สรินณา อารีธรรมศิริกุล
นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา
บทความกะเทาะเปลือกอาเซียนตอนที่แล้ว เราคุยกันถึงที่มาที่ไปของนโยบายปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่า constructive engagement และการที่อาเซียนนำนโยบายนี้มาใช้กับประเทศสมาชิกโดยเฉพาะพม่า
ส่วนในตอบจบนี้ เราจะคุยกันต่อถึงนโยบายของอาเซียนต่อพม่า ปัจจัยใดที่ทำให้ประชาคมโลกและชาติตะวันตกเปลี่ยนท่าทีจากการบอยคอตมาเป็นการสร้างปฎิสัมพันธ์กับพม่าอย่างในปัจจุบัน รวมทั้งความเสี่ยงจากการใช้นโยบาย constructive engagement ซึ่งพอดีประจวบเหมาะกับการมาเยือนของนางอองซานซูจีในงานประชุม World Economic Forum (WEF) on East Asia 2012 ในไทย
นโยบาย Flexible Engagement เสนอโดยไทย
ตั้งแต่พม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนปี1997 อาเซียนใช้นโยบายปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับพม่า หมายความว่าอาเซียนมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการฑูตกับพม่า โดยไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่มย่ามเกี่ยวกับ
เหตุการณ์การเมืองหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนบ้าน โดยอาเซียนหวังว่าสักวันหนึ่งรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าอาจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้นในอนาคต
ในปี1998 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัยได้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า flexible engagement ขึ้นใช้แทน นโยบายนี้อาจไม่มีคำบัญญัติในภาษาวิชาการไทยอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงต่างประเทศได้แปลคำนี้ว่า “ความเกี่ยวพันอย่างยืดหยุ่น” ซึ่งเป็นนโยบายที่เสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถพูดคุยปัญหาภายในของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเปิดอก แต่การพูดคุยนั้นไม่ควรกระทบความสัมพันธ์ทางการฑูตและการค้าระหว่างกัน
การเสนอนโยบายใหม่ต่ออาเซียนเป็นเพราะว่าไทยเห็นว่าปัญหาการเมืองภายในประเทศ เช่นการสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยทำให้เกิดปัญหาผู้อพยพเข้ามาในไทย หรืออย่างประเด็นเรื่องการค้ายาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ได้กลายมาเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน (non-traditional security issues) ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่อาเซียนจะหลีกเลี่ยงไม่พูดคุยเรื่องสถานการณ์ภายในประเทศสมาชิกเพื่อที่จะหาทางระงับต้นเหตุของปัญหา
ก่อนหน้านี้ อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนายอันวาร์ อิบราฮิมเคยเสนอนโยบาย constructive intervention หรือการเข้าแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหารัฐประหารในกัมพูชาเมื่อปี 1997 และยังเสนอให้ใช้นโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาการเมืองในพม่าด้วย เพราะเห็นว่าแนวนโยบาย constructive engagement นั้นไม่มีประสิทธิภาพในการกำหนดพฤติกรรมของประเทศสมาชิกในอาเซียน แต่นโยบายเข้าแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ก็ถูกมองว่าสุดโต่งเกินไปและขัดหลักปฎิบัติของอาเซียนที่สมาชิกจะไม่เข้าแทรกแซงทางการเมืองภายในของประเทศอื่น
ส่วนนโยบาย flexible engagement ของไทยนั้นถูกปฎิเสธจากสิงคโปร์และมาเลเซียในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 31แต่อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมดังกล่าวได้ยอมรับคำว่า enhanced interaction ที่ถูกเสนอโดยอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนิเซียนายอาลี อาลาตัส (Ali Alatas) ที่มีแนวคิดคล้ายกับ flexible engagement แต่คำว่า enhanced interaction มีความหมายในเชิง“บวก”มากกว่า คือการ
ส่งเสริมหรือเพิ่มพูนปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียน อาเซียนจึงเลือกใช้คำว่า enhanced interaction ซึ่งหวังว่าจะเป็นวิธีที่ช่วยให้สมาชิกอาเซียนสามารถพูดคุยและแก้ไขปัญหาในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อาเซียนใช้แนวนโยบายนี้สร้างความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ และผู้ก่อการร้าย เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่าตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 อาเซียนมีการประชุมและทำสัญญาความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในทางตรงกันข้าม แนวคิดนี้ไม่สามารถเพิ่มระดับความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาการเมืองของประเทศสมาชิกได้ เช่นปัญหาข้อพิพาทพรมแดน ปัญหาคอรัปชั่น การละเมิดหลักประชาธิปไตย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอาเซียน เพราะประเด็นเหล่านี้อ่อนไหวและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในประเทศสมาชิก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้นำประเทศอาเซียนจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางการเมืองกับสมาชิกอื่น
