Practical Report เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ ตอนที่ 4: “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง”

โดย ธานี ชัยวัฒน์ ALMA MATER STUDIORUM A.D.1088 – Universitá di Bologna

หมายเหตุ : บทความชุดนี้เป็นบทความลำดับที่ 4 ในชุด เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ Economics of Politics – Politics of Economics
(ตอนที่ 4:  “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง” ”) บทความนี้เป็นตอนสุดท้ายในซีรี่ย์นี้ของอาจารย์ธานี

….

ในบทความตอนที่แล้ว ได้เขียนถึง “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” ที่หมายถึงความแตกต่างของอัตลักษณ์ทางเศรษฐศาสตร์ อันเนื่องมาจากเศรษฐศาสตร์มีหลายสำนัก และแนวคิดของแต่ละสำนักก็ไม่สามารถนำมาใช้กับสังคมและเศรษฐกิจพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมดได้ สำหรับบทความตอนนี้ เป็นอีกด้านหนึ่งของบทความตอนที่แล้ว คือ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง” (Economics of Politics) ถ้าอ้างอิงจากตอนที่ ๑ และ ๒ จะแปลความหมายได้ว่า ความขัดแย้งกันของผลประโยชน์ทางการเมือง

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือชื่อ “กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจการเมือง พ.ศ.2475–2530” โดย ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2539) แต่ได้มีการปรับเล็กน้อยเพื่อให้สั้นลงและเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านทั่วไป หากผู้อ่านสนใจในรายละเอียดก็ขอแนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

อย่างที่ทราบกันจากตอนที่ ๑ และ ๒ แล้วว่า ความขัดแย้งกันของผลประโยชน์จะสามารถประนีประนอมกันได้โดยกลไกการสมประโยชน์ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้พัฒนากลไกนี้มาเป็นเวลานาน และกลไกที่เป็นพื้นฐานสำคัญก็คือ กลไกตลาด (Market Mechanism)

แล้วกลไกตลาดมาช่วยประสานผลประโยชน์ทางการอธิบายการเมืองได้อย่างไร? ก่อนอื่นขอให้นึกถึงกลไกตลาดสินค้าทั่วไปที่มีผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ซื้อต้องการความพอใจสูงที่สุด ภายใต้วงเงินจำกัดที่ตนเองมี ขณะที่ผู้ขายต้องการกำไรสูงที่สุด ภายใต้เทคโนโลยีหรือความสามารถในการผลิตอันจำกัด โดยการผลิตสินค้าย่อมมีต้นทุนที่จะต้องจ่ายให้กับปัจจัยการผลิตซึ่งก็คือทุนและแรงงาน

ภายใต้แนวคิดตลาดการเมืองของนักเศรษฐศาสตร์ กรอบที่ใช้จะถูกประยุกต์มาจากกรอบการวิเคราะห์ตลาดสินค้าทั่วไป โดยเปลี่ยนจากตัวสินค้าเป็นบริการ และบริการนั้นคือนโยบายสาธารณะ บางครั้งตลาดการเมือง (Political Market) จึงถูกเรียกว่า ตลาดนโยบายสาธารณะ (Public Policy Market) เพราะเป็นตลาดที่มีการซื้อขายนโยบายสาธารณะนั่นเอง

เพราะเหตุใดจึงเป็นตลาด? ใครเป็นผู้ซื้อและใครเป็นผู้ขาย? ผู้ซื้อบริการนโยบายสาธารณะก็คือประชาชนทั่วไป (Citizens) โดยเลือกจากนโยบายที่แต่ละพรรคการเมือง (Political Party) นำเสนอ (หรือเท่ากับว่าพรรคการเมืองก็จะคล้ายบริษัท) ว่าพรรคการเมืองไหนนำเสนอนโยบายได้ตรงความต้องการที่สุด ก็จะนำสิทธิที่มีคนละหนึ่งเสียง ซึ่งเปรียบเสมือนวงเงินอันจำกัดคนละหนึ่งบาทไปเสนอซื้อนโยบายของพรรคการเมืองนั้น

