การจัดตั้ง ครม. เพื่อบริหารประเทศ ผมว่าไม่ไช่เรื่องง่าย ขนาดบริหารแค่บริษัท ไม่ต้องใหญ่มาก ยังต้องใช้คนมีความรู้ความสามารถ
ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ไปถึงผู้จัดการทั่วไป นอกจากนี้แล้ว หากเป็นบริษัทที่ขายสินค้าก็ยังต้องมีเซลล์ บางบริษัทต้องอบรมแล้วอบรมอีก กว่าจะปล่อยให้พนักงานขายออกไปพบลูกค้า บางบริษัท ยังไม่ไว้วางใจ ต้องมีพี่เลี้ยง หรือพนักงานอาวุโสคอยดูแล ติดตาม ประเมินผลวันต่อวัน เพื่อดูว่าพนักงานใหม่ มีความสามารถ มีประสิทธิภาพในการทำงานมากน้อยเพียงใด
การบริหารประเทศ แน่นอนว่ามีข้าราชการประจำคอยรับคำสั่ง เป็นการทำงาน Day by day operation ส่วนผู้บริหารเป็นผู้วางกรอบนโยบาย และดูผลลัพธ์โดยรวม ว่ามีประสิทธิภาพผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ และต้องเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งคุ้นเคยกับการทำงานแบบข้าราชการ ที่มีเจ้านายเปลี่ยนแปลงไปคนแล้วคนเล่า ทั้งยังมีพวกของใครเป็นของใครอีก แค่คิดก็มีปัญหา ไม่ไช่ว่าจะเริ่มต้นได้ดังใจเหมือนบริษัทเอกชน ยังไม่พูดถึงขั้นตอนกรอบปฎิบัติงานของราชการ ที่ยุมหยิมมีรายละเอียดมาก ดังนั้นการทำงานของราชการจะเปรียบเทียบไม่ได้เลย กับบริษัทเอกชนที่มีผลประโยชน์สูงสุดเป็นแค่กำไร ที่คิดเป็นตัวเงินเท่านั้น
ผมมองดูรายชื่อคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วมีความรู้สึกว่า นี่ไม่ไช่วิสัยทัศน์ที่คุณปูเคยพูด ว่ามองไปข้างหน้าถึงปี 2020 เพราะนี่คือการจัด ครม.ด้วยวิสัยทัศน์เดิมๆไม่มีอะไรแตกต่างไปแม้แต่น้อย
1. เป็นการจัดเพื่อตอบแทนให้กับคนใกล้ชิด หากคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องใช้คนใกล้ชิดไว้ก่อน เพราะไว้วางใจ สามารถทำประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง หรือสนองนโยบายได้อย่างรวดเร็ว อันนี้ก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะว่าผู้ที่มีความรู้ความสามารถ อาจจะไม่ไช่ผู้ใกล้ชิด และหากเป็นผู้ใกล้ชิด ก็คงจะอคติต้องเข้าข้างเจ้านาย หรือคนที่ให้ดำรงตำแหน่งนี้ จะไปวางตัวเป็นกลาง ทำงานโดยไม่ดูตาม้าตาเรือไม่มองดูว่า ใครเป็นผู้มีพระคุณ แบบนี้ก็ถือว่า เอาความสนิทสนมมากกว่าความสามารถ
2. เป็นการจัดเพื่อตอบแทนกลุ่มก๊วนทางการเมือง แต่ละพรรคการเมืองยอมมีกลุ่มการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ซึ่งหัวหน้ากลุ่มจะต้องดูแล ถือว่าเป็นพลังซึ่งทำให้พรรคได้ประโยชน์ มีเสียงส่วนมากชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น หากพิจารณาในทางการเมืองก็จะต้องตอบแทนกัน เมื่อถึงเวลาจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี หากเป็นแบบนี้ ก็ยังไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถแต่อย่างใด ผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก๊วน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นภรรยา หรือบุตรชาย ได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้มีความรู้ความสามารถประสบการณ์ในการบริหารงาน ดังเช่นที่ผมเปรียบเทียบ แม้แต่บริษัทเล็กๆจะรับสมัครคนยังต้องดูความสามารถ การผ่านงานและการศึกษาเสียด้วยซ้ำ การให้บุคคลต่างๆ ที่กลุ่มก๊วนทางการเมืองในพรรคส่งมา ไม่ได้มีประโยชน์แต่อย่างไร รวมทั้งอาจจะให้การบริหารงานประเทศไม่เดินหน้าเสียด้วยซ้ำ เพราะบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติ เป็นเพียงแค่ญาติหรือตัวแทนเท่านั้น ประสบการณ์ไม่มี ไม่เคยแม้แต่ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จู่ๆก็ได้ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี เพราะว่าสามีถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปี หรือเพราะว่าพ่อที่เป็นนักการเมืองอาวุโสจะเกษียณ เลยวางทายาทไว้ หากเป็นแบบนี้ ข้าราชการที่ทำงานด้วยก็คงอึดอัดเพราะ รัฐมนตรีเป็นเหมือนข้าราชการ ซี3 ที่ยังใหม่ และต้องเรียนรู้งาน แต่กับมาสั่งการให้ข้าราชการ ซี10 หรือ ซี11 ที่อาวุโสกว่ามากมาย พูดง่ายๆว่าเด็กเดินบิล หรือเด็กเสริฟ จะมาสั่งผู้จัดการที่อยู่นานกว่า เป็นสิบๆปี หรือเรียกว่าตำรวจชั้นประทวนปลายแถว จะมาสั่งตำรวจชั้นผู้การ ฟังดูแล้วน่าอนาถใจแท้ๆ