ดังนั้น ถามว่าอาเซียนได้ใช้นโยบาย enhanced interaction หรือ flexible engagement ตั้งแต่ปี 1998 หรือไม่ คำตอบคือ “ใช้อย่างจำกัด” โดยเฉพาะเรื่องการเมืองภายในประเทศสมาชิกอาเซียน ยังคงเป็น taboo หรือประเด็นที่แตะต้องไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีสถานการณ์ความรุนแรงที่รัฐละเมิดหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งขัดกับข้อบัญญัติในกฎบัตรอาเซียนที่แต่ละประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันในปี 2008 ก็ตาม
เช่น ในกรณีไทย ตั้งแต่การเกิดรัฐประหารเมื่อหกปีก่อน การสลายการชุมนุมและมีผู้เสียชีวิตหลายครั้ง การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัญหาเขาพระวิหาร เป็นต้น
หรือในกรณีพม่าหลังเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเช่นการสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของพระสงฆ์ (Saffron Revolution) ในปี 2007 การคุมขังนักโทษทางการเมือง การควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนพม่า และการเลือกตั้งใหญ่ปี 2010 ที่ไม่โปร่งใส่เป็นต้น อาเซียนจะไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่บอยคอต หรือลงโทษประเทศที่ละเมิดกฎอาเซียน
ดังนั้น อาเซียนดูจะยังรักษาและให้ความนิยมกับนโยบาย constructive engagement โดยให้ความสำคัญกับการยึดหลักไม่เข้าแทรกแซงมากกว่าการให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตยและการยึดหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งสามหลักการนี้ถูกบัญญัติในกฎบัตรอาเซียนเช่นกัน
ตั้งแต่ปี 2010 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพม่าถูกจับตามองจากประชาคมโลก เริ่มจากการจัดการเลือกตั้งใหญ่ การปล่อยตัวนางอองซานซูจีและนักโทษการเมืองนับร้อยคน การให้สมาชิกพรรค NLDและนางซูจีได้ลงเลือกตั้งซ่อมและเข้ามามีบทบาททางการเมืองในสภาผู้แทนฯ สิ่งเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่ดีจากรัฐบาลทหารในการปฎิรูปการเมืองพม่า ซึ่งอาเซียนเองก็พยายามเชิญชวนและล็อบบี้ให้สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกายกเลิกการบอยคอตการค้าและการฑูตกับพม่ามาโดยตลอด
หลังจากการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 1 เมษายนในพม่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัคได้ลงบทความที่มีชื่อว่า “The ASEAN Way Won Burma Over” ในหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal วันที่ 3 เมษายน บทความอ้างถึงความสำเร็จของอาเซียนในการใช้นโยบายปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนการเมืองพม่า โดยในบทความกล่าวว่า
“อาเซียน … เชื่อว่านโยบายปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์และการให้กำลังใจมีประสิทธิภาพที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวกมากกว่าวิธีการบอยคอตและตัดความสัมพันธ์ เหมือนดั่งที่อาซียนได้รับพม่าเข้าเป็นสมาชิกในปี1997 และยื่นมือแห่งมิตรภาพให้” นายราซัคยังเน้นอีกว่า “อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสงบและประชาธิปไตยในประเทศสมาชิกอย่างนิ่มนวลละมุนละม่อม”
นอกจากนั้น ผู้นำอาเซียนคนอื่นเช่นรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนิเซียนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวาก็ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะคล้ายคลึงกัน
อาเซียนควรได้รับเครดิตในการเปลี่ยนพม่าจากการใช้นโยบายนี้หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมนโยบายนี้ถึงมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ แทนที่จะเกิดขึ้นเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว หรือพม่าเปลี่ยนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เช่นการเปลี่ยนขั้วอำนาจระหว่างกลุ่มปฏิรูปและกลุ่มอนุรักษ์นิยมในชนชั้นปกครองและปัจจัยผลักดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือเพราะปัจจัยภายนอกประเทศเช่นอิทธิพลของเศรษฐกิจจีนที่ครอบงำพม่ามากเกินไป แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ แรงกระตุ้นจากแนวคิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในเกาหลีเหนือเป็นต้น เรื่องนี้คงเป็นประเด็นที่น่าดีเบตกันในหมู่ผู้ที่สนใจเรื่องพม่าและอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการอาเซียนกันต่อไป
