ถก พรบ. คอมพิวเตอร์ ยังขัดแย้ง มุมมองจากรัฐ และภาคประชาชน
March 27, 2009
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับ สถาบันอิศรา จัดราชดำเนินเสวนาครั้งที่ 17 /2551 เรื่อง “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปกป้องหรือคุกคาม” ดำเนินรายการโดยนายฐิติชัย อัฏฏะวัชระ
นายอังสุมาล ศุนาลัย รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ในโลกไซเบอร์สเปซ มีการส่งผ่านข้อมูล ทำธุรกรรมค่อนข้างเยอะมาก จึงจำเป็นต้องมีกฏหมายรองรับการดำเนินการต่างๆ เหล่านั้น เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวข้อมูล หรือการทำธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ ทั้งนี้ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเว็บนั้นเกิดจากชีวิตประจำวันชีวิตจริงของผู้ใช้ ไม่ใช่โลกไซเบอร์ ทุกคนต้องแสดงตัวบุคคลว่าเราเป็นใคร ซึ่งเวลาแสดงความเห็นอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฏหมาย
รองปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวถึงการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ว่า เพื่อปกป้องการเข้าถึงข้อมูลโดยวิธีการที่มิชอบผ่านเครือข่าย ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อาทิ การให้ข้อมูลให้ร้่ายบุคคลอื่น ให้ข้อมูลเพื่อเอาทรัพย์สินคนอื่นมา หรือเจตนาล่อลวง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้รับผลกระทบ โดยเปรียบเทียบว่า หากไ่ม่มีกฏจราจร ใครจะขับรถอย่างไรก็ได้ ก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคม จึงพยายามออกกฏระเบียบขึ้น

นายอังสุมาล ขยายความว่า อำนาจของไอซีทีไม่ได้มี ทุกอย่างต้องขอคำสั่งศาล นอกจากนี้ไม่ได้บล็อคทั้งเว็บ แต่บล็อกเฉพาะหน้ายูอาร์แอลที่มีปัญหาเท่านั้น เพื่อปกป้องผู้ที่เสียหาย ทั้งนี้ ไม่ต้องการให้มองภาพของอินเทอร์เน็ตในแง่ลบเสียทั้งหมด เราพยายามให้เห็นว่าต้องสร้างสิ่งที่เป็นเนื้อหาดีๆ เข้ามา ให้เนื้อหาที่ไม่ค่อยดีค่อยๆ จางหายไป ซึ่งอาจทำได้ด้วยการลดช่องทาง
นายอังสุมาล กล่าวว่า คุณธรรมจริยธรรมมีความหมายมาก เพราะถ้าทุกคนอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมแล้ว กฏหมายตรงนี้แทบไม่ต้องไปอ่านเลย หากไม่ได้ว่าร้ายคนอื่น ไม่แสดงสิ่งลามกอนาจาร หรือทำเรื่องผิดกฏหมายทั่วๆ ไปก็อยู่ในสังคมได้ด้วยดี เขากล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งรัดกวดขัน เพราะต้องเร่งเข้าไปสู่โลกของการทำธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ ต้องการซื้อขายผ่านระบบ เพื่อลดช่องว่างของการซื้อขายลง และส่งผ่านสิ่งต่างๆ ได้ถึงมือผู้ใช้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อมั่น เชื่อถือในระบบนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องกวดขันสิ่งต่างๆ เหล่านี้
พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองผู้บัญชาการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตให้อยู่ในกฏเกณฑ์ที่ไม่ไปสร้างความเสียหายให้สังคม อินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ผู้ให้บริการสื่อนั้นๆ ต้องควบคุมดูแลให้สร้างสรรค์ ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น เว็บมาสเตอร์ต้องกลั่นกรองเนื้อหาที่จะออกสู่ผู้บริโภคให้อยู่ในขอบเขตของกฏหมาย
พ.ต.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า เดิมเรามีกฏหมายอาญา รวมทั้ง พ.ร.บ. อื่นๆ ที่มีโทษอาญา เพื่อควบคุมการกระทำความผิดต่างๆ ต่อมา เมื่ออินเทอร์เน็ตแพร่หลาย มีวิทยาการอย่างรวดเร็ว กฏหมายที่มีอยู่ไม่ได้ล้าสมัย แต่การดำเนินการตามกฏหมาย เช่น การรวบรวมพยานหลักฐาน ควบคุม ดำเนินคดี ประสบปัญหา จึงตรา พ.ร.บ. ขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ควบคุมเก็บรวบรวมหลักฐาน การยึดวัตถุพยานหลักฐานทางดิจิตอลในระบบคอมพิวเตอร์ มาเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี
พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ยกตัวอย่างว่า ในอดีต มีข้อหาลัีกทรัพย์ ขโมยสิ่งของอย่างแว่นตา ส่วนปัจจุบัน ในโลกอินเทอร์เน็ต มีการลักโดเมนเนม หรือชื่อที่จดทะเบียน เช่น จะเข้าเว็บพันทิพ ก็เข้าไม่ได้ เพราะถูกเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว ก็ต้องตีความว่า คำว่าโดเมนเนมเป็นทรัพย์หรือไม่ หรือการบุกรุก ที่ระบุในประมวลกฏหมายอาญา อย่างการเข้าไปในบ้านผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ในโลกไซเบอร์ก็เป็นการบุกรุกเข้าไปในระบบและแก้ไขเนื้อหา ดังนั้น จึงต้องมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เพื่อครอบคลุมความผิดที่เกิด และอำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ในการควบคุมผู้กระทำความผิด
สำหรับการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ นั้น พ.ต.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า เหมือนคดีอาญาทั่วไป โดยความผิดที่เกิดในเว็บต่างๆ 99% เป็นความผิดอาญาอื่นๆ เช่น ฉ้อโกงออนไลน์ ข้อหาหลักคือ ฉ้อโกง แต่กระทำความผิดผ่านทางออนไลน์ หรือการพนันออนไลน์ โดย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ ให้สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เขาอธิบายว่า การดำเนินคดีนั้นเหมือนความผิดทั่วไปที่เกิดขึ้นประจำวัน มีตำรวจหน่วยต่างๆ ที่สอดส่องดูแล รวมถึงได้รับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงไอซีที กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยจะดูที่เนื้อหาเป็นหลัก จากนั้นจะส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการคู่ขนานกันไป เช่น เมื่อพบการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต ก็จะประสานงานกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อไปสร้างภูมิคุ้มกัน กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี ให้สืบต่อ
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหน่วยงานด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะคือ ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี (ศตท.) ซึ่งมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากความผิดทางเทคโนโลยีต้องใช้ความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น จึงพยายามที่จะเอาความผิดเหล่านี้มาทำที่กองบังคับการนี้ แต่ก็ไม่ได้ตัดอำนาจของตำรวจทั่วประเทศ เขาสามารถดำเินินการได้ตามขีดความสามารถของเขา
เมื่อส่งเรื่องไปที่หน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นในความผิดนั้นๆ ก็ต้องมองว่า การกระทำความผิดนั้น กฏหมายให้อำนาจในการปิดกั้นหรือไม่ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่จะปิดกั้นได้ จะส่งเรื่องไปที่กระทรวงไอซีทีเพื่อให้ร้องขอต่อศาลให้มีการปิดกั้น เช่น ปัจจุบันเมื่อมีหน้าเว็บเพจ เว็บบอร์ดที่มีข้อความที่เกี่ี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และส่งให้ไอซีทีปิดกั้นเป็นประจำ โดยทุกสัปดาห์เขาจะรวบรวมส่งให้ไอซีที เมื่อส่งแล้ว ก็จะพิจารณาความผิดที่เกิดขึ้นในแต่ละหน้าเว็บ ว่าเนื้อหานั้นอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานไหนก็จะส่งต่อไปที่นั่น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี ซึ่งจะมีอำนาจสอบสวนคดีนั้นเอง โดยไม่ต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินคดี จะมีชุดปฏิบัติการเทคโนโลยีที่จะลงไปช่วยหน่วยงานตำรวจพื้นที่ต่างๆ ที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจการสอบสวนสืบสวนคดีเทคโนโลยี เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้่น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ในการสืบสวนสอบสวนคดีเทคโนโลยี โดยเริ่มจากสถาบันการศึกษา เดิมหลักสูตรในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีหลักสูตรสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเป็นหลักสูตรหลัก แต่ปัจจุบันได้เพิ่มหลักสูตรการสอบสวนคดีเทคโนโลยี เป็นวิชาบังคับในชั้นปี 3-4 ส่วนพนักงานสืบสวนตาม สน. ต่างๆ ทั่วประเทศก็ได้ฝึกอบรมให้เข้าใจเรื่องการสอบสวนคดีเทคโนโลยีเป็นการเบื้องต้น ให้สามารถอำนวยความสะดวกและความยุติธรรมให้ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง โดยมี ศตท. เป็นพี่เลี้ยงในกรณีที่มีปัญหา
