5 ปี รัฐประหาร 19 กันยาฯ เรามองเห็นอะไรภายใต้ความเจ็บปวด
19 กันยายน 2549 คุณจำได้ไหมว่าวันนั้นคุณอยู่ที่ไหน?
ตอนนั้นผมพักอาศัยอยู่ที่หอพักบริเวณแถวเทเวศร์ ห่างจากบ้านสี่เสาเทเวศร์เพียงสองแยก ช่วงหัวค่ำวันดังกล่าวหลังจากกำลังเดินกลับจากกินข้าวแถวบางลำพู ผมเห็นรถถังวิ่งบนถนนราชดำเนิน ตรอกข้าวสารที่เคยคึกคักกลับเงียบสงัดและทยอยเก็บร้านรวง
ผมกลับจากห้องและเปิดโทรทัศน์ ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือภาพ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร กำลังสั่งการต้านรัฐประหารผ่าน ช่องโมเดิร์นไนน์ ก่อนที่ภาพจะตัดลง ….หลังจากนั้นตลอด 5 ปีเราเห็นอะไรใต้รอยยางของรถหุ้มเกราะที่กลับมาวิ่งบนถนน

เราเห็นการฟื้นฟูระบบรัฐราชการที่ต้องทรงความศักดิ์สิทธิ์ คุณธรรม แต่ก็เต็มไปด้วยสังคมลำดับขั้น ระบบอุปถัมภ์ และการที่ข้าราชการวางตัวเป็นนายประชาชน หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีการพยายามลดทอนอำนาจข้าราชการให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ตามความหมายภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Civil Servant หรือข้ารับใช้ประชาชน
ข้าราชการที่ควรรับใช้ประชาชน กลับกลายเป็นข้าราชการที่มีอภิสิทธิ์ชนเหนือประชาชน ทั้งอำนาจ หน้าที่ และสวัสดิการ โดยประชาชนมีหน้าที่เพียงผู้ทำนุบำรุงพวกเขาด้วยเงินภาษี เรียกร้องเมื่อตัวเองถูกโยกย้ายเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ก็ไม่เคยพูดถึงว่าที่ตัวเองได้ขึ้นมานั้นก็มาจากวาระทางการเมือง และการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องปรกติของประเทศประชาธิปไตย
เราเห็นการฟื้นฟูอำนาจกองทัพ ที่ประกาศตนว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ถูกลดทอนบทบาทตั้งแต่ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ทหารถูกส่งกลับเข้ากรมกอง เป็นทหารอาชีพ
งบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี โดยล่าสุด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่างบประมาณกองทัพควรจะเท่ากับ 2% ของจีดีพีประเทศ ยังไม่รวมการแทรกแซงของกองทัพต่อระบบการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วงปี 2549 มีผู้ชุมนุมต่อต้านทักษิณและมวลชนที่มีส่วนสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารใช้วาทกรรม “หยุดรัฐตำรวจ” แต่พวกเขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าตลอดเวลาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ “รัฐทหาร”
เราเห็นผู้มีบารมีและผู้ทรงภูมิทางสังคม ออกมาพยายามชี้นำสังคม ให้เดินไปบนวิถีพุทธ วิถีจารีต ประเพณีนิยม เศรษฐกิจพอเพียง และความสุขในรูปแบบชุมชนนิยม โดยมีการยกย่องความดีและความสามารถของคนให้มีส่วนเข้ามาบริหารประเทศ
ที่น่าสนใจคือ “คนดี” และ “คนเก่ง” นั้นจำเป็นต้องเป็นคนในรูปแบบเดียวกับท่าน และเป็นคนในเครือข่ายของท่าน โดยเป็นการผูกขาดความดีแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นคนดีที่อำนาจทางสังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ เราวนเวียนกับวาทกรรม “สมานฉันท์ – ปรองดอง -ลดความเหลื่อมล้ำ” ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ไม่มีการปรับเชิงโครงสร้าง มีแต่การช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เพื่อให้เกิด “ระบบบุญคุณ” ขึ้น
หลายๆคนเริ่มพูดว่า “5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยได้อะไร?” ทั้งที่คำถามจริงๆมันควรจะเป็นว่า “เราสูญเสียอะไรในระยะเวลา 5 ปีหลัง รัฐประหาร 19 กันยาฯ?” มากกว่า
เราเห็นอำนาจนอกระบบล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า เราเห็นมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยและกระทำการที่ขัดแย้งกับกระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เราเห็นการล้อมปราบประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกลางเมืองหลวง เราเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเห็นการแทรกแซงสื่อในรูปแบบการให้ทุนสนับสนุน เราเห็นการปิดกั้นเสรีภาพในด้านต่างๆของประชาชน เราเห็นผู้ที่เข้าสู่อำนาจด้วยการแต่งตั้ง ทั้ง ส.ว. และองค์กรอิสระซึ่งต้องตอบแทนผู้มีพระคุณ เราเห็นความชอบธรรมทางกฏหมายที่วิปริตอันเกิดจากกฏหมายที่มาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร
สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ “เรามองเห็น มือที่มองไม่เห็นหรือไม่?” หรือ “จริงๆแล้วเราเพียงแต่แกล้งหลับตาข้างหนึ่งเพื่อมองไม่เห็นในสิ่งที่เราไม่กล้าที่จะตั้งคำถาม?”
และที่เจ็บปวดที่สุดเรากำลังมีรัฐบาลที่ประชาชนหนุนหลังมากกว่า 19 ล้านเสียง โดยหวังว่าจะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบเก่าที่กัดกร่อนสังคม กับกำลังเข้าสวามิภักดิ์กับอำนาจนอกระบบ และในขณะเดียวกันก็พยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการอัดนโยบายประชานิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจ
หากประชาชนท้องอิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพที่แท้จริงแล้ว คงไม่แตกต่างจาก “การกินอาหารที่บำรุงร่างกายแต่ไม่ได้บำรุงสมอง” เท่านั้น!!
ถึงเวลาที่รัฐบาลจำเป็นต้องหมุนเข็มนาฬิกากลับไปอย่างน้อยก็ก่อน เหตุการณ์ 19 กันยาฯ 49 ที่ทหารอยู่ในกรมในกองไม่ใช่ตบเท้าแสดงพลังและความคิดเห็น ที่ศาลและระบบตุลาการภิวัฒน์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทางบ้านเมือง องคมนตรี ผู้อาวุโสทางสังคมจะใช้ความจงรักภักดีและหลักคุณธรรมในการอ้างความชอบธรรมในการปกครองประเทศ
ในการรัฐประหารนั้นไม่มี”คนกลางๆ” มีแต่ผู้ต่อต้านการรัฐประหาร และผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหาร (การนิ่งรับก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนการรัฐประหารทางหนึ่ง) ……..ว่าแต่คนที่เคยออกไปมอบดอกไม้ให้ทหารวันนั้นในวันนี้เขาอยู่ที่ไหน ?