ปัจจัยที่เปลี่ยนท่าทีของชาติตะวันตก
ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหภาพยุโรปประกาศยกเลิกการบอยคอตทางการค้าและการฑูตกับพม่าเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อดูท่าทีของรัฐบาลพม่าในการปฎิรูปการเมืองหลังการเลือกตั้งซ่อม เป็นผลให้ธุรกิจเอกชนในสหภาพยุโรปสามารถเข้ามาลงทุนและทำการค้าขายกับพม่าได้ โดยมีออสเตรเลียและแคนาดาที่ยุตินโยบายบอตคอตพม่าและเริ่มเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ก่อนหน้าสหภาพยุโรป
ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นได้ยกเลิกการบอยคอตพม่าในส่วนของการให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยชนและโครงการพัฒนาต่างๆ แต่ยังคงห้ามบริษัทเอกชนเข้าไปลงทุนอยู่ (บริษัทน้ำมัน Unocal เข้าไปลงทุนในพม่าก่อนอเมริกาออกกฎหมายบอยคอตพม่า ซึ่งในปี 2005 บริษัท Unocal ได้รวมกับบริษัทน้ำมัน Chevron) รัฐมนตรีต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตันได้ออกมาแถลงว่าอเมริกาจะเปิดเสรีให้เอกชนเข้าไปลงทุนกับพม่าได้ แต่การลงทุนนั้นต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมพม่า ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชน และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพพม่า ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยากถ้านักลงทุนอเมริกันต้องการทำธุรกิจในโครงการที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
การเริ่มมีปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ของชาติตะวันตกกับพม่า เป็นเสมือนการตบรางวัลให้แก่รัฐบาลพม่าในการปฎิรูปการเมือง ในสำนวนฝรั่งอาจเรียกว่าได้ว่านโยบายนี้เปรียบเสมือนแครอทที่ใช้เป็นรางวัลล่อให้พม่าเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นในอนาคต แต่ที่จริงแล้วมีปัจจัยอื่นๆ ที่กำลังกดดันชาติตะวันตกให้กระโดดเข้ามาใช้นโยบายปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับพม่าอย่างไม่ต้องรีรอ
- ประการแรกคือ วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจที่ตกต่ำในยุโรป ทำให้สหภาพยุโรปหรืออียูต้องหาตลาดและทำการค้านอกภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้จากการที่สหภาพยุโรปตื่นตัวและกระตุ้นให้เกิดการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศสมาชิกอาเซียน
- ประการที่สอง ชาติตะวันตกต้องการถ่วงดุลอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนที่แพร่ขยายอย่างรวดเร็วในเอเชียและพม่า จีนได้กลายมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองแทนที่ญี่ปุ่นที่เป็นประเทศพันธมิตรทางการเมืองกับโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยิ่งกว่านั้น จีนอาจจะสามารถขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแทนที่อเมริกาได้เร็วสุดในปี2020
- ประการที่สาม สงครามการแย่งชิงแหล่งพลังงานโลกเข้มข้นขึ้น พม่ามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ ที่เคยมีเพียงจีนและบางประเทศในอาเซียนเข้าไปลงทุนและรับผลประโยชน์
การมีปฎิสัมพันธ์กับพม่ากับทำให้ชาติตะวันตกสามารถเข้าไปลงทุนแข่งขันกับจีนในภูมิภาคนี้ได้สะดวกขึ้น นางแคทเธอรีน แอชตันหัวหน้ากิจการด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปได้กล่าวว่า “อียูมีส่วนได้ส่วนเสียกับความสำเร็จของอาเซียน” และต้องการเข้ามามี “บทบาทเชิงสร้างสรรค์” ในเอเชียด้วย
ส่วนประเทศพันธมิตรของชาติตะวันตกในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีก็ได้ปรับเพิ่มความสัมพันธ์กับพม่ามากขึ้นตามลำดับ แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีการลงทุนและการค้ากับพม่าอยู่แล้ว แต่หลังจากโศกนาฎกรรมสึนามิเมื่อปีที่แล้ว ญี่ปุ่นต้องปิดโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาพลังงานทดแทน ซึ่งก๊าซธรรมชาติได้กลายมาวัตถุดิบทดแทนเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ญี่ปุ่นต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอย่างฉับพลันตั้งแต่ปีที่แล้ว
โดยพม่าอาจกลายเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติที่สำคัญในเอเชียแก่ญี่ปุ่นนอกจากอินโดนิเซีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนเกาหลีใต้ก็ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยเช่นกัน โดยต้องการดึงพม่าให้มีความสัมพันธ์ออกห่างจากเกาหลีเหนือทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
Constructive Engagement เปลี่ยนพม่าได้จริงหรือ?
