Practical Report วาทกรรม “ประเทศไทยไม่พร้อมสำหรับ…” กับดักทางความคิดที่อันตราย

โดย : พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

เครือข่ายพลังลบ http://www.facebook.com/negativenetwork

 
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อสิงคโปร์ ไม่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย ประชาชนในประเทศวิตกกันเป็นอย่างมาก ประเทศเกาะเล็กๆที่ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืดจะอยู่ได้อย่างไร? หลังจากนั้นประชาชนเขาจึงเริ่มนับหนึ่งด้วยความ “ไม่พร้อม”ไปด้วยกัน

ย้อนกลับมาประเทศไทยเคยมีคนบางส่วนบอกว่าไม่ควรเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาชน “ไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง” อำนาจเลยถูกรวมอยู่ในศูนย์กลางและเมื่ออำนาจถูกกระจายไปสู่มือประชาชน กลุ่มคนที่เคยถือครองอำนาจก็บอกว่าประชาชนไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง ยังไม่ได้รับการศึกษาเรื่องประชาธิปไตย น่าสงสัยว่าก่อนหน้านั้นที่ปกครองด้วยสมบูรณญาสิทธิราชย์นั้น ได้มีการปูพื้นฐานความรู้ให้กับไพร่ (ที่กลายมาเป็นราษฎร) ให้พร้อมกับการปกครองแบบใหม่รึเปล่า หรือเพียงอาศัยคำว่าไม่พร้อมเพื่อจะปกครองกันในระบอบเก่า

หันไปดูรอบๆกรุงเทพฯในเวลานี้หลายๆจุดเพิ่งเริ่มสร้างรถไฟฟ้าระบบรางทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาชาติแนะนำให้ไทยควรลงทุนกับโครงสร้างขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะตั้งแต่สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่อุตสาหกรรมแซงหน้าภาคการเกษตรในการส่งออกแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่กล้าลงทุนและรักษาวินัยการคลังด้วยเหตุผล “ไม่พร้อมที่จะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่”

นั่งฟังส.ส.พรรคภูมิใจไทยคนหนึ่งอภิปรายว่าไม่ควรแจก แท็บเล็ต พีซี ให้กับเด็กกลัวเด็กจะเอาไปเล่นการพนัน เด็ก”ไม่พร้อมที่จะดูแลตัวเอง” ขอถามว่าก่อนที่จะมีแท็บเล็ต ในสมัยเด็กๆใครบ้างไม่เคยเล่นไพ่ เล่นปั่นแปะ เล่นทอยเส้น หรือ จับสลาก แทนที่จะคิดว่าเราจะให้ความรู้ควบคู่กับการแจกแท็บเล็ตได้อย่างไร?

เปลี่ยนช่องไปก็เจอนักวิชาการพูดว่า เรา “ไม่พร้อมที่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับการที่จะงดการเก็บ เพราะเวลาเราเก็บแล้วไปอุ้มตอนน้ำมันแพง แล้วเราใช้น้ำมันถูกกว่าความเป็นจริงเราก้มยังคงก้มหน้าตะบี้ตะบันใช้ แทนที่จะเอาเงินที่อุดหนุนไปส่งเสริมการวิจัยพลังงานทดแทนหรือมีความชัดเจนด้านนโยบายพลังงานว่าจะส่งเสิรมอะไรกันแน่เปลี่ยนไปเปลี่ยน เอทานอล ไบโอดีเซล ฯลฯ

กลุ่มนายจ้างรวมตัวกันบอกว่า “ไม่พร้อมที่จะขึ้นค่าแรง 300 บาท” เพราะว่าจะทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตและจะทำให้นักลงทุนไทยตาย ซึ่งถ้าหากมองย้อนกลับไปไทยเริ่มแข่งขันในตลาดโลกด้วยการส่งออกปี 2518 ตามคำแนะนำของ โรเบิร์ต แมคนามาร่า จากธนาคารโลกโดยให้มุ่งเน้นการส่งออก พร้อมกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เราแข่งด้วยการกดค่าแรงกับเขา จนตอนนี้เขาไปสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มทางสินค้าจนตอนนี้เราไปแข่งกับ เวียดนาม ถามว่าเราจะพร้อมแข่งเรื่องประสิทธิภาพการผลิตเมื่อไหร่? แล้วจะกดค่าแรงไปถึงไหน?

