Practical Report “เอ็งรู้มั้นว่าข้าซี8 นะเว้ย!!” บทวิพากษ์กรณีข้าราชการตบบ้องหูโดยนักรัฐศาสตร์

วีระศักดิ์  เครือเทพ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ข่าวร้อนช่วงเช้าของวันที่ 11 มกราคม 2555 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีที่ข้าราชการกรมศุลกากรนายหนึ่งระดับซี 7 ซึ่งทําหน้าที ่ด้านบริการผู้โดยสารได้เดินผ่านด่านตรวจที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ทว่าข้าราชการคนดังกล่าวไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ทําการตรวจค้นตามปกติ มิหนําซํ้ายังได้ลงมือทําร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวอีกด้วย !?! นี่แหล่ะสะท้อนถึงตัวตนของข้าราชการไทยและวิธีคิดในการทํางานของระบบราชการที่ควรเร่งปรับปรุงอย่างจริงจัง

 

สิ่งที่เคลือบแคลงใจเป็นอย่างมากก็คือตําแหน่งงานด้านบริการผู้โดยสารของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นกรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีนําเข้าและส่งออก มีตําแหน่งงานนี้เพื่ออะไร? ทําไมต้องบริการผู้โดยสาร(ซึ่งคงไม่ใช่ผู้ส่งออกหรือนําเข้า) ตําแหน่งงานนี้ไปสอดคล้องกับหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีหรืออํานวยความสะดวกด้านการส่งออกนําเข้าอย่างไร หรือมีไว้เพื่ออํานวยความสะดวกด้านอื่นๆที่เกี่ยวกับประโยชน์ส่วนตนของคนในกรมศุลกากร สังคมไทยคงอยากได้คําตอบในเรื่องนี้อย่างไม่รอช้า….. อย่าลืมนะครับเงินเดือนค่าตอบแทนของข้าราชการคนนี้
ก็เงินภาษีของผมเหมือนกัน

ส่วนประเด็นที่ว่ากันว่าข้าราชการไทยชอบอวดเบ่ง โดยเฉพาะกับประชาชนผู้รับบริการหรือกับผู้คนที่มีฐานะหน้าที่การงานตํ่าต้อยกว่า ก็คงจะมีส่วนจริงไม่น้อยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
ซึ่งจะเห็นได้จากคลิปวีดีโอที่เผยแพร่กันทั่วไปตอนนี้อย่างชัดเจน ตราบใดทีข้าราชการไทยจํานวนหนึ่ง (หรือส่วนมาก?) ยังมีวิธีคิดเช่นนี้เราคงได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้อีกบ่อยครั้งโดยเฉพาะกับข้าราชการในตําแหน่งงานที่ต้องใช้อํานาจรัฐโดยตรง

เมื่อไหร่วิธีคิดเช่นนี้จะหมดไปจากข้าของราชการไทยเสียที ผมเองไม่อยากกลายเป็นเหยื่อแบบนี้และก็ไม่ต้องการให้ญาติมิตรหรือคนรู้จักของผมต้องกลายเป็นเหยือเช่นกัน มีบ้างไหมที
่จะกําหนดมาตรฐานด้านคุณธรรมและพฤติกรรมอันเหมาะสมของข้าราชการไทย (code of conduct) และบังคับใช้กันอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่าสงสัยเป็นอย่างมากก็คือทําไมเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเฉพาะหน้า เจ้าหน้าที่ตรวจค้นถึงยอมให้เรื่องนี้ผ่านไป นี่เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยนะครับ !?! ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปทําแบบนี้บ้าง คุณจะยอมให้ผ่านไปหรือไม่เราอาจได้เห็นแนวปฏิบัติที่มี “สองมาตรฐาน” ในเรื่องนี้และจะเห็นว่าระบบการทํางานของราชการไทยยังคงยอมอ่อนข้อหรือยกเว้นขั้นตอนการปฏิบัติให้แก่ผู้มีอํานาจ (หรือแสร้งว่าตนมีอํานาจ) แต่ประชาชนตาดําๆ มักได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและถูกกดขี่อย่างโหดร้าย

ข้าราชการ ต้องได้เวลาปรับตัว!!

ข้าราชการ ต้องได้เวลาปรับตัว!!

หากจะอ้างว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นคนของบริษัทเอกชนที่รับช่วงต่อมาอีกที (out-source) ในการทําหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัย จึงไม่มีอํานาจดําเนินการใดๆ เลย ถ้าเป็นเช่นนี้
จริง เราคงต้องยกเครื่องกันใหม่ในเรื่องการจ้างเหมาภาคเอกชนให้รับช่วงภารกิจต่อจากภาครัฐ เพราะถ้าหากการจ้างเหมาภาคเอกชนทํา ให้มาตรฐานการทํางานในเรื่องนั้นๆ ตกตํ่าลงแล้ว ก็คงต้องทบทวนหรือยุติวิธีการบริหารงานเช่นนี้เสีย

ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่มีการจ้างเหมาภาคเอกชนกันเป็นอย่างมากยังได้เริ่มตั้งคําถามเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการจ้างเหมาภาคเอกชนว่าท้ายที่สุดแล้วอาจไม่
ได้เป็นวิธีการที่ดีเสมอไป (1)เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเปิดประเด็นให้มีการทบทวนในวิธีคิดและวิธีการบริหารงานในลักษณะเช่นนี้กันต่อไป

ได้แต่สงสารประเทศไทยที่ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาวอะไร หากผมอยู่ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ผมคงต้องทําอะไร บางอย่างเป็นแน่ แท้…..

1. อ่านเพิ่มเติมจาก Larry D. Terry. 2006. “The thinning of administrative institutions”, pp.109-128 และ Barbara S. Romzek. 2006.
“Business and government”, pp. 151-178. ใน David H. Rosenbloom and Howard E. McCurdy (eds.). Revisiting Waldo’s
administrative state: Constancy and change in public administration. Washington, DC: Georgetown University Press.

  • Kazuhiko

    เห็นด้วยครับ