ผมได้ติดตามการแสดงออกด้านการเมืองอย่างเข้มข้นของบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ที่ใช้ศิลปะการต่อสู้แบบตะวันออกเป็นสิ่งชี้นำจิตวิญญาณ จนแม้แต่ถึงขั้นอ้างถึงเรื่องเทพเรื่องพระพุทธเจ้าโดยเอาเรื่องพระธาตุมาเป็นเครื่องมือในการแสดงถึงความถูกต้องของตนเองอยู่ตลอดมา ซึ่งนั่นทำให้ผมอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมาสักครั้งอย่างง่ายๆและไม่มีภาษาวิชาการใดๆ ต่อผู้ที่ชอบเรียกตัวเองว่า “ลูกผู้ชาย” อย่าง สุวินัย ภรณวลัย
เริ่มจากเรื่องของการนำเอาแง่มุมทางจิตวิญญาณและศาสนามาอ้างความชอบธรรมของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกมากๆ เรื่องนี้ขอไม่ยาวละกัน แต่ขอพูดตรงๆว่าไม่ควรเอาเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอันเป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั่วไป อย่างเช่นเรื่องของพระธาตุมาอ้างความชอบธรรมของตัว เพราะนั่นแหละจะยิ่งทำให้คนที่อาจจะไม่เชื่อหรือเห็นต่างนั้นต้องปรามาสในสิ่งอันเป็นตัวแทนขององค์พระศาสดาคือพระธาตุไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และผลนั้นคือบาปกรรมที่เกิดกับทุกฝ่าย รวมทั้งตัว อ.สุวินัยเองด้วย นี่ยังไม่นับว่าเรื่องพระธาตุที่อ้างมานั้นหาได้มีความเกี่ยวข้องใดกับความคิดเห็นทางการเมืองของ อ.สุวินัยเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะในทางกฏหมายหรือทางวิชาการ
อย่างไรก็ดีนั่นยังไม่ตลกเท่ากับที่ อ.สุวินัยมักจะอ้างศาสตร์ตะวันออกที่ตัวศึกษามาเป็นเครื่องแสดงตัวตนและจุดยืนของตนเองอยู่เสมอ โดยเหมาสรุปสิ่งเหล่านี้เข้าตัวว่าตัวเองนั้นดีล้ำสูงส่งกว่าใครเพราะตัวเองศึกษาและเข้าใจในศาสตร์ตะวันออกเหล่านี้ และตัวเองจะไม่มีทางหลงเห็นผิดเป็นชอบดังที่ฝ่ายตรงข้ามกระทำอยู่ และมักจะเอาท่าทีจากแนวคิดทางศาสนาและศาสตร์ตะวันออกเหล่านี้มาตัดสินคนอื่นว่าเป็นมาร ส่วนตัวเองนั้นคือฝ่ายคุณธรรม คือฝ่ายตัวแทนของเทพที่จะมาปราบมารร้ายให้สูญสิ้นไป
“ก็ต้องถามอีกแหละครับ ว่ามีนักเรียนไทยในญี่ปุ่นกี่คนที่สนใจศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของตะวันออกที่ไม่ใช่ชมรมกีฬาและฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายกันสักกี่คนกันครับ ตรรกะที่แกใช้จึงตลกมาก เพราะแกรู้จักเพื่อนที่อยู่ชมรมโชรินญิเค็มโป ไม่เห็นเพื่อนของแกมีความรู้สึกด้านจิตวิญญาณอะไร เพราะฉะนั้นสุวินัยก็ต้องไม่มีความลึกซึ้งด้านจิตวิญญาณไปด้วย ซ.ต.พ.” คือถ้อยคำที่ อ.สุวินัยได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อฝ่ายตนเองอย่างผู้จัดการ พร้อมกับเย้ยหยันตรรกะที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ในเรื่องศาสตร์เหล่านี้ของอีกฝ่าย ดังนั้นครานี้จึงขอให้ผู้ที่รู้เรื่องเหล่านี้ดีได้มากล่าวข้อเท็จจริงที่แท้จริงอีกซักครา
ประเด็นคือ ไม่ว่าจะเป็นโชรินญิเค็มโปหรือมวยภายในสายเหนืออย่างมวยไท่เก๊ก มวยสิ่งอี้ ปากว้าจ่าง ที่ อ.สุวินัยมักจะอ้างถึงเสมอก็ตาม ล้วนแต่ไม่ได้สอนให้คนมีท่าทีทางจิตวิญญาณอย่างที่ อ.สุวินัยเป็นทั้งสิ้น ที่ อ.สุวินัยเป็นนั้นคือ “แกเป็นของแกเอง”

มวยจีนศาสตร์แห่งสมาธิและปัญญา
ในโลกของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ของจีนหรือที่ผมขอเรียกง่ายๆตามที่คนเคยชินว่ายุทธจักรนั้น แตกต่างกับสังคมศิลปะการต่อสู้ของสังคมอื่นอยู่บ้าง คือในยุทธจักรจีนนั้นประกอบไปด้วยศิลปะการต่อสู้หลากชนิดมากมายมหาศาลหลายร้อยแบบและในขณะเดียวกันคนในยุทธจักรก้มักมีการพบปะและไปมาหาสู่กันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้วงการนี้ได้มีกฏเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครมากำหนด แต่เป็นเสมือนข้อตกลงร่วมกันที่คนเป็นอาจารย์มักจะสอนศิษย์ราวกับเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่ง และกฏเกณฑ์เหล่านี้ก็อิงอยู่บนพื้นฐานความคิดในสังคมแบบจีนสมัยเก่าก่อนที่จะปฏิวัติวัฒนธรรม คืออยู่บนหลักจรรยาของขงจื้อ และหลักปรัชญาและคุณธรรมอย่างเต๋า แต่นับแต่อดีตกาลมาในยุทธจักรของจริงนั้นยังไม่มีใครที่ยกเอาคุณธรรมของตัวเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่นและแสดงความชอบธรรมของตัวอย่างที่ อ.สุวินัยทำ เพราะครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนเวลาสอนคุณธรรมศิษย์นั้นมักจะย้ำเสมอว่า อย่าได้อ้างคุณธรรมของตัวแล้วยกตนข่มผู้อื่นหรือตัดสินชี้ว่าผู้อื่นเป็นคนเลวคนไม่ดี เพราะนี่คือข้อห้ามใหญ่ที่เหลาจื้อเคยรจนาไว้ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง
แต่ในยุทธจักรฉบับภาพยนตร์หรือนิยายแล้วก็มักจะมีกล่าวถึงพรรคธรรมมะที่เป็นผู้ดีจอมปลอมอยู่มาก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้นั้นส่วนใหญ่เคยดี และอยู่ในสำนักอันเที่ยงธรรม แต่พอนานวันก็มักติดดีแล้วมักจะเอามาตรฐานของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แม้แต่ถึงขั้นมองว่าสิ่งใดที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำแล้วไม่ตรงกับสิ่งที่ตนทำนั้นล้วนเป็นเรื่องเลวร้ายจนสุดท้ายคนเหล่านี้ก็เริ่มเห็นผิดเป็นชอบเสียเอง จึงเกิดเหตุการณ์ในนิยายกำลังภายในที่ฝ่ายธรรมมะมักจะกลายเป็นผู้ดีจอมปลอมอยู่เสมอ
และน่าตกใจเหลือเกินที่ในโลกของความเป็นจริงกับมีผู้เอาเรื่องคุณธรรมที่สั่งสอนกันในยุทธจักรของจีนมาเป็นเครื่องมือในการอ้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองดูดี อย่าง อ.สุวินัย
ไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นจะถูกต้องหรือไม่ ท่านก็ไม่ควรเอาศิลปะการต่อสู้มาเป็นเครื่องมือ!!!
แต่ไหนๆท่านก็ชอบเอาศิลปะการต่อสู้จีนมาเป็นเครื่องมือแสดงคุณธรรมของตัวแล้ว เช่นนั้นก็อยากถามคุณธรรมของท่านในเรื่องที่ผิดคุณธรรมของวงการอย่างร้ายกาจซักหลายๆเรื่อง
อ.สุวินัยเคยเขียนในหนังสือ “มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” อย่างเลิศลอย และเข้าซึ้งถึงจิตวิญญาณผู้คน ขณะเดียวกันท่านก็เขียนต่อว่าอาจารย์มวยคนแรกของท่านอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์โต้แย้งได้ จริงอยู่ว่า อ.สุวินัยไม่ได้ระบุชื่ออาจารย์คนแรกของท่าน แต่อย่างไรก็ตามคนในวงการต่างรู้ดีว่าท่านคือ อ.วรนาถ(บูล) ดิษยบุตร ซึ่งถ้าว่าตามกฏกติกามารยาทในวงการแล้ว คนเป็นศิษย์เค้าไม่ทำกันเช่นนี้ และในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ อ.สุวินัยได้นำข้อเขียนในบทความของ อ.อดัม สู ทั้งรูปภาพและบทความมาอ้างถึงราวกับตัวเองเป็นผู้เขียนขึ้นเองโดยไม่ได้ชี้แจงและแสดงที่มาเลยแม้แต่น้อย ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านหนังสือของ อ.สุวินัยต่างล้วนเชื่ออย่างสุดใจว่า นั่นคือความรู้ที่ อ.สุวินัยเขียนเอง
และในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ อ.สุวินัยได้อ้างตัวว่าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของ อ.คนที่สองของท่าน และได้รับสืบทอดวิชามาจนหมด ซึ่งก็อีกเช่นกันคนในวงการรู้ดีว่าท่านคือ อ.โค้วเปี๊ยะฮะ ครูมวยไท่เก๊กสายเจิ้งมั่นชิง แต่ถามสักนิดว่าในลูกศิษย์ อ.โค้วทั้งหมดนั้นมีใครยอมรับสิ่งที่ อ.สุวินัยเขียนในหนังสือหรือไม่?ก และการที่ อ.สุวินัยอ้างตัวเองเช่นนี้ถือว่าผิดคุณธรรมหรือไม่? แล้วอย่างนี้อะไรคือจิตวิญญาณตะวันออกที่ อ.สุวินัยอ้างถึงอยู่เสมอ?
