จากการสัมมนามุมมองเศรษฐกิจจีนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าร่วมการสัมมนา ต่างเห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตได้อย่างน้อยที่ราว 8% ในปีนี้ แต่ยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันในรูปแบบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นแบบตัว V (ตกต่ำแล้วฟื้นตัวขึ้นทันที) หรือ W (ฟื้นตัวในระยะสั้นแต่จะมีช่วงตกต่ำในเวลาถัดไปแล้วจึงฟื้นตัวอีกครั้ง)
ศูนย์เศรษฐกิจจีนและโลก (The Center for China in the World Economy : CCWE) แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว เผยแพร่งานวิจัยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตในปี 2551 ที่ 9.3% และ 9.2% ในปี 2552 ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 6.0% ในปี 2551 และ 2.2% ในปี 2552
ด้านเหยาจิงหยวน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักสถิติแห่งชาติจีนมีมุมมองที่เป็นบวก โดยดูจากตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคมซึ่งแสดงข้อมูลที่เป็นบวกออกมา
ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์เชิงเทคนิคและปริมาณ (Institute of Quantitative & Technical Economics : IQTE) แห่งสถาบันการศึกษาสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Science : CASS) มีมุมมองเป็นบวกว่า GDP ปีนี้จะโตที่ 9% ซึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างยิ่ง และหากพิจารณาว่าเงื่อนไขภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตในระดับ 8-9% ก็เป็นไปได้สูง
แต่ด้านนายหวัง เลขาธิการทั่วไปของสมาคมเศรษฐกิจมหภาคจีน และศาสตราจารย์ซ่งกั๋วจิ่งจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งชาติมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มองว่าการที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตถึง 8% ได้นั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายนัก หวังเชื่อว่าการเติบโตในแต่ละไตรมาสของจีนจะอยู่ที่ 5%, 6%, 7% และ 8% ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจจีนจะตกต่ำที่สุดในไตรมาสแรก และค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสถัดๆมา ซึ่งเป็นรูปแบบการฟื้นตัวแบบตัว V ส่วน ซ่งกั๋วจิ่งก็เห็นตรงกันว่าในไตรมาสแรกเศรษฐกิจจีนจะย่ำแย่ แต่จะฟื้นตัวในไตรมาสสอง รายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยชิงหัว ก็มองว่าสองไตรมาสแรกเศรษฐกิจจีนจะมีอัตราเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่ในไตรมาสสามและสี่จะฟื้นตัวขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็จะดีดกลับในช่วงไตรมาสสอง และจะไม่มีสภาพเงินฝืดเกิดขึ้น
หยางรุ่ยหลงคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเหยินหมิง ชี้ว่าช่วงครึ่งแรกของปีนั้น เศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในขาลง แต่ด้วยการใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีกระเตื้องขึ้น แต่ในปีหน้า (2553) เศรษฐกิจจีนจะยังคงชะลอตัวลง ซึ่งเป็นภาพการฟื้นตัวแบบตัว W
สำหรับการรักษาเงินทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยนของจีนนั้น นายเซี่ยบิง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเงิน ประจำสภาศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติชี้ว่า ยังมีความจำเป็นต้องเก็บรักษามูลค่าเงินสำรองเอาไว้ในรูปพันธบัตรสหรัฐฯ แต่อาจมีการซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เข้ามาแทนที่บ้าง
ซ่งกั๋วจิ่งมองว่าการจัดการเงินทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยนควรจะบริหารแบบเปิดเผยและเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยกำหนดให้มีการกระจายความเสี่ยงโดยกำหนดอ้างอิงทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐ, เงินสกุลยูโร, เงินเยน และเงินสกุลอื่นๆ ไว้ในตระกร้าเงิน
ที่มา – CASS
ความเห็น SIU:
เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนราว 30% ไม่รวมญี่ปุ่น 11.9% และสหรัฐฯ 12.6% การที่เศรษฐกิจจีนจะมีรูปแบบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นรูป V หรือ W จึงมีความสำคัญกับเรามากเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจะมองเป็นรูป V และ W ก็ตาม มุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์จีนเจ้าของประเทศเอง ต่างก็มองว่าในไตรมาส 1-2 นี้ หนักแน่ๆ
นอกจากนี้การที่สหประชาชาติออกรายงานว่า จีนจะกลายเป็นหัวรถจักรใหม่ในการฉุดดึงเศรษฐกิจโลกให้เจริญเติบโตขึ้น โดยปีที่แล้วจีนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตถึงถึง 22% และจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ โลกเองก็กำลังจับตามองเศรษฐกิจจีนอยู่ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่ารู้:
มหาวิทยาลัยชิงหัวเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2454 ในกรุงปักกิ่ง เริ่มด้วยสาขา วิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ต่อมาได้เพิ่มสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มี ความเข้มแข็ง ทางวิชาการรอบด้านมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย
ด้านเทคโนโลยีนั้น “จงกวางชุน” คือเมืองทางแถบทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ที่กำลังกลายเป็น “ซิลิกอน วัลเลย์” ของจีน เพราะบริษัทไฮเทคนับพันแห่ง รวมทั้งไมโครซอฟต์ ซัน ซีเมนส์ และเอ็นอีซี เข้ามาดำเนินกิจการที่นี่
ด้านสังคมและการเมือง “ชิงหัวคอนเน็คชั่น” (Tsinghua clique) หมายถึงกลุ่มนักการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว และกำลังเป็นผู้นำรุ่นที่สี่ของประเทศจีน นักการเมืองเหล่านี้ได้แก่ หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน, อู๋ปั่งกั่ว (บางคนมองว่าใกล้ชิดเซี่ยงไฮ้คอนเน็คชั่น ของกลุ่มเจียงเจ๋อหมินมากกว่า), หลิงเหวินอี้, หลิวเหยินตง และซิหยิงเผิง เป็นต้น
