ระพี สาคริก
เมื่อต้นเดือนเมษายน พ.ศ.2555 ค่ำวันหนึ่งขณะที่ฉันนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน เป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ง เห็นจะได้ อยู่ๆก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นใกล้ๆตัว ฉันจึงใช้มือซ้ายหยิบขึ้นมาใส่หูฟัง
ฉันได้ยินเสียง ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “คุณปู่ระพี ใช่ไหมค่ะ หนูโทรมาจากจังหวัดสระแก้ว”
ฉันถามกลับไปด้วยไมตรีจิตที่มีเมตตาให้กับทุกคน เสียงนั้นก็ถามต่อมาอีกว่า “คุณปู่ใส่เสื้อสีอะไร หนูใส่เสื้อสีแดง แต่ก็รู้สึกเคารพรักคุณปู่มากนะค่ะ”
ฉันยิ้มอยู่ในใจด้วยความใจเย็น อีกทั้งยังมีความสุข เพราะเห็นว่าลูกหลานทุกคนเป็นคนเปิดใจ พูดกับฉัน หลังจากนั้นจึงตอบกลับไปว่า “คุณปู่ใส่เสื้อไม่เคยมีสี นอกจากนั้นยังย้อมไม่ติดอีกด้วย” ขอบคุณหนูมากที่กรุณาโทรมาหาคุณปู่
หลังจากนั้นจึงหวนกลับไปคิดอดีต เพื่อหาความจริง เกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านมาแล้วให้นานที่สุด ทั้งนี้ก็เชื่อว่า ความจริงดังกล่าว มันควรจะอยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวเอง อย่างมั่นคงมาตลอด เพราะใช้ชีวิตโดยไม่ประมาณ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ย่อมมีความรักที่จะทำอย่างดีที่สุด
โลกติดสีที่ระบาดอยู่ในสังคมไทย ไม่ว่าสีแดง สีเหลือง หรือสีอะไรก็ตาม มันมีมานานนับ 10 ปีแล้ว หรืออาจถึงร้อยปีก็ได้ ฉันนึกถึงคำปรารภที่เคยปรากฏอยู่ในการบริหารงานภายในสังคม โดยเฉพาะเสียงสะท้อนที่ออกมาจากองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งมักบ่นกันว่า “คนไทยส่วนใหญ่ติดอยู่กับพวก ถ้ามาจากสถาบันการศึกษาคนละแห่ง มักทำงานประสานกันได้ยาก” ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงโลกติดสีของคนในสังคมไทย มันก็มีมานานแล้ว แม้ในสมัยนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เราก็เคยได้ยินคำปรามาสที่พูดกันว่า “คนไทยมักดูถูกของเล็ก” นี่ก็เกิดจากความประมาทเช่นกัน จึงไม่คิดว่า “ของเล็กถ้าเราไม่สนใจรีบแก้ไขเสียก่อน วันหนึ่งมันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ไม่ยาก”
โดยเฉพาะถ้าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตของคนที่ไม่มองโลกในด้านดี ก็มักจะฉวยโอกาสเอามาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่นได้ง่าย นี่แหละที่เรียกกันว่า ความไม่พร้อมทางการศึกษาของคนไทย”
ดังนั้น โรคติดสีที่ระบาดอยู่ในสังคมไทย และมีผลทำให้หลายคนรวมทั้งประเทศชาติได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก อยู่ในปัจจุบัน ถ้าเราเป็นคนมีรากฐานจิตใจที่อิสระ ทำให้ไม่เป็นคนลืมง่าย และไม่ดูถูกของเล็ก ย่อมสามารถหวนกลับไปมองสู่อดีต และล้วงลึกลงไปถึงเหตุอันเป็นที่มาได้ว่า แท้จริงแล้วมันเป็นโรคระบาดที่เกิดมานานแล้ว อีกทั้งคนในยุคหลังๆไม่สนใจที่จะสังเกตและคิดแบบบูรณาการ คงเอาแต่โทษกันไปมาเกี่ยวกับปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้อาจบานปลายออกไปกลายเป็นอันตรายต่อสังคมได้ไม่ยาก