ได้ยินว่า แม้แต่วันที่ อ.โค้วถึงแก่กรรม อ.สุวินัยยังไม่แม้แต่ย่างกรายไปงานศพท่าน!!!
นอกจากนี้ในงานเขียนของ อ.สุวินัยในเรื่องวิชามวยจีนนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นการอ้างเอาจากงานของคนอื่นมาเขียนซะเกือบทั้งหมด โดยไม่เคยระบุที่มาที่ไป ส่วนที่ อ.สุวินัยใส่เข้าไปด้วยตัวเองนั้นถ้าพูดตามหลักวิชาแล้วก็ต้องบอกว่า “มั่ว”
อ.สุวินัยเคยเขียนเรื่องมวยอยู่ในหนังสือหลายเล่ม ซึ่งก็จำชื่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากผมเอาหนังสือที่มีทั้งหมดไปทิ้งขยะจนไม่เหลือ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังจำสิ่งที่ อ.สุวินัยมั่วได้ อย่างเช่น อ.สุวินัยบอกว่า มวยไท่เก๊กคือมวยพลังไฟฟ้า!!! อยากถามท่านจริงๆว่าคิดได้อย่างไร และมีครูบาอาจารย์ที่ไหนท่านสอนกันอย่างนี้หรือ หรือแม้แต่การที่ อ.สุวินัยมักจะเหมารวมเอาหลักวิชามวยไปสรุปสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่นเอามวยจีนไปรวมกับโยคะ หรือสรุปว่ามวยจีนคือพื้นฐานวิชาเซียน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และ อ.สุวินัยมั่วขึ้นเองทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีการเขียนข้อมูลผิดๆที่ไม่ตรงตามหลักวิชาอยู่มาก ทั้งที่ลอกมาอย่างคนขาดความรู้ และในส่วนที่ อ.สุวินัยเขียนเข้าไปเอง
ขณะเดียวกันในหนังสือที่ อ.สุวินัยเขียนนั้น เกือบทั้งหมดล้วนแต่มาจากการลอกหนังสือของ อ.ท่านอื่นโดยไม่ได้กรองข้อมูลให้ดี อย่างเช่นวิธีฝึกมวยจีนในหนังสือครรลองโยคะของ อ.สุวินัยก็ได้ลอกวิธีฝึกของ อ. Way Sun Liao มาทั้งดุ้น ทั้งยังลอกวิธีการฝึกไท่จี๋ชี่กงของ อ.โจวซงฮวามาทั้งรูปทั้งบทความวิธีฝึกโดยที่ตัวเองไม่ได้มีความรู้ในสิ่งที่เขียนออกมาเลย ส่วนคัมภีร์ 13 บท ของ อ.เจิ้งมั่นชิงก็ถูก อ.สุวินัยยำใหญ่ตามฉบับมังกรจักรวาลเสียจนรับไม่ได้ แถมยังตบท้ายด้วยการสรุปโยคะกับวิชามวยให้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยความมั่วของตัวเอง จนหลักวิชาผิดเพี้ยนไปหมด
ในหนังสือยุวมังกรที่เป็นการเอานิยายภาพการ์ตูนของญี่ปุ่นมาเขียนเป็นแนวนิยายสอดแทรกวิชามวยของ อ.สุวินัยนั้น ก็ได้มีการอ้างเรื่องวิชามวยปาจี๋ ทั้งลอกกระบวนท่าของ อ.หลิวหยุนว์เฉียวและท่าน ท่าน อ.ยิปมันแห่งมวยหวิงชุนในหนังสือของพวกท่านออกมาเป็นภาพวาด แล้วใส่ในหนังสือของตัวอย่างไม่รู้สึกละอาย ราวกับว่านี่คือคัมภีร์ยุทธที่ อ.สุวินัยได้ถึงกับลงมือวาดภาพประกอบเองด้วยความรู้ในวิชามวยของตัวเอง
นอกจากนี้ในหนังสือยุวมังกร อ.สุวินัยยังได้อ้างตัวว่าได้เรียนวิชามวยปาจี๋จาก อ.ซูยู่จาง และยังอ้างตัวว่าตัวเองนั้นเป็นผู้สืบทอดสายวิชามวยปาจี๋และนับรุ่นตัวเองต่อจาก อ.ซูยู่จางด้วย เมื่อมีผู้ไปถาม อ.ซูยู่จางว่าท่านรู้จักคนชื่อสุวินัยหรือไม่ อ.ซูท่านตอบว่า “ไม่รู้จัก” ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผิดมารยาทอย่างยิ่งในวงการวิชามวย เพราะถือว่าเป็นการแอบอ้างตัวเองและใช้ชื่อของครูมวยผู้อื่นมาให้เครดิตตัวเอง ซึ่งถือว่ารับไม่ได้อย่างยิ่ง
