอกสภาบนท้องถนนมากขึ้นเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน ปัญหาเดือดร้อนคับข้องใจ ข้อเรียกร้องห่วงใยของการเคลื่อนไหวชุมนุมมวลชนนอกสภาที่แต่ก่อนนี้แทบไม่เคยเป็นประเด็นอภิปรายในเวทีรัฐสภาเลยนั้น ก็กลับกลายเป็นหัวข้อเด่นประเด็นหลักที่ถูก ส.ส. และ ส.ว. หยิบยกมาเป็นญัตติอภิปรายอย่างเข้มข้นจริงจังเผ็ดร้อนในสภา ทำให้มวลชนผู้ต่อสู้เคลื่อนไหวนอกสภาและแนวร่วมหันมาใส่ใจเกาะติดการอภิปรายเรื่องของพวกเขาเองในสภาอย่างเร่าร้อนกระตือรือร้น ตั้งแต่เรื่องการแก้/ไม่แก้รัฐธรรมนูญ, ยุบ/ไม่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่, การดำเนินการของรัฐบาลกับการชุมนุมประท้วงของมวลชนฝ่ายค้าน ฯลฯ

อาทิเช่น เมื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ในสภาผู้แทนราษฎรปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวแรงงานท่านหนึ่งได้ส่งอีเมล์เวียนให้เพื่อน ๆ ด้วยข้อความว่า:

“สส.สุนัย (จุลพงศธร – พรรคเพื่อไทย) เริ่มอภิปรายเรื่อง อ.สุธาชัย แล้วครับ

“และพี่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประเด็นกระบวนการยุติธรรมกำลังเละแล้ว ตามต่อ ๆ และพูดประเด็นที่ห้ามอ่านหนังสือ และการไม่ให้ไปเยี่ยม มีเพียงญาติที่เข้าได้ มีการเฝ้าเวลาเยี่ยม นอกจากความล้มเหลวของขบวนการยุติธรรม บวกกับมีคนที่ถูกกักขังจำนวนมาก พูดถึงกรรมการสิทธิที่หายหัวไปไหน ? และพูดถึงการปิดสื่อ….” (๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓, ๑๒:๑๘)

การเชื่อมประสานกันโดยตรงระหว่างการเมืองในสภา-นอกสภา ในด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณใหม่ว่าสถาบันรัฐสภาอันเป็นองค์อำนาจนิติบัญญัติของตัวแทนราษฎรไม่โดดเดี่ยวห่างเหินแปลกแยกจากขบวน-การเคลื่อนไหวประท้วงของมวลชนดังก่อน แต่ในทางกลับกัน ก็น่าคิดว่ามันจะนำไปสู่อาการขี้แพ้ในสภาก็เลยไปชวนตีนอกสภา, ดื้อรั้นแข็งขืนปฏิเสธข้อยุติ/แพ้-ชนะของเกมต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองตามกฎกติกาของระบอบรัฐสภาแบบหัวชนฝา, อันจะเป็นการกัดกร่อนบ่อนเบียนลดทอนบทบาทและประสิทธิผลของระบอบรัฐสภาในฐานะสถาบัน-เครื่องมือ-เวที-วิถีทางต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติในกรอบประชาธิปไตยลงหรือไม่อย่างไร

ในอีกแง่หนึ่ง รูปแบบการต่อสู้ชุมนุมประท้วงบนท้องถนนซึ่งเดิมทีเคยถูกใช้ในแนวทางอหิงสา-สันติวิธีโดยสมัชชาคนจนและชุมชนชาวบ้านต่าง ๆ ก็เริ่มถูกนำไปปรับแปลงใช้โดยขบวนการการเมืองสีต่าง ๆ ในลักษณะที่มีอาวุธและการใช้ความรุนแรงทำร้ายฝ่ายตรงข้าม/เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเจือผสมอย่างชัดเจนเป็นประจำและอย่างมีการจัดตั้งเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แม้จะยังกำกวมคลุมเครือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวชุมนุมที่แกนนำรับรู้-เห็นชอบ-ควบคุม-สั่งการได้จริงหรือไม่? มิไยว่าแกนนำการชุมนุมจะประกาศยึดมั่นการต่อสู้แบบอหิงสา-สันติวิธีไม่ขาดปากก็ตามที

ดังที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการสันติศึกษา ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการชุมนุมของขบวนการมวลชนฝ่ายสีหนึ่งว่าเป็น “อารยะขัดขืนแบบแมงป่อง” คือยึดอหิงสา-สันติวิธีอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะปราศจากอาวุธรุนแรงอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว หากมีอาวุธพอเหมาะอย่างไม้กอล์ฟเงื้อง่าชูหราให้เห็นอยู่ด้วย เพื่อขู่ขวัญและเตรียมพร้อม “ป้องกันตนเอง” ในยามจำเป็น