รัฐวิสาหกิจเช่น การรถไฟ และ ขสมก.ก็บอกว่าหน้าที่ของพวกเขาคือต้องแบกรับความขาดทุนเพื่อที่ประชาชนจะได้สบาย เพราะ”ประชาชนไม่พร้อมที่จะเสียเงินแพง” ดังนั้นต้องให้สหภาพดูแลผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่เคยบอก เช่น ที่ดินรถไฟทำกำไรไปมากมายเงินไปไหน? ทำไมระบบขนส่งมวลชนในประเทศอื่นเขาถึงบริหารได้กำไรได้ แล้วทำไมเราถึงบริหารขาดทุน? หรือ จริงๆเงินที่ไปชดเชยการขาดทุนก็มาจากภาษีประชาชนที่รัฐจ่ายเคยบอกกันไหม?

กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่าประเทศไทยนั้นยัง “ไม่พร้อมที่จะรับวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง” ดังนั้นจึงควรอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม เราลืมไปหรือเปล่าว่าเรื่องลามกทะลึ่งหยาบโลน มีอยู่ในศิลปะเพลงพื้นบ้านของไทยมาช้านาน เราหลับตาข้างหนึ่งรึเปล่าที่ไม่รับรู้ว่า เรื่องกระเทย เรื่องตำรวจคอร์รัปชั่น เรื่องท้องก่อนวัยอันควร เรื่องโสเภณี เรื่องพระทำผิดศีล มีอยู่จริงในสังคมไทย? เราเลยพร้อมใจรับไม่ได้ที่มันถูกสะท้อนออกมาในศิลปะ กรอบศีลธรรมอันดีงามแท้จริงเราก้าวพ้นศิลปะแบบวัดๆวังๆ ซึ่งเป็นของประชาชนกลุ่มน้อยนิดในสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านหรือยัง? เราจึงได้แต่ดูหนังวนเวียนเรื่อง วีรกรรมบูรพกษัตริย์ และ คนๆโขนๆ

เรายังคงเป็นเมืองกึ่งพุทธกึ่งผีกึ่งพราหมณ์ และเราก็ยังหลงเชื่อว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ เราตามอ่านทวิตเตอร์ของพระเซเลบฯ ไปปฏิบัติธรรมกับแม่ชีเซเลบฯ(ที่เปิดตัวเครื่องสำอางค์ในสำนักปฏิบัติธรรม) เพราะใครๆเขาก็ทำกันและทำแล้วรู้สึกดี แต่เราลืมไปว่าการนั่งสมาธิหรือการตามอ่านทวิตเตอร์พระแล้วคิดว่าเป็นการทำดี ซึ่งเรายังแยกกันไม่ออกว่าการทำดี กับการเจริญสมาธิเป็นคนละส่วนกัน โดย “ไม่พร้อมที่จะตั้งคำถามถึงความถูกต้องของหลักคำสอน”ที่ถูกบอกต่อๆนั้น มันก็ขัดกับหลักกาลามสูตร เป็นเมืองพุทธที่ยังกราบหมาสามขา วัวสองหัว โอ้!ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ประเทศไทย อาจยัง”ไม่พร้อมสำหรับเทคโนโลยี 3G” เมื่อโครงข่ายแพร่หลายข้อมูลถูกส่งผ่านได้อย่างรวดเร็ว รัฐไม่สามารถสกัดกั้นเนื้อหาที่ต้องการปิดกั้นได้หมด หรือแม้กระทั่งเรื่องการสัมปทาน ประเทศ “ยังไม่พร้อมกับการแข่งขันเสรีที่โปร่งใส” เลยยังต้องนิยมกับการสัมปทานผูกขาดแบบเสือนอนกิน ของ TOT และ CAT ต่อไป เพราะทั้งสองเจ้าอยากจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หรือ เป็นห่วงขุมทรัพย์มหาศาลกันรึ?

ประชาชนบางส่วนก็ดูเหมือนจะ “ไม่พร้อมจะรับผิดชอบทางการเมือง” เหมือนว่าพอเลือกตั้งเสร็จหน้าที่ของเราก็จบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ก็แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง ไม่พร้อมจะติดตามนโยบาย ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมทางการเมือง เอ้า!!ก็ไทยนี่มันรักสงบนี่นา อยู่เฉยๆสบายกว่ากันเยอะ พอนักการเมืองทำอะไรไม่ดีไม่ถูกใจ เราก็ได้แต่บ่นกันว่า “นักการเมืองเลว”

ความไม่พร้อมทำให้เราต้องวิ่งหา “ผู้ใหญ่ใจดี” และยกอำนาจในการตัดสินใจให้กับเขาเชื่อฟังโดยว่าง่าย ห้ามเถียง ห้ามสงสัยในความหวังดีของท่าน เราจะเติบโตกันอย่างไร หากไม่พร้อมที่จะเสี่ยงอะไรเลย ไม่พร้อมแม้จะตั้งคำถามกับสิ่งรอบๆตัว แล้วมีคนคิดแทนให้หมดทุกเรื่องได้หรือ?