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเมื่อมีคนเข้าไปแย้งเรื่องการลอกเนื้อหาของคนอื่นมาเขียนในหนังสือของตัวเองของ อ.สุวินัยผ่านทางเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ อ.สุวินัยเอง ท่านกลับไม่มีท่าทียอมรับในความผิดพลาดอย่างลูกผู้ชายที่องอาจอย่างวิถีซามูไรตามที่ท่านชอบอ้างถึงแต่อย่างใด
นอกจากนี้ อ.สุวินัยยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อของผู้จัดการว่า “เรื่องฮาราคีรีก็เหมือนกัน ตอนเกิดเรื่องอาจารย์กู้ ผมก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ผมได้ตายไปแล้วจากสังคมนี้ อันนี้มีเขียนไว้อยู่ในหนังสื่อของผมเรื่อง “ระบำรบแห่งสันติ 2 วิถีของลูกผู้ชายคนหนึ่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายช่วงหนึ่ง” (สำนักพิมพ์ไอคอนิค 2544) อันนี้ผมถือว่าตัวผมได้ฮาราคีรีเชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว ถ้าอ.เวียงรัฐ ไม่ใช่อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นแค่ชาวบ้านคนหนึ่งผมจะไม่ว่าเลย แต่เป็นอาจารย์ไม่ทำการบ้านแล้วเขียนจดหมายกล่าวถึงคนอื่นราวกลับรู้จริงแต่ไม่จริงและผิดพลาดขั้นพื้นฐานในฐานะที่เป็นนักวิชาการ ถือว่าน่าอายมากๆ ครับ” ซึ่งจากข้อความนี้ ในฐานะที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่เคยติดตามงานเขียนของ อ.สุวินัยมาอย่างยาวนาน ผมขอพูดตรงๆเถอะ มันจะมีประโยชน์อันใดเมื่อการฮาราคีรีตัวเองในเชิงสัญลักษณ์ของท่านนั้นมันไม่ได้ทำให้ท่านตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ท่านไม่ได้เกิดใหม่เพื่อเรียนรู้ชีวิตใหม่จากความผิดพลาด ท่านไม่ได้ทำลายอัตลักษณ์ของท่านไปแม้แต่น้อย พูดง่ายๆคือ สุวินัยก็ยังคือสุวินัย ยังมีความเชื่อในเรื่องเดิมๆและมีท่าทีต่อความเชื่อของตนอย่างสุดโต่งอยู่เช่นเดิม โดยไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วท่านจะโม้ว่าท่านฮาราคีรีตัวเองไปแล้วเพื่ออะไร?
จากทั้งหมดนี้ผมแค่อยากชี้แจงความจริงต่อสังคมว่า อ.สุวินัยนั้นไม่ได้เป็นเช่นนี้เพราะวิชามวยจีนที่ได้ฝึก แต่อ.สุวินัยเป็นของแกไปเอง ส่วนเรื่องความเป็นลูกผู้ชายอันองอาจและยึดถือคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ศิลปะการต่อสู้ของจีนได้สอนอยู่จริง แต่การอ้างคุณธรรมบังหน้าเพื่อความชอบธรรมของตนและให้ร้ายผู้อื่นในทางการเมืองนั้นไม่ใช่วิถีที่ได้สั่งสอนกันมาแต่อย่างใด หากจะมีก็ดูจะมีแต่ผู้ดีจอมปลอมในนิยายเท่านั้นที่ทำกัน และหากต้องถามถึงคุณธรรมแล้วล่ะก็ สิ่งที่ต้องทวงถามก่อนก็คือคุณธรรมในวงการศิลปะการต่อสู้จีนของ อ.สุวินัยเอง
ล่างฟานอวิ๋น
浪翻云