สำหรับความเหมาะสมของอาวุธและระดับความรุนแรงของฝ่ายผู้ชุมนุม หากอิงตามแนวการวิเคราะห์ของคุณจาตุรนต์ ฉายแสงแล้ว (“จาตุรนต์ ฉายแสง ‘แดง’อย่าเสียแนวร่วม”, ไทยโพสต์, ๑๒ เม.ย. ๒๕๕๒; “๓ ปี…หลังปฏิวัติ ๑๙ กันยา ประชาชนเสียอะไร”, สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย, ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๒) ก็คงจะกำหนดจากศัตรูที่เป็นไปได้ ในกรณีนี้มีเพียงผู้ชุมนุมสีตรงข้ามและตำรวจเท่านั้น (กระบอง, โล่, แก๊สน้ำตา ฯลฯ) แต่ไม่รวมไปถึงทหาร เพราะผู้นำกองทัพยืนกรานว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ปฏิเสธไม่ยอมใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมให้แก่รัฐบาลตอนนั้น จึงไม่ต้องห่วง

ส่วนขบวนการมวลชนอีกสีหนึ่งได้รับบทเรียนอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมในการชุมนุมใหญ่รอบแรกว่ากองทัพมีท่าทีแนวทางและมาตรการจัดการต่อการชุมนุมฝ่ายตนด้วยมาตรฐานแตกต่างออกไป (M16, อาวุธสงคราม) ในการชุมนุมใหญ่รอบต่อมา ก็เกิดปรากฏการณ์การชุมนุมแบบ “มีตัวช่วย” พร้อมอาวุธหนักขึ้น (M79…ความหนักเบาของอาวุธถูกกำหนดจากศัตรูของการชุมนุมที่เป็นไปได้อีกเช่นกัน) ซึ่งแกนนำการชุมนุมก็ปัดปฏิเสธว่าไม่ใช่และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการชุมนุมของตน (อาจพิจารณาเปรียบเทียบความเห็นประเด็นนี้ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,“วิเคราะห์สถานการณ์ ในวันคืนสุดท้ายก่อนการนองเลือดใหญ่”, ประชาไท, ๒๘ เม.ย. ๒๕๕๓; กับ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “มองจากมุม “อ.ยิ้ม-สุธาชัย” แดงเพลี่ยงพล้ำ-พ่ายแพ้-ฟื้นตัวยาก และไม่มีอำมาตย์ใดอยู่ค้ำฟ้า”, ประชาชาติธุรกิจ, ๑๐ มิ.ย. ๒๕๕๓)

ขณะที่การป้องกันชีวิตตนเองตามความจำเป็นและสมควรแก่เหตุเป็นทั้งสัญชาตญาณและสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกรูปทุกนามทุกสีที่เข้าใจได้ การปล่อยให้เกิดการก้าวข้ามกลืนกลายเส้นแบ่งแยกระหว่างการเมืองอหิงสา-สันติวิธีบนท้องถนน กับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ย่อมทำลายพลังทางศีลธรรมและความชอบธรรมทางการเมืองอันเป็นจุดแข็งที่สุดและหลักการสำคัญที่สุดของแนวทางการต่อสู้แบบอหิงสา-สันติวิธีลง แทนที่จะสามารถอาศัยพื้นภูมิทางศีลธรรมที่เหนือกว่าค่อย ๆ สะเทือนใจ-กัดกร่อนใจและเปลี่ยนใจฝ่ายตรงข้ามและมวลชนที่เป็นกลาง กลับปล่อยให้การต่อสู้ของตัวเองถูกลดฐานะลงไปอยู่ในระดับเดียวกับฝ่ายตรงข้ามที่ถือการแพ้/ชนะทางการเมืองสำคัญกว่าชีวิตของผู้คนไม่ว่าฝ่ายใดสีใด เกิดบรรยากาศที่แปลกแยกมวลชนที่เป็นกลางหรือเป็นมิตรออกไป เปิดช่องให้จุดแข็งทางศีลธรรม-การเมืองของตนถูกลบเหลี่ยมจนทื่อ และถูกผลักให้เข้าไปต่อสู้ในแนวทางที่ตนอ่อนด้อยกว่าและสูญเสียมากมายอย่างน่าเสียดายและเศร้าใจที่สุด

การก้าวข้ามกลืนกลายอหิงสา-สันติวิธีกับการต่อสู้ด้วยอาวุธในลักษณะนี้หากเกิดขึ้นสืบต่อไปย่อมบ่อนทำลายพลังความชอบธรรมและประสิทธิภาพของรูปแบบการชุมนุมประท้วงโดยสันติอันเป็นอาวุธของผู้ยากไร้อ่อนแอในระบอบเสรีประชาธิปไตยลง จนยากจะหยิบมันมาใช้ได้อีก เท่ากับตัดตีนสินมือกลุ่มพลังที่อ่อนด้อยที่สุดในสังคมการเมืองให้อับจนหนทางลงไป

(ต่อตอนหน้า “ทิศทางการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย: หลังเมษา-พฤษภาอำมหิต”)