แทนที่เราจะเป็นเหมือนเด็กหัดขี่จักรยาน ที่แรกเริ่มก็ต้องมีการล้มลุกคลุกคลาน หัดแล้วหัดอีก ผู้ใหญ่ก็แทนที่จะให้กำลังใจและประคับประคอง แต่กับซ้ำเติมแล้วก็พร่ำบ่นว่า “เห็นไหมผมอาบน้ำร้อนมาก่อนคุณ”

“ไม่มีใครเกิดมาดีพร้อม” คำนี้เห็นจะจริงแต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรากล้าที่จะออกตัวหรือไม่? บางครั้งก็แอบตั้งคำถามว่า “เราจะเข้าเส้นชัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้ออกตัว?” มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขอไว้อาลัยแก่ประเทศที่ไม่เคยพร้อมอะไร แต่ทรนงตัวว่าเราจะเป็นผู้นำ คนไทยตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก(ถ้าเราพร้อม!!) หรือสิ่งเดียวที่เราไม่พร้อมก็คือ “เราไม่พร้อมที่จะรับความจริง” กันแน่!!

  • http://iamthan.com Than R

    หลายคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลง รักนักรักหนากับ Status Quo

    แต่พอของใหม่มา แบบที่ห้ามไม่ได้ เขาก็ว่า “ข้าต้องได้ใช้ก่อน”

    เป็นงั้นไป

  • http://www.facebook.com/thanaed.k Thanaed Kongkacharoen

    เหนื่อยใจจัง แต่ไม่ใช้ว่าจะไม่มีความหวัง

  • http://twitter.com/papawin Paween

    ถ้าได้ผู้นำที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นหลักแล้วละก็น่าจะดีกว่านี้ แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ

  • http://twitter.com/ilumin ดช.นาวิน

    ไม่มีเวลาที่ดีที่สุด สำหรับการเริ่มต้น
    ดังนั้น
    การรอเวลาที่ดีที่สุด เพื่อที่จะเริ่มต้น
    เป็นแค่คำแก้ตัว

  • http://www.facebook.com/people/Kim-Tissue-Fangzy/100000737994503 Kim Tissue Fangzy

    มันก็จริง!

  • Naufal

    “เอ้า! ไม่รู้หรือว่าเงินที่ควรจะนำไปใช้ นโยบายอย่างอื่นต้องอุ่มภาระภาษีน้ำมัน เท่าไหร่? แล้วพอเราใช่น้ำมันถูกกว่าความ เป็นจริงเราก้มยังคงก้มหน้าตะบี้ตะบันใช้ เราบ่นว่าน้ำมันมันแพงเพราะบิดเบือนกลไก
    ตลาด แทนที่จะเอาเงินที่อุดหนุนไปส่งเสริม การวิจัยพลังงานทดแทน”

    เข้าใจว่าการไม่เก็บทำให้น้ำมันถูกลง

  • Phu158

    ไม่มีหรอกครับผู้นำแบบนั้น ถ้าระบบของเรายังเป็น ไม่ทำดีก็ได้ดี อยู่

  • 11otny

    อันนี้เขียนผิดรึเปล่าอ่ะ กองทุนน้ำมัน เป็นสิ่งที่ลดภาระ ไม่ใช่เพิ่มภาระ”ไม่รู้หรือว่าเงินที่ควรจะนำไปใช้นโยบายอย่างอื่นต้องอุ่มภาระภาษีน้ำมันเท่าไหร่”ทุกวันนี้เพราะมีกองทุนน้ำมันจึงลดภาระการอุ้มราคาน้ำมันของรัฐบาลฉะนั้นที่ผิดไม่น่าใช่นโยบายภาษีน้ำมันแต่เป็นแนวคิดการอุ้มราคาน้ำมันเมืองนอกเค้าไปถึง carbon TAX กันแล้ว แต่ไทยกลับ…..