ขณะเดียวกัน หน่วยตำรวจที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค ก็ได้มีโครงการจัดตั้งชุดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีเทคโนโลยีประจำภาค เพื่อเป็นพี่เลี้ยงตำรวจในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้คำแนะนำรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อที่ตำรวจในที่นั้นๆ จะได้ไม่ต้องเข้ามาที่ส่วนกลาง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อให้ในอนาคตการดำเนินคดีเกี่ยวกับคดีเทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนคดีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการหมิ่นประมาททางเว็บบอร์ด และการฉ้อโกงออนไลน์ ที่เกิดจากการซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วไม่ไ่ด้รับ
ผศ.ดร. พิรงรอง รามสูตร หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุโรปมีอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Cyber Crime Convention) ของสภาแห่งยุโรป ซึ่งเป็นต้นแบบของกฏหมายที่ใช้ในระดับพหุภาคีในยุโรป โดยสาระของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ของไทยก็มีอะไรคล้ายกับอนุสัญญาฯ นี้ โดยตีความการกระทำความผิดต่อคอมพิวเตอร์เป็น 2 ส่วนคือ การกระทำความผิดต่อข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ และการกระทำความผิดโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นเึครืองมือในการทำความผิด (computer misuse) โดยมีการวิเคราะห์ในวงวิชาการว่า สาระของอนุสัญญาฯ นี้ เน้นไปที่ความผิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมืิอมากกว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นต่อข้อมูล หรือระบบในคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการหยิบยกมาพูดคุยกัน คือ นอกเหนือจากการจัดการกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั่วไป โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ คือการเพิ่มขึ้นของกาารขยายอำนาจของภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐในการเก็บข้อมูลและการควบคุมพฤติกรรมของประชาชน
จากการวิเคราะห์เนื้อหาในอนุสัญญาฯ พบว่า มีการเพิ่มอำนาจให้รัฐสามารถสอดแนมทางข้อมูล เฝ้าระวังทางข้อมูล เพิ่มอำนาจในกระบวนการสอบสวนสืบสวนของอาชญากรรมอื่นที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ หรืออาจเป็นอาชญากรรมอะไรก็ได้ ที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่บัญญัติไว้ก็ได้ หรืออาจพูดง่ายๆ ว่า รัฐใช้ประโยชน์จากกฏหมายนี้เพื่อสืบสวนสอบสวนจับผิดกลุ่มผู้ที่เป็นเป้าหมาย คืออาจมีการใช้กฏหมายในทางไม่ีชอบ เพราะมีช่องเปิดไว้เยอะมาก
ผศ.ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ในยุคที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสื่อสาร อาจมีการส่งอีเมล โดยอาจเข้ารหัสลับไว้ (encryption) ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็บอกว่าต้องถอดรหัสลับออกมา (decryption) ซึ่งมองว่า เป็นการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่โดยไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระดับปัจเจกเลย โดยขณะที่มีการพูดถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เธอตั้งคำถามถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกสอบสวนหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งมาตรา 15 บอกว่าถ้ายินยอมสนับสนุนหรือยินยอมปล่อยให้มีการนำข้อมูลซึ่งเ้ป็นความผิดต่างๆ เข้าสู่ระบบ ก็มีความผิดฐานเดียวกัน ซึ่งคำจำกัดความของ “ผู้ให้บริการ” ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ก็ตีความกว้างมาก และใช้เหมือนในยุโรป ซึ่งก็มีการต่อต้านมากมาย