ผู้ขายที่มีลักษณะเป็นองค์กร ในสินค้าทั่วไปอาจจะอยู่ในรูปของบริษัท ก็จะกลายเป็นองค์กรที่อยู่ในรูปของพรรคการเมือง ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ผลิตและเสนอขายนโยบายสาธารณะ โดยพรรคการเมืองก็ต้องอาศัยปัจจัยการผลิต นั่นก็คือเงินอุดหนุนพรรคการเมืองหรือทุน และนักการเมืองในสังกัดหรือแรงงาน เช่นกัน

ในส่วนของตลาดซื้อขาย ความหมายที่แท้จริงของตลาดไม่ใช่พื้นที่ แต่หมายถึงสถานที่หรือโอกาสที่จะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการกับสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน(หรือเงิน)ซึ่งกันและกัน ดังนั้น ตลาดที่ทำหน้าที่ซื้อขายนโยบายสาธารณะ “อย่างเป็นทางการ” จะเปิดไม่เกิน 4 ปีต่อครั้ง นั่นก็คือ การเลือกตั้ง ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อนโยบายซึ่งก็คือประชาชนนำเสียงของตนเองที่มีจำกัดคนละหนึ่งเสียงมาเลือกซื้อนโยบายจากพรรคการเมือง และเมื่อนโยบายของพรรคการเมืองไหนถูกซื้อมากที่สุด นโยบายนั้นก็จะถูกใช้บังคับเป็นการทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ในแบบจำลองที่ซับซ้อนกว่านั้น ผู้ซื้อนโยบายอาจไม่ได้มีเพียงแค่ประชาชน แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มธุรกิจ สื่อมวลชน และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ด้วย ขณะที่ผู้ขายนโยบายก็อาจจะไม่ใช่แค่เพียงพรรคการเมือง แต่ยังรวมไปถึงนักวิชาการ ชนชั้นนำทางอำนาจ ข้าราชการ และรัฐสภาเช่นกัน

ในด้านผู้ซื้อ กลุ่มธุรกิจต้องการนโยบายที่มาสนับสนุนหรือเอื้อประโยชน์ต่อกิจการของตน สื่อมวลชนต้องการข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงเพื่อการทำข่าว รวมไปถึงต้องการนโยบายที่ให้สิทธิและเสรีภาพของการทำข่าว กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ต้องการผลประโยชน์ในด้านของตนเอง เช่น ผลประโยชน์ทางการเมือง ชื่อเสียงหรือสายสัมพันธ์ เป็นต้น

ในด้านผู้ขาย นักวิชาการมีผลต่อการผลิตนโยบายผ่านการสร้างความชอบธรรมของนโยบายด้วยการเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์ ชนชั้นนำทางอำนาจสามารถต่อรองรูปแบบของนโยบายผ่านความสัมพันธ์และการสนับสนุนทางอ้อม ข้าราชการสามารถเลือกที่จะปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพหรือปล่อยเกียร์ว่าง และรัฐสภาก็มาในรูปแบบของการต่อรองคะแนนเสียงรับรองในวาระต่างๆ ของการประชุม

เมื่อมีหลายฝ่ายมาเกี่ยวข้อง กรอบการกำหนดนโยบายจึงครอบคลุมไปถึงความเป็นไปของระบบทุนนิยมโลก และโครงสร้างส่วนบนของระบบเศรษฐกิจ (หรือปัจจัยนอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างอำนาจทางการเมือง วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางสังคม)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และกลไกเองก็ถูกกำหนดจากปัจจัยอื่นๆ ที่มากกว่าแค่ปัจจัยในกรอบของตลาดนโยบายสาธารณะ แต่พื้นฐานที่สำคัญยังคงมีจุดเริ่มต้นและจุดหลักของการวิเคราะห์ที่มาจากพื้นฐานของกลไกตลาดทางเศรษฐศาสตร์ที่มาประยุกต์ใช้กับบริการนโยบายสาธารณะอยู่ดี (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1 เปรียบเทียบตลาดสินค้าทั่วไป และ ตลาดการเมือง