ถึงแม้ว่าพม่าจะส่งสัญญาณการปฎิรูปการเมืองภายในประเทศในทางที่ดีขึ้น แต่กระบวนการปฎิรูปในอนาคตยังไม่มีความแน่นอนว่าจะประสบความสำเร็จหรือหยุดชะงักกลางคันหรือไม่ การควบคุมสื่อมวลชนของรัฐและการสู้รบระหว่างรัฐกับชนกลุ่มน้อยในพม่าซึ่งกลายมาเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ยังคงดำเนินอยู่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่าและสื่อมวลชนต่างประเทศหลายสำนักจึงยังมีข้อแคลงใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพม่าครั้งนี้ จะมี “กระแสย้อนกลับ” (reversibility) หรือไม่
หมายความว่าการปฎิรูปอาจหยุดชะงักเมื่อไรก็ได้ถ้าทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง หรือรัฐบาลชุดปัจจุบันของพม่าที่ถูกควบคุมโดยพลเรือนในคราบทหารจะปล่อยให้มีการปฎิรูปการเมืองแบบประชาธิปไตยไปได้อีกนานแค่ไหน หรือเป็นการปฎิรูปที่แท้จริงหรือไม่… ยังคงไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แม้แต่อองซานซูจีก็ยังถูกถามคำถามนี้ในหลายโอกาส รวมทั้งในที่ประชุม WEF ในไทย ซึ่งเธอก็ตอบว่าการปฎิรูปการเมืองพม่าจะมีกระแสย้อนกลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายทหาร
ถ้าการปฎิรูปไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง สหภาพยุโรปอาจดำเนินนโยบายบอตคอตอีกครั้ง แต่ถ้ามีการลงทุนและการค้าที่ซับซ้อนในพม่าแล้ว การตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ อีกต่อไป เพราะการตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการสร้างความเสี่ยงและทำร้ายธุรกิจบริษัทเอกชนจากยุโรปเอง การที่ชาติตะวันตกคิดว่าการเปิดการค้าเสรีจะเป็นแครอทให้พม่าปรับปรุงสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในอนาคต อาจกลายเป็นการขุดหลุมกับดักให้กับตัวเองก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้การลงทุนในพม่าจากต่างชาติคงไม่มีทางชะลอตัวลงแล้ว เพราะทุกประเทศคงต้องรีบกระโดดเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากการเปิดประเทศพม่าที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์และแรงงานราคาถูกให้รวดเร็วและทันประเทศอื่นๆ
ในงานประชุม WEF ของภาคพื้นเอเชียตะวันออก นางอองซานซูจีได้กล่าวอย่างมีนัยยะว่า พม่าต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติเพื่อ “สร้างงาน” และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพม่า แต่การลงทุนนั้นต้องไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกับทหารและต้องไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น ฉะนั้น ถ้าดูจากสุนทรพจน์ของซูจีแล้ว เธอไม่ต้องการให้ต่างชาติบอยคอตการค้าการลงทุนกับพม่าอีกต่อไป แต่ต้องการการค้าและการลงทุนที่มีคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนพม่าอย่างแท้จริง และการลงทุนนั้นควรทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกัน
แต่ในสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน โครงการลงทุนจากต่างชาติในพม่าส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับทรัพยกรธรรมชาติและพลังงานมากกว่าการผลิตสินค้าหรือบริการ และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำสัญญากับรัฐบาล กลุ่มทหาร หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่ายอยู่ดี
บ่อยครั้งการให้สัมปทานถลุงแร่ สร้างเขื่อน หรือการใช้พื้นที่เกษตรกรรมเพื่อการค้าทำให้เกิดการรุกไล่ประชาชนออกจากที่ทำมาหากินเดิม (โดยส่วนใหญ่ประชาชนไม่มีโฉนด) เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ซูจีได้กล่าวใน WEF ว่าก่อนเธอมาเยือนไทยครั้งนี้ ประชาชนพม่ามีการจุดเทียนประท้วงการผลิตไฟฟ้าที่ขาดแคลนในหลายเมือง
แต่พอเธอมากรุงเทพได้เห็นความเจริญที่แตกต่างระหว่างกรุงเทพกับพม่าอย่างน่าตกใจ ทำให้เธอคิดว่าพม่าควรมีนโยบายพลังงานเสียที ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะในที่ประชุมได้อย่างดี แต่จริงๆ มันไม่เห็นน่าขำตรงไหน เพราะสิ่งที่ซูจีพูดมันสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศษฐกิจในภูมิภาค ว่าทำไมพม่าซึ่งเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัยพากรพลังงานมากมาย แถมส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียรวมทั้งไทย แต่ทำไมประชาชนของตนเองกลับไม่มีพลังงานใช้เสียเอง
ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่อาเซียนและประชาคมโลกควรคำนึงถึงคือ “ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ” (economic justice) ของการลงทุนและการค้าที่ควรจะมีบทบาทเชิง “สร้างสรรค์” ต่อคนท้องถิ่นและสร้างประโยชน์ที่แท้จริงแก่ประชาชนพม่าตามชื่อของนโยบาย “ปฎิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์” ด้วย