  • http://xn--b3c0aa3bv5eya3g.com/ เมทัลชีท

    รถเมล์จีนสีเหลืองโดยเอกชน ก็เป็นตัวอย่างใกล้ๆตัวครับ ทุกวันนี้ก็เห็นว่าวิ่งสามวันซ่อมสองวัน แต่อย่างน้อยพวกเค้าก็เริ่มต้น แม้จะไม่พร้อม

  • โจ๋ยซะ

    มันก็เริ่มต้นที่นักการเมือง พร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วหรือยัง  ถ้าฝ่ายการเมืองพร้อม (เหมือนที่สิงคโปร์ที่บทความนี้อ้างในตั้งแต่ต้นทำได้ เพราะฝ่ายการเมืองพร้อม) ถ้าฝ่ายการเมืองพร้อม ประชาชนก็พร้อมที่จะเริ่มต้นหัดเดินร่วมกับท่าน  แต่ที่เห็น  ณ ตอนนี้  ที่บอกไม่พร้อม จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกที่ไม่พร้อม แต่เป็นฝ่ายการเมืองยังไม่พร้อมที่จะหยุดการกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศ

    ถ้าฝ่ายการเมืองยังเป็นอยู่อย่างนี้  เวลาใกล้ที่สุดที่ประเทศไทยอาจจะพร้อม ก็เมื่อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดนสูบออกจนหมดแล้ว  มั๊ง

  • ทิด

    บางเรื่องมันเอาความใจถึงไม่ได้ มันต้องดูบริบทด้วย อันนี้ตอบแบบคนที่พร้อมเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนหลายเรื่องบ่อยๆ 555  เช่น แท็บเล็ต ทำไมต้องแท็บเล็ต เด็ก ป1 ทุกคนต้องมีเหรอ ไม่ได้ต่อต้าน แต่มีวิธีอื่นมั๊ยที่จะพัฒนาเด็ก

    กรณีค่าแรง 300 บาท หากจะมองในแง่ Skill ก็ต้องด่าทั้งนักการเมือง นักลงทุน ที่ไม่คิดเปลี่ยนแปลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่ง ด้วยวิธีการเดิมๆที่อาศัยค่าแรงถูก เมื่อเกิดปัญหาก็จะอยู่ไม่ได้ รัฐก็ประคบประหงมกันไป แต่ไม่จริงจังที่จะพัฒนาศักยภาพ และก็โทษระบบการศึกษาที่ล้มเหลว สังคมที่ไม่พัฒนาจิต จนคนเห็นว่าโกงไม่เป็นไร ขอให้รวย

    กับดักที่อันตรายกว่าคือเราคิดว่าเรารู้ แต่จริงแล้วเราไม่รู้
    ในทางกลับกัน ก็คือกูไม่รู้ แต่กูจะพยายามเรียนรู้ ไม่เท่ห์แต่กูจะทำให้ได้

  • อนัตตา

    สังคมไทยเป็นสังคมไม่ยอมรับความเป็นจริง….ถ้าเรายอมรับในปัญหาทางสังคมเหมื่อนๆกันคงแก้ไขปัญหาได้ไม่ยากนัก เข้าทำนองความผิดคนอื่นเห็นเท่าภูผาทีความผิดของตนเห็นเท่าเส้นผม…ถ้ามองไปตามสภาพความเป็นจริงหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าสังคมไทยมีปัญหามากมาย..ไม่ว่าจะเป็นการพนัน..ลักขโมย..ทำร้ายเข่นฆ่ากันเอง..ฯลฯดูจากข่าวทางสื่อต่างๆ..ฝ่ายกฎหมาย.ผู้ใหญ่บ้านเมื่องก็ชอบอ้างผิดศิลธรรมอันดี..ผิดกฏหมายบ้าง….ตามจับมารับผิดรับโทษ..แต่มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ…คนไทยยังไม่ซึมซับศัลธรรมอันดี..มีศาสนาที่ดีแต่ไม่ได้เข้าใจเข้าถึง..และปฏิบัติตาม ..กฎหมายใครๆก็รู้ว่าไม่เข้มแข็งใช้กับบางคนได้แต่ใช้กับคนอีกบางคนไม่ได้แม้ในฐานความผิดที่เหมือนๆกัน…กฎหมายบางอย่างควรตราขึ้นให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงให้ถูกกฎหมายแต่ไม่ทำเช่น กฎหมายการพนัน..กฎหมายการทำแท้งให้ถูกกฎหมายจะได้ไม่แอบซ่อนกันและควบคุมง่าย…

  • http://www.facebook.com/khanechai.tantiwouti Khanechai Tantiwouti

    การเริ่มต้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีืี่สุดในการเดินไปข้างหน้า  ถ้ารัฐบาลไม่กล้าคิดไม่กล้สทำก็ไม่ควรเข้ามาบริหารประเทศชาติ เห็นด้วยอย่างยิ่ง

  • Noke

    ชอบครับ พระ กะ ชี เซเลบบบบบบบ มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว

  • Sam

    ตามมาจากคลับซีคลาส