นอกจากนี้ เธอแสดงความเห็นต่อการขอให้ศาลออกคำสั่งเพื่อไปจับกุมหรือสืบสวนซึ่งมีระบุไว้ทั้งในอนุสัญญาฯ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ว่า ไม่แน่ใจว่ามีศาลไหนไหมที่ถ้าตำรวจทำคำร้องขอไปแล้วศาลจะปฏิเสธ เนื่องจากเป็นเรื่องเทคนิคและซับซ้ิอน โอกาสที่จะตั้งคำถามน้อยมาก นอกจากนี้แล้ว ในแง่สิทธิเสรีภาพ อนุสัีญญาฯ ของยุโรป ก็เหมือนกับ พ.ร.บ. ของไทย ที่ไม่มีส่วนไหนที่พูดถึงสิทธิิเสรีภาพของผู้ต้องสงสัย ผู้ใช้ หรือผู้ให้บริการเลย โดยในกรณีของไทย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้นเป็นใหญ่ เหมือนเป็นสุญญากาศทางกฏหมาย เนื่องจากเมื่อ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ออกมา พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ออก ขณะที่ในทุกประเทศที่เซ็นอนุสัญญาฯ ของยุโรป มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของสมาชิกที่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งสนใจและห่วงใยในเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ โดยมีกิจกรรมหลักๆ คือ ติดตามผลกระทบจากการประกาศใช้ รวมทั้งพยายามมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา มองว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ส่อไปในทางคุกคามมากกว่าปกป้อง โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า ความมั่นคงแห่งชาติ ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้พยายามปกป้อง อาจกลายเป็นการคุกคามความมั่นคงแห่งชาิติด้วยตัวมันเอง จากการบังคับใช้ที่มีปัญหา
ความต่างข้อหนึ่งของอนุสัญญาฯ ของสภาแห่งยุโรป กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ของไทย คือ อนุสัญญาฯ มีเป้าหมายป้องกันการเกิดอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ส่วนเรื่องเนื้อหาไม่ได้มีการกำกับ จะมีการกำกับดูแลเนื้อหาอยู่แค่เรื่องเดียว คือ การแพร่ภาพอนาจารเด็ก (child pornography) ซึ่งต่างจากมาตรา 14 ของไทยซึ่งควบคุมกำกับดูแลเนื้อหาอย่างกว้างขวาง ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ
น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ที่สำคัญ คือ ในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป มีธรรมนูญสูงสุดคือ มาตรา 10 ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของยุโรป กำหนดให้มีศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป โดยหากถูกตัดสิืนในศาลในประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพ เมื่อถูกนำมาสู่สิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ก็จะถูกตัดสินบนหลักของสิทธิมนุษยชน ดังนั้น จะเห็นว่า ในยุโรปมีกลไกที่สอดคล้องกัน คือเรื่องสิทธิเสรีภาพก็ถูกปกป้องด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่วนเรื่องอนุสัญญาฯ ก็ไม่ได้ล่วงล้ำไปจำกัดเนื้อหา ยกเว้นเรื่องภาพโป๊เปลือยเด็ก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ พ.ร.บ.ไทย ยังคลุมเครือระหว่างเรื่องอาชญากรรมและสิทธิในการแสดงความเห็นและรับข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจน เพราะมาตรา 14 ให้ความกว้างๆ ว่า อะไรก็ตามที่เข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชนก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจตีความได้ด้วยตัวเอง และดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยได้ ซึ่งมองว่า ไม่รัดกุมและอาจก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่เป็นธรรมได้ ทั้งนี้ เธอคิดว่า น่าจะมีมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่มากกว่านั้น ดังเช่นตัวอย่างในยุโรปที่ได้กล่าวไปแล้ว
น.ส.สุภิญญา เล่าว่า การเปิดช่องให้มีการตีความนำไปสู่การจับกุม โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในกรณีความมั่นคง 5 ราย ซึ่งก่อให้เกิดความตกใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและนำไปสู่บรรยากาศแห่งความกลัว รายแรกๆ ที่เป็นข่าวและถูกดำเนินคดีคือ พระยาพิชัยและท่อนจัน ถูกกุมขังเป็นเวลาหลายอาทิตย์ และได้รับการประกันตัว เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้ทราบข่าวอีกราย ซึ่งปัจจุบันยังถูกขังอยู่ คือ สุวิชา ท่าค้อ ซึ่งเป็นผู้ที่ทราบชื่อจริง ขณะที่รายอื่นทราบแต่ชื่อผู้ใช้ (username) โดยสุวิชาถูกจับ ตามป.อาญา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่าเป็นผู้โพสต์คลิปในยูทิวป์ (youtube.com) ซึ่งต้องพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล จากนั้น มีผู้หญิงอายุ 25 ปีถูกจับกุมภายใต้กฏหมายนี้ จากนั้นได้รับการประกันตัวไป โดยไม่มีใครทราบความคืบหน้า ต่อมา ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดประชาไท จีรนุช เปรมชัยพร ถูกจับกุม เนื่องจากมีข้อความในเว็บบอร์ด ทั้งที่ได้ลบข้อความนั้นไปแล้ว แต่ถูกดำเนิืนคดี เพราะบอกว่าลบช้า เพราะปล่อยไว้ถึง 20 วัน