แต่หากเรานึกถึงกลไกการเลือกตั้งจากตอนที่ ๓ ซึ่งทำหน้าที่หลักในการหาผู้ชนะเพื่อบังคับใช้นโยบายอันเป็นพื้นฐานของความขัดแย้งของอัตลักษณ์ กรอบของกลไกตลาดการเมืองในกรณีนี้จึงมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลือกตั้ง เพราะหากมีหลายกลุ่มแต่มีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย กลไกตลาดการเมืองต้องทำหน้าที่หาจุดร่วมเพื่อสมประโยชน์ระหว่างคู่ขัดแย้งให้ได้

การสมประโยชน์ภายใต้กรอบแนวคิดตลาดการเมืองนี้จึงไม่ได้จบลงแค่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงการสมประโยชน์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองเพียงคู่เดียว แต่ยังต้องสมประโยชน์ระหว่างกลุ่มอื่นๆ ด้วย กลไกการสมประโยชน์ของตลาดการเมืองจึงยังต้องรวมไปถึงกระบวนการออกแบบนโยบาย กระบวนการนำนโยบายไปใช้ และตลาดการเมืองที่ไม่เป็นทางการหรือตลาดมืดอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบนโยบายที่นำมาเสนอประชาชนก่อนการเลือกตั้งมาจากการร่วมมือของนักวิชาการและชนชั้นนำทางอำนาจ ขณะที่การนำนโยบายไปใช้ก็ถูกควบคุมโดยชนชั้นนำทางอำนาจ ข้าราชการและรัฐสภา ขณะที่ตลาดมืดก็เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทั้งสองผ่านการล็อบบี้หรือให้สินบนของกลุ่มธุรกิจ หรือการกดดันผ่านสื่อของสื่อมวลชน

ท้ายที่สุด กลไกทางการเมืองจะสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชน กลุ่มธุรกิจ สื่อมวลชน พรรคการเมือง นักวิชาการ ชนชั้นนำทางอำนาจ ข้าราชการและรัฐสภาให้ทุกฝ่ายได้รับการปันส่วนผลประโยชน์ทางการเมือง เพียงแต่ว่าแต่ละฝ่ายจะได้รับมากหรือน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเป็นไปของระบบทุนนิยมโลก และโครงสร้างส่วนบนของระบบเศรษฐกิจที่กำหนดอำนาจต่อรองของแต่ละกลุ่มเช่นเดียวกับกลไกตลาดสินค้าและบริการทั่วไปนั่นเอง

โดยสรุปแล้ว เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง ก็คือการนำเอากรอบเศรษฐศาสตร์ที่มีพื้นฐานเรื่องกลไกการสมประโยชน์มาวิเคราะห์การเมือง คำนี้จึงเป็นคำเดียวกับคำว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economics) ในยุคใหม่ที่ว่าด้วยการนำเศรษฐศาสตร์ (Economics) มาอธิบายการเมือง (Politics)

เมื่ออ่านมาจนจบ ๔ ตอน ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะสามารถแยกกันออกได้อย่างชัดเจนถึง “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” (Politics of Economics) หรือ “เศรษฐกิจการเมือง” (Political Economy) กับ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง” (Economics of Politics) หรือ “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economics) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจบทความทางเศรษฐศาสตร์การเมืองในยุคใหม่ๆ ได้อย่างดีมากขึ้น

  • http://twitter.com/eig eig

    ขอบคุณมากครับ เป็นประโยชน์สำหรับผมที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก

  • ธานี ชัยวัฒน์

    ยินดีที่ชอบครับ ^^ อย่าลืมไปอ่านตอนที่ ๑ ถึง ๓ ด้วยนะครับ

  • Darniga

    มาอ่านตอนจบซะก่อน เดี๋ยวจะตามไปอ่านตอนที่ 1-3 ค่ะ ขอบคุณนะคะอาจารย์

  • Darniga

    อ่านจบทุกตอนแล้วค่ะ กระจ่างมากๆโดยเฉพาะที่ยกตัวอย่างเรื่อง McDonald, สนามบินและธนาคารค่ะ..เห็นภาพได้กระจ่างและเข้าใจมากขึ้นเยอะค่ะ

  • yok

    เคยเจอแต่ในรูป ไม่เคยเจอตัวจริง ขอบคุณมากค่ะสำหรับบทความดีๆ อ่านจบทั้งสี่ตอนแล้วค่ะ
    (หยก Padova)