Practical Radio New Think ตอนที่ 17 สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ “ชาญ รัตนะพิสิฐ”

ชาญ รัตนะพิสิฐ ปริญญาเอกจิตวิทยา เปลี่ยนความสนใจจากเสน่ห์ล้ำลึกของเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์ไปสู่ความสับสนซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ เพียงเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์มัธยมปลายที่เมตตาปราณี

“จิตวิทยา” เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้มนุษย์ หยุดพักจากการมองโลกด้วยสายตาอคติ เข้าสู่ความสงบดื่มด่ำในจิตใจ เพื่อตรวจสอบให้เห็นถึงตัวตนและความปรารถนาของชีวิต ที่จะนำไปสู่การมองโลกใหม่ด้วยสายตากระจ่างชัด ซ่องเสพกับชีวิตและความสำเร็จอย่างรู้เท่าทัน

ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยแห่งการโหยหาความโดดเด่นและแตกต่าง ตั้งแต่สินค้าบริการไปจนกระทั่งไลฟสไตล์การใช้ชีวิต การสำรวจลึกเพื่อเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ จึงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต ในโลกที่อ่อนไหวและเปราะบางนี้

บทถอดเทป

ชาญ รัตนะพิสิฐ

จำเป็นก้าวข้ามอคติเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

จิตวิทยาเป็นศาสตร์แห่งการคิดวิเคราะห์ เพื่อศึกษาในการเข้าใจตัวเองเพื่อที่เราจะได้เข้าใจผู้อื่น ดร.ชาญ รัตนะพิสิฐ คนหนุ่มไฟแรงด็อกเตอร์หมาดๆจากประเทศรัสเซีย จะมาหาทางออกของความไม่เข้าใจ ด้วยศาสตร์แห่งการรู้จักตัวเอง

“ผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับเพราะมันไม่มีหลักเกณฑ์ร้อยเปอร์เซนต์ คนจึงแตกต่างจากเครื่องจักร ผมเริ่มจากการสังเกตพฤฒิกรรมต่างๆ ศาสตร์นี้มันทำให้เราเข้าใจคนและสามารถแก้ปัญหาให้เขาได้บ้าง ซึ่งก็ทำให้เรามีความสุข” ชาญ พยายามจะใช้ศาสตร์ของเขาในการแก้ปัญหาต่างๆเริ่มจากบุคคลรอบๆข้าง

ชาญ อธิบายว่าจิตวิทยาจะสามารถทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างไร ? “มันคือศาสตร์เพื่อทำให้เราเข้าใจความรู้ ความเข้าใจ พฤฒิกรรม และบุคลิก ของแต่ละบุคคล ซึ่งเราก็เริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อน ว่าอะไรบ้างที่ประกอบสร้างมาเป็นตัวตนของเราทุกวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าคนอื่นที่แตกต่างจากเราเขาก็อาจจะผ่านอะไรที่ไม่เหมือนกัน เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”

“สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะรู้จักหยุดคิดทบทวนตัวเอง เพื่อที่จะแก้ไขเรื่องต่างๆได้ซึ่งจุดนี้เหมือนเป็นการซ่อมแซมตัวเอง ปัจจุบันเรามักจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ E.Q. ถ้าหากเรารู้จักควบคุมมันได้จะทำให้เราสามารถเป็นที่รักและที่ยอมรับของคนอื่นได้ ซึ่งมันจะพร้อมความไว้ใจแล้วน่าเชื่อถือสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจะใช้ให้ถูกทาง ไม่ใช่เอาความไว้ใจไปละเมิดเขาซึ่งความรู้สึกแบบนี้หากสูญเสียไปก็กู้คืนกลับมายาก” ชาญ ยกกรณีศึกษา รัสปูติน นักบวชที่สามารถอ่านจิตใจและชักจูงคนอื่นได้ แต่นำไปใช้ในทางที่ผิดเป็นอุทธาหรณ์