น.ส.สุภิญญา กล่าวถึงปัญหาในการตีความข้อความในอินเทอร์เน็ตว่า ในเว็บบอร์ด ส่วนใหญ่คนจะโพสต์ข้อความที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นแสลง เปรียบเปรยเปรียบเทียบ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ไม่ได้มีหลักฐานอ้างอิงในเชิงข้อเท็จจริง แต่เป็นการแสดงความเห็นในสถานะนิรนาม เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า หลายเรื่องที่ไม่สามารถฟ้องด้วยกฏหมายหมิ่นประมาทหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้โดยตรง เพราะการใช้กฏหมายหมิ่นประมาท ต้องชัดเจนว่าพูดถึงใคร และใครได้รับการพาดพิง แต่ในเว็บบอร์ด เปิดโอกาสให้พูด โดยไม่รู้ว่าพูดถึงใคร ถ้าคนไม่รู้บริบทก็ไม่รู้ว่าพูดถึงใคร เป็นเรื่องที่คนเขียนรู้เองหรือรู้จากการตีความ ถ้าเป็นมาตรฐานทั่วไป ก็ไม่ได้ถือว่าร้ายแรง เพราะไม่ไ้ด้เป็นข้อเท็จจริง หรืออ้างอิงได้ในทางวิชาการ แต่สังคมไทยเอาจริงเอาจังกับการแสดงความคิดเห็นแบบนี้มา่กจนนำมาสู่การจับกุมดังกล่าว เนื่องจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เปิดให้เจ้าหน้าที่ตีความว่า อะไรขัดกับความมั่นคงของชาติและทำให้ตื่นตระหนก
ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ไม่มีการให้คำความจำกัดความที่ชัดเจนจากรัฐบาล เจ้าหน้าที่ไอซีทีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากรัฐต้องการให้ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกกฏหมายจริงๆ ต้องนิยามออกมาให้ชัดว่า อะไรคือความมั่นคงของชาติ อะไรคือความตื่นตระหนก ตามมาตรา 14
น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ทำให้ธรรมชาติของสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยหา่ยไป พลวัตถูกทำให้ชะงักชะงันด้วยการบังคับใช้กฏหมายที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตที่ต่างจากสื่ออื่น คือ ความเป็นนิรนาม (anonymous) ของผู้ที่ใช้ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติของสิ่อใหม่ เทคโนโลยีและวัฒนธรรมเสรี ในอินเทอร์เน็ตทั่วๆ ไปในโลก เราแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไม่สามารถทราบตัวตนของแต่ละคนได้ แต่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์กลับทำให้รัฐขอข้อมูลง่ายอย่างมหาศาล จนทำให้ความเป็นนิรนามหายไป อาทิ ต้องเก็บข้อมูลการใช้งานย้อนหลัง 90 วัน แสดงบัตรประชาชนเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บังคับให้เว็บมาสเตอร์ให้ไอพีแอดเดรสกับเจ้าหน้า้ที่เพื่อสืบสาวต้นตอ และทุกวันนี้ ทราบมาว่า ตำรวจไทยใช้เวลาเพียงสามวันก็หาแหล่งโพสต์ได้แล้ว มันตัดตอนการเติบโตตามธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งควรมีพลวัต ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หรือประชาธิปไตย ไม่เกิดในสังคมนี้ อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างมาตรฐานกฏหมายไทยกับกระแสโลกนั้น คงต้องช่วยกันหาว่า จุดลงตัวจะอยู่ตรงไหน
ข้อมูลประกอบ:
- ดาวน์โหลดคลิปเสียงประกอบ REC004.WAV (34.47 Mb)
- ร่างพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ….
- วิเคราะห์และบทสัมภาษณ์ : ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เรื่องจำเป็นที่ไม่มีใครใส่ใจ?
Comments
One Response to “ถก พรบ. คอมพิวเตอร์ ยังขัดแย้ง มุมมองจากรัฐ และภาคประชาชน”
Got something to say?







“โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในกรณีความมั่นคง 5 ราย ซึ่งก่อให้เกิดความตกใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและนำไปสู่บรรยากาศแห่งความกลัว“
การออกพรบ.ก็เป็นการก่อให้เกิดความตกใจและนำไปสู่ความกลัวของผู้ใช้งาน internet ถ้างั้น คนเขียนพรบ.เองก็น่าจะมีความผิดในกรณีของความมั่นคงด้วยสิครับ