ฉันขอถามเธอที่รักทุกคนว่า ในอดีตตั้งแต่ชั้นมัธยมตอนต้น เธอเรียนหนังสือนิทานอีสบเรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว หรือเปล่า” ถ้าเรียนแล้วไม่ได้นำมาคิด ก็คงไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นได้รับการเขียนขึ้นมาเพื่อเตือนให้เธอคิดและทำอะไร ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้บ้าง หรือว่าอยู่กันอย่างเอาแต่เสพความสุขแบบผิวเผิน ไปตามเรื่อง
ถ้าเธอสังเกตบทความที่ฉันเขียนไว้ในอดีต หลายครั้งหลายหน เมื่อกล่าวถึงการศึกษา ฉันมักเขียนไว้ว่า “การศึกษาที่ดี”หาใช่เพียงการศึกษาที่มุ่งเอาแต่ปริญญา ดร. แล้วก็หลงตัวเอง จนกระทั่งออกกฎระเบียบมาว่า คนที่เป็นครูอาจารย์ มหาวิทยาลัย จะต้องได้ปริญญา ดร. ซึ่งเรื่องนี้ มันทำให้รู้สึกน่าสงสารอย่างที่สุด ประการแรก สงสารคนที่ออกกฎระเบียบเรื่องนี้มา ประการที่สอง สงสารคนในสังคมเพราะได้รับการศึกษาแต่เพียงเครื่องประดับที่โก้หรู เพื่อนำไปใช้ข่มคุณงามความดี ของผู้อื่น
ฉันนึกถึงคำปรารภที่ได้ยินเสมอว่า “ คนในสังคมไทยนั้น ถ้าทำงานแบบวันแมนโชว์ จะมีผลเด่นมาก แต่ถ้าทำงานเป็นทีมแล้ว มักไม่ได้เรื่อง แทบทุกครั้ง ทำไมการทำงานแบบวันแมนโชว์ มันถึงไม่เหมาะกับการพัฒนาสังคม ก็เพราะเหตุว่าบุคคลลักษณะนี้ ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนมีนิสัยเห็นแก่ตัว จึงทำให้ผลงานที่ได้รับมันไม่ยั่งยืน อีกทั้งยังมุ่งไปสู่การทำลายในที่สุด เพราะฉะนั้นโรคถือสีที่เกิดความรุ่นแรงขึ้นในปัจจุบัน มันไม่ใช่ของใหม่ หากเป็นมานานแล้วอีกทั้งเมื่อเป็นมานาน ก็ย่อมมีโอกาสระบาดออกไปทั่ว แทบทุกแง่ทุกมุม โดยเฉพาะ คำปรามาสที่พูดกันว่า “คนไทยส่วนใหญ่ มักมีนิสัยเชื่อคนง่าย” เรื่องนี้ย่อมมีสองด้านเสมอ เพราะคนที่เชื่อคนง่ายนั้นมักขาดจิตใต้สำนึกที่รำลึกถึง คุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น
คำว่าวัฒนธรรม หาใช่มองเห็นได้แต่เปลือกแล้วเข้าใจว่า คือการเล่นดนตรีไทย การแสดงละครไทย รวมทั้งเรื่องอื่นๆที่มีคำว่าไทยอยู่ด้วย หากหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจิตวิญญาณมนุษย์ย่อมมีรากฐานความรักฝังอยู่ในแผ่นดินเกิดของตนเอง ที่ทุกคนควรมีความซื่อตรงและซื่อสัตว์สุจริตต่อสิ่งที่มอบชีวิตให้กับตนเอง และสามารถรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุดได้เป็นเวลาช้านาน อย่างรู้เหตุรู้ผล
ธรรมมะ ท่านได้สอนไว้ว่า “จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ” เธอที่รักทุกคน หลังจากรับฟังคำสอนนี้แล้วโปรดอย่าคิดว่า “ถ้าอย่างนั้น ชีวิตก็คงไม่ต้องหลับนอนพักผ่อน” คำว่าตื่นอยู่เสมอนั้น หมายความถึง เป็นคนที่มีรากฐานจิตใจอิสระ ช่วยให้เปิดกว้างและให้โอกาสพลังจิตมันปรากฏออกมา เพื่อรักษาทุกสิ่งอย่าง ซึ่งมีคุณค่าแก่ชีวิตตัวเอง ให้ยั่งยืนอยู่ได้
มนุษย์ทุกคนมีพลังจิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นภาวะปล่อยวาง จึงหาใช่ไม่ทำอะไรเลย เพราะความคิดแบบนั้น มันสะท้อนออกมาให้รู้นั้น ย่อมรู้ได้ว่าการปล่อยวาง คือการทำงานอย่างมีความสุข และความจริงว่า เธอกำลังคิดแบบเอาร่างกายเป็นพื้นฐาน แต่คนที่คิดแบบเอาจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานสามารถกระทำทุกสิ่งอย่างด้วยกำลังขับเคลื่อน ได้อย่างมากมายมหาศาล แม้แต่การพักผ่อนก็น่าจะหมายถึงการทำงานอย่ามีความสุข ซึ่งจะต้องคิดอย่างน้อย 2 ตลบ หาใช่คิดแบบหัวชนฝาไม่

อนึ่ง คนที่มีนิสัยตื่นอยู่เสมอนั้น ย่อมดำเนินชีวิตอยู่อย่างไม่นิ่งดูดาย รู้สึกท้าทายที่จะทำทุกสิ่งอย่างได้อย่างผู้รู้เหตุรู้ผล
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักมีความไวต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะติดสี ซึ่งเป็นนามธรรมที่สามารถซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตวิญญาณ มนุษย์เสมือนสิ่งเสพติดที่กำหนดให้ตัวมนุษย์เองกระทำการใดๆลงไปก็ตาม มักมีแนวโน้มไม่รู้สึกตัว
ถ้ามีการถูกกล่าวหาจากภายนอกย่อมได้รับปฏิกริยาโต้ตอบอีกทั้ง ยังมีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างได้สัดส่วนกันกับความรุนแรงในการถูกกล่าวหา เสมือนลูกฟุตบอลที่ปาเข้าไปสู่ข้างฝา แล้วสะท้อนกลับออกมาด้วยแรงที่ ไม่แตกต่างไปจากด้านเก่า
ดังเช่น การถูกกล่าวหาว่ากระทำอะไรก็ตามที่ไม่สมควร มนุษย์ส่วนใหญ่มักแสดงอาการปฏิเสธทันทีทันควัน แม้แต่การถามว่า เข้าใจหรือเปล่า คนที่ตอบว่าเข้าใจแล้ว ด้วยอาการสวนทางกลับออกมานั้น แท้จริงแล้ว ย่อมตีความได้ว่าเขาไม่เข้าใจจริง ถ้าเข้าใจ มันจะสะท้อนกลับออกมาได้อย่างไร มันก็ต้องเข้าไปอยู่ในใจโดยที่ได้รับการตอบรับแบบสุภาพเรียบร้อย เช่นนี้เป็นต้น
ดังนั้น เรื่องโรคติดสี ถ้าใครกล่าวว่าคนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดสี ก็มักถูกปฏิเสธ โดยทันที
ฉันนึกถึงบทความที่เขียนไว้ในอดีตหลายปีมาแล้วว่า การรวมกลุ่มของคนไทยส่วนใหญ่ในสังคมนั้น แม้จะถูกเรียกว่าเป็นพรรค แต่แท้จริงแล้ว มีความเป็นพวกมากกว่าเป็นพรรค
ทั้งนี้หากเป็นพรรค ย่อมถืออุดมการณ์เป็นที่ตั้ง หาใช่ถือพวกใหม่ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันแฝงอยู่ในรากฐานจิตใจมนุษย์อีกทั้งยังมีความละเอียดอ่อนและเป็นนามธรรม การจะให้มันสะท้อนออกมาเป็นรูปวัตถุนั้น คงกระทำได้ยาก
โดยเฉพาะโรคติดสีมันก็เหมือนกับ โรคติดยาเสพติด เพราะเหตุว่าเมื่อติดเข้าไปแล้วย่อมไม่รู้สึกตัวว่าตนเองกำลังติด จึงยากแก่การคิดแก้ไข
เพราะฉะนั้น ควรถือภาษิตโบราณที่กล่าวฝากไว้ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งเรื่องนี้บุคคลผู้ปฏิบัติได้ย่อมเป็นคนที่มีนิสัยไม่ประมาณและสามารถมองการไกลได้หลายวัฐจักร
ฉันขออนุญาตกล่าวฝากทุกคนไว้แค่นี้ก่อน ถ้าใครหยั่งรู้ความจริงเรื่องนี้ได้ ก็น่าจะรู้ได้ว่ากรใช้วิธีแก้ไขด้วยการพูดให้ฟัง หรือเขียนให้อ่านนั้น คงไม่ใช่วิธีการที่ได้ผลจริงจัง นอกจากเน้นการปฏิบัติให้ทุกคนได้นำไปคิดได้เอง ย่อมถือว่าเป็นบุคคลที่ประเสริฐสุดแล้ว
18 มิถุนายน 2555