ประโยชน์ของจิตวิทยาอย่างหนึ่งก็คือการดึงพลังที่ซ่อนเร้นของแต่ละบุคคลออกมาใช้ให้เต็มศักยภาพ “เมื่อเราอยู่ตรงนี้เราก็เห็นบางแง่มุมที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นของบางคนเหมือนกัน จากการที่เราไปเฝ้าสังเกตเราก็เลือกที่จะดึงจุดเด่นของคนๆนั้นออกมาได้ ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์สินค้าเราต้องพยายามหาข้อดีของมันและสื่อสารออกไปให้คนประทับใจ”

หลายคนคงจะเริ่มสงสัยว่าจิตวิทยาสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับงานต่างๆได้อย่างไรบ้าง? ชาญเล่าผ่านประสบการณ์ของเขาว่า “ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมบริษัทเอกชน เวลาเขาสัมภาษณ์งานเขาก็จะเอาเราเข้าไปนั่งฟังด้วยเพื่อที่จะให้เราร่วมซักถามผู้สมัคร ทำให้เราเห็นแง่มุมและความสามารถต่างๆของเขา เมื่อเราเห็นในจุดนี้เราก็จะเอาแง่มุมต่างๆมาวางแผนบริหารองค์กรได้ ซึ่งถ้าเรามองให้ใหญ่กว่านี้เราก็สามารถเลือกคนดีมาบริหารประเทศให้ดีได้”

เมื่อได้คนที่ถูกคัดเลือกสิ่งสำคัญต่อมาก็คือการพัฒนาศักยภาพบุคคล “หลายๆองค์กรมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพ คือจัดมาเป็นคอร์สสำเร็จรูป ยกตัวอย่างการพัฒนาภาวะผู้นำ คือจริงๆในองค์กรหลายคนอาจจะมีศักยภาพตรงนี้แล้ว ดังนั้นเราต้องออกแบบกิจกรรมให้เข้ากับเแต่ละคนแล้วค่อยๆสอดแทรกสิ่งที่เราอยากให้เขาเรียนรู้เข้าไป”

“อย่างผู้บริหารนั้นเขาอาจจะอยากได้อะไรที่สั้น กระชับ ฉับไว หรือถ้าเป็นพนักงานก็อาจจะชอบความสนุกเฮฮา การสื่อสารระหว่างบุคคลจึงเป็นเรื่องสำคัญเราต้องเรียนรู้ธรรมชาติของกลุ่มคนต่างๆ ซึ่งการสื่อสารที่ตรงกลุ่มเป้าหมายจะทำให้สิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น”

ชาญ อธิบายต่อถึงเหรียญอีกด้านปิดบังปัญญาและการเข้าถึงของคนเรา “อย่างเรื่องการศึกษานั้นผมไปศึกษาต่อที่รัสเซีย คนไทยมักจะมีอคติว่าประเทศนี้ปิดมานานเพราะเป็นคอมมิวนิสต์ มีความล้าหลัง อคติ คือสิ่งที่ปิดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องหลายๆสิ่งที่ผมไปสัมผัสก็มีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น คนนอกมักจะมองว่าคนรัสเซียไม่ค่อยเป็นคนแสดงความรู้สึก ไม่ยิ้มไม่หัวเราะ แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนมีน้ำใจที่ดี อย่างผมหน้าจีนๆเขาก็อาจจะมีอคติจากปมประวัติศาสตร์ แต่พอผมสื่อสารว่าผมเป็นคนไทยและเราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สุดท้ายผมก็สนิทกับเพื่อนชาวรัสเซียหลายๆคน”

ปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ชาญมองว่าเพราะเราต่างมีอคติและไม่ยอมพยายามเข้าใจกันและกัน “ยกตัวอย่างกรณีจีนกับรัสเซีย ถ้าผมตั้งแง่อคติกับเขาไม่พยายามเข้าใจเขาพอเขาแรงมาก เราก็แรงตอบสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาใหญ่โต แต่ผมเลือกที่จะเปิดใจให้เขา เราเรียนรู้กันและกันถึงความต่างและหาจุดร่วมที่เหมือนกันเราก็สามารถอยู่กับเขาอย่างสบายใจได้”

บางทีการก้าวข้ามอคติจะต้องใช้ความกล้าที่จะก้าวผ่าน เริ่มที่ตัวเรา ที่นี่!! เดี๋ยวนี้!! ก่อนที่ทุกๆอย่างมันจะสายเกินไป….