3. เป็นการจัดเพื่อตอบแทนบุญคุณ ในส่วนของพรรคร่วมที่มาตกลงปลงใจ เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน โดยที่พรรคบางพรรคมีจุดประสงค์ ต้องการเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น จัดตั้งพรรคขึ้นมาเพื่ออยากจะอยู่ฝั่งรัฐบาล ทั้งๆที่ในระบอบประชาธิปไตย ก็มีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล การทำพรรคการเมืองก็ต้องทำหน้าที่ได้ทั้งสองฝั่ง แต่เปล่าเลย พรรคการเมืองบางพรรคต้องการเป็นพรรคที่อยู่ฝั่งรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น ก็ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถที่ส่งมาเป็นรัฐมนตรี เพราะในเมื่อพรรคตนเองต้องการเป็นรัฐบาลแต่อย่างเดียว หมายความว่าคนที่ส่งมาเป็นรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้สรรหาประโยชน์ ไม่ได้สนใจถึงการบริหารให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด คำนึงแต่ว่าจะหาประโยชน์เพื่อไปตอบแทนให้แก่พรรคตนเองเท่านั้น ดังนั้นกลุ่มพรรคการเมืองเหล่านี้ จะเป็นเพียงคนหน้าซ้ำๆ เป็นรัฐมนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ไม่เคยแก้ไขปัญหาได้ ก็ยังเป็นอยู่ร่ำไป เพราะว่าวัตถุประสงค์หลักมันผิด เรื่องต่อๆมาจะให้ถูก คงเป็นไปไม่ได้
4. เป็นการจัดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง รัฐมนตรีในประเภทนี้ จะเป็นเพราะว่าสถานะการณ์ในขณะนั้น บีบบังคับให้เป็น ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม จะเห็นได้ว่าหากมองคุณสมบัติ ก็ไม่ได้มีความเหมาะสม แต่จำเป็นต้องใช้คน เพื่อเป็นตัวแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือพรรคของตนเอง หรือแก้ไขสถานะของตนเองในเวลาขณะนั้น แบบนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานประเทศแต่อย่างใด
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา เพื่อจะเห็นได้ว่า ครม.ของคุณปู เป็นเหมือนอาหารที่ชาวบ้านนิยมกิน ดูลักษณะอาหารน่าชวนรับประทานอย่างยิ่ง แต่เมื่อตักเข้าปากแล้ว จะรู้ว่ารสชาติไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะแทนที่จะแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะอย่าง ไปแก้ไขบ้านเมือง กลับกลายเป็นว่า การจัดตั้ง ครม. เพื่อไปแก้ไขปัญหาเฉพาะอย่างบ้าง ตอบแทนกลุ่มก๊วนบ้าง หรือแม้กระทั้งเอาคนใกล้ชิดไปดำรงตำแหน่งบ้าง
แล้วที่บอกไว้ว่า เป็นการวางวิสัยทัศน์ไว้ถึง 9 ปีข้างหน้า ในเมื่อการจัดตั้ง ครม. เป็นวิถีทางการเมืองการเก่าๆ ที่นักการเมืองไทย ใช้มาทุกยุค ทุกสมัย ไม่มีความแตกต่าง ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ความคิดวิสัยทัศน์ความคิดการเมืองแบบ “ไดโนเสาร์” มีอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย
ดังนั้น เมื่อมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง ครม. เป็นแบบนี้เสียแล้ว ที่ว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้ดีขึ้น จะบริหารงานรวดเร็ว ให้สมกับวิสัยทัศน์ ที่มองประเทศไทยไปข้างหน้า เป็นได้แค่ฝัน เรายังอยู่จุดๆเดิม ในการเมืองแบบอดีต ได้คนเดิมๆ ได้วิสัยทัศน์เดิมๆ และได้การบริหารงานแบบเดิมๆ คำพูดในป้ายโปสเตอร์หาเสียงที่สวยหรู การปราศรัยที่ลึกซึ้งกินใจ เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง ซึ่งผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่มีอะไรดีขึ้น
ถึงตรงนี้แล้วประชาชนคงจะเข้าใจ ว่านี่คือการเมืองของประเทศไทย อย่าสับสนเอาละครกับเรื่องจริงมาปะปนกัน วันนี้ละครจบแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น การจัด ครม.ครั้งนี้ ใครยังฝันและยังคาดหวังมากกว่านี้ก็ช่วยตื่นที เพราะคุณปูทำได้แค่นี้จริงๆ
ที่มา เว็บไซต์พรรครักประเทศไทย
